ยกเลิกการใช้พีวีซี ทางออกคือการผลิตที่สะอาด

สิ่งที่อุตสาหกรรมพีวีซีอยากให้เราเชื่อคือผลิตภัณฑ์ของเขาจำเป็นสำหรับสังคมยุคใหม่ซึ่งมีการใช้พลาสติกพีวีซีทุกหนทุกแห่ง ทั้งนี้ไม่ใช้เพราะผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพมากกว่าแต่มันสามารถใช้ทดแทนวัสดุที่เราเคยใช้ในราคาที่ถูกกว่าเท่านั้น

แต่หากมองลึกเข้าไปถึงมูลค่าแท้จริงที่จะต้องจ่าย มากกว่าแค่ราคาที่ต้องจ่ายตอนซื้อผลิตภัณฑ์พีวีซี เราจะพบว่ามูลค่าที่แท้จริงของวัสดุธรรมชาติที่เราเคยใช้นั้นจะถูกกว่าในระยะยาว

บริษัท องค์กรท้องถิ่น และสถาบันที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า ได้ตระหนักมากขึ้นถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้พีวีซี และองค์กรเหล่านั้นจำนวนมากได้เริ่มปฎิบัติการในทางปฏิบัติ

ในปี 2530 หลังจากมีการทำประชาพิจารณ์ คณะกรรมการเมือง Bielefeld ในเยอรมนี ได้ประกาศห้ามใช้พีวีซีในอาคารสาธารณะ ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารสนามโบว์ลิ่งและเกิดเถ้าสารพิษไดออกซินออกมาจำนวนมาก ซึ่งต่อมีการสรุปว่าไดออกซินที่เกิดขึ้นเกิดจากเฟอร์นิเจอร์และสายไฟพีวีซีในอาคารนั่นเอง

สองปีต่อมา เมืองBielefeld มีการใช้วัสดุทดแทนพีวีซีมากถึง 90 ร้อยละในภาคก่อสร้าง ทำให้เมืองและองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 60 แห่งในเยอรมนีดำเนินตามประสบการณ์ของ Bielefeld

หากจะมีสิ่งที่น่าเสียใจสำหรับองค์กรท้องถิ่นใน Bielefeld สิ่งเดียวก็คือน่าจะทำเร็วกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่มีการกล่าววอ้างว่าการใช้วัสดุทดแทนนั้นแพงกว่าและทำได้ยากกว่า

การรณรงค์หาทางเลือกแทนการใช้พีวีซีได้ลดกระแสการโฆษณาว่าพีวีซีมีคุณภาพดีกว่าและประหยัดค่าใช้จ่ายการซ่อมมากกว่าลงไป ปัจจุบันมีองค์กรท้องถิ่นกว่า 60 แห่งในเยอรมันที่ประกาศยกเลิกการใช้พีวีซีในอาคาร

ในปี 2533 รัฐบาลสวีเดนได้ทำข้อตกลงกับอุตสาหกรรมที่จะให้มีการห้ามใช้พีวีซีในการบรรจุอาหารและเครื่องดื่มโดยสมัครใจ ทำให้การใช้พีวีซีในงานบรรจุภัณฑ์จะลดลงบ้างแต่ก็ยังไม่ทั้งหมด

ปี 2534 ในสวิสเซอร์แลนด์ ได้มีการประกาศห้ามใช้วัสดุที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกในการบรรจุอาหาร ซึ่งทำให้พีวีซีถูกห้ามใช้

ในเยอรมนี เครือข่ายห้างค้าปลีก Tengelman ได้ตัดสินที่จะเลิกใช้พีวีซีท่ามกลางแรงกดดันของอุตสาหกรรมพีวีซีที่เรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบายนี้เสีย บรรจุภัณฑ์พีวีซีส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพีพี (Polypropylene)

ในออสเตรีย สองในเก้ารัฐได้ประกาศห้ามใช้พีวีซีในอาคารสาธารณะ และเมืองหลวงของภูมิภาคสามแห่งได้ประกาศห้ามใช้พีวีซี

ในกรุงเวียนนา โรงพยาบาลทั้งหมดได้ทดลองหาทางเลือกที่จะหาวัสดุทดแทนการใช้พีวีซีในโรงพยาบาลอย่างถุงเลือดและท่อต่างๆ โดยประกาศที่จะทำให้สำเร็จเดือนมิถุนายน 2535

เร็ว ๆ นี้มีโรงพยาบาลเปิดใหม่ที่ใช้วัสดุทดแทนพีวีซีในงานสำคัญเช่น กรอบหน้าต่าง พื้น ผนังและอุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายได้

ในเวียนนา ไม่มีการใช้สายเคเบิลพีวีซีอีกต่อไป ขณะที่ห้างสรรพสินค้าในออสเตรียกำลังเลิกใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซี

เมือง Aarhus เมืองใหญ่เป็นอันดับสองในเดนมาร์กกำลังลดการใช้พีวีซีในโรงพยาบาลและอาคารสถาบันต่าง ๆ ได้มีการแจกจ่ายคู่มือการจำแนกผลิตภัณฑ์พีวีซีแก่โรงพยาบาลและสำนักงาน 500 แห่ง โรงพยาบาล Grennau ในเมืองนี้ได้หันมาใช้วัสดุทดแทนพีวีซีตั้งแต่ปี 2529 และปัจจุบันปลอดจากการใช้พีวีซีถึง 70 ร้อยละ ห้างสรรพสินค้า Irma ซึ่งเป็นเครือห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเดนมาร์กได้ลดการใช้พีวีซีมากถึง 99 ร้อยละขณะนี้

ในนอร์เวย์ กรมสิ่งแวดล้อมได้ริเริ่มปรึกษากับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อที่จะยกเลิกการใช้พีวีซี

ในสวีเดน IKEA ซึ่งเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดได้ประกาศตั้งแต่ปลายปี 2534 ว่าจะใช้เฉพาะวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทดแทนการใช้พลาสติกพีวีซี และจะไม่ผลิตสินค้าที่มีพีวีซีออกมาอีก

กระแสได้เปลี่ยนไปแล้ว อันตรายจากผลิตภัณฑ์พีวีซีเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันเป็นอย่างดี ที่จริงแล้วอุตสาหกรรมพีวีซีได้เข้าใจและตระหนักอย่างยิ่งว่าตลาดของพวกเขาในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือได้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว พวกเขาจึงได้หันไปหาตลาดใหม่ในประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือประเทศด้อยพัฒนา

เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องรับรู้ตรงกันว่าอุตสาหกรรมสารพิษได้ถึงจุดที่ไม่มีการเติบโตได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่โลกทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาจะต้องให้ความสำคัญกับการห้ามใช้และยกเลิกการใช้พีวีซีอย่างเร่งด่วน

 

การกำจัดพีวีซี ไม่มีวิธีปลอดภัย

ความจริงประการหนึ่งของผลิตภัณฑ์พีวีซีคือปลายทางของมันคือขยะ นี่ไม่ใช่เพราะธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ที่ราคาถูกซึ่งผลิตจำนวนมากและไม่สามารถซ่อมได้ แต่เป็นเพราะสูตรที่หลากหลายและมีการเติมสารเติมแต่งหลากชนิดเข้าไป ทำให้การนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่เป็นไปไม่ได้

กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพีวีซีที่นำกลับมาใช้ใหม่ก็ตาม ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องถูกทิ้งลงถังขยะ

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์พีวีซีนับล้านตันถูกกำจัดด้วยการเผาและฝังกลบ ผลักภาระทั้งแง่เม็ดเงินและความเสียหายด้านสุขภาพให้แก่สาธารณชน

สภาผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้สรุปในรายงานการจัดการขยะปี 2534 ว่า

“การใช้พีวีซีซึ่งเป็นวิธีการกำจัดคลอรีน ได้รับการอุดหนุนจากผู้บริโภคและสาธารณชนผ่านค่าใช้จ่ายในการกำจัด”

การฝังกลบ ไม่มีสถานที่เหลือพออีกแล้ว

ในสหราชอาณาจักรขยะส่วนใหญ่ถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ แม้ว่าอุตสาหกรรมเคมีได้อ้างว่าพีวีซีสามารถที่จะนำไปฝังกลบอย่างปลอดภัย แต่สารเติมแต่ง จำนวนมากโดยเฉพาะ Plasticisers สามารถที่จะรั่วออกมาโดยปฏิกิริยาของจุลชีพหรือการกัดกร่อนโดยตรงของของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนในหลุมฝังกลบ

ผลการทดสอบแสดงว่า สารพิษที่ใช้สำหรับการทำให้คงตัว (Stabilisers) อย่างแบเรียมหรือแคดเมียม สามารถออกจากพลาสติกพีวีซีที่อยู่ใต้หลุมฝังกลบ และสารเหล่านี้สามารถดูดซึมเข้าไปในพืช นั่นหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเหล่านี้อยู่ไม่ควรจะถูกนำไปฝังกลบในหลุมฝังกลบทั่วไป

แม้ในหลุมฝังกลบที่มีการจัดการเป็น “อย่างดีเยี่ยม” ส่วนผสมของน้ำปนเปื้อนที่ออกมาจากหลุมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับธรรมชาติของขยะในหลุมฝังกลบ ปริมาณฝน อุณหภูมิและเจ้าของโรงงาน น้ำปนเปื้อนเหล่านี้สามารถทำปฎิกิริยากับพีวีซีซึ่งมีสาร Plasticisers มากถึง 60 ร้อยละโดยน้ำหนัก ไม่รวมกับสารเติมแต่ง อื่น ๆ เช่นสารเพิ่มความคงตัว สารหล่อลื่น สารทนไฟ ซึ่งมีอยู่ในปริมาณที่ต่างกันออกไป

ขณะที่ปริมาณขยะพีวีซีที่จะถูกนำไปฝังกลบเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ เป็นความจริงที่ไม่มีแผ่นเยื่ออะไรที่สามารถป้องกันการรั่วซึมของน้ำปนเปื้อนไม่ให้ออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่จะทำให้เกิดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำดื่มในอนาคตได้

โรงงานเผาขยะ แหล่งกระจายสารพิษออกสู่อากาศ ดิน และน้ำ

หลายประเทศเผาขยะชุมชนที่เป็นของแข็งจำนวนมาก บางครั้งก็เผาด้วยพลังงานที่ได้จากกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ อุตสาหกรรมเคมีได้สนับสนุนหลักการกำจัดขยะเช่นนี้ด้วยการใช้พลาสติกเป็นเชื้อเพลิง ด้วยค่าความร้อนที่ได้จากพลาสติกนั้นเหมาะสมเพียงพอที่จะใช้สำหรับเตาเผาขยะ ความจริงพลังงานจากพีวีซีเพียง 10 ร้อยละเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้งานได้

นี่ยังไม่มีการคำนึงถึงความจริงที่ว่าเตาเผาขยะเป็นแหล่งปล่อยสารพิษออกสู่อากาศ ดินและน้ำเนื่องจากขยะพีวีซีมีการเติมสารเติมแต่ง จำนวนมาก

ส่วนผสมของคลอรีนในพีวีซีเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ขยะพีวีซีไม่เหมาะแก่การนำไปกำจัดด้วยเตาเผา เมื่อไรที่คลอรีนถูกเผาก็จะเกิดก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ขึ้นมา ก๊าซพิษซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนนี้ต้องถูกแยกออกไปก่อนที่ก๊าซจากเตาเผาจะถูกปล่อยออกไปสู่บรรยากาศเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ต้องมีการลงทุนราคาแพงในการแยกนี้ ไม่รวมกับค่าลงทุนในการเฝ้าติดตามสภาพมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานจำนวนมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมพีวีซีและคลอรีนไปตั้งเตาเผากลางมหาสมุทราเพื่อจะได้ไม่ต้องติดตั้งเครื่องดักจัดสารพิษแต่ปล่อยให้มันออกมาจับที่ผิวน้ำทะเลแทน

พีวีซียังเป็นแหล่งกำเนิดสารพิษไดออกซินแหล่งใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่ง การเผาพีวีซี 1 กิโลกรัมจะปล่อยสารไดออกซินออกมาราว 50 ไมโครกรัม ซึ่งสามารถทำให้สัตว์ทดลอง 50,000 ตัวเกิดมะเร็งได้

เร็ว ๆ นี้มีหลักฐานระบุว่าพิษของไดออกซินสามารถทำให้ครอบครัวที่ได้รับไดออกซินระดับต่ำเกิดปัญหาต่อระบบสืบพันธุ์ได้ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความผิดปกติต่อโครโมโซมเพศของสัตว์ป่า

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากทำนายว่าความผิดปกติดังกล่าวจะเกิดกับมนุษย์ด้วย

ขี้เถ้าจากเตาเผาขยะควรถูกนำไปฝังกลบอย่างถูกวิธี ในกรณีของพีวีซีจะมีขี้เถ้าเกลือมากถึง 0.9 ตันออกมาจากการเผาพีวีซี 1 ตัน เนื่องจากส่วนผสมของโลหะหนักและสารเติมแต่ง ที่เป็นส่วนประกอบในพีวีซี ต้นทุนสำหรับการบำบัดขี้เถ้าเหล่านี้อย่างปลอดภัยจะสูงกว่าต้นทุนในการผลิตพีวีซีใหม่ด้วยซ้ำ

ในเยอรมัน สภาผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมได้จัดทำรายงานพิเศษเรื่องการจัดกากของเสียในปี 2533 สรุปว่า

“แม้จะสมมุติว่าเตาเผาพีวีซีสามารถที่จะกำจัดมลพิษออกได้หมดด้วยกรรมวิธีต่างๆ แต่ยังคงเหลือกรดไฮโดรคลอริกที่จะออกมากับก๊าซที่ปล่อยออกมาจากเตาเผาซึ่งต้องได้รับการจัดการด้วยการทำให้เป็นเกลือหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ดังนั้นปริมาณกากของเสียที่ต้องมีการเก็บก็จะไม่สามารถลดลงได้ด้วยการใช้เตาเผา”

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมพีวีซีได้ตระหนักถึงภาพลักษณ์ที่แย่ของผลิตภัณฑ์พีวีซีจึงได้จัดโครงการ”ประชาสัมพันธ์” ชื่อ Close Chlorine Cyle ขึ้นมา

ภายใต้โครงการนี้ ก๊าซกรดที่ออกมาจะถูกทำให้เป็นเกลือโดยการปล่อยสารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (Caustic Soda) เข้าไป ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มการผลิตคลอรีนและพีวีซีมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงในเชิงเทคโนโลยีการผลิต Caustic Soda นั้นจะผลิตคลอรีนออกมาในปริมาณที่เท่ากัน

ยิ่งไปกว่านั้นเกลือที่ได้จากการจัดการกรดดังกล่าวส่วนใหญ่ยังปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและสาร Addttives อื่นๆ ด้วย ทำให้เกลือที่ได้ไม่บริสุทธิ์พอที่จะนำไปใช้ในงานอื่นได้

เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า มีเพียงทางออกทางเดียวสำหรับปัญหาซับซ้อนจากการกำจัดขยะพีวีซี คือการหยุดการผลิตพีวีซีตั้งแต่แรกนั่นเอง

มายาภาพของการรีไซเคิลพีวีซี

เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของอุตสาหกรรมพีวีซีคือ การแก้ภาพพจน์ของพีวีซีว่าเป็นวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลว่ามันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกในสหรัฐได้แถลงว่า

“ภาพลักษณ์ของพลาสติกในสายตาผู้บริโภคกำลังอยู่ในระดับที่แย่และกำลังแย่ลงเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยความเห็นบอกเราว่ามันตกต่ำลงในอัตราที่เร็วมาก ๆ ที่จริงถึงจุดที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ อุตสาหกรรมพลาสติกได้เปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์ขึ้นมาสองโครงการ โครงการแรกเพื่อรณรงค์ว่า ความพยายามผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาตินั้นเล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า และอีกโครงการพยายามโน้มน้าวว่าความพยายามที่จะนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่นั้น ได้ผลเป็นอย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างทัศนคติที่ดีต่อพลาสติกนำกลับมาใช้ใหม่แก่คนในสังคม และขยายตลาดพีวีซีให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็พยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดการออกกฎหมายที่จะห้ามคือคุมเข้มการใช้พลาสติกพีวีซี

ดังที่โฆษกของกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกสหรัฐได้กล่าวไว้ว่า

“หากกฎหมายเห็นด้วยกับเราที่จะแสดงให้โลกรู้ว่าเราสามารถที่จะนำโพลีเมอร์ล้ำค่านี้กลับมาใช้ได้ใหม่อีก โดยมีภาคอุตสาหกรรมทำหน้าที่พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์… ผลที่ได้ก็คือ ไม่ใช่ตลาดมูลค่า 60,000 ล้านปอนด์ตกฮวบไปที่45,000 ล้านปอนด์ เพราะจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่อีก 15,000 ล้านปอนด์ นั่นคือมูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 80,000 ล้านปอนด์ 90,000 หรือ 100,000 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นการโตของตลาดที่เกิดจากการนำกลับมาใช้ใหม่นั่นเอง”

ในความเป็นจริง มีการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่น้อยมาก ท่ามกลางความกดดันของอุตสาหกรรมพลาสติกเองที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าพลาสติกที่มีคลอรีนเป็นส่วนผสมนั้นสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และแรงกดดันนี้ก็เพิ่มมากขึ้นตามลำดับในเดนมาร์ก สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมันและออสเตรีย ซึ่งได้ประกาศคุมเข้มการใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีเนื่องจากปัญหาในเตาเผาขยะ

พีวีซีเป็นหนึ่งในพลาสติกตระกูล Thermoplastics ซึ่งรวมถึงพีอี (Polyethylene) พีพี (Polypropylene) และพีเอส (Polystylene) พลาสติกเหล่านี้จะหลอมตัวและเปลี่ยนรูปได้หากโดนความร้อน ต่างจากพลาสติกทนความร้อนอย่าง Polyurethane

ในทางทฤษฎีแล้วการนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่เป็นไปได้ และมีการปฏิบัติอยู่แล้วในกระบวนการผลิตพีวีซีทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจมากกว่าเพื่อสิ่งแวดล้อม การทดลองนำพีวีซีที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ซึ่งเปรียบได้กับหนูลองยา ยังคงประสบปัญหาอีกมากมาย

1. พีวีซีไม่ได้มีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียว

พีวีซีบริสุทธิ์ไม่สามารถทำมาใช้งานได้ ต้องมีการเติมสารบางอย่างเข้าไปตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ในความจริงการผลิตพีวีซีมีสูตรการผสมสารแตกต่างกันนับพันสูตร กระทั่งในผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่ผลิตโดยผู้ผลิตคนละราย ด้วยเหตุผลธรรมชาติของพลาสติกพีวีซีข้อนี้เองทำให้การนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่เป็นไปแทบไม่ได้ เพราะมันจะปนเปื้อนสารที่เติมเข้าไปหลากหลายชนิด

ต่างจากการนำวัสดุชนิดอื่นกลับมาใช้ใหม่อย่างแก้ว การแยกขยะแก้วทำได้ง่ายมากเพราะแก้วแต่ละชนิดมีสีต่างกัน

ยิ่งไปกว่านั้นสารเติมแต่ง ที่เติมเข้าไปในพีวีซีส่วนใหญ่เป็นสารพิษ ทำให้ต้องมีการคุมเข้มการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่จะทำจากพลาสติกพีวีซีที่ผ่านกระบวนการทำกลับมาใช้ใหม่ ใครเล่าอยากจะให้ของเล่นเด็กปนเปื้อนไปด้วยส่วนผสมของสารพิษนานาชนิด ทั้งสารเพิ่มความคงตัวและสารต้านเปลวไฟที่มีแคดเมียมประกอบ และสาร Plasticisers อื่นๆ อีก

2. การนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่(Recycling)

แท้จริงคือการทำให้แย่ลง (Down-cycling) ในกรณีที่ไม่สามารถแยกพีวีซีออกจากของเสีย การนำพีวีซีดังกล่าวไปผ่านกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ พลาสติกที่ได้จะคุณภาพต่ำ สามารถนำไปผลิตได้แค่กำแพง ม้านั้งในสวน เสารั้ว หรือของทำนองนี้เท่านั้นซึ่งมีตลาดที่จำกัด ที่แย่ไปกว่านั้นการนำพลาสติกไปผลิตของเหล่านี้จะแพงกว่ามาก อีกทั้งยังมีโอกาสปล่อยสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมรอบๆ ด้วย

นี่ไม่ไช่การนำกลับมาใช้ใหม่ที่แท้จริง ในความจริงมันเป็นการทำให้แย่ลง แค่เป็นการยืดเวลาพลาสติกที่จะทิ้งในหลุมฝังกลบหรือเตาเผาขยะ ขณะเดียวกันมันส่งผลให้มีมีการผลิตพลาสติกมากขึ้นแทนที่จะใช้พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ไปใช้ใหม่ได้จริงฐานะวัตถุดิบตั้งต้นของการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก

3. การเก็บพลาสติกกลับมาเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเก็บและกำจัดขยะเหล่านี้ถูกผลักให้เป็นภาระของคนจ่ายภาษีทุกคน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประชากรในเมือง Hallein ประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นบ้านของสาขา Solvay ผู้ผลิตคลอรีนใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้ลงคะแนนต่อต้านโครงการนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากค่าใช้จ่ายปริมาณมากที่จะผลักมาให้ประชาชนในเมืองและโครงการนี้ขัดกับนโยบายการลดขยะของเมือง

กระทั่งอุตสาหกรรมพลาสติกเองก็ออกมายอมรับอย่างกว้างขวางว่าการนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่นั้นมีต้นทุนที่แพงกว่าการผลิตผลิตภัณฑ์พีวีซีชนิดเดียวกันด้วยพีวีซีบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่

บันทึกข้อความจาก Solvay ยอมรับว่าการรณรงค์ครั้งใหญ่ในยุโรปที่จะให้สาธารณชนยอมรับว่าผลิตภัณฑ์พีวีซีสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้นั้นมีเป้าหมายเพื่อการประชาสัมพันธ์มากกว่าเหตุผลอื่น

4. การค้าขยะพลาสติก

ขณะที่อุตสาหกรรมพลาสติกได้พยายามสรรเสริญถึงข้อดีของเตาเผาและความปลอดภัยของการฝังกลบ หลักฐานล่าสุดพบว่ามีการทิ้งพลาสติกอย่างไม่ถูกต้อง

จากการตรวจสอบบันทึกการขนส่งของกรีนพีชพบว่าการค้าขยะพลาสติกในสหรัฐในปี 2534 มีมากถึง 200 ล้านปอนด์

แม้ว่านายหน้าค้าขยะพลาสติกจะอ้างว่าขยะเหล่านั้นจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ข้อเท็จจริงกลับพบว่ากว่า 40 ร้อยละของขยะที่มีการส่งออกไปถูกนำไปทิ้งอย่างไม่ถูกวิธี ขยะพลาสติกเช่นนี้ถูกบันทึกไว้เป็นจำนวนมากในรายการขนส่งทางเรือ

ปริมาณของผลิตภัณฑ์พีวีซีได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการกล่าวถึงวิธีการกำจัดขยะหากผลิตภัณฑ์เหล่านี้หมดอายุงาน การไม่สามารถนำพลาสติกเหล่านี้กลับมาใช้ได้เป็นเพียงการยืดเวลาวิกฤติขยะพลาสติกเท่านั้น ทางออกเดียวที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ถาวรคือการเลิกผลิตพีวีซี

เรื่องของพลาสติกพีวีซี : สินค้าอายุยืน ภูเขาผลิตภัณฑ์ที่นับวันยิ่งโต

การใช้งานพีวีซีไม่ได้มีเพียงเฉพาะในงานที่เห็นได้อย่างชัดเจนอย่างบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าบริโภค ยังมีการใช้ที่เห็นได้ยากอย่างในภาคก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และการแพทย์ ซึ่งการใช้ในงานเหล่านี้พีวีซีจะคงทนถึง 10 ถึง 20 ปี ก่อนที่จะหมดอายุใช้งานกลายเป็นขยะ

ในภาคก่อสร้าง พีวีซีใช้ทำผลิตภัณฑ์อย่างรางน้ำ ท่อน้ำ พื้น กรอบ กรุประตูหน้าต่าง และกรอบหน้าต่าง และเนื่องจากพีวีซีมีคุณสมบัติไม่คงตัวกลางรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากแสงแดด ทำให้ต้องมีการเติมสารเพิ่มความคงตัว (Stabilisers) ซึ่งส่วนใหญ่มีแคดเมียมเป็นส่วนผสม

ต่างจากสินค้าอายุสั้น ผลกระทบจากการใช้พีวีซีในสินค้าอายุยืนจึงยังไม่ปรากฎอย่างชัดเจน เนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าจะพิสูจน์ได้ชัด

ปี 2533 ในเยอรมัน มีการใช้สารเพิ่มความคงตัวที่มีแคดเมียมเป็นส่วนผสมมากถึง 1.5 ล้านตันเพื่อทำพลาสติกองค์ประกอบหน้าต่าง  ปี 2535 คาดว่ามีการใช้พีวีซีทำพลาสติกสำหรับงานประตูและหน้าต่างมากถึง 90 ร้อยละของสินค้าดังกล่าวในตลาดสหราชอาณาจักร  ปี2538 มีรายงานการศึกษาประมาณการอัตราการเพิ่มของการใช้พีวีซีในงานแบบนี้ทั่วยุโรปจะอยู่ที่ 7-8 ร้อยละ

เป็นที่ชัดเจนว่าการใช้วัสดุก่อสร้างแบบเก่าอย่างไม้กำลังจะหายไปและทดแทนด้วยความนิยมพีวีซี แม้ว่าปัญหามหึมาในการกำจัดขยะพีวีซีกำลังรออยู่ และดูเหมือนเราจะยังไม่ต้องปวดหัวกับปัญหานี้ภายในช่วง 15-20 ปีของอายุการใช้งานของมัน

พีวีซีถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตเป็นพื้นไวนิล โดยเฉพาะพื้นในครัว ห้องน้ำ และอาคารสาธารณะ ผนังพลาสติก (Wallpapers) ก็เป็นอีกการใช้งานที่มีการใช้พีวีซีทดแทนวัสดุธรรมชาติที่เคยใช้กัน พื้นและผนังพีวีซีมีการใช้สารเติมแต่ง ปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะการเติมสาร Plasticisers

ปัญหาคือสาร Plasticisers เหล่านี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับผลิตภัณฑ์และสามารถระเหยออกมาสู่อากาศได้ ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมายจากที่มีการบันทึกไว้ อย่างพื้นพีวีซีจะปล่อยสาร Plasticisers ความเข้มข้นสูงออกมาสู่อากาศทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า “Sick Building Syndrome” ซึ่งมักจะเกิดกับสำนักงานสมัยใหม่ ในสวีเดนมีการศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ 24 กรณี ในจำนวนนี้ 8 รายมีการตรวจพบว่าสาเหตุเกี่ยวเนื่องกับพื้นพีวีซีเนื่องจากตรวจพบปริมาณสารเติมแต่งระดับสูงในอากาศในห้อง

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเป็นอันตรายมากหากเกิดเพลิงไหม้ ไม่เพียงควันพิษจากไฮโดรเจนคลอไรด์ที่จะเกิดขึ้น อันตรายยังรุนแรงมากแม้จะไม่มีการไหม้จริงๆ  จากการศึกษายืนยันว่าจะมีการเกิดสารพิษสูงอย่างไดออกซินและฟูรานจากมีการใช้ผลิตภัณฑ์พีวีซี กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้ร่วมกันออกแถลงการเสนอให้มีการเลิกใช้พีวีซีในบริเวณที่ไวต่อการเกิดไฟไหม้

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์พีวีซีที่อายุยาว ได้เริ่มก่อปัญหาการฝังกลบในหลายชุมชน แม้ว่าจะมีการแยกฝังกลบขยะเหล่านี้ต่างหาก แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันว่าขยะเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนเหล่านี้มักจะหลุดรอดไปปนในขยะชุมชนทั่วไปจนได้ ไม่ด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง และนั่นก็จะทำให้สารเติมแต่ง ในพีวีซีหลุดออกมาปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ประสบการณ์ในเมือง Bielefeld เยอรมัน พบว่าไม่เพียงเห็นความสำเร็จในการใช้วัสดุทดแทนพีวีซีในงานก่อสร้างอย่างไม้ หินหรือโลหะ แต่รวมไปถึงการหาวัสดุทางเลือกที่คุณสมบัติดีกว่าและสามารถลดค่าซ่อมแซมได้ด้วยและความสำเร็จเช่นเดียวกันนี้ก็พบในองค์กรท้องถิ่นมากมายในเยอรมัน เดนมาร์ก และอีกหลายประเทศ

ในอุตสาหกรรมยานยนต์พบปัญหาจากพีวีซีเช่นกัน ส่วนใหญ่อุตสาหกรรมนี้จะใช้พลาสติกพีวีซีสำหรับงานตกแต่งภายใน งานปิดกันรั่ว ปัญหาสำคัญเกิดจากส่วนผสมคลอรีนที่จะออกมาหากมีการทำลายยานยนต์หลังหมดอายุใช้งาน

อุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะบดขยี้ขยะรถนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ภายในเวลาไม่กี่นาทีเพื่อที่จะนำโลหะกลับมาใช้ใหม่ ปัญหาคือเป็นการยากมากที่จะแยกโลหะออกจากพลาสติกในทางปฏิบัติ ทำให้โลหะที่ถูกนำกลับไปหลอมใช้ใหม่จะปนเปื้อนพีวีซีไปด้วย โชคร้ายที่กระบวนการผลิตในโรงงานเหล็กมักเหมือนเตาเผาขยะคือไม่สามารถป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากของเสียที่ปล่อยออกมาได้

การใช้พีวีซีใน White Goods อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า ก็ก่อปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยปกติสินค้าเหล่านี้มักจะถูกนำไปบีบอัดพร้อมกับรถและผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้