เมืองใหญ่ริมฝั่งทะเลจะจมอยู่ใต้น้ำหรือไม่?

เป็นเรื่องของช่วงเวลา ในปี 2001 IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจาก 90 มิลลิเมตรไปจนถึง 880 มิลลิเมตรภายในปี 2100 ช่วงเวลากว้างนับ 100 ปีนี้แสดงถึงความไม่แน่นอนว่าจะมีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร ธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งจะละลายมากน้อยเพียงไหน การคาดการณ์สูงสุดนั้นคาดว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของเมืองบางเมืองจะจมอยู่ใต้น้ำ และถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พายุและคลื่นสูงก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาได้

คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์อาจจะตกอยู่ในวัฏจักรของการละลายที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เมตร กระบวนการดังกล่าวนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งอาจเป็น 2-3 ศตวรรษ ไม่มีใครสรุปได้ชัดเจนในขั้นนี้ แต่หากเวลานั้นมาถึง เมืองต่างๆ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราก็ยากที่จะอยู่รอด

 

ผลกระทบจากโลกร้อนต่อสัตว์ป่าและพรรณพืช

เนื่องจากสภาพภูมิอากาศจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อพิจารณาจากมุมมองในเชิงวิวัฒนาการ เราจึงอาจจะเห็นระบบนิเวศบางระบบถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น ในเขตอาร์คติก และการสูญเสียพันธุ์สัตว์และพืชไปเกือบทั้งหมด การศึกษาในปี 2004 โดยคริส โทมัส (Chris Thomas) แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ (Leeds University) และตีพิมพ์ในวารสาร ‘เนเจอร์(Nature)’ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างปัจจุบันและปี 2050 อาจทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ทั้งหมดมากถึงร้อยละ 37 นับเป็นผลกระทบที่มากกว่าผลกระทบของการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยในระดับโลกอันเนื่องมาจากการใช้ที่ดินของมนุษย์

มีคนเสียชีวิตหรือต้องอพยพย้ายถิ่นจากผลกระทบโลกร้อนหรือไม่?

เป็นเรื่องยากมากที่จะวัดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงปริมาณที่มีต่อมนุษย์ หายนะภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตนับพันในแต่ละปี ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวหรือไม่ก็ตาม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของภาวะโลกร้อนต่อสังคมเป็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมเข้ากับการเพิ่มประชากร ด้วยเหตุนี้ จึงยากที่จะแยกแยะ

ในทศวรรษที่จะมาถึง ภาวะโลกร้อนและผลของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะเริ่มเป็นปัจจัยกดดันผู้คนให้อพยพออกจากพื้นที่ชายฝั่งบางแห่ง เกาะที่มีพื้นที่ลุ่มต่ำนั้นประสบกับความเสี่ยงแล้ว และท้ายที่สุดเมืองหลายเมืองก็ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นกัน การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับบางประเทศ อย่างเช่น บังคลาเทศ ซึ่งมีประชากรนับล้านคนอาศัยบนแผ่นดินที่อาจจะจมอยู่ใต้น้ำก่อนสิ้นศตวรรษนี้

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความชื้นที่มากไปและน้อยไป ปริมาณฝนโดยเฉลี่ยดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทั่วโลก ในหลายพื้นที่ ฝนตกลงมาในระยะเวลาสั้นขึ้นแต่หนักขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเกิดอุทกภัย ขณะที่ภัยแล้งก็กลายมาเป็นภัยที่คุกคามมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฝนที่ตกลงมาและการไหลบ่าของน้ำไปบนผิวดินจะเป็นอุปสรรคของความพยายามเพื่อรับประกันการมีน้ำสะอาดใช้สำหรับประชากรที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา

ภาวะโลกร้อนยังเอื้อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคติดต่อ เช่น มาเลเรีย และไข้เลือดออก องค์การอนามัยโลกประมาณว่า เฉพาะในปี พ.ศ.2543 มีผู้เสียชีวิตที่เป็นผลทั้งทางตรงและทางอ้อมจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่า 150,000 คน

 

ภาวะโลกร้อนมีแต่เรื่องแย่เท่านั้นหรือ?

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองอย่างไร

บางภูมิภาค สัตว์และพืชบางชนิดพันธุ์อาจได้รับประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาและการเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ภัยแล้งและอุทกภัย พายุที่รุนแรง สัตว์ป่าและพรรณพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ ล้วนเป็นข่าวร้ายไม่ว่าจะมองจากมุมใด

คำถามที่ตรงประเด็นมากกว่าคือ ผู้คนและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะแบกภาระจากผลกระทบที่เกิดจากทางเลือกของตนหรือไม่ หรือจะให้ผู้อื่นรับภาระนี้ไป ทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย อาจกล่าวได้ว่า ผู้คนที่อยู่ในส่วนที่ยากจนที่สุดของโลก เช่น ในเอเชียและแอฟริกา จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเลวร้ายน้อยกว่าที่อื่นๆ

 

โลกร้อนและชั้นโอโซน-คนละเรื่องเดียวกัน

มีความเชื่อมโยงระหว่างการร่อยหรอลงของชั้นโอโซนกับภาวะโลกร้อนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทั้งสองเรื่องเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นที่ชั้นบรรยากาศที่อยู่ใกล้ผิวโลกมากที่สุด นั่นคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ระยะทาง 10-15 กิโลเมตรห่างจากผิวโลกขึ้นไป ซึ่งบรรยากาศในชั้นนี้มีปริมาณโอโซนอยู่น้อยมาก เนื่องจากหากโอโซนอยู่ในชั้นนี้จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์

ส่วนชั้นบรรยากาศที่พบก๊าซโอโซนมาก ได้แก่ ชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) ซึ่งอยู่ไกลจากพื้นผิวโลกขึ้นไปประมาณ 50 กิโลเมตร และอยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ โดยก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศนี้มีหน้าที่ดูดซับรังสีทุกชนิดที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ไว้มิให้ส่องไปยังโลกทั้งหมด โดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดบีหรือ UV-B ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ

แม้การเกิดภาวะโลกร้อนมิได้มีสาเหตุโดยตรงจากการเกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน แต่การเพิ่มขึ้นของสารทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ นอกจากจะไปเพิ่มความหนาของบรรยากาศในชั้นโทรโพสเฟียร์ซึ่งทำให้รังสีความร้อนถูกสกัดกั้นและแผ่ความร้อนกลับมายังผิวโลกได้มากขึ้นแล้วนั้น สารทำลายชั้นโอโซนที่สามารถทะลุผ่านชั้นโทรโพสเฟียร์ขึ้นไปยังชั้นสตราโตสเฟียร์ได้ก็จะไปทำลายโอโซนได้อย่างรวดเร็วจากการเกิดปฏิกิริยาแบบลูกโซ่ ดังนั้น ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกจึงยิ่งรุนแรงมากขึ้น

 

พายุหมุนเขตร้อนและพายุเฮอริเคนเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนหรือไม่?

เป็นไปไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศอันใดอันหนึ่ง รวมถึงพายุแคทรีน่ากับภาวะโลกร้อน มีพายุเฮอริเคนจำนวนมากที่มีขนาดและกำลังเทียบเท่ากันเกิดขึ้นทั่วแอตแลนติกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา การทำลายที่น่าสะพรึงกลัวที่นิวออร์ลีนนั้นมิใช่เป็นผลจากความรุนแรงของพายุแคทรีน่าเท่านั้น หากรวมถึงแนวเส้นทางพายุ ความอ่อนแอของคันกั้นน้ำ และปัจจัยอื่นๆ ด้วย แต่กระนั้นก็ตาม ผิวน้ำในอ่าวเม็กซิโกซึ่งเสริมแรงให้กับพายุแคทรีน่านั้นอุ่นขึ้น ก็ทุบสถิติที่เคยมีการบันทึกไว้ เห็นได้ว่าแถบเส้นศูนย์สูตรเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มระดับโลกในการที่มหาสมุทรร้อนขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการร้อนขึ้นของบรรยากาศ การศึกษาจำนวนมากพบว่า ความเข้มข้นของเฮอริเคนนั้นเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

ป่าฝนเขตร้อนเกี่ยวข้องกับโลกร้อนอย่างไร

การทำลายป่าฝนเขตร้อนทั่วบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตรมิได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะโลกร้อน แต่แน่นอนว่ามันมีบทบาทสำคัญ ในเขตขั้วโลกและแถบละติจูดกลาง ป่าไม้เป็นตัวควบคุมสภาพภูมิอากาศให้อุ่นขึ้น แต่ในเขตร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตร ใบขนาดใหญ่ของพรรณพืชในป่าฝนจะช่วยจับความชื้นและค่อยๆ ให้มันระเหยออกมาช้า ๆ เป็นเสมือนเครื่องปรับอากาศธรรมชาติ เมื่อป่าฝนเขตร้อนถูกโค่นลงและมีการเผาป่าในพื้นที่ขนาดใหญ่ สภาพที่แห้งขึ้นร้อนขึ้นจะเข้าไปแทนที่

แม้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ยากที่จะวัดได้ แต่ทั่วทั้งบราซิลตะวันออกซึ่งกว่าร้อยละ 15 ของป่าฝนแห่งอะเมซอน (Amazon) ถูกทำลายลง ได้เกิดภัยแล้งที่เลวร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ ในปี 2005 ซึ่งอาจสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณรอบๆ แอตแลนติก และกับควันไฟป่าที่ป้องกันมิให้เกิดฝนตกและเป็นตัวการทำลายพื้นที่ป่า

นอกจากนี้ ป่าฝนเขตร้อนมีคาร์บอนไดออกไซด์เก็บอยู่เกือบครึ่งหนึ่งของคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในพรรณพืชทั่วโลก เมื่อมีการเผาป่าไม้ คาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลจะถูกปล่อยเพิ่มเข้าสู่บรรยากาศโลก ซึ่งต้องใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศกลับคืนมาหรือให้ธรรมชาติดึงเอาสมดุลนั้นกลับคืนมาโดยการปลูกต้นไม้ทดแทน