พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (จบ)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันถึงการลงทุนในอนาคต

อุบัติภัยที่เชอร์โนบิลและเกาะทรีไมล์ และเมื่อเร็วๆ นี้ที่ฟูกูชิมากับผลกระทบอันน่าตื่นตระหนกของมัน นำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์ซึ่งคำสั่งซื้อเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ๆ ยุติลงอย่างรวดเร็วทั่วโลก อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ต้องหยุดอยู่กับที่ สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ ถึงแม้จะมีการพูดถึงการฟื้นฟูยุคนิวเคลียร์ การคาดหวังอย่างสูงก็ไปด้วยกันไม่ได้กับคำสั่งซื้อเตาปฏิกรณ์แห่งใหม่ อุบัติภัยที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นในกรณีของเตาปฏิกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนมากขึ้นเช่นเตาปฎิกรณ์น้ำความดันของยุโรป(EPR) อาจจะมีความร้ายแรงมากกว่ากรณีของเชอร์โนบิล และหากเกิดขึ้นมาจะทำให้อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่มีทางโงหัวขึ้นได้เลย ไม่แปลกใจเลยว่าอุตสาหกรรมนิวเค ลียร์ได้พยายามต่อสู้เพื่อให้เกิดการลงทุน อันเนื่องมาจากความเสี่ยงต่อมนุษย์และความเสี่ยงทางการเงินดังกล่าว

ไม่มีคำสั่งซื้อเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลา 29 ปีแล้ว แม้รัฐบาลพยายามผลักดันนักลงทุนด้วยเครดิตทางภาษี การรับประกันเงินกู้และความเสี่ยง และถึงแม้จะมีแรงจูงใจของรัฐบาลที่มีราคาแพงเหล่านี้ บริษัทจัดอันดับมูดี้ก็ยังมิได้เห็นว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ ทั้งนี้อันเนื่องมาจากปัญหาในเรื่องของความล่าช้าในการก่อสร้าง งบประมาณที่บานปลายและนัยของความไม่น่าเชื่อถือในการจัดอันดับและไม่ได้รับให้มีการดำเนินการในอนาคต จากมุมมองของความน่าเชื่อถือ ประวัติของธุรกิจและความเสี่ยงของการดำเนินการจะเพิ่มขึ้นแก่บริษัทที่รับเอาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ ๆ

หากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันการลงทุนในอนาคตที่จะรักษาส่วนแบ่งอันเล็กน้อยของแหล่งพลังงานของโลก มันก็ไม่สามารถที่จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงไปสู่อนาคตอันยาวไกลได้

ด้วยกรอบทางการเมืองและกฎหมายที่มีความมั่นคงมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าสีเขียวทำให้เราสามารถมีไฟฟ้าใช้ด้วยทางเลือกที่สะอาดขึ้น ปลอดภัยขึ้นและราคาถูกมากขึ้น งานที่ประสบผลสำเร็จในเยอรมนีในเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อประกันราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ Feed-in-tariff และในรัฐเท็กซัสในเรื่องของการจัดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Portfolio Standards) ทำให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนในด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและนำไปสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดโดยไม่จำเป็นต้องมีการอุดหนุนทางการเงิน การลงทุนในด้านพลังงานหมุนเวียนในระดับโลกได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวในช่วงสามปีที่ผ่านมาและมีศักยภาพที่จะขยายเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

ระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์และประสิทธิทางพลังงาน – ทางออก

ทางเลือกในการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ไม่สามารถรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน หรือช่วยทำให้เป็นอิสระทางพลังงานหรือลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ พลังงานนิวเคลียร์เป็นการหันเหที่มีราคาแพงและเป็นอันตราย กีดกันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและมีความมั่นคง ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งกำลังมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เป็นเตาปฏิกรณ์แบบน้ำอัดความดันหรือ EPR ตลาดพลังงานโดนกีดกันโดยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ ตลาดพลังงานนั้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 85 ของการลงทุนด้านพลังงานที่วางแผนไว้แล้วระหว่างปี 2006-2010 นาย Oras Tynkkynen สมาชิกสภาผู้แทนของฟินแลนด์กล่าวว่า “เราได้เลือกแล้ว เราได้เลือกเส้นทางสู่นิวเคลียร์ ซึ่งหมายความว่าเราได้ละเลยทางเลือกที่ยั่งยืนไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานหมุนเวียน

อะโมรี โลวินส์ (Amory Lovins) แห่งสถาบันร็อกกี้เมาเทน สหรัฐอเมริกา ได้คำนวณว่า ทุก ๆ ดอลล่าร์ที่ลงทุนไปกับประสิทธิภาพทางไฟฟ้าจะลดการปล่อยคาร์บอนลงเกือบเจ็ดเท่าโดยไม่มีผลกระทบที่ร้ายแรงเมื่อเทียบกับแต่ละดอลล่าร์ที่ลงทุนไปกับพลังงานนิวเคลียร์”

มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียน 5.9 เท่า มากกว่าความต้องการพลังงานของโลกในปัจจุบันโดยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ กรีนพีซและสภาพลังงานหมุนเวียนแห่งยุโรป(EREC) ได้ว่าจ้างให้สถาบัน DLR –ศูนย์ยานอวกาศแห่งเยอรมนี ทำการพัฒนาแนวทางพลังงานที่ยั่งยืนระดับโลกจนถึงปี 2050 เรียกว่า แผนการปฏิวัติพลังงาน (Energy Revolution Scenario) ซึ่งเป็นแผนการที่ทำเกิดขึ้นจริงได้โดยลด ละ เลิกพลังงานนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่ออนาคตพลังงานที่มีความเท่าเทียมโดยการใช้พลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพทางพลังงานที่จะช่วยลดการใช้พลังงานของเราลงภายในปี 2050 โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (6)

ประเด็นและนัยความมั่นคงด้านพลังงานในห่วงโซ่อุปสงค์ของพลังงานนิวเคลียร์

การทำเหมืองยูเรเนียม การประกอบเชื้อเพลิง การก่อสร้างและการซ่อมบำรุง
ณ กำลังผลิตของนิวเคลียร์ทั่วโลกในปัจจุบัน ทรัพยากรยูเรเนียมที่มีการค้นพบจะหมดลงไปในอีก 34 ปี ข้างหน้า รวมถึงปริมาณที่มีการคาดการณ์และแหล่งทางทหารในอดีต ทรัพยากรยูเรเนียมจะหมดไปในอีก 70 ปีข้างหน้า (18) การขยายตัวของพลังงานนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญจะลดเวลาการมีอยู่ของยูเรเนียม เชื้อเพลิงประกอบขึ้นจากแร่ยูเรเนียม ความสามารถในการผลิตที่จำกัดสำหรับส่วนประกอบพิเศษและมีขนาดใหญ่
ร้อยละ 58 ของแหล่งยูเรเนียมมาจาก 3 ประเทศคือ ออสเตรเลีย แคนาดาและคาซักสถาน มีการทำเหมืองยูเรเนียมใน 18 ประเทศ (19) โรงงานแปรรูปใน 5 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักรและรัสเซีย
ร้อยละ 52 ของการทำเหมืองยูเรเนียมดำเนินการโดย 3 บริษัทคือ คาเมโก(Cameco) ริโอตินโต (Rio Tinto)  และอาเรวา(Areva) โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมขนาดใหญ่ดำเนินการใน 6 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ส่วนในประเทศอื่น ๆ เป็นโรงงานขนาดเล็ก
เมื่อคุณภาพของยูเรเนียมลดลง ราคาและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตจะเพิ่มขึ้น ยูเรเนียมที่มีคุณภาพที่ต่ำกว่าต้องการพลังงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับแร่ยูเรเนียมจากแหล่งอื่น ๆ เช่น ทะเลหรือหิน นั้นก็ต้องการพลังงานมากขึ้นเพื่อชดเชยกับที่มันผลิตได้ การผูกขาดแหล่งเชื้อเพลิงทำให้สถานการณ์เลวร้ายเพิ่มขึ้น ชิ้นส่วนต่างๆ มีเพียงไม่กี่ชนิด
ราคายูเรเนียมในตลาดโลกพุ่งขึ้น ราคาซื้อขายอยู่ที่ 40-60 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ราคายูเรเนียมในเดือนมิถุนายน 2550 เพิ่มเป็น 136 เหรียญสหรัฐฯต่อปอนด์ เปรียบเทียบกับราคาในปี 2543 ซึ่งอยู่ที่ 7 เหรียญสหรัฐ อันเนื่องมาจากการขาดแคลนแหล่งยูเรเนียม ชนิดของเตาปฏิกรณ์ต้องการเชื้อเพลิงเฉพาะ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของรัสเซียของโรงไฟฟ้า Temelin ในสาธารณรัฐเชคต้องเจอกับปัญหาอย่างมากเมื่อมีการเปลี่ยนผู้จัดหาแหล่งเชื้อเพลิงในปี 2549 การขาดแคลนบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนในการก่อสร้างและการดำเนินการ
การขยายกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์จะทำให้แหล่งแร่ยูเรเนียมลดลงอย่างมากจนถึงระดับที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของการจัดหาพลังงาน ประเทศที่ใช้ยูเรเนียมจะต้องขึ้นต่อประเทศเพียงไม่กี่แห่งในการทำเชื้อเพลิง ความล่าช้าในการก่อสร้าง
มีเพียงไม่กี่ประเทศและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองยูเรเนียม การออกแบบเตาปฏิกรณ์และสัญญาของแหล่งจัดหาเชื้อเพลิงมีนัยสำคัญต่อการจัดหาแหล่งเชื้อเพลิง  การปิดโรงไฟฟ้าเพื่อทำการซ่อยบำรุง อันเนื่องมาจากส่วนประกอบที่ไม่มีอยู่
ราคายูเรเนียมในตลาดโลกที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเป็นระบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่และป้อนไฟฟ้าฐานเข้าระบบนั้น เมื่อมีปัญหาติดขัดจากการถูกรบกวน แม้เพียงจุดเล็ก ๆ นั้นอาจนำไปสู่การสูญเสียไฟฟ้าในเมืองทั้งเมืองหรือพื้นที่ทั้งหมดได้ ตัวอย่างเช่น ในเดือนกรกฏาคม 2007 แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นได้ส่งผลกระทบต่อเตาปฏิกรณ์ 7 แห่งที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้จ่ายกระแสไฟฟ้าร้อยละ 6-7 ของไฟฟ้าที่ใช้ในญี่ปุ่นและกรุงโตเกียวนั้นขึ้นอยู่กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างมาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวยังไม่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าจนถึงปัจจุบันและคาดว่าจะหยุดดำเนินการไปอย่างน้อย 1 ปี สวีเดนประสบปัญหาแบบเดียวกันในปี 2006 และในปี 2011 แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น คลื่นสึนามินำไปสู่มหันตภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา

ระบบกระจายศูนย์ อาคารต่างๆ จากบ้านเรือนไปจนถึงหน่วยอุตสาหกรรมที่มีกังหันลม แผงเซลล์สุริยะ หรือระบบการผลิตร่วมความร้อน-ไฟฟ้า หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ชุมชนจะมีประสิทธิภาพมากกว่า และมีแนวโน้มน้อยที่จะเกิดความเสียหายหรือถูกรบกวนน้อยกว่า

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (5)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถเพิ่มความเป็นอิสระทางพลังงานของประเทศ

ในยุคนิวเคลียร์ โลกจะแบ่งออกเป็น “ผู้ที่มี” และ “ผู้ที่ไม่มี” เทคโนโลยีนิวเคลียร์ บรรพบุรุษของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ระเบิดนิวเคลียร์ ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานในทางภูมิศาสตร์การเมืองที่มีอันตราย และครอบงำอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีราคาทางการเมืองที่ต้องจ่ายที่สัมพันธ์กับการได้มาซึ่งเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในแบบใดๆ ก็ตาม

ผู้ที่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์พยายามที่จะควบคุมการแพร่หลายโดยการจัดให้มีความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ มีการจัดตั้งชุมนุมนิวเคลียร์พลเรือนภายใต้กลุ่มความร่วมมือพลังงาน นิวเคลียร์ระดับโลกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ มีบทบาทในการเสนอรัฐต่าง ๆ เพื่อส่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และการจัดการกากนิวเคลียร์ให้ประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ ผู้ที่ไม่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ก็ต้องการจะเป็นสมาชิกชุมนุมนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและสถานะ ประธานาธิบดีแห่งบราซิล ลูลา เดอ ซิลวา (Lula da Silva) แสดงถึงอย่างชัดเจนโดยกล่าวว่า การมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจะทำให้บราซิลมีค่ามากขึ้นในฐานะประเทศ

ในปี 2549 ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีโมฮัมหมัดซิงแห่งอินเดียประกาศถึงข้อตกลงทวิภาคีแปดปีในการที่สหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือแก่อินเดียในด้านพลังงานนิวเคลียร์ นายนิโคลัส เบิร์น ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการทางการเมืองกล่าวว่า อินเดีย ไม่เหมือนเช่นอิหร่านและเกาหลีเหนือ ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากสหรัฐอเมริกา

การถูกใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง พลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองขึ้นและ ก็มิได้รับประกันความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศหรือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมิต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและการแพร่หลายของนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและทักษะความชำนาญด้านพลังงานหมุนเวียนสามารถส่งออกไปทั่วโลกและสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศได้โดยง่าย การนำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมาใช้ ระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์และประสิทธิภาพพลังงานสามารถให้ความมั่นคงด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นโดยปราศจากราคาที่จะต้องจ่ายในทางการเมือง

ห่วงโซ่อุปสงค์ระหว่างประเทศ

มีปัญหาต่าง ๆ ในทางปฏิบัติในเรื่องของโครงสร้างของห่วงโซ่อุปสงค์ของพลังงานนิวเคลียร์ (ดูตารางที่ 1) การเกิดปัญหาเพียงเล็กน้อยในห่วงโซ่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางได้ เช่น อุทกภัยในเหมืองของประเทศแคนาดาเพียงแค่สองแห่งก็เกิดผลต่อราคาของยูเรเนียมในตลาดโลกได้ และนำไปสู่ราคาไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

ห่วงโซ่อุปสงค์ของพลังงานนิวเคลียร์ในระดับโลกได้ขยายออกไปจนสุดขีดจำกัดของมันแล้ว ผู้ผลิตส่วนประกอบเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีอยู่สองสามแห่งนั้นก็มีศักยภาพจำกัดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

มีงานคั่งค้างอยู่เป็นเวลา 3 ปี สำหรับคอนเทนเนอร์เหล็กที่ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับแกนเตาปฏิกรณ์ ซึ่งจะประกอบขึ้นโดยบริษัทแจแปนสตีลเวอร์ก(Japan SteelWorks) ส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดสำหรับการออกแบบเตาปฏิกรณ์เฉพาะและโดยผู้ผลิตเพียงสองสามราย หมายถึงว่าเตาปฏิกรณ์จะต้องใช้เวลานานมากขึ้นในการซ่อมบำรุง

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่กำลังหมดอายุยังเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่างรุนแรง บริษัทสโกดาวิศวกรรม(Skoda Engineering) ของสาธารณรัฐเชคมีเทคโนโลยีที่จะผลิตส่วนประกอบแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีคุณภาพ การขาดแคลนบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนเป็นปัญหาทั้งตัวอุตสาหกรรมและสถาบันที่ทำหน้าที่กำกับดูแลในหลาย ๆ ประเทศ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการติดขัดซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดในระหว่างการก่อสร้าง หนึ่งในปัจจัยซึ่งนำไปสู่ความล่าช้าและงบประมาณบานปลายที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอกิลูโอโต ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างในประเทศฟินแลนด์ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ได้ขยายขอบเขตมากเกินไปเพื่อที่จะทดแทนกำลังการผลิตที่มีอยู่ โดยที่เป็นการขยายกำลังการผลิตปัจจุบันไปสู่อนาคต การที่ตลาดมีขนาดเล็กและห่วงโซ่อุปสงค์ที่ตึงเครียดในระดับโลกทำให้ความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศโดยใช้พลังงานนวิเคลียร์นั้นเป็นไปไม่ได้ ความล่าช้าในการก่อสร้าง ความติดขัดของแหล่งยูเรเนียมและราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (4)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ

ในยุโรป การลดการจัดหาก๊าซธรรมชาติภายในประเทศทำให้ต้องมีการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงภายนอก มากขึ้น และ ในปี 2006  แก๊สพรอม(Gazprom) ผู้จัดหาก๊าซของรัฐบาลรัสเซียตัดการจัดส่งก๊าซไปยังยูเครนและ ประเทศในยุโรปบางประเทศที่มีประสบการณ์เรื่องการจัดพลังงานที่ลดลง

ในยุโรป การคาดการณ์ความต้องการก๊าซนำเข้าจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมโหฬาร  อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ย การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร​์ต้องใช้เวลาราวสิบปีจากการวางแผนไปถึงการดำเนินการ แม้ว่า พลังงานนิวเคลียร์จะสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของโลกในปัจจุบันในสัดส่วนที่น้อยมาก ก็จะใช้เวลายาวนาน

นอกจากนี้ มีเพียงร้อยละ 21 ของการใช้ก๊าซธรรมชาติในขั้นสุดท้ายใน 27 ประเทศในสหภาพยุโรป หรือ EU 27 ที่นำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า ส่วนใหญ่ใช้ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เปิดและปิดได้ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า การที่ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่นำไปใช้ในการทำความร้อนหรือกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่น ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ซึ่งจะจำกัดอยู่ที่การผลิตไฟฟ้าจะประสบความล้มเหลวต่อการตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นจากความขัดข้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับแหล่งก๊าซธรรมชาติ

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและมาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานมีอยู่แล้วในขณะนี้ ระยะเวลาในติดตั้ง กังหันลมขนาดใหญ่ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ รวมกับระยะเวลาของการวางแผนรวมกันเป็นประมาณ 1-2 ปี เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ ชีวมวลและพลังน้ำขนาดเล็ก สามารถที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานทั้งไฟฟ้าฐาน(Base load) และความต้องการไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงได้ มากไปกว่านั้น หากเราใช้โรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนในระบบโคเจนเนอเรชั่น เราสามารถใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพถึงร้อยละ 90 โดยไม่ต้องเพิ่มการใช้ก๊าซโดยรวม

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (3)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่อาจลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ 439 เครื่อง ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 15 ของไฟฟ้าทั่วโลก อย่างไรก็ตาม พลังงานนิวเคลียร์ตอบสนองความต้องการในการผลิตน้ำร้อนและการผลิตความร้อนแต่เพียงเล็กน้อย และไม่ตอบสนองต่อความต้องการในด้านการขนส่งเลย ด้วยเหตุนี้ พลังงานนิวเคลียร์จึงเป็นแหล่งพลังงานร้อยละ 6.5 ของแหล่งพลังงานของโลกทั้งหมด

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์อยู่ในช่วงขาลงนับตั้งแต่อุบัติภัยที่เชอร์โนบิลในปี 2529 การที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งใกล้หมดอายุการใช้งาน สัดส่วนของการใช้พลังงานของโลกจะมาจากพลังงานนิวเคลียร์น้อยลงเรื่อย ๆ

ถึิงแม้ว่าศักยภาพของพลังงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในโลกจะขยายเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2030 ตามการคาดการณ์ภายใต้แผนการพลังงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ส่วนแบ่งของการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 เล็กน้อย ดังนั้น การขยายศักยภาพของพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็นร้อยละ 100 จะทำให้เกิดการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้น้อยกว่าร้อยละ 5

พลังงานหมุนเวียนเป็นทางเลือกที่มีตุ้นทุนน้อยกว่า การเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นสองเท่าภายในปี 2573 โดยต้องพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะต้องปลดระวางเข้าไปด้วย จะต้องการกำลังการผลิตใหม่ถึง 500 กิกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นต้นทุนประมาณ 2 และ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่ 500 กิกะวัตต์ โดยที่แนวโน้มต้นทุนจะลดลงเป็นลำดับเมื่อเวลาผ่านไป จะมีต้นทุนราว 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐโดยเปรียบเทียบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การลงทุนในด้านพลังงานหมุนเวียนจะถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (2)

ระเบียบวาระของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

วิกฤตการณ์นำ้มันช่วงทศวรรษ 1970 ถือเป็นเหตุการณ์ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นระเบียบวาระของโลก ผลคือประเทศที่ใช้นำ้มันต่าง ๆ ได้เพิ่มการสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ อย่างไรก็ตาม แหล่งสำรองที่หร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วและความจำเป็นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั้นได้ผลักให้ ทางเลือกดังกล่าวออกไปจากนโยบายพลังงานที่ยั่งยืนใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ในวันนี้

ปัจจุบัน บริบทของความมั่นคงด้านพลังงานในระดับโลกนั้นมีความแตกต่างออกไป สาเหตุและภัยคุกคามของความเสียหายของการจัดหาพลังงานเมื่อไม่นานมานี้มีลักษณะที่แปรผันไป จากผลกระทบของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเช่น เฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตา ที่เกิดขึ้น ณ เครือข่ายพลังงานที่รวมศูนย์อย่างมาก ไปจนถึงการประท้วงหยุดงานของคนงานอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ในอินเดียและจีน ไปจนถึงแหล่งจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในที่ลดลงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1970 ประเด็นของเรื่องแหล่งจัดหาพลังงานในทางปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ทางการเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้ รายได้ของประเทศที่จัดส่งพลังงานนั้นขึ้นอยู่ทรัพยากรที่ทำการส่งออกไป และประเทศผู้บริโภคพลังงานนั้นมีข้อกังวลเรื่องการการควบคุมทรัพยากรเชื้อเพลิงของประเทศผู้จัดหาพลังงานและส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ข้อกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันและข้อขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง-อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งจัดส่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 16 ดังนั้น ประเทศผู้บริโภคพลังงานซึ่งกังวลถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากจนเกินไปได้หยิบยกประเด็นการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานมาเป็นแนวทางในการไปให้ถึงความมั่นคงด้านพลังงานของตน พลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะเป็นวิธีการในการบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวอย่างเช่น อินเดีย ได้ชูประเด็นความเป็นอิสระทางพลังงานระดับชาติว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดอันดับต้น โดยการขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้นไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน(Belene) ในประเทศบัลแกเรียยังได้ใช้ข้ออ้างที่คล้ายคลึงกันนี้ ในกรณี ของความเป็นอิสระจากก๊าซของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม มันต้องการความเป็นอิสระทางพลังงานเล็กน้อย หากเชื้อเพลิงขั้นต้น เชื้อเพลิงแปรรูปและเทคโนโลยีทั้งหมดต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

ในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน (Belene) บริษัทที่เป็นผู้ก่อสร้างคือ Atomstroyexport ของรัสเซีย ใช้วิศวกรชาวรัสเซีย ขณะเดียวกัน บริษัท TVEL ของรัสเซียยังได้ผูกขาดแหล่งเชื้อเพลิงและเงินกู้อีก 3.2 พันล้านยูโร ซึ่งกำลังมีการเจรจากับธนาคารพาณิชย์ในรัสเซีย

ผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีความชำนาญในการใช้ประเด็นขัดแย้งในทางสากลเพื่อผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะเป็นทางออกของความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเรื่องนี้ ละเลยที่จะพิจารณาความจริงเบื้องต้นหลายประการด้วยกัน

  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนก๊าซนำเข้า
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศ
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงที่ไม่โดนรบกวนหรือถูกตัดขาด
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันการลงทุนในอนาคต

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน (1)

บทนำ

โลกของเราปัจจุบันได้เผชิญกับการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ซึ่งเข้าคุกคามชีวิิต คนนับล้านและองค์รวมของระบบนิเวศของโลก ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าจำเป็นต้องมี การเปลี่ยนแปลง ในขั้นรากฐานในการผลิตและการใช้พลังงานภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบอันร้ายแรง ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น

เราต้องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดสินใจและการลงทุนด้านการจัดหาพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าไปจนถึงอีก 50 ปี ข้างหน้า

ภายใต้สถานการณ์ดังที่กล่าวมานี้ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสนับสนุนตนเองให้เป็น “พลังงานสะอาด” และนักการเมืองทั้งหลายรวมถึงสื่อมวลชนต่างก็โหมประโคมพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะเป็นทางออกของความมั่นคงทางพลังงานที่มีศักยภาพ ในปี 2548 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอร์ช ดับเบิลยู บุช (George W. Bush)  กล่าวว่า “อนาคตพลังงานที่มั่นคงของอเมริกาจะต้องรวมถึงการมีพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น โฮเซ่ มานูเอล บาโรโซ(José-Manuel Barroso) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่าพลังงานนิวเคลียร์จะช่วยตัดความกังวลในเรื่องความมั่นคงด้านการจัดหา(พลังงาน) คำพูดเหล่านี้ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ความเป็นจริงที่แย้งกับข้ออ้างของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และการสนับสนุนทางการเมือง