หยุดตอแหล แก้โลกร้อน

หัวข้อบทความนี้ยืมมาจากเครือข่ายประชาชนภาคใต้ ที่รวมพลังล้มแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีการจัดรับฟังความคิดเห็นขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในช่วงปีที่ผ่านมา

หากดูเผิน ๆ เราจะเห็นว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพยายามจะหาทางออกว่าจะมีนโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร จึงมีการจัดทำแผนแม่บทออกมา ล่าสุดก็เป็นอย่างที่เห็นคือเป็นแผนระยะยาว 10 ปี

ปัญหาของมันก็คือว่า ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่ใช้วิธีการแบบเดิมมาใช้จัดการไม่ได้อีกแล้ว มากไปกว่านั้น มิติที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเป็นธรรม” ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและสำคัญกว่า “วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

เป็นเรื่องที่ต้องเปิดหัวใจรับฟังคนที่อยู่ติดกับผืนแผ่นดิน ไร่นา ป่าเขาและท้องทะเล

นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่แวดวงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกก็ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่า คนที่ยากจนที่สุดที่เจอกับผลกระทบอันร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวน้อยกว่า

แต่พอมาถึงเรื่องแผนแม่บทเพื่อที่จะแก้ปัญหา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดย สผ. กลับจัดทำแผนเหมือนกับแผนกระจายงบประมาณไปให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่มีอะไรว่าด้วยเรื่องของ “ความเป็นธรรม” แม้แต่น้อย มีการระบุถึงเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ” ซึ่งก็เน้นไปที่โครงการพื้นฐานขนาดใหญ่และการใช้เทคโนโลยี ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นทิศทางการแก้ปัญหาแบบมิจฉาทิฐิ มองแยกส่วน เช่น เห็นว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์น่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานของประเทศไทย

ส่วนหนึ่งของเรื่องเหล่านี้ ก็กลายมาเป็นการรวมพลังของเครือข่ายภาคใต้เพื่อล้มแผนแม่บทโลกร้อนที่พวกเขาเห็นว่า “มันตอแหล”

ผมอ่านแผนแม่บทที่ส่งมาทางอีเมล์เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน อ่านแล้ว ผมก็เห็นด้วยว่าต้องใช้คำว่า “ตอแหล” นั้นแหละ เห็นภาพดี

แผนแม่บทดังกล่าว อ่านแล้วน่าสงสารสังคมไทย เพราะแต่แผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นั้นมองไม่ออกว่า ตกลงจะแก้โลกร้อนได้อย่างไร บนพื้นฐานที่ประเทศไทยดำรงอยู่ในฐานะรัฐชาติ และในฐานะประชาคมโลก

เป็นแผนแม่บทที่แยกส่วน ไร้ทิศทาง ขาดการบูรณาการอย่างยิ่ง

แยกส่วนเพราะตอบคำถามไม่ได้ว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ที่จะมีปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็ก โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เขื่อน ฯลฯ มันเกี่ยวกับแผนโลกร้อนอย่างไร เพราะรองเลขาธิการ สผ. ชี้แจงกับเครือข่ายภาคใต้ว่า สผ. ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ สภาพัฒน์ซึ่งเป็นผู้วางแผนการพัฒนาภาคใต้ เป็นต้น

สรุปแล้ว ไม่มีความหวังกับหน่วยงานที่เรียกตัวเองว่า “สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ที่ยังมองเห็นเป็นตัวเองเป็น “ชนชั้นนำ” ในการวางนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในสถานการณ์ที่ชุมชนท้องถิ่นหลายต่อหลายแห่งได้รวมตัวกันมองไปข้างหน้าและพยายามวางอนาคตอันยั่งยืนที่แท้จริงให้กับชุมชนและสังคมไทยโดยรวม

จนกว่าจะพบกันอีก

ธารา

จักรยานกับนิเวศวิทยาเมืองเชียงใหม่ – Bicycle : Vehicle for a Small Planet

(หมายเหตุ : เป็นบทความเมื่อสิบปีที่แล้ว)

40 กิโลเมตรจากหาดใหญ่ไปสงขลาระหว่าง “Quit Coal Ship Tour 2008”

เส้นทางที่ถักทอเป็นข่ายใยในหุบเขาเชียงใหม่ – ลำพูน เลียบผ่านหมู่บ้านเก่าแก่ เรือกสวนไร่นาไปสู่เมืองครั้งหนึ่งเคยเป็นวิถีพเนจรบนหลังอานจักรยานภูเขา แต่ละฉากของการเคลื่อนไหวในกระแสลมและอาบเหงื่อไคลมิได้ผ่านเข้าไปในภูมิทัศน์ที่ชาวต่างแดนหลายคนชมว่างามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่านั้น แต่ละช่วงทางผมรู้สึกได้ถึงความสอดคล้องระหว่างร่างกายและจิตใจด้วย

เมื่ออ่านหนังสือ Bicycle : Vehicle for a Small Planet ของ Marcia D. Lowe นักวิจัยด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมและการจัดการพลังงานเพื่อการพัฒนาแห่ง Worldwatch Institute ซึ่งนิยามจักรยานว่าเป็นพาหนะไร้เครื่องยนต์ (สามล้อแรงคน รถเข็น ล้อเลื่อน และคนเดินเท้า) วิพากษ์วิจารณ์นโยบายคมนาคมขนส่งของรัฐที่เน้นสร้างถนน ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ราคาแพงและสิ้นเปลือง ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งถูกทิ้งให้เดินและไม่มีความสะดวกในการไปทำงานและใช้บริการต่างๆทำให้ผมเกิดคำถามในใจว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะพัฒนาระบบคมนาคมเมืองเชียงใหม่โดยผนวกการเดินทางด้วยจักรยานให้เป็นทางเลือกหนึ่งของชีวิตเมือง

กระแสรณรงค์ให้กลับมาใช้จักรยานในเมืองเชียงใหม่ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไม่นานมานี้กลุ่มผลักดันที่สำคัญคือ กลุ่มชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางในเมืองประสานเข้ากับบทบาทของตำรวจจราจรที่มีความคิดก้าวหน้า กิจกรรมสำคัญคือการขี่จักรยานรอบคูเมืองในวันอาทิตย์และขยายผลในลักษณะการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ใครไปเยี่ยมเชียงใหม่ เมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นป้ายรณรงค์อยู่ทั่วไปการรณรงค์ดังกล่าวส่งผลสะเทือนต่อสังคมในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า กระแสนิยมจักรยานทุกวันนี้เป็นผลพวงของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีวัสดุและธุรกิจอุตสาหกรรม ปรากฏเป็นจักรยาน ที่มีหน้าตาต่างไปจากที่เราเคยเห็น ความนิยมจักรยานปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่น อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องประดับและชุดแต่งกายแต่ละชิ้นของจักรยานรุ่นใหม่ๆ ล้วนแต่มีราคาแพงทั้งสิ้น การรณรงค์เรื่องจักรยานต้องไปให้พ้นจากมายาภาพเหล่านี้

ครั้งแรกที่จักรยานเข้ามาเมืองไทย เป็นที่นิยมในหมู่เจ้านาย ต่อมาจักรยานถูกขนานนามว่าเป็นพาหนะของคนจน ถึงยุคโลกไร้พรมแดน ดูเหมือนว่าจักรยานกลายเป็นของเล่นของชนชั้นกลางในเมือง แท้ที่จริง จักรยานจัดเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบคมนาคมขนส่งมานานแล้ว

เมืองเชียงใหม่และอาณาบริเวณมีผู้สันทัดกรณีเรื่องจักรยานหลายคน เช่น คุณจุลพร นันทพานิชซึ่งผมเรียกว่านักเลงจักรยานแห่งตีนดอยขุนตาล สนับสนุนการใช้จักรยานในชุมชนเล็กอย่างเต็มที่และพยายามขยายผลโดยอาศัยเครือข่ายนักจักรยานที่อยู่ตามซอกมุมต่างๆ ของเมืองลำพูน คืน ญางเดิมและครอบครัวบ้านพันไม้ใช้จักรยานเป็นวิถีชีวิตและการเดินทางท่องโลก คุณปลิว เจ้าของร้านเช่าจักรยานในอำเภอปาย แม่ฮ่องสอนผันตัวเองจากเครื่องยนต์รถบรรทุกมาอยู่กับสองล้อมหัศจรรย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงถีบ เป็นต้น

พวกเขาคือปัจเจกชนเล็กๆ ที่ปฏิวัติตนเอง แต่ส่งผลสะเทือนทางความคิดต่อผู้คนชนิดที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลยเท่าที่ทราบ จักรยานคันที่เก่าแก่ที่สุดในเชียงใหม่อายุร่วม 70 ปี ยี่ห้อซัมบิน เป็นหนึ่งในจำนวนจักรยานที่หลวงอนุสารสุนทรสั่งเข้ามาจากอังกฤษ 12 คัน ในราว พ.ศ. 2469 ส่วนจักรยานที่ถือว่าเป็น “เสือภูเขา”คันแรกของเชียงใหม่ มีอายุราว 15 ปี เป็นของคุณมงคล คธาทอง

รอยอดีตของเชียงใหม่มีผู้คนขี่รถถีบการจ้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง คนเชียงใหม่รุ่นก่อนเคยใช้จักรยานบรรทุกส่งผักไปขายในตลาด ส่งลูกหลานไปโรงเรียนใช้บรรทุกไม้ออกจากป่า บรรทุกหญ้าและอุปกรณ์การเกษตร ตำรวจสมัยก่อนยังใช้จักรยานขี่ตรวจท้องที่และเยี่ยมชาวบ้าน พ่อค้าบางคนขี่จักรยานบรรทุกผ้าสำเร็จรูปส่งขายตามอำเภอรอบนอกของเชียงใหม่ แพทย์แผนโบราณขี่จักรยานใส่กระเป๋าแพทย์ไปรักษาคนไข้ จักรยานรุ่นแรกที่ใช้กันในเชียงใหม่มีหลายหลายยี่ห้อ เช่น ฮัมเบอร์ ราเลย์ฟิลลิป เฮอคิวลิส เบเลเฟลด์ ฮัฟฟ ไทรอัม และมาราธอน เป็นต้น ตัวถังประกอบขึ้นจากเหล็กกล้า หนักและแข็งแกร่งจนเมื่อรถยนต์มีบทบาทหลัก จักรยานหลายคันถูกทิ้งร้าง…

ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีและการจัดการ สวิสเซอร์แลนด์ (SKAT) ตีพิมพ์หนังสือชื่อEnvironmental Limits to Motorisation (2536) เขียนถึงกรุงเทพฯ ว่ารถติดมหันต์ และคนรวยแก้ปัญหาโดยใช้รถยนต์เป็นสำนักงาน มีโทรศัพท์มือถือ โทรสาร คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค กาลเวลาที่เมืองเชียงใหม่จะกลายเป็นฝันร้ายเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ อาจยังมาไม่ถึง แต่ทุกวันนี้ รถยนต์ส่วนตัวและรถมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่มจำนวนอย่างมหาศาลทำให้การจราจรในเชียงใหม่ติดขัดอย่างร้ายกาจ

ตัวอย่างอันน่าเศร้าคือ ชั่วโมงเร่งด่วนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีรถราแออัดและควันพิษ ทางเดินเท้ามีต้นหญ้าขึ้นรกเพราะไม่มีใครเดิน พื้นที่ว่างหลายแห่งมีรถยนต์จอดอยู่เต็ม ชุมชนปัญญาชนคือกระจกเงาสะท้อนสังคมฉันใดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็คือภาพสะท้อนสังคมเชียงใหม่ฉันนั้น เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ

ความเชื่อสองประการที่ผู้บริหารเมืองเชียงใหม่ใช้แก้ปัญหาคือ หนึ่ง–สร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ สอง–การจราจรติดขัด ปัญหาสุขภาพจากมลพิษและอุบัติเหตุจากยานยนต์เป็นผลข้างเคียงของเทคโนโลยีปัญหาของรถยนต์ไม่ใช่ผลข้างเคียง กลับเป็นผลตรงข้ามกับจุดมุ่งหมายของรถยนต์โดยตรง แทนที่จะประหยัดเวลาคนในเมืองเชียงใหม่มีแนวโน้มใช้เวลาอยู่บนถนนมากกว่าคนสมัยก่อนที่เดินทางด้วยเท้าและเกวียน

รถยนต์มีประโยชน์ยากจะปฏิเสธ แต่การคมนาคมด้วยรถยนต์ขยายตัวมากเกินไปทั้งปริมาณและความเร็วก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทั้งทางสังคมและนิเวศ จนไม่อาจแก้ไขด้วยเทคโนโลยีหรือวิธีการเดิมๆ อีกต่อไป

พูนพล อาสนจินดา ศาสตราจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับห้วงเวลาภายหลังจากมหาวิทยาลัยเปิดดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2507 เป็นระยะเปลี่ยนผ่านทางนิเวศวิทยาเมืองเชียงใหม่ ท่านบันทึกไว้ใน พ.ศ.2525 ว่า “เชียงใหม่เคยมีน้ำค้างมากภายในเมืองในฤดูหนาวเมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา แต่บัดนี้มีไม่มากเช่นก่อนอากาศภายในเมืองร้อนมากขึ้นทั้งเวลากลางวันและกลางคืน แต่ในฤดูหนาวจะหนาวจัดในบางวัน…”

“…การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระดับท้องถิ่น เกิดจากการใช้เครื่องยนต์น้ำมันในการขับดันพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ทำให้บรรยากาศได้รับทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนมอนนอกไซด์ตลอดจนบรรดาธาตุที่เป็นโลหะคือตะกั่ว เป็นต้น เข้าสู่บรรยากาศ บรรดายานยนต์ยังเพิ่มฝุ่นในขณะแล่นไปตามถนนของเมืองเชียงใหม่ ฝุ่นละอองและก๊าซเป็นตัวรวมไอน้ำในอากาศได้เป็นอย่างดีซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเม็ดฝนดังนั้น ฝนจึงตกมาในบางฤดู และการที่ฝนไม่ตกที่อำเภอสันกำแพงในบางปีเพราะอยู่ทางตะวันออกของอำเภอเมืองและอยู่ทางปลายกระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ก็เป็นที่สงสัยว่าอาจเป็นเพราะฝุ่นละอองและก๊าซที่ออกจากยานยนต์ในเชียงใหม่…” และ “…เคยปรากฏว่า งานฤดูหนาวของเมืองเชียงใหม่ ได้มีการใช้เครื่องเสียง ไฟฟ้า เพื่อแสงสว่างและมียานยนต์เข้าออกเป็นจำนวนมากในบริเวณงานทุกคืนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตลอดจนฝุ่นละอองที่กระจายจากการเดินของคนในบริเวณงาน ทำให้เกิดฝนตกในฤดูหนาว…”

แม้ว่าการเดินทางด้วยจักรยานจะไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปตายตัวของการแก้ปัญหาคมนาคมขนส่งในเมืองแต่จักรยานน่าจะช่วยเชียงใหม่มีอากาศสะอาดขึ้น ก่อนที่ปัญหามลพิษของเมืองจะร้ายแรงกว่าที่เป็นอยู่ ข้อมูลความรู้เงินทุน ทรัพยากรบุคคลจำนวนมากที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ควรเน้นความสำคัญของจุดนี้เพียงแต่การรณรงค์ให้ผู้คนหันมาขี่จักรยานนั้น ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้เลยหากปราศจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเมืองที่เห็นความสำคัญของการคมนาคมอันหลายหลาก และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับจักรยาน

แต่โครงการจักรยานทั้งหลายที่มีอยู่และจะเกิดขึ้น เช่นทางจักรยาน ที่จอดจักรยาน ระบบ Bike and Ride เป็นต้น จะไร้ซึ่งชีวิต หากผู้คนยังไม่เห็นคุณค่าอันแฝงเร้นของมัน การทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่โดยมีจักรยานเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ต้องไม่จำกัดเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองกับรถจักรยานราคาแพงเท่านั้น แต่รวมถึงคนทุกระดับชั้นที่เดินเท้า ขี่จักรยานรุ่นเก่าหรือไฮเทค และสามล้อแรงคน ด้วยการรณรงค์เรื่องจักรยาน ต้องเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเชิงเทคนิค ไปสู่เนื้อหาแห่งสุนทรียภาพ อันเป็นหนึ่งในวาทกรรมที่ตอบโต้การครอบงำของความคิดและการพัฒนากระแสหลัก ท่ามกลางยุคสมัยที่คนเรารู้จักถนนแต่อับจนหนทางในท้ายที่สุด

 

Revolt in Paradise – ปฏิวัติในสรวงสวรรค์

ธารา บัวคำศรี

เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในอินโดนีเซียแว่วมาถึงเชียงใหม่ในฤดูฝนพรำ ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มทั้งวันคืน หากฟ้ากลางคืนเปิด ใครบางคนพยายามมองหาดาวประกายแสงสีม่วง ดวงดาวในนิยายจีนเรื่องหนึ่ง ที่ “สุธารา คะตุตตันตรี” ผู้ประพันธ์ Revolt in Paradise ได้ฟังเมื่อเยาว์วัยว่า

“ผู้ที่จะได้พบกับสันติสุขบริสุทธิ์ ก่อนอื่นต้องสละโลกียะและสมบัติทั้งหลายและดั้นด้นค้นหาดินแดนที่มีดวงดาวสีม่วง เฉพาะผู้เสียสละเท่านั้นจึงจะเห็น”

เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้าย ชีวิตที่โลดแล่นใน Revolt in Paradise ประดุจดังนิยาย หม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย ผู้ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยเมื่อปี 2526 เขียนคำนำว่า เมื่อครั้งเดินทางไปดูงานที่อินโดนีเซีย มีเพื่อนชาวมาเลเซีย เชื้อสายจีนซื้อหนังสือเล่มนี้และขอร้องให้อ่าน ผู้แปลอ่านจบในคืนเดียว หนังสือเขียนขึ้นด้วยภาษาสละสลวย เนื้อเรื่องสนุกสนาน แฝงด้วยคุณธรรม

“สุธารา” ในภาษาอินโดนีเซียหมายถึง น้องหญิง (ความหมายที่ ดร.ซูการ์โนเรียกเธอ “คะตุตตันตรี” คือ “ตันตรีบุตรคนที่สี่” (ตันตรีเป็นวิสามัญนาม) ชื่อของหญิงชาวอังกฤษสัญชาติอเมริกันที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริง ตั้งแต่เริ่มแรกจนจบ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นชีวิตจริงของเธอ มนต์ขลังจากภาพยนตร์เรื่อง Bali : The Last Paradise เธอตัดสินใจเดินทางลงเรือสินค้าที่นิวยอร์คไปยังปัตตาเวีย ต่อไปยังบาหลีเพื่อวาดรูป ระหว่างทางเธอพบปีโต้ เด็กกำพร้าคู่หูที่คอยเป็นล่าม (ต่อมาเขาได้เป็นทหารยศร้อยตรีในกองกำลังปฏิวัติ) ขณะนั้นอินโดนีเซียอยู่ในการครอบครองของดัชท์สงครามโลกครั้งที่สอง สุธารา คุตุตตันตรีต้องตกค้างในบาหลี เธอเห็นใจและเข้าใจชาวอินโดนีเซียซึ่งดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ Merdeka Atau Mati – เสรีภาพหรือตาย คือคำขวัญของขบวนการเรียกร้องเอกราชอินโดนีเซีย ผ้าสีขาวแดงที่มีตัวอักษรเป็นคำขวัญนี้พันไว้ที่แขนของเธอตลอดเวลาที่เธอร่วมขบวนการปฏิวัติ

Revolt ในชื่อหนังสือของเธอหมายถึงการปฏิวัติต่อดัชท์ของประธานาธิบดีซูการ์โน และต่อการยึดครองอินโดนีเซียของญี่ปุ่นโดยขบวนการกู้ชาติในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองที่บาหลี ข้าหลวงชาวดัชท์ห้ามไม่ให้เธอคลุกคลีกับชาวพื้นเมือง บอกว่า บาหลีคือส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ศิลปินหลายคนมาที่นี่ไม่ช้าก็เบื่อ มีแต่อากาศร้อน ความสกปรกโสมมสารพัด เธอตอบกลับด้วยความโกรธ บอกว่า “ท่านปกครองเกาะบาหลีมาสามร้อยปีแล้ว รัฐบาลดัชท์นั่นแหละทำไม่ดี” เธอขับรถออกจากโรงแรม หนีอารยธรรมของชาวดัชท์ น้ำมันรถหมดที่หน้าวังของท้าวพระยาผู้ครอบแคว้นเกเด (ระตูเกเด) เขาพูดกับเธอ “พระเจ้าลิขิตให้เธอมาที่นี่ ลูกสาวของฉัน”

ก่อนญี่ปุ่นขึ้นฝั่งบาหลีในเดือนกุมภาพันธ์ 2485 สุธารา คุตุนตันตรีคือแหม่มผิวขาวแต่ตัวเป็นสาวบาหลี ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน เป็นที่รักใคร่ของคนทุกกลุ่ม เธอรับฟังความคิดของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก่อหวอดเพื่อปฏิวัติล้มล้างอำนาจปกครองของชาวดัชท์ รับรู้เรื่องราวของนักโทษการเมืองที่ค่ายกักกันในเกาะนิวกินีจากระเด่นนูรา(บุตรชายหัวก้าวหน้าของระตูเกเด) นักโทษการเมืองหนึ่งในนั้นรวมถึง ดร.ซูการ์โน ชายหนุ่มผู้เฉลียวฉลาด กล้าหาญ เอาจริงเอาจังเมื่อญี่ปุ่นรุกรานหมู่เกาะอินโดนีเซีย บาหลีซึ่งคุตุตตันตรีถือเป็นสรวงสวรรค์ของเธอหลุดจากเงื้อมมือดัชท์เพียงเพื่อไปตกอยู่ในเงื้อมมือผู้พิชิตคนใหม่

ระเด่นนูราพาเธอข้ามมายังเกาชะวาเพื่อความปลอดภัย ต่อมาเธอช่วยเป็นล่ามให้กับคณะกรรมาธิการฝ่ายทหารสหรัฐ ญี่ปุ่นรุกเกาะชวาจนทหารฝ่ายพันธมิตรถอยร่นไปยังออสเตรเลีย คะตุตต้นตรีซึ่งรักอินโดนีเซียเป็นชีวิตจิตใจได้สิ้นเชิง ไม่ยอมหนี ขบวนการใต้ดินเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นได้แผ่ขยายจนมีสาขาทั่วหมู่เกาะและเธอตัดสินใจเข้าร่วมการทำงานให้ดินร่วมกับขบวนการปฏิวัติทำให้เธอถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไปสอบสวนและ ทรมานอย่างโหดร้ายทารุณจวนเจียนตายโดยหน่วยเค็มเปไตที่เมืองสุราไบย่า

จวบจนญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามและวันที่ 17 สิงหาคม 2488 กลุ่มผู้รักชาติในอินโดนีเซียในเกาะชะวาผลักดันให้เกิดการประกาศอิสรภาพ และแต่งตั้งให้ ดร.ซูการ์โนเป็นประธานาธิบดีร่างกายของคะตุตตันตรีบางส่วนยังเป็นอัมพาต ผอมซีดไม่ผิดจากซากศพ น้ำหนัก 30 กิโลกรัม เมื่อถูกปล่อยตัว เพื่อนชาวอินโดนีเซียที่ทำงานในกองกำลังซุ่มโจมตีพาเธอไปฟื้นฟูที่บ้านพักบนภูเขาจนเธอหายเป็นปกติ

ปีโต้-อดีตเด็กกำพร้าคู่หูของเธอเดินทางมาเยี่ยม และเป็นครั้งที่สามที่เธอเลือกเดินไปตามเส้นทางแห่งชีวิตเพื่อประชาชนชาวอินโดนีเซียคือเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติ เธอพูดกับปีโต้ว่า “ฉันจะเป็นตาให้ท่านมองเห็น เป็นลิ้นให้ท่านพูดได้ คอยดูว่าท่านได้รับเงินทอนถูกต้องหรือไม่ ฉันจะนำทางให้ท่าน ถ้าทำไม่ได้ฉันจะยอมตาย” เมื่อแรกที่เธอมาถึงอินโดนีเซีย ปีโต้ในฐานะล่ามเคยพูดกับเธอเช่นนี้

เธอร่วมปฏิบัติการในหน่วยซุ่มโจมตีของการกำลังปฏิวัติ เขียนบทความลงใน The Voice of Free Indonesia ร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ของวิทยุ Pemberontakan ต่อมาได้เป็นเพื่อนร่วมงานกับประธานาธิบดีซูการ์โนและ หัวหน้าคณะปฏิวัติหลายคน เธอเขียน “มีคนบอกว่าซูการ์โนเจ้าชู้ ปากหวาน เลียมผู้หญิงไม่เลือกว่าแก่หรือสาว สวยหรือไม่สวย เธอก็เชื่อว่าที่ได้ยินมานั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเมื่อได้พบกับตัวจริง แต่ใครก็ตามเมื่อได้พบก็อดไม่ได้ ที่ต้องชื่อชอบเขา เขาเป็นคนมีอารมณ์สำรวล และชอบพูดตลกล้อเลียนให้คู่สนทนาเพลิดเพลิน เข้าเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักแสดง เขาจับจุดได้ว่า ชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องดีนักเกี่ยวกับทฤษฏีปฏิวัติและเสรีภาพ บอลรีเวียร นักปฏิวัติชาวอเมริกันสมัยอาณานิคมอังกฤษเป็นคนเขานิยมเป็นพิเศษเขาจึงใช้วิธีเล่าเรื่องโดยยกตัวอย่างแทน” ซูการ์โนเคยบอกเธอว่าเขาเป็นเผด็จการชั้นดีไม่ได้ “เพราะหัวใจของเขาไม่มีธาตุของผู้เผด็จการอยู่เลย”

สถานการณ์หลังจากอินโดนีเซียเป็นสาธารณรัฐ สร้างความสับสนให้เธอพอสมควร ปิโต้แจ้งข่าวว่า ระเด่นนูราถูกยิงเสียชีวิตจากกองซุ่มโจมตีของกลุ่มปฏิวัติบาหลีหัวรุนแรง เพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการป่าเถื่อนโดยการประกาศล้างโคตรชาวดัชท์เพราะชาวบาหลีถูกจับโกนหัวประจานเย้ยหยันคำขวัญ Merdeka ของอินโดนีเซีย เธอเองได้รับการติดต่อจาก ตัน มะละกาหัวหน้าใหญ่ของพวกคอมมิวนิสต์ในชะวา เธอเห็นว่า แม้ตัน มะละกาจะเป็นคอมมิวนิสต์จริง เขาก็ต่อสู้เพื่อ Merdeka ของอินโดนีเซียเช่นเดียวกับซูการ์โนซึ่งเป็นนักสังคมนิยม หลักจากฝ่าแนวปราการของดัชท์ไปยังสิงคโปร์และออสเตรเลีย ทำงานประชาสัมพันธ์และติดต่อกลุ่มต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ สื่อมวลชนต่างประเทศรู้จักเธอในนาม “สุราไบย่าซู” จนกระทั่งดัชท์แพ้มติโลก ยอมปล่อยอินโดนีเซีย เธอจึงมีโอกาสกลับสหรัฐฯ เวลานั้นเธอมิอาจล่วงรู้ว่าอีก 20 ปีต่อมา บุงซูการ์โน (บุงหรือบังหมายถึงพี่) ผู้เรียกเธอว่าน้องหญิง ถูกซูฮาร์โต นายพลหนุ่มก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และอินโดนีเซียอยู่ภายใต้อำนาจไร้เทียมทานของเขามาถึงปัจจุบัน(ปี 2535)

หากสุธารา คะตุตตันตรี ยังมีชีวิตอยู่ ข่าวเหตุการณ์ต่อต้านรัฐบาลซูฮาร์โตของประชาชนอินโดนีเซียและทำลายพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีนางเมฆาวดีบุตรสาวของซูการ์โนเป็นผู้นำ เธอคงเปิดอ่านจดหมายของระเด่นนูรา เพื่อนสนิทชาวบาหลีที่เขียนไว้ก่อนเขาเสียชีวิตอีกครั้ง

“…ตราบที่เรามี Merdeka อยู่ในหัวใจของเรา เราก็เป็นคนที่มีหวัง เมื่อเราเป็นมนุษย์เสรีแล้ว เราจะเอาแสงสว่างนั้นส่องเข้าไปในตัวเราเพื่อค้นหาวิญญาณของเรา ขจัดความเห็นแก่ตัวและความคิดเลวทรามออกไปให้หมดสิ้นจากจิตใจเพื่อจะได้เดินเชิดหน้าไปบนผิวโลกอย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเสรีชนทั้งหลาย”

สูงลิบล้ำขึ้นไปบนท้องฟ้าอินโดนีเซีย ดวงดาวซึ่งส่องแสงเป็นประกายสีม่วงดวงหนึ่งลอยเด่น สุธารา คะตุตตันตรีกลับมาสู่ฝั่งบาหลีและชาวบาหลีที่เธอรักอย่างปลอดภัย การปฏิวัติในสรวงสวรรค์จะเริ่มต้นอีกครั้ง