เราเลือกกำหนดอนาคตของโลกได้

 

febtemps_gis_2016

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่เราสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างเที่ยงตรง ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศอันสลับซับซ้อนที่มีสมการคณิตศาสตร์นับร้อยซึ่งใช้เป็นตัวแทนของกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของบรรยากาศ การระเหยของน้ำและการตกของฝนและหิมะ เป็นต้น เมื่อแบบจำลองเหล่านี้ทำงานอยู่บนซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งมีขนาดเท่ากับสนามเทนนิสหลายสนามรวมกัน ก็ทำให้เราทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นเมื่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศมากขึ้น

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) นำเสนอผลลัพธ์จากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศใว้ในบทสรุปสำหรับผู้กำหนดนโยบาย (Summary for the Policy Maker) ในรายงานการประเมินครั้งที่  4 (the Fourth Assessment Report 2007) โดยคาดการณ์ว่า ภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 1.1-6.4 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจก่อให้เกิดการพังทลายของระบบนิเวศและสังคมของมนุษย์ และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 0.18-0.59 เมตร คนนับล้านบนหมู่เกาะ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำต้องไร้ที่อยู่อาศัย

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลดังกล่าวนั้นเป็นเพียงผลจากการขยายตัวของมหาสมุทรอันเนื่องมาจากความร้อน (thermal expansion)เป็นหลัก ยังไม่รวมถึงอิทธิพลที่มาจากการละลายของพืดน้ำแข็งกรีนแลนด์(Greenland Ice Sheet) และแอนตาร์กติกตะวันตก (Western Antractica Ice Sheet) การศึกษาหลายชิ้นเสนอว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส การละลายของพืดน้ำแข็งที่กรีนแลนด์จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางหวนกลับ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นทั่วโลกถึง 7 เมตร เมืองใหญ่ตามชายฝั่ง เช่น ลอนดอน นิวยอร์ค กรุงเทพฯ และบังคลาเทศครึ่งประเทศจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ และหากพืดน้ำแข็งบริเวณแอนตาร์กติกตะวันตกเริ่มละลายอย่างรวดเร็ว ชายฝั่งทะเลของโลกจะแตกต่างไปจากที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นอย่างมาก สิ่งที่ยังไม่แน่นอนก็คือมันจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน นักธารน้ำแข็งวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่าต้องใช้เวลาหลายศตวรรษกว่าพืดน้ำแข็งที่ปกคลุมกรีนแลนด์จะละลายจนหมด ถึงแม้ว่าเจมส์ ฮันเสน(James Hansen)นักภูมิอากาศวิทยาแห่งองค์การนาซาเสนอว่ากระบวนการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเร็วกว่านี้มาก

ผลจากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของ Hadley Center ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มเป็น 3 องศาเซลเซียส ระบบนิเวศป่าฝนอะเมซอน (Amazon Rainforest Ecosystem) จะถึงกาลล่มสลายซึ่งก็คือหายนะภัยของความหลากหลายทางชีวภาพและการสูญสิ้นของสิ่งมีชีวิตนับล้านสายพันธุ์

ในฐานะสิ่งมีชีวิต เรามีบทเรียนจากอดีต การศึกษาทางธรณีวิทยาเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่(Mass Extinction) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคเพอร์เมียน (Permian Period) หรือเมื่อประมาณ 251 ล้านปีก่อน เสนอว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างทันทีทันใดประมาณ 6 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟและก๊าซมีเทนที่ปล่อยจากรอยแยกของพื้นมหาสมุทร นั้นทำให้สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวมากถึงร้อยละ 95 ต้องสูญสิ้นไป ในเมื่อการคาดการณ์ของ IPCC  กรณีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 6 องศาเซลเซียสนั้นอยู่ทางด้านบนสุด ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่คล้ายกับเมื่อ 251 ล้านปีก่อนจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเรา แต่มันก็น่ากลัวจริงๆ

แน่ละ อนาคตของโลกนั้นรอให้เราขีดเขียน ผลการคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจะไม่มีวันเป็นจริงหากสังคมมนุษย์ทั้งมวลตัดสินใจที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีความไม่แน่นอนมากที่สุดในบรรดาความไม่แน่นอนทั้งหลาย เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนนับพันล้านคน การตัดสินใจที่เป็นธรรมดาสามัญและเกิดขึ้นทุกๆ วัน แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกัน จะเป็นสิ่งที่กำหนดอนาคตของโลกในอีกศตวรรษต่อไป

IPCC ใช้ภาพจำลองเหตุการณ์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Emission Scenarios) เพื่ออธิบายโลกอนาคตที่เป็นไปได้แบบต่างๆ ซึ่งสรุปได้ดังนี้คือ นโยบายที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลักโดยมีการใช้พลังงานฟอสซิลมากและขาดความร่วมมือในระดับโลก ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในระดับสูง (0.59 เมตร) ส่วนการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นไม่มาก (0.18 เมตร)

จากมุมมองของ IPCC เราไม่อาจนึกถึงอนาคตของโลกได้เลย หากเราไม่นึกถึงพลังงานที่เราใช้และแหล่งที่มาของพลังงานเหล่านั้น หลายพันปีก่อน แหล่งพลังงานของเราแหล่งเดียวนอกเหนือจากดวงอาทิตย์คือไม้ฟืน เมื่อไม้ฟืนเริ่มหมด เรานำวัตถุสีดำแปลกๆ ที่เราพบใต้ดินซึ่งเรียกว่าถ่านหินมาใช้ ซึ่งต่อมามันได้กลายเป็นพลังในการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การขุดเจาะน้ำมันครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1848 แต่ยุคน้ำมันยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งปี 1901 อันเป็นช่วงที่มีการขุดเจาะน้ำมันในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เรายังไม่ได้นำก๊าซธรรมชาติมาใช้จนกระทั่งทศวรรษ 1980  และในที่สุดยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยุติลง ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นผลประโยชน์ที่เราได้เพียงครั้งเดียวจากอดีตกาล และเมื่อมันหมดลง มันจะหมดลงตลอดไป เรามาถึงจุดสูงสุดของแหล่งน้ำมันของโลก และที่เหลือจากนั้น ก็หายากขึ้น ราคาแพงมากขึ้น ทำให้เราต้องแสวงหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เรามีแหล่งสำรองถ่านหินอยู่มาก ถ่านหินจึงหมดช้ากว่า แต่ตราบเท่าที่เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่ปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ยังไม่เป็นจริง แรงกดดันของประชาชนเพื่อยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินจะดำเนินต่อไป เรามีแหล่งสำรองยูเรเนียมที่จำกัด ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นทางออกที่แท้จริงของภาวะโลกร้อน ยังไม่ต้องกล่าวถึงอันตรายที่แฝงเร้นและภัยคุกคามอื่นๆ

เมื่อนักประวัติศาสตร์อนาคตเขียนถึงยุคนี้ พวกเขาจะเขียนถึงยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลและจุดจบว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเรายังโง่งมอยู่ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะเล่าเรื่องความขัดแย้ง สงคราม ความโกลาหล คล้ายกับจุดจบของจักรวรรดิโรมัน ถ้าเราเฉลียวฉลาด ประวัติศาสตร์จะเขียนว่า เราบรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงอันเหลือเชื่อไปสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนได้อย่างไร ดังที่หลายคนกล่าวว่า มีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อให้การแสวงหาทางอารยะธรรมของเราได้ดำเนินต่อไปหากเราปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้อยู่ในแนวทางที่ยั่งยืน ถ้าเราเฉลียวฉลาด นักประวัติศาสตร์ยังจะเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ไปสู่การเกษตรอินทรีย์ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต และการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตที่สะอาดเพื่อยุติการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิษในร่างกายและในธรรมชาติ พวกเขายังจะเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่การจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนเพื่อยุติการทำลายป่าไม้ของโลก

มาร์กาเร็ต มีดด์(Margaret Mead) นักมานุษยวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกันเคยกล่าวว่า

“…ไม่ต้องสงสัยเลย พลเมืองกลุ่มเล็กๆ ผู้เอาการเอางานและมีความคิด สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และแท้ที่จริงก็เป็นเช่นนั้นเสมอมา”

ในฐานะมนุษย์ เราสามารถเลือกเพื่อทำการเปลี่ยนแปลง เราสามารถเลือกที่จะรักและปกป้องโลกอันเปราะบางใบนี้ของเรา

เราเลือกกำหนดอนาคตของโลกได้

No Styrofoam Please

This is cool stuff! I visited Chiang Mai last week and took a walk along the walking street from Tha Pae gate toward Wat Pra Sing. I had a really good sense of hope, of course, not about buying stuff but something that I really admired – citizen action!

At Wat Pan Oan (วัดพันอ้น) one of several buddhist temples along the street crowded by hundred of food stalls where people stopped over and had something to eat. Here no styrofoam allow! Big sign hanging from the tree read “no foam for for food project” (sponsor by one businessman who want to encourage market for green products – I don’t remember his name). There is waste segregation station where young volunteer standing to help people to put their own food waste into the right slot. Food waste including leftover liquid drink will be put on one big bin. This is very important as people seem to both enjoying eating and shopping.

Zero Waste Station

I forgot to ask young volunteer boy taking care of waste station where all these stuff go. As far as informal waste management practice concerned, all food waste will go to composting, all recyclables will go to recycling facility, other items can reuse or reprocess. As styrofoam is not allow it makes waste management more promising

This is cool stuff! Small steps that will finally influence the big systems to which we are connected. Help cutting consumption of unsustainable products like “styrofoam” is a good start to help transform the wider waste management system in the country.

If you have chance to walk, shop, and eat along Chiang Mai’s walking street you can do your own bit – help the guy at waste separation station at Wat Pan Oan and enjoy it. Every time you design a bit of our lives to reduce your impact, support good efforts and make your lives more comfortable, beautiful, and exciting, you are sending a powerful message to everyone around you.

ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน

“ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน” วลาดีเมียร์ คลูอิเชฟสกี้ (Vladimir Kluichevsky) : นักประวัติศาสตร์ยุคกลางชาวรัสเซีย

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่มีสัมมาทิฐิซึ่งยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวได้เร็วคือเครื่องมือเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุด และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิจฉาทิฐินั้นจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน

ในหนังสือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปลายยุควิคตอเรีย : เอลนิโน ทุพภิกขภัยและการเกิดขึ้นของประเทศโลกที่สาม (Late Victorain Holocusts : El Nino Famines and the Making of the Third World) ไมค์ เดวิส(Mike Davis) ซึ่งเป็นผู้เขียนได้หยิบยกประสบการณ์ของอินเดีย จีนและบราซิลในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อเปรียบเทียบความอิหลักอิเหลื่อของการพัฒนาร่วมสมัย

เดวิสระบุว่า การบังคับรวบรวมเอาผลผลิตจากเกษตรรายย่อยให้เข้าไปสู่วงจรทางการเงินและสินค้าที่ควบคุมมาจากโพ้นทะเล ได้ทำลายความมั่นคงทางอาหารในขั้นรากฐาน ทิ้งให้คนนับล้านต้องตกอยู่ในความหิวโหยในช่วงปรากฎการณ์เอลนิโน

โดยทั่วไปชาวนาอินเดียมีสิ่งปกป้องจากทุพภิกขภัยที่เกิดจากความไร้เสถียรภาพของภูมิอากาศอยู่ 3 อย่างคือ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน เครื่องประดับเงินของครอบครัวและสินเชื่อต่อผู้ให้กู้เงินและผู้จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของหมู่บ้าน จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งหมดนี้สูญหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจทางเศรษฐกิจในชนบทและกฎเกณฑ์ทางการค้าของผู้ปกครองชาวอังกฤษ

ภายใต้การปกครองของอังกฤษ “ระหว่างปี 1875 และ 1900 ช่วงปีที่มีทุพภิกขภัยร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย การส่งออกธัญพืชต่อปีเพิ่มจาก 3 ล้านตันเป็น 10 ล้านตัน คิดเป็นจำนวนเท่ากับโภชนาการต่อปีของคน 25 ล้านคน

ปัจจุบัน ความยากจน ความผิดพลาดของการวางแผนการพัฒนาและความไร้เสถียรภาพของภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้นเป็นปัจจัยเพิ่มความเปราะบางของคนชายขอบไปจนถึงสิ่งที่เรียกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ถึงกระนั้นประวัติศาสตร์ยังแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบของภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศสามารถบรรเทาลงได้ภายใต้ระบอบต่างๆ

ก่อนอังกฤษเข้ายึดครองเกือบทั้งหมดของอินเดีย ผู้ปกครองท้องถิ่นแห่งราชวงศ์โมกุลออกกุศโลบายต่างๆ เพื่อป้องกันทุพภิกขภัย พวกเขาใช้คำสั่งห้ามการส่งออกอาหาร ออกกฎห้ามขึ้นราคาสินค้า การผ่อนปรนภาษี การแจกจ่ายอาหารฟรีโดยไม่มีการบังคับใช้แรงงาน และการตรวจสอบอย่างแข็งขันของการค้าธัญพืชโดยอิงผลประโยชน์ของประชาชน

ถึงแม้ว่ายากที่จะฉายให้เห็นภาพ เดวิดคาดว่าก่อนถึงการยกเครื่องเศรษฐกิจโลกในยุคแสวงหาอาณานิคม “เป็นไปได้ว่าในกลางศตวรรษที่ 18 มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉลี่ยในยุโรปต่ำกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกเล็กน้อย”

ปัจจุบัน อันตรายก็คือว่า กฎเกณฑ์ของการเปิดเสรีทางการค้านั้นได้มาก่อนความมั่นคงทางอาหารและความจำเป็นในการสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ เมื่อชาวนานและแรงงานในไร่นาต้องเจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 1850 เรื่อยมา และเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ปะทะประสานอย่างรุนแรงกับตลาดโลก ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมหาศาล

ในช่วง 120 ปีภายใต้การปกครองของอังกฤษ มีทุพภิกขภัยร้ายแรงเกิดขึ้น 31 ครั้งในอินเดีย แต่ในช่วงกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา มีทุพภิกขภัย 17 ครั้งที่มีการบันทึกไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “พื้นฐานความเข้าใจถึงจุดกำเนิดของความไม่เท่าเทียมกันของโลกยุคใหม่…ประชากรในเขตร้อนชื้นสูญเสียรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับชาวยุโรปหลังปี 1850 ได้อย่างไร และโยงออกไปไกลถึงการอธิบายว่า ทำไมทุพภิกขภัยจึงสามารถทำให้เกิดการล้มตายครั้งใหญ่ในช่วงปีที่เกิดเอลนิโน…”

แบบแผนที่คล้ายคลึงกันกำลังซ้ำรอยอีกครั้งทั่วทั้งโลกในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์กำลังลงโทษเราที่ไม่เรียนรู้บทเรียน

โลก 5 ใบให้นายคนเดียว

เราอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อน แนวโน้มในด้านต่างๆ ทั้งศิลปะวัฒนธรรม แฟชั่น วิถีชีวิต และความคิดเกิดขึ้นและดับไปเพียงชั่วขณะหายใจ ยังมีความท้าทายอีกประการหนึ่งที่มนุษย์เรามิได้เผชิญมาก่อน ประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคนพร้อมกับศักยภาพทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดได้ก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่อระบบธรรมชาติของโลก นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง พอล ครุสเซน (Paul Crutzen) นำเสนอผ่านบทความในวารสาร ‘เนเจอร์’ (Nature) ว่า เราอาศัยอยู่ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ -ยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene)- กล่าวคือ มนุษย์กลายมาเป็นแรงกระทำที่มีผลต่อธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างมหาศาล และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ย้อนกลับมาคุกคามวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราและคนรุ่นอนาคต

ตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปสะสมเพิ่มพูนในชั้นบรรยากาศซึ่งไร้เขตแดนได้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากการผลิตพลังงานและการคมนาคมขนส่งซึ่งก่อตัวเป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงกว่า 200 ปีที่ผ่านมา กระบวนการอุตสาหกรรมบนฐานพลังงานราคาถูกเอื้ออำนวยให้คนรุ่นปัจจุบันเกิดความสะดวกสบายในชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน รถยนต์ส่วนตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและโอกาสใหม่ ท่ามกลางการท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นโดยความยากจนแบบเรื้อรังและความร่ำรวยแบบกระหายทรัพยากร

ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แนวหายนะภัยเรื่อง The Day After Tomorrow ที่ออกฉายราวกลางปี พ.ศ.2547 ฉายภาพของโลกเมื่อต้องประสบกับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนในอัตราเร่ง ผลคือภัยพิบัติระดับโลกเกิดขึ้นเป็นระลอกติดต่อกัน เช่น พายุเฮอริเคนและทอร์นาโด คลื่นยักษ์กระแทกฝั่ง มหาอุทกภัย แผ่นดินไหว และจุดเริ่มต้นของยุคน้ำแข็งครั้งใหม่…

ภาพยนตร์ The Day After Tomorrow เป็นเรื่องแต่ง แต่ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง แม้ว่าการทำงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) อาจดูไม่เหมือนบทภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่การคาดการณ์ของ IPCC น่าตระหนกมากกว่าสิ่งที่ฮอลลีวู้ดนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนนับล้าน การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิต การขาดแคลนน้ำและอาหาร

นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) ปี 2537 ลงบทความซึ่งสรุปรายงานของเพนตากอน (Pentagon) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เรื่องความมั่นคงสำหรับอนาคตที่คาดการณ์ไว้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า “…ลองจินตนาการดู ประเทศยุโรปตะวันออกต้องดิ้นรนเลี้ยงดูประชากรของตนเอง และเข้าบุกรัสเซียซึ่งเริ่มอ่อนแอเนื่องจากจำนวนประชากรลดลง ทั้งนี้เพื่อยึดคุมสินแร่และแหล่งพลังงาน หรือ ญี่ปุ่นจับตาแหล่งน้ำมันและก๊าซในรัสเซียเพื่อนำมาใช้ในโรงงานผลิตน้ำจืดจากทะเลและการทำอุตสาหกรรมเกษตร…”

ข้อสรุปของเพนตากอนนั้นชัดเจน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในขั้นอันตรายนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและมีแผนสำรองสำหรับยุคอุณหภูมิอันหนาวเย็นในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ พายุที่เกรี้ยวกราดรุนแรงขึ้น ภัยแล้งครั้งใหญ่ ซึ่งคนนับพันล้านต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

เพนตากอนระบุว่า “…ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เผชิญกับทางเลือกระหว่าง ‘อดตาย’ กับ ‘การปล้นชิง’ มนุษย์เลือกอย่างหลัง ดังนั้น หากโลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า ความโหดร้ายยุคโบราณจะกลับมาอีกครั้ง ความสิ้นหวัง การแย่งชิงอาหาร น้ำ และแหล่งพลังงาน สงครามจะกำหนดชะตาของมนุษย์…”

สหรัฐอเมริกาอาจดูเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด คือ มีทั้งเงิน เทคโนโลยี และทรัพยากรมากมายที่จะรับมือ แต่ในด้านกลับกัน สหรัฐอเมริกาจะตกเป็นเป้าหมายจากการที่ช่องว่างระหว่าง ‘มี’ กับ ‘ไม่มี’ จะขยายตัวอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ เพนตากอนจึงเสนอว่า “สหรัฐอเมริกาต้องสร้างป้อมปราการป้องกันตัวเองเพื่อปกป้องทรัพยากร แนวพรมแดนต้องเข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันผู้อพยพจากเม็กซิโก อเมริกาใต้ และหมู่เกาะคาริเบียน” พวกเขาเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่า ‘นโยบายที่ไม่มีผลเสียต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม’ (No Regrets Strategy) ซึ่งจะทำให้สหรัฐอเมริการอดจากหายนะภัยนี้

ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด คือ ผู้ไร้ซึ่งโภคทรัพย์ที่จะรับมือและปรับตัว ผู้ไร้ซึ่งทางเลือกในแหล่งอาหาร รวมถึงผู้ที่ไม่อาจเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข คนจนในประเทศร่ำรวยเองก็หนีไม่พ้น พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องเสียชีวิตหรือประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เมื่อพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มนิวออร์ลีน รัฐหลุยส์เซียนา ผู้เสียชีวิตและประสบภัยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจนสีผิวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และไม่มีรถยนต์หรือพาหนะที่จะหลบความรุนแรงของพายุร้าย

ภาวะโลกร้อนมีความเกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ออกจากวาระอื่นๆ ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ ทั้งการร่อยหรอของทรัพยากร การเพิ่มประชากรโลก การลดลงของอัตราการผลิตอาหารต่อคน รวมถึงความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเมืองของโลก มันมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนและหนุนเสริมเข้าด้วยกัน

หลายต่อหลายคนมองว่า การทำให้คนหันมาสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องยากมาก มิใช่เพียงเพราะความเข้าใจที่ว่ามันคือปัญหาของวันพรุ่งนี้ หากแต่เป็นเพราะมีปัญหาอีกมากมายที่รุมเร้าผู้คนอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องรับรู้ว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ ‘เรื่องอื่น’ ในประเด็นที่หลากหลายและสลับซับซ้อนของโลก ถ้าเราไม่ใส่ใจ ภาวะโลกร้อนจะแผ่ขยายครอบงำประเด็นอื่นๆ ทั้งหมด และในทางกลับกัน หากเราสามารถกู้วิกฤตโลกร้อนได้ ก็จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่คุกคามโลกอยู่ในขณะนี้

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล หรือรู้จักกันว่า ‘เอิร์ธซัมมิต’ (Earth Summit) เมื่อปี 2535 ได้เป็นตัวเร่งให้เกิดการจัดระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงการจัดทำกรอบอนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) คำว่า ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)’ กลายเป็นชื่อของความก้าวหน้า เป็นแนวคิดที่ยอมรับกันทั่วโลก เป็นตัวประสานสารพัดประโยชน์ที่สามารถเชื่อมทุกฝ่ายเข้าหากันได้

แม้การประชุมที่ริโอจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสหลักและเป็นแรงส่งเสริมให้เกิดการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมในทุกหนทุกแห่ง แต่ท้ายที่สุดก็ล้มเหลวที่จะบอกลาแนวคิดการพัฒนาแบบเดิม เอิร์ธซัมมิตประสบความล้มเหลวที่จะฝ่าข้ามทางสองแพร่ง ระหว่างการปล่อยให้เกิดวิกฤตธรรมชาติมากขึ้นจากการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด และการปล่อยให้เกิดวิกฤตความเป็นธรรมมากขึ้นโดยยืนหยัดปกป้องคุ้มครองธรรมชาติไว้อย่างเดียว ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นวาทกรรมการพัฒนาที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย

เอิร์ธซัมมิตก่อให้เกิดคำถามใหญ่ของศตวรรษที่ 21 นั่นคือ จะรับมือกับการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมอย่างไรโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อนิเวศวิทยา

อีก 10 ปีต่อมาหลังจากเอิร์ธซัมมิต มีการจัดการประชุมที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesberg) แอฟริกาใต้ ในปี 2545 ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องการทำให้เป็น ‘การประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development : WSSD)’ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะให้ความสำคัญกับความไม่เท่าเทียมในเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในโลกตกอยู่ในกับดักของความทุกข์ยากและอยู่ในสภาวะที่ลดทอนคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์

บางคนกล่าวว่า มนุษยชาติต้องเลือกเอาระหว่างการเผชิญกับความทุกข์ยากหรือการเผชิญกับหายนะภัยทางธรรมชาติ

เมื่อพิจารณาแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนนั้นเกินขีดความสามารถที่ระบบนิเวศของโลกจะรองรับได้ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมโหฬารและการปล่อยของเสียในรูปคาร์บอนซึ่งต้องการแหล่งดูดซับทางชีวภาพขนาดมหึมา กลายเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่

กล่าวให้ชัดเจนลงไปคือ ถ้าเรานำเอาอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากรในประเทศอุตสาหกรรมมาเป็นค่าเฉลี่ยของทุกประเทศในโลก เราจะต้องมีโลกอีก 5 ใบเพื่อที่จะให้ชั้นบรรยากาศรองรับและดูดซับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นไว้ได้

เรามิอาจแยกความเป็นธรรมออกจากนิเวศวิทยาได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับประเด็นภาวะโลกร้อนที่ท้าทายมนุษยชาติทั้งมวลในขณะนี้ ความทุกข์ยากของมนุษย์ควรจะหมดไปโดยไม่ต้องทำให้เกิดหายนะภัยทางธรรมชาติ และในทางกลับกัน เราสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดหายนะภัยทางธรรมชาติโดยไม่ต้องทำให้ชีวิตมนุษย์ทุกข์ยาก ทั้งนี้ เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องเทคโนโลยี สถาบันและโลกทัศน์ที่ครอบงำโลกปัจจุบันอย่างจริงจัง

The Five Face of Thailand : An Economic Geography

five face of thailand

พิมพ์ในปี 1978 โดย Institute of Asian Affair ใน Hamburg ตั้งชื่อแบบภูมิศาสตร์ คนเขียนเป็นชาวเยอรมันชื่อ Wolf Donner แบ่งประเทศไทยออกเป็น 5 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอิสาน ภาคเหนือและภาค Greater Bangkok

หนังสือหนา 930 หน้า (หนามากๆ) ร้อยเรียงข้อมูลจากงานวิจัย เอกสารราชการที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลานั้น

ปกหน้าด้านในเขียนไว้น่าสนใจว่า

“Among the war and civil-war-ravaged countries of South-East Asia, Thailand has succeeded not only in keeping its head above water, but also in establishing a fairly well distributed prosperity…(อันนี้ ผมไม่เห็นด้วยเท่าไร) Yet violence and social change in the neighbouring countries have not been without their influence : they have certainly helped to put an end to the military regime and they may open the way toward a more democratic constitution. There is, however, little danger of Thailand acting in accordance with the “domino theory” believed in by certain Western politicians. Danger for the old kingdom will probably come not so much from outside revolutionary ideologies, but from a growing imbalance within – between natural resources and socio-economic requirements”

บรรทัดต่อมา…”ไม่ว่าการเมืองจะเป็นแบบไหนและรัฐบาลจะเป็นอย่างไร Wolf Donner ยังยืนยันว่า ภารกิจแห่งอนาคตยังคงเหมือนเดิม กล่าวคือ การขยายตัวของประชากรไม่เพียงแต่นำไปสู่แรงกดดันในเรื่องของการการใช้ประโยชน์ที่ดิน หากยังก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น วิกฤตเศรษฐกิจโลกอันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและวิกฤตการณ์พลังงาน ทำให้ประเทศโลกที่สามส่วนใหญ่ต้องเข้าถึงวิถีการผลิตแบบสมัยใหม่ได้ยากลำบากมากขึ้น ประเทศต่างๆ จำต้องพึ่งพาทรัพยากรในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาจากภายนอกลง

หนังสือเล่มนี้บรรจุข้อมูลน่าสนใจในทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทยจนถึงปี 1978 มีแผนที่บางหน้าที่พูดถึง Storage Dam ตามแนวแม่น้ำโขงสายหลักไว้ด้วย

ระหว่างนิเวศวิทยาและความเป็นธรรม

Thai Climate Justice's Protest at Surat Thani 2010

การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) จะเริ่มขึ้น ณ นครโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 2 กรกฎาคม 2545 ข้อมูลองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวกันของประมุขแห่งรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั่วโลก เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ขององค์การสหประชาติ รัฐบาลท้องถิ่น นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ องค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชนจากมากกว่า 65,000 คน ถือได้ว่าเป็นการประชุมที่มีผู้นำโลกร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่นครริโอ เดอ จาเนโร บราซิล

คำถามที่ตามมาคือ สังคมโลกจะได้อะไรจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะเป็นเพียงความทรงจำของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมที่ริโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 10 ปีที่แล้วหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงการกลับมาทบทวนข้อตกลงต่างที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าและส่วนใหญ่ล้มเหลวจากการประชุมที่ริโอ ? หรือจะเป็นเพียงแค่วาระของการเฉลิมฉลองแล้วก็เลิกรากันไป ?

นายโคฟี อันนัน เลขาธิการใหญ่ของยูเอ็น เรียกการประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่าเป็น Millennium Summit และการประชุมว่าด้วยการเงินและการพัฒนาที่จัดขึ้นที่เมืองมอนเทอเรย์ เม็กซิโก ในเดือนมีนาคม 2545 เขาเสนอให้มี “ข้อตกลงระดับโลก” ระหว่างประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาบนหลักการของภาระและสิ่งที่มีร่วมกันแต่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน ประเทศเดนมาร์กผลักดันข้อเสนอที่คล้ายคลึงกันนี้ในปี 2544 โดยประเทศซีกโลกเหนือจะต้องลดแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยลง มีภารกิจในการบรรเทาหนี้สินของประเทศยากจนและความช่วยเหลือทางสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ประเทศซีกโลกใต้ต้องเห็นชอบในการปรับปรุงดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และให้คำมั่นสัญญาต่อสนธิสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานทางการค้า “ข้อตกลงระดับโลก” จะกลายเป็นวาระใหญ่ที่จะมีการถกเถียงกันในการประชุมสุดยอดของโลกครั้งนี้

องค์การสหประชาชาติระบุว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้มุ่งไปที่ประเด็นที่ท้าทายและความยุ่งยากที่โลกทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในโลกที่มีประชากรเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำ อาหาร ที่อยู่อาศัย สุขอนามัย พลังงาน การบริการด้านสาธารณสุขและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ เสนอประเด็นที่น่าสนใจไว้ใน “The Jo’burg Memo : Fairness in a Fragile World. Memorandum for the World Summit on Sustainable Development” ว่า สิ่งที่ท้าทายและที่เป็นอันตรายสำหรับการประชุมที่โยฮันเนสเบอร์กคือจะเดินหน้าต่อหรือจะถอยหลังกลับเมื่อเทียบกับการประชุมที่ริโอเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การประชุมที่ริโอมุ่งเน้นถึงวิกฤตหลักสองประการคือ วิกฤตของระบบนิเวศและวิกฤตของความเป็นธรรม และมุ่งที่จะผนวกเอาประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นของการพัฒนาเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายไปพ้นจากทางสองแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนาที่ก่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม หรือ การมุ่งแต่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่ละเลยความเป็นธรรม

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าการประชุมที่ริโอประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่งหากแต่ปราศจากรูปธรรมที่จับต้องได้ ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

ที่โยฮันเนสเบิร์ก ประเด็นที่จะมีการถกเถียงกันคือ การไปให้พ้นจากการลอกเลียนแบบการพัฒนากระแสหลัก การลดแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยของประเทศร่ำรวย การรับประกันต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของผู้ด้อยโอกาส และการก้าวกระโดดไปสู่ยุคพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ทั้งหมดนี้  คำถามคือ “อะไรคือความเป็นธรรมภายในพื้นที่ทางสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จำกัด ?”

ในด้านหนึ่ง เราพูดถึงความเป็นธรรมในแง่ของการเรียกร้องให้ขยายและรับรองสิทธิของคนจนในการดำรงชีวิต ในอีกด้านหนึ่ง เราพูดถึงการลดสิทธิที่เหนือกว่าในการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศอุตสาหกรรม ผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นและสิทธิในการดำรงชีวิต มักจะขัดกับผลประโยชน์ของชนชั้นผู้บริโภคในเมืองและบรรษัทซึ่งแสวงหากำไร ความขัดแย้งทางทรัพยากรเหล่านี้จะไม่ยุติลงตราบเท่าที่แบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ทำลายล้างในโลกนี้ยังเป็นไปตามเดิม

ควรต้องกล่าวว่า วิถีชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ถ้าคนไม่มีโอกาสเข้าถึงที่ดิน เมล็ดพันธุ์ ป่าไม้ ทุ่งหญ้า แหล่งทำประมง และแหล่งน้ำ ยิ่งกว่านั้น มลพิษทางอากาศ ดิน น้ำ และในอาหาร คือบ่อนทำลายอย่างเรื้อรังต่อสุขภาพของคนจนโดยเฉพาะคนจนเมือง ดังนั้น การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมิได้ขัดแย้งกับการขจัดความยากจน หากเอื้อต่อกัน สำหรับคนจนแล้ว จะไม่มีความเป็นธรรมโดยปราศจากนิเวศวิทยา และเมื่อพูดถึงการปกป้องดูแลทรัพยากรบนฐานของสิทธิชุมชนที่เข้มแข็ง ก็จะไม่มีนิเวศวิทยาโดยปราศจากความเป็นธรรม

เช่นเดียวกัน เมื่อเราพูดถึงการขจัดความยากจน ก็มิอาจละเลยการยกระดับความมั่งคั่งได้ ในฐานะที่พื้นที่ทางสิ่งแวดล้อมของโลกถูกแบ่งไม่เท่าเทียมกัน การทำให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงฐานทรัพยากรได้มากขึ้นหมายความถึง ต้องลดการอ้างสิทธิในทรัพยากรของผู้บริโภคที่บริโภคเกินจำเป็นทั้งในซีกโลกเหนือและใต้ ความมั่งคั่งต้องเป็นรูปแบบความมั่งคั่งที่ลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งมิใช่เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรม หาไม่แล้ว คนส่วนใหญ่ในโลกยังคงถูกกีดกันออกจากส่วนแบ่งที่เป็นธรรมของมรดกทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ยังมีข้อเสนอต่อการประชุมที่โยฮันเนสเบอร์กให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อเสริมสร้างการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิในการดำรงชีวิต ระบบธรรมาภิบาลที่เปิดกว้างและโปร่งใสอาจเป็นแนวทางที่ดีที่สุดอันหนึ่ง มีข้อเสนอให้อภิปรายถึงกรอบอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นซึ่งรวมเข้ากับสิทธิของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่ทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตในพื้นที่ดังกล่าวยังคงถูกคุกคามจากการทำเหมืองแร่ การขุดเจาะน้ำมัน การทำไม้ และอุตสาหกรรมที่ขูดรีดกอบโกยทรัพยากรอื่น ๆ ที่สำคัญ สิทธิทางสิ่งแวดล้อมต้องรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิผู้บริโภค หลักการป้องกันไว้ก่อน และผู้ก่อมลพิษต้องจ่ายต้องเข้าไปอยู่ในกฎหมายทุกระดับ

นอกจากนี้ มีการพูดถึงการยกระดับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ(UNEP) ให้เป็นองค์การสิ่งแวดล้อมโลก(Global Environment Organization) และประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่ประเทศไทยควรจับตามอง (นอกเหนือไปจากการถกเถียงว่าควรจะให้สัตยาบันในอนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือไม่) เช่น การสถาปนาองค์การพลังงานทดแทนระหว่างประเทศที่มีลักษณะกระจายอำนาจ และศาลระหว่างประเทศเพื่อไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งทางสิ่งแวดล้อมและการค้า เป็นต้น

รัฐบาลไทยพร้อมหรือยังสำหรับ ”ข้อตกลงระดับโลก (Global Deal)” ที่โยฮันเนสเบอร์ก นอกเหนือจากการทบทวนว่าทำอะไรไปบ้างภายใต้กรอบของระเบียบวาระที่ 21 และปฏิญญาริโอ ท่ามกลางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ดำเนินไปอย่างอิหลักอิเหลื่อและอึมครึม


หมายเหตุ – บทความนี้ เขียนไว้ครั้งที่มีการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (WSSD) ในปี พ.ศ. 2545 ณ นครโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ โดยนำเอาประเด็นในรายงาน Jo’ burg Memo : Fairness in a Fragile World – Memorandum for the World Summit on Sustainable Development มานำเสนอ สถานการณ์ของโลกหลายอย่างได้เปลี่ยนไป เป็นต้นว่า การเสนอให้มีการสถาปนาองค์กรพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน เรามีองค์กรที่ชื่อว่า International Renewable Energy Agency(IRENA) http://www.irena.org/ ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงบอนน์ เยอรมนีในปี พ.ศ.2552.

ว่าด้วยเมืองเชอริบอน

tricycle

เมืองเชอริบอนเป็นเมืองขนาดกลางของบนเกาะชวา มีประชากร 3 แสนคน เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางชายฝั่งเกาะชวาทางตอนเหนือ อยู่ทางตะวันออกของเมืองบันดุง เมืองหลวงของชวาตะวันตก 138 กิโลเมตร และห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ 250 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบันดุงกับจาการ์ตา กับเมืองอื่น ๆ ในชวาตอนกลางและชวาตะวันออก

ชื่อของเมืองมาจากคำพื้นเมืองในแถบซุนดา(Sundanese) หมายถึง แม่น้ำกุ้ง ‘Shrimp River’ คงเป็นเพราะมีแม่น้ำและทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เมืองเชอริบอนยังรุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผสมผสานกันทั้งยุโรป(น่าจะเป็นชาวดัชท์ที่มาครองแผ่นดินนี้หลายร้อยปี) อาราบิก, จีน, ชวาและซุนดา

คำขวัญของเมืองคือ Unity in Diversity

People of Cirebon, Java, Indonesia

เมืองเชอริบอนเป็นพื้นที่แห่งเดียวในเขตชวาตะวันตกมีท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมต่อเส้นทางการค้าทางทะเลทั้งในและต่างประเทศ และนี่เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่มาตั้งอยู่ เพราะสามารถขนถ่ายถ่านหินจากเหมืองถ่านหินบนเกาะกาลิมันตันมาที่นี่ได้โดยง่าย

เชอริบอนยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่อง “ผ้าบาติก” ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของศิลปะแขนงนี้ในอินโดนีเซีย

ชุมชนท้องถิ่นที่นี่เป็นมิตร มีอัธยาศัยงดงาม พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

เฉกเช่นกับชุมชนหลาย ๆ แห่งในไทยและในเอเชีย พวกเขารวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับวิถีชีวิตนั่นคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

คำประกาศชุมชนต่อต้านถ่านหินและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดได้เกิดขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นหลักหมายของการต่อสู้รณรงค์ของประชาชนในเอเชียเพื่อยุติถ่านหิน