Japan ODA and story of Thai fisherfolks

เงินกู้ญี่ปุ่นและเรื่องราวของชาวประมงชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของไทย click (Japanese version)

ลำพูนใต้เงาอุตสาหกรรม

อ่านบันทึกความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต ผู้คนและผลกระทบด้านต่าง ๆ หลังนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือถือกำเนิดที่ลำพูน

click ที่นี่

เรื่องของสารปรอท(3) : การศึกษาในมนุษย์

การศึกษากับมนุษย์

ผลเสียอย่างร้ายแรงที่บังเกิดแก่สมองที่กำลังเจริญเติบโตของมนุษย์เพราะการได้รับสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรีมากเกินไป เคยปรากฎออกมาให้เห็นอย่างน่าเศร้าสลดแล้วกับคนมากมาย ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ที่อ่าวมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นบริโภคปลาที่ปนเปื้อนสารปรอทประเภทเมธิลเป็นประจำ สารปรอทดังกล่าวมาจากน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่ระบายลงสู่อ่าว เด็กทารกที่เกิดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 บังเกิดมีองค์ประกอบของระบบประสาทที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งประกอบด้วยสภาพปัญญาอ่อน สภาพผิดปกติในการเดิน การพูด การดูดนม การกลืนอาหาร และความผิดปกติที่ปรากฎในปฏิกิริยาการตอบสนอง มารดาของเด็กที่ผิดปกติเหล่านี้ มักจะไม่มีอาการใด ๆ ที่ส่อให้เห็นว่า ได้รับพิษจากสารปรอทเลย

กรณีที่มีผู้ได้รับพิษร้ายแรงจากสารปรอทกันมากมายอีกครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นในประเทศอิรัก ในทศวรรษที่ 1970 ตอนที่ชาวเมืองอบขนมปังโดยใช้เมล็ดพันธุ์ของธัญพืชซึ่งเดิมตั้งใจจะนำมาใช้สำหรับปลูก เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกนำไปคลุกกับสารปรอทอินทรีย์เพื่อฆ่าเชื้อรา กรณีนี้ต่างจากที่มินามาตะตรงที่ผู้ป่วยเกิดอาการเฉียบพลันมิใช่เรื้อรัง ทั้งสองกรณีนี้ ผู้ป่วยมีอาการคล้ายคลึงกัน ทว่าความผิดปกติที่สายตาของผู้ใหญ่ในอิรักรุนแรงกว่า โดยที่มีคนตาบอดไปเลยหลายคน ผลกระทบที่เป็นอันตรายร้ายแรงที่เกิดมาจากการได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา คือความบกพร่องในการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยที่เด็กเหล่านี้ ก็หัดเดินกันช้ากว่าปกติในระดับต่าง ๆ กันโดยที่มีกรณีการชักกระตุกเกิดขึ้นมากขึ้น ผู้สืบสวนใช้ระดับสารปรอทที่เส้นผมของผู้เป็นมารดาเป็นเกณฑ์ในการวัดปริมาณการได้รับสารปรอทขณะที่เด็กยังอยู่ในครรภ์ พวกเขาคำนวณออกมาได้ว่า ระดับต่ำที่สุดที่ทำให้เกิดผลเสียที่มองเห็นได้ (lowest observed adverse effect level) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ระดับโลเอล (LOAEL) หรือระดับแอลโอเออีแอล. ที่ปรากฎออกมาในรูปความบกพร่องในการเคลื่อนไหวอันสัมพันธ์กับความผิดปกติในการทำงานของสมอง จะเกิดขึ้นเมื่อระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดา อยู่ในช่วงระหว่าง 10-20 พีพีเอ็ม. คิดกันว่า ระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดา เป็นดัชนีที่แม่นยำพอสมควร ที่จะช่วยระบุว่า เด็กทารกในครรภ์ได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายมากเท่าไร ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในครรภ์มารดา

การศึกษาวิจัยในด้านระบาดวิทยาในระยะล่ากว่านั้น มีขึ้นที่หมู่เกาะซีเชล (Seychelle) และเฟโร (Faroe) เพื่อพยายามที่จะหาว่า การได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับต่ำ จะบังเกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง ในลักษณะที่ไม่ปรากฎออกมาชัดเจนเหมือนอย่างในกรณีข้างต้นหรือไม่เพียงไร ทั้งนี้ เพื่อจะได้ระบุระดับเริ่มต้น – หากว่ามันมีอยู่จริง ๆ –ซึ่งจะบอกว่า การได้รับสารปรอทในระดับที่ต่ำกว่านั้น จะไม่เกิดภาวะความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดโทษ ที่เลือกศึกษาผู้คนที่เกาะดังกล่าว ก็เนื่องจากว่า สัตว์น้ำที่เป็นอาหารหลักของคนที่นั่น ได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับต่ำ ๆ อยู่เป็นประจำ โดยที่ระดับสารปรอทที่เส้นผมในหมู่ผู้เป็นมารดาที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้น อยู่ในช่วงระดับเดียวกับระดับแอลโอเออีแอล. (LOAEL) ที่คำนวณได้จากการศึกษาพิเคราะห์กรณีการได้รับสารปรอทที่เกิดขึ้นที่ประเทศอิรัก

ที่หมู่เกาะซีเชล มีการทดสอบเกี่ยวกับระบบประสาทและสมองของเด็ก 738 คนอย่างละเอียด โดยดำเนินการอย่างมีลำดับต่อเนื่อง สารปรอทที่เส้นผมของมารดาของเด็กเหล่านี้ เฉลี่ยแล้ว อยู่ในระดับ 6.8 พีพีเอ็ม. จากการวัดบันทึกพฤติกรรมเด็กตามระเบียนของเบย์ลีย์ (Bayley Infant Behavior Record) พบว่า เมื่อเด็กเหล่านี้อายุได้ 2 ขวบ เด็กชายที่ได้รับสารปรอทมาก จะมีระดับกิจกรรมที่ต่ำกว่าเด็กอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผลกระทบที่สารปรอทมีต่อระดับกิจกรรมของเด็กทั้งชายและหญิง จะมีมากอย่างมีนัยยะสำคัญ เฉพาะเมื่อระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดาสูงกว่า 12 พีพีเอ็ม. การตรวจสอบติดตามผลเมื่อเด็กอายุได้ 5 ขวบ ไม่พบผลตกค้างจากการที่ได้รับสารปรอทตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา การตรวจสอบระบบประสาทและสมองเมื่อเด็กอายุได้ 66 เดือนประกอบด้วยการทดสอบระดับความสามารถของเด็กตามแบบของแม็คคาร์ธี (McCarthy Scales of Children’s Abilities) การทดสอบระดับความสามารถด้านภาษาของเด็กก่อนวัยเรียน (Preschool Language Scale) การทดสอบสัมฤทธิผลในเรื่องตัวอักษรและการรู้จักถ้อยคำ (Letter and Word Recogniion Tests of Achievement) การทดสอบตามหลักของเบนเดอร์ เกสทอลต์ (Bender Gestalt Test) และการทดสอบพฤติกรรมเด็กตามเกณฑ์ตามวัย (Child Behavior Checklist)

ที่หมู่เกาะเฟโร มีการตรวจสอบหาปริมาณสารปรอทในเส้นผมของมารดาและในโลหิตจากสายรก โดยดำเนินการเมื่อแรกคลอด กับเด็กแรกเกิด/มารดา 917 คู่ มีการเปรียบเทียบเด็กที่มารดามีระดับสารปรอทในเส้นผมระหว่าง 10-20 พีพีเอ็ม. กับเด็กที่มารดามีระดับสารปรอทในเส้นผมน้อยกว่า 3 พีพีเอ็ม. การตรวจร่างกายเด็กในระยะแรกพบว่า เด็กที่ได้รับปรอทมากที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เด่นชัดปรากฎขึ้นที่การทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินและทักษะในการเคลื่อนไหว เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้น ความด้อยสมรรถภาพในการเรียนรู้ ก็มองเห็นได้ชัดขึ้นไปตามวัย เมื่อเด็กอายุได้ 7 ขวบ ได้มีการทดสอบความสามารถและทักษะการทำงานของสมองที่สัมพันธ์กับระบบประสาทรอบนอก รวมถึงการวัดระดับสติปัญญาและการประเมินพฤติกรรม ตลอดจนการประสานการทำงานระหว่างมือกับตา การรับสัมผัส การทำงานต่อเนื่อง และการแสดงอารมณ์โดยใช้และไม่ใช้ถ้อยคำ ซึ่งดำเนินการตามแบบและเกณฑ์การทดสอบดังต่อไปนี้คือ Neurobehavioral Evaluation system (NES), Finger Tapping and Hand-Eye Coordination test), Tactual Performance Test, NES Continual Performance Test, Wechsler Intelligence Scale for Children-Revised (WISC-R) Digit Span, WISC-R Similarities, WISC-R Block Designs, Bender Gestalt Test, California Verbal Learning Test, Boston Naming Test และ Nonverbal Analogue Profile of Mood States จากการศึกษาพบว่า มีสหสัมพันธ์กันอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญ ระหว่างความบกพร่องในด้านภาษา สมาธิและความจำของเด็ก กับระดับสารปรอทที่เด็กได้รับเข้าสู่ร่างกายในตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา

ผู้ดำเนินตรวจสอบในโครงการการวิเคราะห์วิจัยในแต่ละโครงการ ได้พิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่อาจจะมีโอกาสทำให้ผลการวิจัยไขว้เขวได้ ทั้งนี้ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพทางสังคม-เศรษฐกิจ คุณภาพของสภาพแวดล้อมในบ้าน การเลี้ยงด้วยนมมารดา และอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ปรากฎออกมาต่างกัน อาจจะอธิบายได้ว่า เนื่องจากมีปัจจัยที่ต่างกันอยู่หลายอย่าง ประการแรก ผลกระทบต่อระบบประสาทและสมอง มิได้ปรากฎชัดตั้งแต่แรกทั้งหมด มีบางอย่าง ที่มาปรากฎเอาเมื่อเด็กโตขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อการทำงานของระบบประสาทบางอย่าง เริ่มพัฒนาขึ้น ทว่าปัจจัยพวกนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่อธิบายถึงการค้นพบลักลั่นกันอยู่ ในกรณีของเด็ก ๆ ที่หมู่เกาะซีเชล เนื่องจากเมื่อเด็กเหล่านี้มีอายุย่างเข้า 7 ขวบ ก็ยังคงไม่แสดงถึงความบกพร่องผิดปกติชนิดที่จะมีผลถาวรใด ๆ ประการที่สอง เทคนิคการทดสอบที่ใช้ที่หมู่เกาะเฟโร อาจจะละเอียดอ่อนกว่าเทคนิคที่ใช้ที่หมู่เกาะซีเชล ผู้สืบสวนที่เฟโร เพิ่มการตรวจสอบผลการทำงานของสมองซึ่งเมื่อใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์อย่างละเอียด จะค้นพบความผิดปกติได้ง่ายกว่าและแม่นยำกว่า ประการที่สาม ในทั้งสองกลุ่มนี้ น่าจะเป็นได้ว่ามีแบบแผนการได้รับสารปรอทแตกต่างกัน ที่ซีเชลนั้น ปลาปนเปื้อนสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับที่ต่ำโดยส่วนเปรียบเทียบ โดยที่การได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย เป็นผลลัพธ์มาจากการรับประทานปลาอย่างสม่ำเสมอ ทว่าที่หมู่เกาะเฟโรนั้น การได้รับสารปรอท เป็นผลลัพธ์มาจากการบริโภคเนื้อปลาวาฬไพล็อตเป็นพัก ๆ ไม่ต่อเนื่อง เนื้อปลาวาฬไพล็อตมีปริมาณสารปรอทอยู่เข้มข้นมากกว่าปลาทะเลทั่วไปประมาณ 10 เท่าตัว ผลก็คือ มีความเป็นไปได้ว่า คนเฟโรได้รับสารปรอทสูงกว่าคนซีเชลเป็นพัก ๆ ผลสะท้อนที่บังเกิดกับพัฒนาการของสมองและระบบประสาท อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการได้รับสารปรอทในแบบแผนที่ต่างกันนี้ ก็อาจจะแตกต่างกันได้ ประการที่สี่ ไขมันของปลาวาฬไพล็อตมีสารพีซีบี. (PCB) กับสารเคมีจำพวกออร์กาโนคลอรีน (organochlorine) ชนิดอื่น ๆ ปนเปื้อนอยู่ด้วย ซึ่งสารพวกนี้ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของระบบประสาทและสมองได้ แม้ว่าในเนื้อปลาวาฬจะมีสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ชาวเฟโรบางคน ก็กินไขมันปลาวาฬด้วย ทำให้พลอยได้รับสารพีซีบี.เข้าสู่ร่างกายไปด้วยพร้อม ๆ กัน การวิจัยที่เกาะเฟโรนั้น มีการวัดระดับพีซีบี.ด้วย และผู้สืบสวนก็ได้ใช้เทคนิคสถิติเชิงวิเคราะห์ เพื่อแยกกรณีการได้รับสารพิษร่วมออกไป ขณะที่พวกเขาสอบสวนถึงผลกระทบที่เกิดจากการได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายขณะที่อยู่ในครรภ์ อย่างไรก็ดี มีผู้ตำหนิติติงผลการวิจัยนี้ว่า การปนเปื้อนสารพิษอื่น ๆ อาจจะเป็นเหตุผลที่ช่วยอธิบายถึงผลการค้นพบบางอย่าง ทีมที่ดำเนินงานวิจัยที่เกาะเฟโรไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และแย้งว่า พวกเขาหักลบผลกระทบอันจะเกิดจากการปนเปื้อนร่วมของพีซีบี. ออกไปได้เรียบร้อยดีแล้ว ประการสุดท้าย ผลการวิจัยที่หมู่เกาะเฟโรพบว่า มีความสัมพันธ์กันอยู่ ระหว่างระดับพัฒนาการของประสาทและสมอง กับระดับสารปรอทในโลหิตที่สายรก มิใช่สัมพันธ์กับระดับสารปรอทที่เส้นผมของผู้เป็นมารดา ระดับสารปรอทในโลหิตจากสายรกอาจจะบอกได้ชัดกว่า ว่าทารกในครรภ์ได้รับสารปรอทเข้าไปจริง ๆ มากเพียงไร

ผลการศึกษาพิเคราะห์เพิ่มเติม ก็แสดงให้เห็นด้วยเช่นเดียวกัน ว่าความเป็นพิษต่อพัฒนาการของสมองและระบบประสาท จะเกิดกับมนุษย์และสัตว์ตระกูลลิงทั้งหลาย หลังจากได้รับสารปรอทประเภทอินทรีย์ในระดับต่ำ ๆ เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านเข้าไปทางปาก การวิจัยที่นิวซีแลนด์พบว่า เด็ก ๆ ลูกของสตรีที่มีสารปรอทที่เส้นผมอยู่ในระดับ 15 ไมโครกรัม/ก. จะแสดงผลการทดสอบเชาว์ปัญญาตามแบบของเวชสเลอร์ (Wechsler Intelligence Scale for Children) ด้อยกว่าเด็กทั่วไป

หน่วยงานทะเบียนโรคและสารพิษ (Agency for Toxic Substances and Disease Registry) หรือ เอทีเอสดีอาร์ (ATSDR) ของสหรัฐ อาศัยผลงานการวิจัยที่หมู่เกาะซีเชลเป็นหลัก จึงได้กำหนดระดับความเสี่ยงขั้นสูงสุดสำหรับการได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีทางปากเอาไว้ที่ 0.3ไมโครกรัม/กก./วัน องค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาศัยการสำรวจเรื่องอาหารการกินเป็นพื้นฐาน ในการประเมินว่า สตรีวัยเจริญพันธุ์ในสหรัฐฯประมาณ 7 % บริโภคสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในปริมาณที่มากเกินกว่าระดับที่ “ปลอดภัย” อย่างไรก็ดี ในหมู่สตรีที่กินอาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด ๆ นั้น มีผู้ที่อยู่วัยในเจริญพันธุ์ถึง 50 % ที่บริโภคสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีเข้าไปมากเกินควร

องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration) หรือเอฟดีเอ. (FDA) ของสหรัฐฯ กำหนด “ระดับปฏิบัติการ” สำหรับสารปรอทในปลาเอาไว้ที่ 1 พีพีเอ็ม. เมื่อปีค.ศ. 1979 อย่างไรก็ดี “ระดับปฏิบัติการ” ของเอฟดีเอ.ก็เป็นเพียงคำแนะนำอย่างไม่เป็นทางการที่ให้ไว้ใช้เป็นแนวโดยไม่มีข้อผูกมัด ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องชี้แนะให้เอฟดีเอ.เองและมลรัฐต่าง ๆ เอาไว้ใช้ในการพิจารณา ในยามที่จะตัดสินใจว่า เมื่อไรที่จะถือว่าอาหารทะเลมีสารปนเปื้อน ในสหรัฐอเมริกา มีการบริโภคปลาเพิ่มขึ้นเรื่อยมา นับจากปีค.ศ. 1979 และบรรดานักวิจารณ์ก็ตั้งประเด็นขึ้นมาแย้งว่า “ระดับปฏิบัติการ” นี้ จะไม่ช่วยปกป้องคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน อันที่จริงแล้ว ในรายงานของสำนักงานบัญชีกลาง (General Accounting Office) ฉบับปีค.ศ. 1991 ได้อ้างถึงเอฟดีเอ.เอาไว้ว่า ทางเอฟดีเอ.มิได้พิจารณาถึงสภาพความเป็นพิษที่จะมีต่อพัฒนาการของเด็กและระบบการสืบพันธุ์ ในตอนที่กำหนดแนวทางสำหรับใช้เป็นเครื่องชี้นำดังกล่าว สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academy of Sciences) ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ในปีค.ศ. 1991 เช่นเดียวกันว่า คำชี้แนะของเอฟดีเอ. มิได้ช่วยปกป้องคุ้มครองประชากรกลุ่มที่อ่อนแออย่างเพียงพอ ประชากรกลุ่มนี้ได้แก่เด็กเล็ก เด็กทารก และทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา

เรื่องของสารปรอท(2) : การศึกษาวิจัยกับสัตว์

การศึกษาวิจัยกับสัตว์

ผลการศึกษาวิจัยกับสัตว์ ยืนยันว่าสารปรอทอินทรีย์เป็นพิษต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโตจริงๆ หนูอายุสี่เดือน ซึ่งได้รับสารปรอท 0.008 มก./กก./วัน ในระยะที่มีอายุได้ 6-9 วันหลังปฏิสนธิ แสดงพฤติกรรมที่บกพร่องผิดปกติ ทั้งนี้ จากทดสอบด้วยการตกรางวัลตามจำนวนการกดคันโยก[i]   ลิงอายุ 60 วันที่เกิดจากแม่ซึ่งได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรี โดยเฉลี่ยแล้ว 0.04 หรือ 0.06 มก./กก./วัน เป็นเวลา 168 หรือ 747 วัน ก่อนที่จะผสมพันธุ์ ปรากฎว่ามีความจำบกพร่อง ทั้งนี้ จากการทดสอบความจำที่ได้มาจากการมองดู[ii]  การศึกษาด้วยการผ่าซากสัตว์ที่ได้รับสารปรอทในช่วงที่อยู่ในระหว่างการเจริญเติบโตพบว่า สัตว์เหล่านั้นต่างจากสัตว์ที่ไม่ได้รับสารปรอท ตรงที่มีขนาดสมองเล็กกว่า มีโพรงในสมองใหญ่กว่า และโครงสร้างของเซลล์สมองผิดสัดส่วน


[i] Bornhausen M, Musch MR, Greim H. Operant behavior performance changes in rats after prenatal methylmercury exposure. Toxicol Appl Pharmacol 56:305-316, 1980.
[ii] Gunderson VM, Grant-Webster KS, Burbacher TM, et al. Visual recognition memory deficits in methylmercury-exposed Macaca fascicularis infants. Neurotoxicol Teratol 10(4):373-379, 1988.

เรื่องของสารปรอท (1)

เกร็ดน่ารู้ของสารปรอท

1) ปลาน้ำจืดส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรี (methylmercury) ปนเปื้อนอยู่ในตัวมากพอเพียงที่จะก่อให้เกิดความจำเป็นต้องออกประกาศเตือนสตรีมีครรภ์หรือสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ให้หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการบริโภคปลาน้ำจืด เพราะภัยที่อาจจะเกิดกับพัฒนาการของสมองของทารกในครรภ์

2) การได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีในปริมาณมาก เป็นสาเหตุให้ทารกในครรภ์ปัญญาอ่อน ทำให้เกิดความผิดปกติกับสายตาและท่วงท่าในการเดิน

3) การได้รับสารปรอทในปริมาณน้อย อาจจะเป็นสาเหตุให้ทารกในครรภ์เกิดความบกพร่องอย่างถาวรในด้านภาษา สมาธิและความจำ

4) การได้รับสารปรอทและสารพีซีบี(Polychloronated Biphenyls) มีผลในเชิงปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน อันทำให้ผลกระทบที่เกิดกับการเจริญเติบโตของระบบประสาทของทารกในครรภ์ ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

เส้นทางสู่การได้รับสารปรอท

สารปรอท (สัญลักษณ์ทางเคมีคือ Hg) อาจจะดำรงอยู่ในรูปแบบทางเคมีที่ต่าง ๆ กันไปได้มากมายหลายรูปแบบ แต่ปกติแล้ว จะถูกระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม ในรูปของสารประกอบที่มีโลหะเจือปน หรือสารประกอบอนินทรีย์ องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า กิจกรรมของมนุษย์ในสหรัฐฯ เป็นตัวการรับผิดชอบต่อการแพร่กระจายสารปรอทออกมาสู่สิ่งแวดล้อมประมาณปีละ 160 ตัน แหล่งการระบายสารปรอทที่ใหญ่ ๆ ได้แก่โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานเผาขยะเทศบาลและเตาขยะติดเชื้อ สารปรอทในบรรยากาศ มักจะเดินทางไปเป็นระยะไกล ๆ ก่อนจะตกลงสู่ผิวโลก

สารปรอทในน้ำและในโคลนเลนจะถูกแบ็คทีเรียเปลี่ยนไปเป็นเมธิลเมอร์คิวรี (methylmercury) ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในน้ำ จะสั่งสมเอาไว้กับตัว และจะคงอยู่ไปตลอดเส้นทางที่สิ่งมีชีวิตนั้น ผ่านขั้นตอนการเป็นอาหารไปเรื่อย ๆ จากพืชสู่ปลาเล็กปลาน้อย ไปจนกระทั่งถึงปลาใหญ่ ผลลัพธ์ประการหนึ่งก็คือ ปลาที่สตรีมีครรภ์หรือสตรีในวัยเจริญพันธุ์บริโภคเข้าไป อาจจะมีสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรีปนเปื้อนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เนื่องจากในระยะนั้น สมองกำลังอ่อนแอมากยิ่งกว่าในระยะใด ๆ มลรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาถึง 40 มลรัฐแล้ว ที่ได้ออกประกาศเตือน โดยแนะนำสตรีวัยเจริญพันธุ์ให้จำกัดหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาน้ำจืด เนื่องจากมีสารปรอทปนเปื้อน ปลาใหญ่ ๆ ที่กินสัตว์น้ำอื่นเป็นอาหาร อย่างเช่น ปลาดาบ (swordfish) และปลาบางชนิดในตระกูลเดียวกับปลาโอ ก็อาจจะมีสารปรอทปนเปื้อนมากพอที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่บริโภคเป็นประจำ จากการประเมินขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่า สตรีในวัยเจริญพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา 1.16 ล้านคน รับประทานปลาที่มีสารปรอทปนเปื้อนในปริมาณที่มากพอจะก่อให้เกิดความเสี่ยงว่าจะเป็นอันตรายต่อลูก ๆ ที่จะมีในอนาคตได้

ปีแล้งในผืนป่าอะเมซอน 2010 Drought in the Amazon Forest

ความแห้งแล้งมีผลต่อป่าเขตร้อนอย่างไร ต้นไม้รากลึกที่อยู่ผืนป่าอะเมซอนอันหลากหลายอาจทนแล้งได้ นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่าต้นไม้นั้นจริงๆ แล้วผลิใบมากขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ทว่าความแห้งแล้งนั้นได้สุดขั้วมากกว่าวัฐจักรแล้งตามฤดูกาล และในปี 2005 ภ้ยแล้งทำให้ต้นไม้ไม่โตและตายลงในพื้นที่ที่ได้มีการศึกษาติดตามเป็นอย่างดีในผืนป่าอะเมซอน ด้วยผลการศึกษาที่ขัดแย้งกันว่าความแห้งแล้งที่มีผลกระทบอย่างไรต่อผืนป่าขนาดใหญ่นั้นยังเป็นคำถามทางวิทยาศาสตร์ที่ยังรอการค้นหา

ระหว่างเดือนกรกฎาคมและกันยายน 2010 ภัยแล้งอันรุนแรงเกิดขึ้นทั่วลุ่มน้ำอะเมซอน แม่น้ำเนโกร ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำอะเมซอน ได้ลดลงถึงจุดต่ำสุดในรอบ 109 ปี เท่าที่มีการบันทึกไว้ และไฟป่าที่มิอาจควบคุมได้ก่อให้เกิดควันไฟปกคลุมไปทั่วพื้นที่ลุ่มน้ำ คำถามคือความแห้งแล้งมีผลกระทบต่อต้นไม้อย่างไร

ภาพข้างบนแสดงถึงคำตอบที่อาจเป็นไปได้ ภาพดังกล่าวเป็นการวัด “ความเขียว” ของพืชพรรณโดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer(MODIS) ของดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา ชี้ให้เห็นถึงสภาพของพืชพรรณระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนปี 2010 เปรียบเทียบกับสภาพทั่วไปโดยเฉลี่ยของช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี 2000 และ 2009 (ยกเว้นปี 2005 ที่เป็นปีแห้งแล้งอีกปีหนึ่ง) ดัชนีพืชพรรณ(the vegetation indices) เป็นการวัดว่าการสังเคราะห์จะเกิดขึ้นมากน้อยเท่าไรโดยดูจากการที่ดาวเทียมจะบันทึกพืชพรรณจากใบได้มากน้อยเพียงใด ในปี 2010 ดัชนีพืชพรรณบันทึกค่าที่ตำ่กว่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ระบุว่าต้นไม้ภายใต้ความเค้นของความแห้งแล้งจะเกิดใบน้อยลงหรือมีคลอโรฟิลในใบไม้น้อยลง หรือเป็นไปได้ทั้งสองกรณี

แต่การวัดพืชพรรณเหนือผืนป่าเขตร้อนอาจไม่เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ดัชนีพืชพรรณ (the vegetation index) นั้นพิจารณาจากแสงอินฟราเรดและแสงที่ตามนุษย์มองเห็นได้ที่พีชสะท้อนกลับออกสู่อวกาศ ผืนป่าที่หนาทึบของป่าเขตร้อนจะดูดซับแสงที่มองเห็นได้ไว้มากที่สุด จึงสะท้อนแสงในช่วงดังกล่าวได้น้อยออกสู่อวกาศซึ่งดาวเทียมสามารถวัดได้ ทำให้ยากที่จะคำนวณดัชนีพืชพรรณเมื่อเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ ขณะเดียวกัน ควันไฟก็เป็นตัวสะท้อนแสงที่มองเห็นได้ เมื่อมีควันในชั้นบรรยากาศในช่วงฤดูแล้ง แสงที่สะท้อนเพิ่มทำให้ดูเหมือนว่าผืนป่านั้นไม่สมบูรณืเหมือนที่ควรจะเป็น ในช่วงปีที่เกิดความแห้งแล้ง ควันจึงเป็นปัญหา และการที่ไฟป่านั้นเกิดขึ้นทั่วไปในสภาพที่แห้งแล้งและผืนป่าอะเมซอนนั้นก็ถูกปกคลุมไปด้วยควันแทบทั้งหมด

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ MODIS จึงทำการวัดละอองลอย(aerosols) และเมฆที่เป็นตัวก่อกวนการวัดดัชนีพืชพรรณ ในกรณีของภาพถ่ายดาวเทียมนี้ นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์หมอกควันและเมฆของภาพแต่ละภาพและเอาภาพที่ปะปนกันมากเกินไปออก การวัดที่เหลืออยู่ ทีมนักวิทยาศาสตร์สรุปว่าพื้นที่ป่า 1.68 ล้านตารางกิโลเมตรแสดงถึงสัญญานของความเค้นจากภัยแล้งหรือการลดลงของการสังเคราะห์แสง การวิเคราะห์อีกชุดหนึ่งใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนซึ่งสรุปว่าต้นไม้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงความแห้งแล้งของปี 2010

การลดลงของต้นไม้มีผลในวงกว้าง ป่าเขตร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผืนป่าอะเมซอนนั้นเป็นแห่งเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ป่าไม้ดึงเอาคาร์บอนจากบรรยากาศและเปลี่ยนเป็นสสารในต้นพืช หากป่าเขตร้อนแห้งลงภายใต้สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ป่าไม้ก็จะปลดปล่อยคาร์บอนที่เก็บไว้ในเนื้อไม้ที่เน่าเปื่อยของต้นไม้ที่ตายแล้วออกสู่ชั้นบรรยากาศซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะจัดการค้นหาว่าอะไรเกิดขึ้นกับป่าเขตร้อนในสภาพภูมิอากาศต่างๆ เมื่อความแห้งแล้งในป่าฝนเขตร้อนมีแนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้น

อ้างอิง

  1. Asner, G.P., and Alencar, A. (2010, August). Drought impacts on the Amazon forest: the remote sensing perspective. New Phytologist, 187 (3), 569-578.
  2. Lewis, S.L., Brando, P.M., Phillips, O.L., van der Heijden, G.M.F., and Nepstad, D. (2011, February 4). The 2010 Amazon drought. Science, 331 (6017), 554.
  3. Li, W., Fu, R., Juárez, R.I.N., and Fernandes, K. (2008, May). Observed change of the standardized precipitation index, its potential cause and implications to future climate change in the Amazon region. Philosophical Transactions of the Royal Society B, 363 (1498), 1767-1772.
  4. Phillips, O.L., et al. (2009, March 6). Drought sensitivity of the Amazon rainforest.Science, 323 (5919), 1344-1347.
  5. Xu, L., Samanta, A., Costa, M.H., Ganguly, S., Nemani, R.R., and Myneni, R.B. (2011, April 8). Widespread decline in greenness of Amazonian vegetation due to the 2010 drought. Geophysical Research Letters, 38, L07402.

NASA Earth Observatory image created by Jesse Allen, using data provided courtesy of Ranga Myneni, Boston University. Caption by Holli Riebeek.

Instrument: 
Terra – MODIS

ภาพการชุมนุมรณรงค์ไม่เอานิวเคลียร์ที่อัมสเตอร์ดัม

ภาพการชุมนุมรณรงค์ไม่เอานิวเคลียร์ที่อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์(10,000 at antinuclear rally in Amsterdam-photo by Jan Beranek) click ที่นี่