เรื่องของกระดาษ : วิธีทำเยื่อเชิงกล

เป็นวิธีการดั้งเดิมสำหรับเปลี่ยนชิ้นไม้ให้เป็นเยื่อกระดาษ  เส้นใยจะถูกแยกจากเนื้อไม้โดยการใช้หินบดบดไม้ซุงที่ลอกเปลือกไม้ออกแล้วเพื่อให้ได้เยื่อบด (Groundwood pulp) ปัจจุบันมีการปรับปรุงวิธีการทำเยื่อเชิงกลโดยการใช้แผ่นโลหะหมุนที่เรียกว่าเครื่องย่อย (Refiners) แทนหินบด ทำให้สามารถผลิตเยื่อกระดาษที่มีความแข็งแรงกว่าเยื่อบดเล็กน้อย

โรงงานผลิตเยื่อเคมีนั้น เกือบจะพึ่งตนเองได้ในเรื่องพลังงานที่ใช้ในการผลิตซึ่งได้มาจากการเผาไม้ ในขณะที่โรงงานผลิตเยื่อเชิงกลต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนมากจากแหล่งพลังงานภายนอกโรงงาน   แต่ในอีกด้านหนึ่งแล้ว เยื่อกระดาษที่ได้จากการทำเยื่อเชิงกลมีปริมาณสูงกว่าเยื่อที่ได้จากการทำเยื่อเคมีมาก  คือจะได้เยื่อเชิงกลถึงร้อยละ 95 จากวัตถุดิบเนื้อไม้  เปรียบเทียบกับการทำเยื่อคราฟท์ซึ่งได้เยื่อคราฟท์เพียงร้อยละ 45 ถึง 50 ของวัตถุดิบ  ดังนั้นการผลิตเยื่อเชิงกลจึงมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตเยื่อเคมี และสิ้นเปลืองต้นไม้น้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม เยื่อเชิงกลมีคุณภาพต่ำกว่าเยื่อเคมี  เนื่องจากหินบดจะบดเซลลูโลสจนฉีกขาด รวมทั้งจะมีลิกนินหลงเหลืออยู่ภายในและรอบๆ เส้นใย   ด้วยเหตุนี้กระดาษซึ่งผลิตจากเยื่อเชิงกลจึงไม่สู้จะทนทาน ฉีกขาดได้ง่าย  ดังนั้น เยื่อกระดาษชนิดนี้ส่วนใหญ่จึงใช้ในการพิมพ์หนังสือพิมพ์  สมุดโทรศัพท์ และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการความแข็งแรงและคุณภาพสูง  ปริมาณลิกนินที่เจือปนอยู่สูงทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีเข้มเมื่อโดนแส

ยังมีวิธีการทำเยื่อเชิงกลอีกวิธีหนึ่งซึ่งเรียกว่า การทำเยื่อความร้อน-เชิงกล (Thermo-Mechanical Pulping: TMP) ซึ่งลดปริมาณการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ  โดยทำให้ชิ้นไม้สับอ่อนตัวด้วยไอน้ำก่อนที่จะผ่านเข้าไปสู่เครื่องย่อย โดยสามารถนำความร้อนที่ได้จากไอน้ำทำให้เยื่อกระดาษแห้งได้อีกด้วย

ถ้าทำให้ชิ้นไม้สับอิ่มตัวด้วยสารเคมีที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบก่อนอบไอน้ำจะเรียกว่า การทำเยื่อเคมี-ความร้อนเชิงกล (Chemo-thermo Mechanical Pulping: CTMP) สารเคมีช่วยแยกลิกนินและยางไม้บางส่วนออกจากไม้ได้ ผลลัพธ์ก็คือเยื่อมีความแข็งแรงขึ้น   เยื่อเคมี-ความร้อน เชิงกล สามารถใช้ทดแทนเยื่อเคมีในการผลิตกระดาษที่ไม่ต้องการคุณภาพสูงมากนัก เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย  กระดาษเขียนหนังสือ และกระดาษนิตยสารอาบมันหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ   วิธีการทำเยื่อแบบนี้ใช้ได้ทั้งกับไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง  ในขณะที่วิธีการทำเยื่อความร้อน-เชิงกลใช้ได้เฉพาะไม้เนื้ออ่อนเท่านั้น

การทำเยื่อเชิงกลมีข้อด้อยอยู่ที่ต้องใช้พลังงานมาก  โรงงานทำเยื่อเชิงกลและเยื่อเคมี-ความร้อน-เชิงกล มักจะทิ้งสารเคมีในไม้ที่ถูกแยกออกมา  มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเหมือนในโรงงานทำเยื่อเคมี   และเนื่องจากมีการใช้กำมะถันในกระบวนการผลิต  จึงมีการปลดปล่อยสารที่เป็นปัญหาออกมาเช่นกัน  ในปัจจุบันปริมาณการใช้กำมะถันยังคงน้อยเกินกว่าที่ธุรกิจระบบบำบัดของเสียในเชิงพาณิชย์จะหันมาให้ความสนใจ

สารประกอบกำมะถันที่เป็นพิษ กรดยางไม้และของเสียจากไม้ที่ปล่อยจากโรงงาน ทำให้การทำเยื่อเคมี-ความร้อน-เชิงกล เป็นวิธีที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ  นอกจากนี้แล้วของเสียดังกล่าวยังย่อยสลายได้ยาก การใช้วิธีการบำบัดทางชีวภาพทั้งชนิดใช้แบคทีเรียที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน (Aerobic และ Anaerobic biological treatment)  ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แนวคิดของเสียเหลือศูนย์

เทคโนโลยีนิเวศเป็นแนวคิดที่รวมเอาเทคโนโลยีหรือการผลิตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติของนิเวศมณฑล  เทคโนโลยีนิเวศคือการย่อยสลายได้โดยชีววิธี และอาจใช้กระบวนการทางชีววิทยาในลักษณะที่สอดคล้องและไม่ย่ำยีธรรมชาติ โดยความช่วยเหลือของวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเชิงนิเวศสอดคล้องกับแบบแผนทางสังคมและวัฒนธรรม และรองรับความต้องการของมนุษย์

ของเสียเหลือศูนย์ หมายถึงการกำจัดขยะหรือของเสียให้หมดไปด้วยการเลียนแบบวงจรธรรมชาติซึ่งของเสียเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นในวงจรนิเวศ  กุนเธอร์ พอลลิ วิศวกรสิ่งแวดล้อมได้นำเอาวิธีการดังกล่าวนี้ไปใช้ในโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศฟิจิ แทนซาเนีย จีน และนามิเบีย  โรงงานผลิตเบียร์ทำให้เกิดของเสียจากข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นไฟเบอร์และมีโปรตีนปะปนอยู่เช่นเดียวกับของเสียที่เป็นของเหลว  เห็ดเจริญเติบโตได้ในไฟเบอร์ซึ่งพบอยู่ในของเสีย และสามารถเก็บผลผลิตได้ 5 ครั้งต่อข้าวบาร์เลย์เหลือทิ้ง 1 กอง รวมถึงสามารถนำไปใช้เพาะเห็ดคุณภาพสูงอย่างเห็ดชิตาเกะได้ด้วย  ผู้ชำนาญการการเพาะเห็ดทั่วโลกเองยังนึกไม่ถึงว่าสามารถเพาะเห็ดด้วยของเสียจากเบียร์ได้  ไม่เพียงเท่านั้นเห็ดยังสามารถเปลี่ยนลิกนินที่อยู่ในของเสียให้เป็นคาร์โบไฮเดรตคุณภาพสูงซึ่งนำไปใช้เลี้ยงฝูงปศุสัตว์ได้

ในของเสียหนึ่งตันจะมีส่วนที่เป็นโปรตีนซึ่งจะผลิตไส้เดือนได้ 287 ปอนด์ ไส้เดือนเหล่านี้ใช้เลี้ยงไก่ในฟาร์มไก่ที่สร้างคู่กับโรงงานผลิตเบียร์ ไก่ในฟาร์มก็จะเป็นอาหารของคนในชุมชนนั้น มูลไก่และปศุสัตว์ที่รวบรวมได้สามารถนำไปหมักเพื่อผลิตก๊าซมีเทน ซึ่งนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้าได้  โรงงานเบียร์ขนาดกำลังผลิต 8 แสนลิตรต่อปีซึ่งเป็นโรงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซมีเทนที่ได้จากของเสียจากการเลี้ยงไก่และปศุสัตว์  จากนั้นของเสียที่เป็นของเหลวข้นๆ ซึ่งมีค่าบีโอดีสูงก็จะถูกนำไปทิ้งลงในบ่อเลี้ยงปลาที่มีสวนลอยน้ำสำหรับปลูกดอกไม้ต่างๆ ข้าวไรย์ และมะเขือเทศ ภายใน 24 ชั่วโมงของเหลวข้นๆนี้จะแตกตัวและช่วยผลิตปลา 7 ชนิด

เมื่อนำกฎของวงจรชีวิตในธรรมชาติมาดัดแปลงใช้ก็ทำให้เกิดผลิตผลที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย  โรงงานผลิตเบียร์มีผลผลิตเพิ่มจากเดิม 7 เท่า นอกจากนี้ยังผลิตอาหาร เชื้อเพลิง และปุ๋ยได้มากขึ้น 7 เท่าด้วย น่าสังเกตว่าวิธีการแบบนี้ใช้ได้ดีกับโรงงานผลิตเบียร์ขนาดเล็ก เพราะความจำกัดทางชีวภาพของตัวระบบเอง วงจรการผลิตแบบนี้สร้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าของโรงงานผลิตเบียร์ปกติ เพราะต้องใช้แรงงานเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลการผลิตอื่นๆ ในระบบที่เกี่ยวข้องกัน ข้อดีอีกข้อก็คือ ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะเป็นของเสียที่ต้องทิ้งอยู่แล้ว  ค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานถือว่าต่ำเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เพราะทุกอย่างตั้งอยู่รอบโรงเบียร์  โรงเบียร์จึงมักตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการบริโภค เพื่อนำ เห็ด ไก่ ไข่ไก่ ปลา ที่ผลิดได้ไปขายให้กับชุมชน

นิเวศวิทยาอุตสาหกรรม

นิเวศวิทยาอุตสาหกรรมเป็นแนวคิดที่เกิดจากสถาบันวิชาการ/ ภาคอุตสาหกรรมที่ว่า ของเสียที่เกิดจากบริษัทหนึ่งสามารถเป็นวัตถุดิบของอีกบริษัทหนึ่งได้ถ้าผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งถือว่าเป็นการนำแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพเชิงนิเวศมาปฏิบัติโดยใช้พลังงานและวัตถุดิบให้เกิดประโยชน์ที่สุด   มีตัวอย่างการดำเนินการและบทความในเรื่องนี้มากมายเช่น

ตัวอย่าง : เมือง Kalundborg ประเทศเดนมาร์ก

เขตอุตสาหกรรมในเมือง Kalundborg ห่างจากกรุงโคเปนเฮเกนไปทางตะวันตก 80 ไมล์ เป็นตัวอย่างแรกของ “นิเวศวิทยาอุตสาหกรรม”  เขตอุตสาหกรรมนี้รวมอุตสาหกรรมหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ โรงกำเนิดไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โรงงานทำแผ่นฝาผนัง ผู้ผลิตกรดกำมะถัน ผู้ผลิตซีเมนต์ การทำเกษตรกรรมและพืชสวนในท้องถิ่น และระบบทำความร้อนของเมือง  โดยโรงกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังโรงงานผลิตยา โรงกลั่นน้ำมัน และระบบทำความร้อนของเมือง  Gyproc ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผ่นฝาผนังจะซื้อก๊าซส่วนเกินและแร่ยิปซัมซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการขจัดกำมะถันเพื่อทำให้ก๊าซที่ปล่อยออกจากโรงกลั่นน้ำมันสะอาด  นอกจากนั้นขี้เถ้าลอยจากโรงงานผลิตไฟฟ้าก็ถูกนำมาทำซีเมนต์และสร้างถนน โรงงานผลิตไฟฟ้าใช้ความร้อนส่วนเกินในการทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงปลาทะเลอุ่น  เกษตรกรแถบนั้นก็จะนำตะกอนดินจากบ่อเลี้ยงปลามาทำปุ๋ย

อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้เป็นเพียงรูปแบบการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพขึ้นเท่านั้น  แต่ไม่ได้ลดการใช้วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่มีพิษ

ผลกระทบโลกร้อนในจีน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างรุนแรง ธารน้ำแข็งในทิเบตที่ละลายอย่างรวดเร็วจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดบางสาย เช่น แม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซีเกียงต่ำลงถึงขั้นอันตราย ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อบริเวณชายฝั่งของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองและมณฑลที่มั่งคั่งที่สุดของจีน ประชาชนมากกว่า 400 ล้านคนในจีนกำลังประสบกับปัญหาพื้นที่แปรเปลี่ยนเป็นทะเลทราย (desertification) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและผลผลิตทางอาหาร

สิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ คือ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารของจีนในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคต ปรากฏการณ์รุนแรง เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุไซโคลนและพายุเขตร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และธารน้ำแข็งก็ละลายเร็วขึ้นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำในประเทศ และยังทำให้ความเสี่ยงที่ทะเลสาบธารน้ำแข็ง (glacial lakes) จะแตกมีมากขึ้น

ในเดือนมิถุนายนปี 2007 จีนได้ริเริ่มแผนงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ แผนงานนั้นครอบคลุมถึงยุทธวิธีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางเลือกใหม่ในการตอบสนองความต้องการพลังงานที่มหาศาลและยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งวิธีจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุดในภายภาคหน้า  นอกจากนี้ องค์กรประชาสังคมในจีนยังได้เตรียมการรายงานเพื่อพัฒนาพันธะหน้าที่และการมีส่วนร่วมของทางองค์กรในการต่อกรกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม

บันทึกข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำฝนในจีนโดยรวมลดลงตั้งแต่ปี 1965 แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 7-10 โดยเฉพาะในตอนใต้และตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ หากค่าเฉลี่ยนี้ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ผิดไป เนื่องจากในขณะเดียวกัน การขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรกรรมของจีนมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคทางเหนือซึ่งเกิดภัยแล้งอยู่ทั่วไป สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนมากขึ้นทำให้ในบางครั้ง ฝนไม่ตกในช่วงเวลาที่พืชผลต้องการน้ำมากที่สุด นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเร่งการระเหยของน้ำอีกด้วย

ล่าสุด ปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมีแนวโน้มที่จะตกแบบไม่สมดุล กล่าวคือ บางพื้นที่จะได้รับน้ำฝนปริมาณมาก และบางครั้งอาจมากเกินไปจนทำให้เกิดน้ำท่วม ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ ยังต้องประสบภัยแล้ง

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมบางอย่างจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่รุนแรงนัก อย่างเช่น ดอกไม้ผลิบานเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนสองถึงสี่วันในฤดูใบไม้ผลิ แต่ผลกระทบอื่นๆ อย่างเช่นผลที่มีต่อภาคเกษตรกรรม อาจส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจและปัจจัยการดำรงชีวิตในท้องถิ่น

รายงานการประเมินระดับชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ( climate National Assessment Report) ฉบับล่าสุด ซึ่งจัดพิมพ์โดยรัฐบาลจีน ประมาณการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลเสียต่อผลผลิตทางเกษตรของประเทศจีนอยู่ในตอนนี้ หากเราไม่ลงมือกระทำการใดๆ  ความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมการเกษตรของจีนจะลดลงร้อยละ 5 ถึง 10  เมื่อถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ผลผลิตพืชผลหลักสามชนิด ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพด อาจตกต่ำลงถึงร้อยละ 37 ในอีก 20 ถึง 50 ปีต่อจากนี้ ผลกระทบมหาศาลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเกษตรกรรมจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของจีน

ในอดีต ชาวบ้านรู้ว่าควรหว่านเมล็ดพันธุ์พืชเมื่อไรจึงจะได้พืชผลที่แข็งแรง เนื่องจากฝนยังตกต้องตามฤดูกาล แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สภาพอากาศแปรปรวนยิ่งขึ้น ทำให้ในบางครั้งเกิดภัยแล้งในเวลาที่เกษตรกรต้องการให้ฝนตก ฤดูหนาวที่อากาศอุ่นในปี 2007 ช่วยเร่งการเพาะตัวและการเจริญเติบโตของข้าวสาลีฤดูหนาว แต่ก็ทำให้ข้าวเหล่านี้เปราะบางต่อน้ำค้างแข็งในฤดูใบไม้ผลิ ในภูมิภาคทางใต้ น้ำเคยอุดมสมบูรณ์ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบฝนที่ไม่สม่ำเสมอและความร้อนทำให้น้ำขาดแคลน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการผลิตทางการเกษตรยังเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความจำเป็นต้องควบคุมศัตรูพืชและวัชพืชซึ่งมากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากขึ้น

เพื่อรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรกรรม ทางรัฐบาลและกลุ่มประชาสังคมต่างๆ ในจีนกำลังพยายามพัฒนายุทธวิธีการปรับตัวใหม่ๆ เพื่อจัดการกับปัญหาและนำไปใช้ให้เป็นผลสำเร็จ ยุทธวิธีเหล่านี้ ได้แก่ การส่งเสริมการเพาะปลูกที่สามารถต้านภัยแล้งได้ดี แหล่งพลังงานสะอาดในพื้นที่ชนบท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และก๊าซชีวภาพ โครงการอนุรักษ์น้ำ และระบบรดน้ำแบบหยด (dripping irrigation systems) แม้ว่าจะมีความพยายามเช่นนี้ ชุมชนชายขอบที่ยากจนตามชนบทก็ยังคงถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

สินค้าอายุสั้น บรรจุภัณฑ์ ตุ๊กตา และอุปกรณ์แพทย์พีวีซี

สินค้าอายุสั้นคือสินค้าที่มีอายุการใช้งานไม่เกินสองปีแล้วต้องทิ้งไป เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพีวีซี อุปกรณ์การแพทย์บางชนิด อุปกรณ์สำนักงานหรือแผ่นเสียง ซึ่งสินค้าประเภทนี้จะก่อปัญหามากมายทั้งในระหว่างการใช้งานและการกำจัดหลังการใช้งาน

ผลกระทบที่เกิดจากอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกโดยเฉพาะในส่วนบรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้าครัวเรือนได้ปรากฎออกมาอย่างมากมาย พบว่าในประเทศอุตสหากรรมส่วนใหญ่มีการใช้พลาสติกทำบรรจุภัณฑ์เป็นสัดส่วนมากร้อยละ 20-40 ของพลาสติกที่ผลิตออกมาทั้งหมด

ในสหรัฐอเมริกา สัดส่วนดังกล่าวประมาณร้อยละ 30 ในญี่ปุ่นร้อยละ 26.5 ในสหราชอาณาจักรร้อยละ 35 และเยอรมันตะวันตกราวร้อยละ 22

พีวีซีเป็นพลาสติกตัวสำคัญที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์มากที่สุดชนิดหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนราว 15 ถึง 20 ร้อยละของพลาสติกบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด จากการประมาณการณ์ของ INCPEN ซึ่งเป็นกลุ่มกดดันอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในสหราชอาณาจักร คาดว่าประมาณร้อยละ 18 ของพีวีซีที่ผลิตในยุโรปตะวันตกถูกใช้สำหรับทำบรรจุภัณฑ์ ซึ่งครึ่งหนึ่งของมันถูกใช้ผลิตขวดพลาสติก ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากพีวีซีสามารถเกิดขึ้นกับ PVDC ซึ่งเป็นพลาสติกอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของสารคลอรีนและส่วนใหญ่ใช้สำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์เช่นกัน

คุณสมบัติถาวรของบรรจุภัณฑ์ประการสำคัญคืออายุสั้น เมื่อมันถูกใช้งานตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผลิตขึ้นมา ไม่ว่าจะเพื่อการโชว์ การบรรจุหรือป้องกันสินค้าเสียหาย จากนั้นมันก็จะแปรสภาพเป็นขยะทันที แม้จะเป็นขยะที่น้ำหนักเบาแต่ก็มีปริมาณมหาศาล

ส่วนใหญ่ขยะเหล่านั้นถ้าไม่ถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบก็เผาในเตาเผา มีเพียงไม่กี่แห่งในยุโรปที่มีความพยายามจะนำขยะเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่

การพัฒนาด้านการตลาดที่สำคัญของอุตสาหกรรมน้ำดื่ม น้ำแร่หรือเครื่องดื่มประเภท Softdrink คือการหันมาใช้ขวดพีวีซี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ไม่อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากจะก่อปัญหาปริมาณขยะจำนวนมากในห้องครัวและถังขยะในชุมชน (เนื่องจากขวดน้ำพีวีซีห้ามนำกลับมาใช้ใหม่เด็ดขาด) ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพก็เป็นข้อห่วงใยสำคัญอีกประการหนึ่ง

ในปี 2534 สถาบันแห่งหนึ่งในอิตาลีได้รายงานหลักฐานระบุว่ามีการแพร่ของ ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer สารตั้งต้นของการผลิตพีวีซี) จากขวดน้ำพีวีซีเข้าไปสู่น้ำดื่มในขวด พร้อมเสนอให้อุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐบาลกำหนดให้มีการจำกัดระยะเวลาการใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีบรรจุอาหาร เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากการแพร่ของไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นพบว่าจุลชีพในน้ำดื่มสามารถเพิ่มจำนวนบนพื้นผิวพีวีซีได้เร็วกว่าบนพื้นผิวขวดแก้วที่ใช้บรรจุน้ำดื่ม เหตุการณ์เช่นนี้มีโอกาศเกิดขึ้นได้สูงโดยเฉพาะในน้ำดื่มที่อัดก๊าซซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน (เนื่องจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อหน่วยงานให้บริการน้ำดื่มในหลายพื้นที่) ในฝรั่งเศส การใช้พีวีซี 25 ร้อยละ ของพีวีซีที่ผลิตออกมาในการผลิตขวดน้ำดื่มเช่นนี้ สถาบัน Katalyse ในเยอรมันแนะนำให้เทน้ำทิ้งหากพบว่าขวดน้ำถูกเปิดทิ้งไว้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมเช่นทิ้งวางไว้กลางแดดโดยตรง

การใช้พีวีซีทำพลาสติกห่ออาหารเป็นประเด็นผู้บริโภคที่เป็นที่รับรู้กันอย่างดีในยุโรป เนื่องจากการแพร่ของสาร Plasticiser ชื่อ DOA หรือ Dioctyladipate เข้าไปในอาหารได้โดยตรง ปัจจุบันในเยอรมันอนุญาตให้ใช้พลาสติกชนิดนี้สำหรับห่อเนื้อสดเท่านั้น แต่ความจริงทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่าก็คือการงดใช้พลาสติกใด ๆ มาห่ออาหารเลยหากไม่ระบุว่าเป็น PVC-free หรือไม่ทำมาจากพีวีซีอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้นบรรจุภัณฑ์พลาสติกพีวีซียังตามไปก่อปัญหาใหญ่ในเตาเผาขยะอีกด้วย ทำให้หลายประเทศตัดสินใจประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีอย่างสิ้นเชิงเพื่อตัดปัญหาทั้งหมด ปัญหาในเตาเผาเกิดจากสารคลอรีนในพลาสติกที่ทำให้เกิดกรดไฮโดรคลอริกซึ่งมีขีดความสามารถในการกัดกร่อนสูง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสารคลอโรอินทรีย์ที่มีพิษมากอย่างไดออกซินและฟูราน ไม่รวมกับปัญหาจากขี้เถ้าที่ปนเปื้อนสารพิษที่ออกมาจากเตาเผา

สถาบันวิจัย Juelich ในเยอรมันรายงานผลการศึกษาขั้นต้นเกี่ยวกับวงจรของพีวีซีระบุว่า

“…ด้วยมาตรการนี้ (การประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซี) จะสามารถลดปริมาณสารพิษในเตาเผาได้ไม่ว่าจะเป็นสารคลอรีน ไดออกซิน Plasticisers หรือดีบุก ยิ่งกว่านั้นจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อีกมากด้วย”

แม้ว่าจะมีการใช้คลอรีนปนเปื้อนในขยะประเภทอื่น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วเทียบไม่ได้กับปริมาณในบรรจุภัณฑ์พีวีซี

จากผลการศึกษาที่สนับสนุนให้ดำเนินการโดยกระทรวงเพื่อการวิจัยและเทคโนโลยีเยอรมัน ตีพิมพ์ในปี 2532 ประมาณการว่าขยะบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกแข็งพีวีซีอย่างขวดและหม้อมีปริมาณมากถึง 50 ร้อยละของขยะจากครัวเรือนในเยอรมัน แม้ว่าจะคิดเป็นน้ำหนักเพียง 0.5 เปอร์เซ็นของน้ำหนักขยะดังกล่าว ซึ่งปริมาณคลอรีนในขยะบรรจุภัณฑ์พีวีซีคิดเป็น 60 ร้อยละของปริมาณคลอรีนรวมในขยะจากบ้านเรือน อีกราว 20 ร้อยละเป็นคลอรีนที่มาจากขยะพีวีซีประเภทอื่นเช่นรองเท้า สินค้าครัวเรือนอื่นๆ หนังเทียม เป็นต้น

กระแสการใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีกำลังลดลงเรื่อยๆ ในเยอรมันร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในเครือ Tengelmann และเครือ Irma ในเดนมาร์คได้ยุติการใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีอย่างสิ้นเชิงและหันกลับมาใช้บรรจุภัณฑ์แก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์นม

ที่สำคัญ ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงความแรงของกระแสการบริโภคสีเขียว รวมถึงยอมรับในพลังผู้บริโภคผ่านการบอยคอตที่มีมากขึ้น บ่อยขึ้น Herlitz ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเขียนรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งยุโรปได้เลิกใช้วัสดุพีวีซีมากว่าสองปีแล้ว โดยได้พัฒนา blister-free blister pack ขึ้นมาแทนผลิตภัณฑ์พีวีซีเดิมที่ชื่อ blister pack โดยผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กจะบรรจุมาในพลาสติกใสติดกับแผ่นกระดาษแทน

ข้อเท็จจริงนี้ขัดกลับการกล่าวอ้างของอุตสาหกรรมพีวีซีที่บอกว่าต้องเลือกระหว่างบรรจุภัณฑ์พีวีซีกับมาตรฐานชีวิตที่ต่ำลง หรือระหว่างการสิ้นเปลืองอาหารกับการทำลายสิ่งแวดล้อม ความจริงแล้ววัสดุทดแทนบรรจุภัณฑ์พีวีซีปัจจุบันมีความพร้อมสูงมากที่จะนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับวัสดุทดแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีปัญหาอื่นๆ

ผลกระทบของการใช้พลาสติกพีวีซีในของเล่นเด็กเป็นปัญหาใหญ่อีกประการ เนื่องจากอันตรายจากสาร Plasticisersในพีวีซีนั่นเอง ในสวิสเซอร์แลนด์ มีการห้ามใช้ DEHP ในอุตสหากรรมตุ๊กตาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบนับแต่ปี2529เป็นต้นมา ในเยอรมัน “ไม่แนะนำ”ให้ใช้สารนี้ในผลิตภัณฑ์ทันตกรรม ในเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีการตระหนักในเรื่องพิษภัยนี้สูงกว่าได้ขึ้นทะเบียน DEHP เป็นสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมตัวสำคัญ และในสหรัฐได้นับสารนี้เป็นสารมลพิษตัวสำคัญระดับต้นๆ

การใช้พีวีซีในวงการแพทย์ความจริงมีไม่เกิน 3 ร้อยละของพีวีซีที่ผลิตออกมาทั้งหมด แต่กลับเป็นจุดโฆษณาของอุตสาหกรรมพีวีซี อ้างว่าพีวีซีมีความจำเป็นต่อวงการแพทย์ อุปกรณ์พีวีซีทางการแพทย์อย่างเช่นเครื่องหยั่งแผล (Proves) ท่อที่สอดเข้าไปในร่างกายเพื่อนำของเหลวเข้าหรือออกมาจากอวัยวะบางส่วน (Catheters) หรือท่อสำหรับเครื่อง Haemodialysis เพื่อเปลี่ยนเลือดให้คนไข้โรคไต

การใช้พีวีซีทางการแพทย์นอกจากจะก่อปัญหาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาสำคัญจากพีวีซีที่มีผลต่อร่างกายคนไข้เอง และปัญหาแง่การจัดการเตาเผาขยะของโรงพยาบาลด้วย

เนื่องจากคุณสมบัติที่ต้องการในงานการแพทย์จากพลาสติกพีวีซีคือความยืดหยุ่น และพีวีซีจะยืดหยุ่นได้ก็ต่อเมื่อผสมสาร Plasticisers เข้าไปเท่านั้น ปัญหาคือสารPlasticisers นั้นสามารถที่จะแพร่เข้าไปในของเหลวได้ เคยมีการตรวจพบสาร Plasticisers อย่าง DEHP ในเลือดที่บรรจุในถุงพีวีซีในธนาคารเลือด

คนไข้โรคไต (Dialysis Patients) ซึ่งต้องได้รับการถ่ายเลือดเป็นประจำเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเลือดต้องสำผัสกับท่อพีวีซีจากเครื่องเปลี่ยนเลือด จะได้รับสาร DEHP ในระดับสูงต่อการรักษาแต่ละหนึ่ง จะทำให้คนไข้เหล่านี้จะมีโอกาสเป็นโรคจำนวนมาก ตั้งแต่อาหารที่ผิวหนัง ตับ หรือกระทั่งโรคหัวใจจากระบบเลือด หากร่างกายพวกเขาไม่ได้สัมผัสกับพีวีซีอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้นและกลับมาแย่ลงอีกหากได้สัมผัสกับพีวีซีอีก

สมาคมโรคไตเรื้อรังเยอรมัน กล่าวในเรื่องนี้ว่า การมีสาร Plasticisers ในอุปกรณ์นี้ไม่ใช่กรณีที่ต้องพิจารณา และยกให้เป็นหน้าที่ของคนไข้และหมอที่ต้องหลีกเลี่ยงเอง

โรงพยาบาลจำนวนมากเริ่มปฏิเสธิที่จะใช้อุปกรณ์พีวีซี  ทั้งในเยอรมัน เดนมาร์ก และออสเตรีย มีการใช้อุปกรณ์ที่ทำจากวัสดุทดแทน เช่น พลาสติก Polyethylene ที่ไม่มีการใช้ Plasticisers หรือใช้ถุงมือยางธรรมชาติแทนถุงมือพีวีซี ส่วนอุปกรณ์เปลี่ยนเลือดคนไข้โรคไตแบบใหม่ กำลังพัฒนาใช้ท่อที่ผลิตจากแก้วชนิดพิเศษ (Porous Glass) แทนพีวีซี

อันตรายของผลิตภัณฑ์พีวีซีกับอัคคีภัย

ผลกระทบของพีวีซีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมประการสำคัญคือการที่นำไปเผา

ชีวิตสมัยใหม่ปัจจุบัน มีการใช้พลาสติกพีวีซีอย่างกว้างขวางนับแต่พื้นบ้าน ผนังห้อง ม่านห้องน้ำ กรอบหน้าต่าง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นฉนวนสายเคเบิลและสายไฟ ไม่รวมกับผลิตภัณฑ์พีวีซีที่เรายากจะแยกได้อีกไม่มากมาย

หากมีการเผาวัสดุเหล่านี้ ควันกรดที่ฉุนและสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอย่างไดออกซินจะถูกปล่อยออกมา

ควันที่ออกมาจะมีไฮโดรเจนคลอไรด์ซึ่งมีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ หากเข้าไปรวมกับความชื้นหรือน้ำ เช่น ในปอดก็จะเกิดเป็นกรดไฮโดรคลอริกซึ่งสามารถทำลายเนื้อเยื่อมนุษย์เช่นเดียวกับสร้างความเสียหายให้กับวัสดุต่างๆ

แต่ไม่ใช่ว่าต้องเผาเท่านั้นถึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ในความเป็นจริงอัคคีภัยที่ร้ายแรงอาจไม่ใช่การเผาผลาญโดยตรงแต่เป็นเพลิงที่คุ ทำให้ผลิตภัณฑ์พีวีซีถูกทำลายและอาจทำให้บาดเจ็บหรือถึงตายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำกล่าวอ้างของอุตสาหกรรมพีวีซีที่ว่า

“เมื่อพีวีซีถูกเผา จริงอยู่ว่ามันจะปล่อยสารไฮโดรคลอไรด์ออกมา แต่ในความเข้มข้นที่ต่ำมากห่างไกลจากระดับที่จะเป็นอันตรายอย่างเฉียบพลัน”

ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ที่ออกมาจากพลาสติกพีวีซีที่ไหม้ไฟจะทำปฏิกิริยากับสารเติมแต่ง ตัวอื่น ๆ เกิดเป็นก๊าซที่มีพิษรุนแรงปริมาณมาก โลหะหนักในพีวีซีจะถูกปล่อยออกมาซึ่งจะเป็นพิษมากหากสาร Stabilisers ตัวนั้นเป็นสารแคดเมียม

เหตุการณ์เพลิงไหม้ใน Bevery Hills Supper Club นับเป็นกรณีตัวอย่างที่มีการบันทึกไว้ที่สามารถยืนยันถึงอันตรายจากอัคคีภัยที่เกี่ยวข้องกับพีวีซีได้เป็นอย่างดี เหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้น สายไฟที่ทำจากพลาสติกพีวีซีหลอมตัวเป็นกลุ่มควันสีขาวเทาและเปลวไฟที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น พนักงานที่ศูนย์นันทนาการเล่าว่าควันดังกล่าวทำให้เล็บเธอลอก หลังจากนั้นทุกส่วนของร่างกายเธอสัมผัสกับควันก็ปวดร้อนและผิวหนังเธอก็เป็นแผลไหม้ระดับสอง ทางการแพทย์เรียกว่า second-degree burns

กว่าที่เปลวไฟจะมากพอที่จะมองเห็น ก็เป็นจังหวะที่สัญญาณดับเพลิงดังลั่น ทุกอย่างก็สายเกินไป ผู้คนกรูกันออกไปจากบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต แต่คนโชคร้ายที่สัมผัสกับควันดังกล่าวก็มีอันหมดสติล้มกองกับพื้นตาม ๆ กัน

หลังเหตุเพลิงไหม้มีผู้เคราะห์ร้าย 161 รายเสียชีวิตโดยไม่ได้ถูกเปลวเพลิงแม้สักนิด พวกเขาตายก่อนที่ไม้โครงสร้างตึกจะไหม้ และก่อนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเพลิงจะมากพอที่จะเป็นอันตรายแก่พวกเขา ในบรรดาผู้บาดเจ็บสาหัสมีอีก 4 รายที่เสียชีวิตหลังจากนั้น ไม่นับกับผู้รอดชีวิตอีกจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการสาหัสของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นที่แน่ชัดว่าพีวีซีคือสาเหตุโดยตรงของการตายและบาดเจ็บทั้งหมด

ต่อให้ไม่มีคนอาศัยอยู่ในตึกดังกล่าวขณะเพลิงไหม้ ความเสียหายต่อตัวอาคารก็จะรุนแรงมากเมื่อเทียบกับกรณีอัคคีภัยเดียวกันแต่ไม่มีชิ้นส่วนของพีวีซีในเพลิง โดยเฉพาะชิ้นส่วนนั้นเป็นอุปกรณ์สวิทซ์ไฟฟ้ายกเครื่องปรับปรุงกันใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำหากไม่มีอุปกรณ์พีวีซี

ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้มีการห้ามใช้พีวีซีในโรงพยาบาล โรงเรียน หอโทรคมนาคม ธนาคาร โรงไฟฟ้าและอาคารกองทัพจำนวนมาก

ในบางกรณีการใช้และการกำจัดพีวีซีมีส่วนทำให้เกิดสารพิษรุนแรงกลุ่ม PCDDs และ PCDFs (Polychlorinated-dibenzodioxins and furans) ขึ้นมา แม้ว่าบรรดาอุตสหากรรมพีวีซีจะพยายามออกมาปฏิเสธิ แต่การศึกษาล่าสุดได้ยืนยันว่าการเผาพีวีซีจะปล่อยสารพิษสองตัวนี้ออกมาจริง

กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้กล่าวว่า “เนื่องจากพลาสติกที่สารกลุ่มฮาโลเจนผสม โดยเฉพาะพีวีซีและพลาสติกที่ผสมโบรไมด์เพื่อคุณสมบัติต้านเปลวไฟ จะปล่อยสารพิษไดออกซินออกมาหากถูกไฟไหม้ ซึ่งทางปฏิบัติเกิดได้ในกระบวนการกำจัดหรือนำพลาสติกเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ ดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้บริเวณที่ไวต่อไฟไหม้หลีกเลี่ยงในการใช้พลาสติกประเภทนี้ ในนามของสองหน่วยงาน เราขอให้มีการห้ามการใช้พลาสติกที่มีส่วนผสมของคลอรีนและโปรไมด์ในอุปกรณ์ที่ไวต่อไฟไหม้ ในอุตสาหกรรมผลิตชิปบอร์ด และขอให้มีการติดฉลากพลาสติกที่มีคลอรีนผสม หากเป็นไปได้ขอให้ห้ามใช้พีวีซีผลิตบรรจุภัณฑ์”

แต่ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าบริเวณไหนที่เข้าข่ายเป็นบริเวณ “ไวต่อไฟไหม้” ยังคงเป็นคำถามสำคัญ ในกรณีของเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารจำนวนมากที่เกิดขึ้น การห้ามดังกล่าวน่าจะเหมารวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีชิ้นส่วนที่ทำมาจากพีวีซีทั้งหมดที่ใช้ภายในอาคาร

กระทรวงสาธารณสุขเยอรมันได้ออกข้อแนะนำอย่างเป็นทางการให้บริษัทที่รับกำจัดเก็บกวาดเศษเถ้าถ่านหลังเหตุเพลิงไหม้ ต้องดำเนินการเก็บกวาดเถ้าไม่ให้เหลือเลย หากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดในสถานที่ซึ่งมีการใช้อุปกรณ์ที่ทำจากพีวีซีแม้เพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้นได้อันเนื่องมาจากสารพิษไดออกซินและฟูราน ที่อาจเกิดจากเหตุอัคคีภัยดังกล่าว ข้อแนะนำนี้ประกาศใช้กับแฟลต โรงเรียน สำนักงานและร้านค้า

แม้กระทั่งผู้ผลิตพีวีซียักษ์ใหญ่แห่งยุโรปอย่าง Norsk Hydro ก็ออกมายอมรับว่าในงานที่ต้องเสียงกับอัคคีภัยสูงอย่างงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหรือการติดตั้งนิวเคลียร์ ควรใช้วัสดุฉนวนคุณภาพสูงที่อาจจะราคาแพงกว่าพีวีซี

เนื่องจากคุณสมบัติการโหมความรุนแรงของอัคคีภัยและการปล่อยสารพิษไดออกซินออกมา หากเกิดไฟไหม้เฟอร์นิเจอร์หรือสายเคเบิลที่ทำจากพีวีซี ทำให้เมือง Bielefeld ในเยอรมันตัดสินใจที่จะประกาศห้ามใช้พีวีซีในตึก ในปี2530 จากนั้นก็มีผลการศึกษาระบุให้มีการใช้วัสดุอื่นทดแทนพีวีซี  เนื่องจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เกินจะรับได้จากการกำจัดพีวีซีในเตาเผาขยะ

วิกฤตสภาพภูมิอากาศในเกาหลี

เกาหลีประสบกับหิมะตกหนัก ภัยแล้งรุนแรง ฝนตกหนัก และภัยจากพายุอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ปี 1998 ฤดูใบไม้ผลิมีอากาศร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลี เกิดน้ำท่วมหลายครั้งในฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วงกลับร้อนกว่าฤดูร้อน เส้นแบ่งระหว่างสี่ฤดูกาลกำลังสับสนเลือนรางขึ้นเรื่อยๆ  สภาพภูมิอากาศทางตอนใต้ของประเทศได้เปลี่ยนเป็นแบบกึ่งเขตร้อนโดยปราศจากฤดูหนาว การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมที่สังเกตได้ยังรวมถึง การที่ดอกไม้ผลิบานเร็วกว่าเดิม และการลดลงของปลาพันธุ์ต่างๆ พื้นที่ป่าเองก็ได้รับผลกระทบ และผู้คนกำลังกังวลเรื่องระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคุกคามบริเวณที่ลุ่มน้ำท่วมขังตามชายฝั่งทางใต้และตะวันตก

ถึงกระนั้น สาธารณรัฐเกาหลียังคงเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายสำคัญจากอดีตจนถึงปัจจุบัน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน เช่น ปรับโครงสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ การอนุรักษ์พลังงาน และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนแล้ว การปล่อยก๊าซก็คงเพิ่มสูงขึ้นต่อไป กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในสาธารณรัฐเกาหลี ได้เริ่มออกมาแสดงความกังวลว่า เกาหลีเปราะบางต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงทศวรรษ 1990 และตั้งแต่นั้นมา ก็ได้วิ่งเต้นต่อต้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมทั้งได้รณรงค์ให้ใช้พลังงานทางเลือก มีการตั้งศูนย์พลังงาน (eco-centre) ในกรุงโซล (Seoul) ที่ทำงานด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม นอกจากนี้ ยังมีการประท้วงหน้าสาขาของบริษัท Shell ในเกาหลี สถานฑูตสหรัฐอเมริกา และสถานที่ราชการหลายแห่ง ได้มีการจัดรณรงค์ทางการศึกษาโดยเฉพาะในหมู่นักเรียน เพื่อให้ความรู้กับประชาชนและกดดันผู้นำทางการเมืองและภาคอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มีการตั้ง the Korea Green Foundation ขึ้นในปี 2002 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ทางองค์กรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และในปี 2006 ทางองค์กรได้เปิดฉายภาพยนตร์สาร-คดีของ Al Gore เรื่อง An Inconvenient Truth รอบพิเศษให้กับผู้นำทางความคิดและครูอาจารย์  การรณรงค์ชื่อ “STOP CO2” ได้ริเริ่มขึ้นในเดือนเมษายนปี 2007 และได้เปิดตัวประติมากรรม “STOP CO2” ที่หน้าศาลากลางกรุงโซลต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน

ในเดือนมิถุนายนปี 2007 คณะบิชอปคาทอลิกแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ตีพิมพ์แถลงการณ์เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อลดภัยจากภาวะโลกร้อนในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก แถลงการณ์ได้กระตุ้นให้ทุกคนเปลี่ยนนิสัยของตนเองและลดการใช้พลังงาน