ผืนป่าอะเมซอนและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน

ผลงานเด่นของการสำรวจระยะไกลด้วยดาวเทียม Landsat

ดาวเทียม Landsat 1 เริ่มใช้งานในเดือนกรกฎาคม 1972 เป็นการเริ่มต้นภารกิจสำรวจโลกจากอวกาศที่ต่อเนื่องและยาวนานที่สุด ต่อไปนี้เป็นผลงานด้านวิทยาศาสตร์และการส่งเสริมการพัฒนาสังคมของโครงการสำรวจโลกด้วยดาวเทียมดวงนี้ช่วงระยะเวลา 40 ปี

รัฐ Rondônia ของบราซิล

19 มิถุนายน 1975

การทำลายป่าไม้ในผืนป่าเขตร้อนแห่งอะเมซอนเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ในรัฐ Rondônia ทางตะวันตกของบราซิล การทำลายป่ามีแบบแผนเป็นรูปก้างปลาดังที่เห็นจากภาพถ่ายดาวเทียมนี้ที่เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปี 1975 และปี 2012.

การรุกคืบเข้าไปในพื้นที่อันห่างไกลนี้เริ่มจากการสร้างถนนสายหลักที่ยาวจากเหนือจรดใต้ ทางหลวงสายรองค่อยตามเข้ามาตัดผ่านผืนป่าอันหนาแน่นที่อย่บริเวณมุมขวาของภาพถ่ายดาวเทียม ผู้เข้าไปตั้งถิ่นฐานเริ่มหักล้างถางพงและเผาป่า พื้นที่เกษตรกรรมค่อยๆ ขยายตัวขึ้นและต่อเข้าหากัน กลายเป็นการทำลายป่าที่กินพื้นที่ใหญ่ขึ้นเป็นผืนเดียว

Compton Tucker นักชีววิทยาประจำ ณ Goddard Space Flight Center ของนาซา กล่าวว่า เนื่องจากมีการสร้างทางหลวงตัดผ่านเข้าไปในป่าลึกและการทำลายป่าขยายจากด้านในออกด้านนอก การสูญเสียสัตว์ป่าและพรรณพืชจึงเกิดขึ้นมากกว่าการทำลายป่าไม้ในพื้นที่เดียว จำนวนของพื้นที่บริเวณชายขอบป่ามีความสำคัญอย่างมากต่อสถานะของความหลากหลายทางชีวภาพ  การศึกษาในรายละเอียด (A detailed study) จากภาพถ่ายดาวเทียม Landsat ของ Tucker และ David Skole จากมหาวิทยาลัย Michigan State พบว่า อัตราการทำลายป่าในอะเมซอนต่ำกว่าที่คิดกัน แต่ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพมีมากกว่าเนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและพรรณพืชถูกทำลายแยกออกเป็นส่วน ๆ

Tucker กล่าวว่าภาพที่แย้งกันนี้ก็เนื่องมาจากแบบแผนการทำลายป่าไม้ที่เป็นรูปก้างปลาซึ่งทำให้ผืนป่าดั้งเดิมมีความเสี่ยงในการถูกทำลายเนื่องจากอยู่ประชิดกับพื้นที่ป่าที่โดนตัดโค่นทำลายไปแล้ว ระหว่างพื้นที่ชายขอบนั้นเสี่ยงต่อผลกระทบจากลมและความแห้งแล้งได้ง่าย และคนสามารถเข้าถึงเพื่อล่าสัตว์และลักลอบทำไม้ได้ง่ายขึ้น

Skole และTucker พบว่าระหว่างปี 1980 และ 1992 ผืนป่าในรัฐ Rondônia ถูกทำลายมากกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ รัฐบาลบราซิลดำเนินโครงการพัฒนาโดยการสร้างถนนติดผ่านผืนป่าเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม ภาพถ่ายดาวเทียมจากการวิจัยในรัฐ Rondônia เป็นที่รับรู้ในวงกว้างหลังจากลงตีพิมพ์ในวารสาร Science ในปี 1993 และเป็นภาพตัวอย่างของการทำลายผืนป่าเขตร้อนที่ใช้นำเสนอไปทั่วโลก

จากนั้นมา การทำลายล้างผืนป่าอะเมซอนขยายไปทางด้านตะวันออกในรัฐ Mato Grosso and Pará โดยเป็นการทำลายป่าไม้ในพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อระบบเกษตรกรรมที่ใช้เครื่องจักรกล มากกว่าการทำการเกษตรรายย่อย ปัจจุบัน อัตราการทำลายป่าในอะเมซอนลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดในการยุติการทำไม้ที่ผิดกฎหมาย

———————–

ธารา บัวคำศรี – แปล (NASA images courtesy Landsat team. Caption by Aries Keck)

 

แผนที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก – ฤดูร้อนร้อนขึ้น

ข้อมูลจาก the National Climatic Data Center (NCDC) of the National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) เดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดที่มีการบันทึกมาในสหรัฐอเมริกา ( hottest month on record ) และเป็นเดือนที่ร้อนไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดอันดับที่สี่ นับตั้งแต่ที่มีการบึกทึกอุณภูมิในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ทีเริ่มขึ้นในช่วงคริสตทศวรรษ 1880

แผนที่ด้านบนแสดงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่วิเคราะห์โดย Goddard Institute for Space Studies (GISS) ขององค์การนาซาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555  แผนที่แสดงถึงอุณหภูมิที่ร้อยขึ้นหรือเย็นลงในแต่ละแห่งเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนกรกฎาคมในช่วงปี 1951–1980 การสร้างแผนที่นี้ นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลจากสถานีอุตอนิยมวิทยา 6,300 แห่งทั่วโลก รวมถึงหอสังเกตการณ์ในมหาสมุทร ดาวเทียมตรวจวัดอุณหภูมิพื้นผิวทะเลและสถานีวิจัยที่แอนตาร์กติกา ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้จาก World of Change: Global Temperatures.

ต้องกล่าวไว้ในที่นี่ว่า แผนที่ไม่ได้แสดงถึงอุณหภูมิสัมบูรณ์ (absolute temperatures) แต่แสดงการเปลี่ยนแปลงจากค่าเฉลี่ยในระยะยาว ส่วนที่เป็นสีแดงเข้มที่สุดมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นได้ถึง 4° เซลเซียส (7° ฟาเรนไฮต์) มากกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนนั้น ส่วนสีขาวเป็นค่าปกติ และส่วนที่เป็นสีฟ้าเข้มสุดนั้นแสดงถึงอุณหภูมิลดลงได้ถึง 4° เซลเซียสจากค่าปกติ นอกจากความร้อนสุดขึ้นในสหรัฐอเมริกา คาบสมุทรแอนตาร์กติก และส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออกและแอฟริกาเหนือนั้นร้อนเป็นพิเศษในช่วงเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2555

ตามที่ NCDC รายงาน : “อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกภาคพื้นดิืนและมหาสมุทรรวมกันในเดือนกรกฏาคม 2555 คือ 1.12° ฟาเรนไฮต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิผิวโลกในศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีค่าราว 15.8° เซลเซียส (60.4° ฟาเรนไฮต์)…อุณภูมิเฉลี่ยพื้นผิวในแถบซีกโลกเหนือในเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึก โดยร้อนขึ้น 1.19° เซลเซียส (2.14° ฟาเรนไฮต์) กว่าค่าเฉลี่ย”

การวิเคราะห์ของเจมส์ ฮ้นเซน ผู้อำนวยการ NASA GISS และทีมงานของเขา (recent analysis)  นำเสนอสถิติที่แสดงให้เห็นว่า คลื่นความร้อนสุดขั้วในช่วงฤดูร้อนจะกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้วไปมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ช่วงระหว่างปี  1951 ถึง 1980 ที่เป็นช่วงเวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ พื้นผิวดินของโลกราวร้อยละ 30 ประสบกับภาวะร้อนมากขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนของภาวะความร้อนขึ้นในช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 75 ของผิวโลกภาคพื้นดิน

เจมส์ ฮันเซนและคณะ ระบุว่า การเสี่ยงทายสภาพภูมิอากาศหรือ “‘Climate dice’ ซึ่งอธิบายถึงโอกาสที่จะเกิดความร้อนหรือความเย็นผิดปกติ นั้นมีความเป็นไปได้มากขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามภาวะโลกร้อนที่รวดเร็วมากขึ้น  การกระจายตัวของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ผิดปกติไปจากค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่งนั้นมีแนวโน้มไปในทางที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้่นและช่วงของการเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มขึ้น  เราสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบสุดขั้ว เช่นที่เกิดขึ้นในรนัฐเทกซัสและโอคลาโฮมาในปี 2554 และในมอสโควในปี 2553 นั้นเป็นผลพวงของภาวะโลกร้อน

References

Hansen, J., Sato, M., Ruedy, R. (2012, August 6) Perception of Climate Change. Proceedings of the National Academy of Sciences. NOAA National Climatic Data Center (August 2012) State of the Climate:
Global Analysis
 – July 2012. Accessed August 16, 2012. NASA (2012, August 6) Research Links Extreme Summer Heat Events to Global Warming. Accessed August 16, 2012. NASA Earth Observatory (n.d.) World of Change: Global Temperatures NASA Goddard Institute for Space Studies (n.d.) GISS Surface Temperature Analysis. Accessed August 16, 2012. NOAA ClimateWatch (2012, August) Hottest.Month.Ever…Recorded. Accessed August 16, 2012. NASA image by Robert Simmon, based on data from the Goddard Institute for Space Studies. Caption by Mike Carlowicz.

เซียร์ราคลับเปิดโปงอุตสาหกรรมฟอสซิลใช้เงินทุ่มสุดตัวทำลายพลังงานหมุนเวียน

เซียร์ราคลับ(The Sierra Club) เสนอรายงานเรื่อง “Clean Energy Under Siege” ตามศึกษาการใช้เงินทุ่มเพื่อทำลายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐอมริกา

เซียร์ราคลับเปิดเผยที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทำการรณรงค์อย่างพร้อมเพรียงเพื่อดิสเครดิตพลังงานหมุนเวียนและขัดขวางมิให้การเกิดการขยายตัว โดยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การบริจาคเงินให้กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กลุ่มที่เป็นมันสมองแบบปลอมๆ นักวิชาการขายตัวและกลุ่มพลังต่างๆ เพื่อเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องพลังงานหมุนเวียน

ประจักษ์พยานที่ชัดเจนในการใช้ข้อมูลที่บิดเบือนนี้คือการต่อสู้ในเรื่องการทบทวนต่ออายุ the Production Tax Credit (PTC) สำหรับพลังงานลม กลไก Production Tax Credit (PTC) นี้มีส่วนสำคัญทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 75,000 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมพลังงานลม หากมีการทบทวนก่อนที่ถึงสิ้นปี 2555 นี้ ก็จะมีคนตกงานจำนวนมาก

นายไมเคิล บรุน ผู้อำนวยการบริหารของเซียร์ราคลับกล่าวว่า จากแคลิฟอร์เนียถึงเพนซิลวาเนีย การจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนกำลังถูกกลุ่มผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมฟอสซิลโจมตี ในขณที่คนในสภาครองเกสนั่งดูดาย คนนับหมื่นกำลังจะตกงาน ดูเหมือนว่าสมาชิกสภาครองเกรสสนใจแต่ผลประโยชน์ของผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่ใช้เงินเพื่อทำลายผลประโยชน์ของชนชั้นแรงงาน เรื่องนี้ต้องยุติ สภาครองเกสต้องยืนหยัดพื่อชาวอเมริกันนับหมื่นที่อนาคตของพวกเขาขึ้นอยู่กับการพิจารณาต่ออายุ  Production Tax Credit

รายงานของเซียร์ราคลับระบุว่า มีการใช้เงินทุ่นทำลายอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนอย่างไร ตัวอย่างเช่น ในปี 2554 อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซใช้เงินกว่า 146 ล้านเหรียญเพื่อใช้ในการเจรจาหว่างล้อมเพืยงอย่างเดียว ในขณะที่เจ้าพ่ออุตสาหกรรมน้ำมันอย่าง David และ Charles Koch ให้เงินกว่า 85 ล้านเหรียญ กับกลุ่มที่เป็นมันสมองฝ่ายขวาและกลุ่มทำงานเผบแพร่ข้อมูลในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่วนองค์กรอย่างสถาบันแมนฮัทตันและฮาร์ทแลนด์ซึ่งทำการปกป้องการอุดหนุนเงินแแก่อุตสาหกรรมน้ำมันและโจมตีพลังงานหมุนเวียนได้รับเงินราว 600,000 เหรียญ นับตั้งแต่ปี 2551 จากบริษัทเอ็กซอน (Exxon)

พลังงานลมเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถแข่งขันในตลาดและขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รัฐเซาท์ดาโกตาและไอโอวานั้นสามารถผลิตไฟฟ้าจากลมได้ร้อยละ 20 และอุตสาหกรรมพลังงานลมสามารถที่จะป้อนไฟฟ้าเข้าระบบการผลิตไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาได้อย่างน้อยร้อยละ 20 ภายในปี 2573 มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนกังหันลมมากกว่า 400 แห่ง สร้างงานให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น

รายละเอียดรายงานเรื่อง  Clean Energy Under Siege ดูที่ thttp://www.sierraclub.org/pressroom/downloads/SierraClub-CleanEnergyUnderSiege.pdf