นิเวศวิทยาหลากมิติในสังคมไทยปี 2556

20121228-144631.jpg

Greenpeace volunteer constructed Climate Rescue Station to launch “Solarising Borobudur” Jogjakarta, Indonesia. October 2012 (Photo : Tara Buakamsri)

ธารา บัวคำศรี

หากเราจะนับว่า “โคตรมหาอุทกภัยปี 2554(Thailand’s Great Flood of 2011)” เป็นจุดเปลี่ยนว่าด้วยการปะทะสังสรรค์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติของสังคมไทยในห้วงแห่งยุคสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว(Extreme Weather Events) เราก็อาจจะกล่าวได้ว่าปี พ.ศ. 2555 ที่กำลังจะผ่านไปและปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงคือความต่อเนื่องของทางเลือกและความท้าทายหลากมิติด้านสังคม-วัฒนธรรม การเมืองและนิเวศวิทยาที่เราต่างเผชิญอยู่

เราผ่านจุดผลิกผัน(Tipping Point) มาแล้ว และไม่อาจหวนคืนดังเดิม แม้ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะถดถอย แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มมากขึ้น ในปี 2555 อัตราการเพิ่มของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศคิดเป็นร้อยละ 3.2 หากเรายังดำเนินไปตามแนวทางที่เป็นไปตามปกติ เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราจะได้เห็นอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มไปถึง 6 องศาเซลเซียส (เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม) เมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะสายเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme Weather Events) จะตกอยู่กับทุกสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากไร้ที่สุด

แม้ว่าภายใต้เหตุการณ์ที่ดีที่สุด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะลดลงภายใต้พันธะกรณีของการเจรจาโลกร้อน แรงเฉี่อยของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะยังส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ ๒ องศาเซลเซียส สิ่งที่เราต้องเผชิญมิใช่เพียงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คืออุทกวิทยาที่เปลี่ยนแปลง แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ คาดการณ์ว่า พื้นที่ที่มีน้ำมากอยู่แล้วจะมีน้ำมากขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำน้อย-ที่ซึ่งน้ำคือความเป็นความตาย-จะแห้งแล้งมากขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วจากน้ำมือของเราเอง

น้ำเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของโลก เราต่างพึ่งพาแหล่งน้ำในการหล่อเลี้ยงชีวิต การมีอยู่และหายไปของน้ำมีผลสะเทือนต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง แม้ธรรมชาติจะทำความสะอาดน้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทุกๆ ๑๐ วันจากการระเหยและตกลงมาในรูปของฝนและหิมะ แต่เราใช้น้ำจากธรรมชาติมากกว่า ๓ เท่าของอัตราที่คนรุ่นก่อนเคยใช้ ธรรมชาติจึงไม่อาจรักษาสมดุลนี้ไว้ได้อีกต่อไป

ไม่ว่าเราจะไม่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ประเทศไทยเผชิญ “วิกฤตขาดแคลนน้ำ (Water Stress)” ระดับปานกลางถึงระดับสูง และเราต้องแยกแยะระหว่าง “การพึ่งพาน้ำบรรจุขวด” ของคนในเมืองออกจากวิถีการดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่ในภาคชนบทและเกษตรกรรม วิกฤตขาดแคลนน้ำเป็นตัวชี้วัดถึงการมีอยู่ของน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงน้ำสะอาดหรือมีเงินซื้อน้ำบรรจุขวดกินเสมอไป และแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องเลยกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว การเพิ่มและการเคลื่อนย้ายประชากรก็ทำให้คนนับล้านต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัดและเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรม ในกรณีนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมไทยขึ้นอยู่กับทิศทางและนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำที่ชาญฉลาดและสอดคล้องกับรากฐานของสังคมไทย

โคตรมหาอุทกภัยปี 2554 บอกเราว่า ช่วงเวลาแห่งความสมดุลกำลังหมดลงจากการที่เราเข้าแทรกแซงธรรมชาติ จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะทวีความสุดขั้วมากขึ้น แม้เราจะมีสัญชาตญาณในการปรับตัวซึ่งทำให้เราดำรงอารยธรรมมาได้ แต่บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่าสังคมทันสมัยและเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเรานั้นเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้

ปี 2556 ยังเป็นความต่อเนื่องของการปะทะสังสรรค์และต่อสู้ช่วงชิงด้านวาทกรรมและพื้นที่ทางการเมืองในเรื่อง “ความมั่นคงด้านพลังงานและทางเลือก” ยุคหลังวิฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาเป็นช่วงการกลับมาของ “ถ่านหิน” ในฐานะเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การเคลื่อนไหวภาคประชาชนนั้นนอกจากจะเป็นพลังหลักที่ต่อกรกับความพยายามสุดลิ่มทิ่มประตูของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเพื่อผลักดันโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และรวมศูนย์ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(Power Development Plan) ยังได้สร้างกระแสทางเลือกซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานของการปฏิวัติพลังงาน(Energy Revolution) ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ที่ชาญฉลาด ยั่งยืนและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมพลังงานของไทยซึ่งมีผลประโยชน์และอำนาจทางการเมืองอยู่เบื้องหลังอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการสยายปีกการลงทุนด้านพลังงานและอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงสหภาพพม่าหรือเมียนมาร์ที่กำลังกลายเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ(Pollution Heaven)” และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานขนานนามประเทศตัวเองว่า “หม้อไฟแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Battery of Southeast Asia) โดยผลักดันโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่บนลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขามากกว่า 30 โครงการเพื่อขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

หากมองข้ามไปจนถึงปี 2558 ซึ่งจะเป็นเงื่อนเวลาของการรวมเศรษฐกิจอาเซียนและแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงาน ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ประมาณว่าเม็ดเงินลงทุนภายใต้แผนนี้คิดเป็น 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) ไปจนถึงปี 2573 ดังนั้นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนระหว่างอาเซียนในการต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่ทางเลือกและกำหนดอนาคตและชะตากรรมของตนเองภายใต้แรงกระแทกกระทั้นของโลกาภิวัตน์ของทุนนิยมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ช้าก็เร็วเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เรียกว่า “Political Thaw” อันเนื่องมาจากนโยบายรัฐที่จำกัดพื้นที่ทางประชาธิปไตยในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการเล่นพวกพ้อง การคอรัปชั่นและตักตวงผลประโยชน์จากนโยบายพลังงานที่บิดเบี้ยวซึ่งเข้าไปรุกล้ำปริมณฑลของวิถีชิวิตชุมชนและธรรมชาติ

กล่าวโดยทั่วไป วิกฤตทางอาหารนั้นแยกไม่ออกจากเรื่องเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วและพลังงาน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการผลิตข้าวมีความสำคัญในนโยบายเกษตรกรรมของประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้เปรียบหรือมีผลกระทบไม่มากนักจากวิกฤตราคาอาหารโลกจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรกรรม สถานการณ์เรื่องปากท้องและอาหารของประชาชนนั้นก็มิอาจมองข้ามได้เลยในปี 2556 ที่จะมาถึง

การรวมเศรษฐกิจอาเซียนได้เปิดให้มีการลงทุนด้านเกษตรอุตสาหกรรมมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มผลิตภาพของพืชพลังงาน สวนเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ รวมถึงการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุกรรม ซึ่งแทนที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารของประชากรส่วนใหญ่ การลงทุนดังกล่าวนี้ตกอยู่ในมือของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรรายใหญ่ที่ครอบงำนโยบายการผลิตเกษตรกรรมและวิถีการบริโภค

องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (FAO) มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายเกษตรกรรมของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย สิ่งที่ควรจับตานอกเหนือจากตัวอย่างความสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนที่สนับสนุนโดย FAO ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการตรวจสอบติดตามบทบาทของ FAO ในด้านความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ(ภาษีของประชาชน)ไปกับการสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจเกษตรกรรมอุตสาหกรรมผ่านโครงการเกษตรที่ใช่้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชแบบเข้มข้น

อาหารที่เรากินยังมาจากทะเลและมหาสมุทรซึ่งเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งมลพิษจากกิจกรรมและโครงการพัฒนาตามแนวชายฝั่ง การท่องเที่ยวที่ไม่คำนึงถึงศักยภาพการรองรับของพื้นที่ การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการประมงเกินขนาด การรณรงค์ของชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช – ปลาคือชีวิต: การประกาศเขตคุ้มครองพิเศษทางอาหาร หยุดอุตสาหกรรมพลังงานสกปรก – และการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้เพื่อให้รัฐทบทวนนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยกเลิกเครื่องมือการประมงที่ทำลายล้างทุกชนิดโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะอวนรุน อวนลาก เรือปั่นไฟปลากะตักโดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด จริงจัง และปรับปรุงเป้าหมายการใช้ทะเลจากเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นเพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทะเล และฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตระหนักถึงความเกี่ยวพันของระบบนิเวศน์ทะเลซึ่งต่างจากเส้นแบ่งตามเขตการปกครอง เป็นประเด็นสำคัญของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงปี 2555 และต่อเนื่องในปี 2556

รายงานล่าสุดของ Oceana องค์กรอนุรักษ์มหาสมุทรระหว่างประเทศระบุว่า อ่าวไทยเป็นหนึ่งอันดับที่ 10 ของพื้นที่ทะเลทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหารอันเนื่องมาจากความล่อแหลมของผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้นจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่ปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์ ตามรายงานระบุว่า ผลกระทบต่อปลาและหอยในท้องทะเลไทยได้เริ่มขึ้นแล้ว

ในยุคที่เรากำลังเผชิญวิกฤตหลากมิตินี้ เจตจำนงและความมุ่งมั่นของประชาชนและพลเมืองที่มีจิตสำนึกโดยลำพังนั้นไม่เพียงพอที่ฝ่าวิกฤตร่วมนี้ไปได้ เพื่อให้ทั้งสังคมอยู่รอดในระยะยาว เราจำเป็นต้องมี “ผู้นำทางการเมือง” ที่มีเจตจำนงแน่วแน่ มองเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างลึกซึ้งในทุกมิติ มิใช่เพียงแต่ “เงิน” เป็นตัวตั้ง เราจำเป็นต้องมี “ผู้นำทางธุรกิจ” ที่ร่วมสร้างวิสัยทัศน์ของการแบ่งปันที่แท้จริง มิใช่นำพาสังคมไปติดกับดักมายาคติของโลกาภิวัตน์แห่งทุนนิยมซึ่งขณะนี้กำลังยืนอยู่บนซากปรักหักพังและการทำลายชีวิตและธรรมชาติ เราจำเป็นต้องออกแบบการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในปี 2556 แทนที่จะรอให้ “อนาคตที่เราต้องการร่วมกัน” พังทลายลงต่อหน้า

The night side of our planet

25551208-204641.jpg

The night side of our planet twinkles with light, and the first thing to stand out is the cities. “Nothing tells us more about the spread of humans across the Earth than city lights,” asserts Chris Elvidge, a NOAA scientist who has studied them for 20 years.

This new global view and animation of Earth’s city lights is a composite assembled from data acquired by the Suomi National Polar-orbiting Partnership (Suomi NPP) satellite. The data was acquired over nine days in April 2012 and thirteen days in October 2012. It took satellite 312 orbits and 2.5 terabytes of data to get a clear shot of every parcel of Earth’s land surface and islands. This new data was then mapped over existing Blue Marble imagery to provide a realistic view of the planet.

To view the video of the night lights, click on the link below the image or visit our YouTube page. To view many more still images and maps of night lights, visit our new feature page: Earth at Night 2012.

The view was made possible by the “day-night band” of Suomi NPP’s Visible Infrared Imaging Radiometer Suite. VIIRS detects light in a range of wavelengths from green to near-infrared and uses “smart” light sensors to observe dim signals such as city lights, auroras, wildfires, and reflected moonlight. This low-light sensor can distinguish night lights tens to hundreds of times better than previous satellites.

Named for meteorology pioneer Verner Suomi, the polar-orbiting satellite flies over any given point on Earth’s surface twice each day at roughly 1:30 a.m. and 1:30 p.m. Suomi NPP orbits 824 kilometers (512 miles) above the surface as it circles the planet 14 times a day. Data is sent once per orbit to a ground station in Svalbard, Norway, and continuously to local direct broadcast users around the world. The mission is managed by NASA with operational support from NOAA and its Joint Polar Satellite System, which manages the satellite’s ground system.

Learn more about the VIIRS day-night band and nighttime imaging of Earth in our new feature story: Out of the Blue and Into the Black.

NASA Earth Observatory image and animation by Robert Simmon, using Suomi NPP VIIRS data provided courtesy of Chris Elvidge (NOAA National Geophysical Data Center). Suomi NPP is the result of a partnership between NASA, NOAA, and the Department of Defense. Caption by Mike Carlowicz.

Super Typhoon Bopha

bopha_vir_2012338

Bopha continued moving toward the Philippines on December 3, 2012. The Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) on the Suomi NPP satellite acquired this natural-color image the same day. Over the previous day, Bopha moved west of Palau, and by December 3, storm clouds were skirting the island of Mindanao.

The same day that VIIRS acquired this image, the U.S. Navy’s Joint Typhoon Warning Center (JTWC) reported that Bopha packed sustained winds of 140 knots (260 kilometers per hour) and gusts up to 170 knots (315 kilometers per hour). The storm was located about 630 nautical miles (1,170 kilometers) southeast of the Philippine capital of Manila, and was moving toward the west-northwest, JTWC reported.

References

  1. Joint Typhoon Warning Center. Accessed December 3, 2012.
  2. Unisys Weather. (2012, December 3) Bopha Tracking Information. Accessed December 3, 2012.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen, using VIIRS Day-Night Band data from the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Suomi NPP is the result of a partnership between NASA, the National Oceanic and Atmospheric Administration, and the Department of Defense. Caption by Michon Scott.

Mergui Archipelago

myanmar_tm5_2004349

In the southernmost reaches of Burma (Myanmar), along the border with Thailand, lies the Mergui Archipelago. The archipelago in the Andaman Sea is made up of more than 800 islands surrounded by extensive coral reefs.

This natural color image acquired by Landsat 5 on Dec. 14, 2004, shows the middle portion of the archipelago, including Auckland and Whale Bays. Swirling patterns are visible in the near-shore waters as sediments carried by rivers slowly settle out and are deposited on the seafloor. The heavy sediment loads make the river appear nearly white. As those sediments settle out, the seawater appears deeper shades of blue. The tropical rainforests of the region appear deep green.

Captain Thomas Forrest of the East India Company first described the region to Europeans after a 1782 expedition in search of potential sugar-growing lands. At that time, the islands were mainly inhabited by a nomadic fishing culture. These people, known as the Moken, still call the archipelago home and mostly live a hunter-gatherer lifestyle. As of 2006, 2,000 Moken were known to inhabit the Burmese portion of Mergui.

The small population of the archipelago has helped preserve its high diversity of plants and animals. In 1997, Burma opened the region to foreign tourism and in the years since it has become a major diving destination. A valued species of pearl oyster (Pinctada maxima) are found in nearby waters. Today, overfishing is emerging as a regional problem.

  1. References

  2. Alagarswami, K. (1983). The Black-Lip Pearl Oyster Resource and Pearl Culture Potential. CMFRI Bulletin, 34: Mariculture Potential, pp. 72–78.
  3. Anderson, John (1890). The Selungs of the Mergui Archipelago. Trübner & Co., Ludgate Hill, London. (http://hdl.handle.net/2027/mdp.39015058537070)
  4. Arunotai, Narumon (2006). Moken traditional knowledge: an unrecognized form of natural resources management and conservation. UNESCO. Blackwell Publishing Ltd., Oxford, UK.
  5. Brown, R.N.R. (1907). The Mergui Archipelago: Its People and Products. Scottish Geographical Magazine, vol. 23, issue 9, pp. 463–483. (http://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/00369220708733785)
  6. Wikipedia (2012). Mergui Archipelago. Accessed 23 Nov. 2012.

Green Backlash : ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม VS อำนาจของบรรษัท

ธารา บัวคำศรี
บทนำเสนอในการเสวนาเรื่อง “องค์กรประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง”
ณ โรงเรียนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น วันที่ 4 ตุลาคม 2546 

กราบคารวะดวงวิญญาณของพี่สำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง สวัสดี ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่าน และขอขอบคุณทางผู้จัดงานที่ให้เกียรติผมมาร่วมงานในวันนี้ โดยเฉพาะคุณยอร์ช ที่ประสานและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม ผมคิดอยู่เสมอว่า “การมีส่วนร่วม หรือ participation” เป็นคำที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกดี มีความหวัง คล้าย ๆ กับเราได้ยินคำว่า “ประชาธิปไตย” แต่ในระยะหลัง ๆ ผมกลับมีความรู้สึกค่อนข้างจะไปในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าหลายครั้งคำเหล่านี้ได้ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมเชิงสถาบันและสถานะที่ดำรงอยู่ของโครงสร้างอำนาจ เช่นว่า ประชาธิปไตยคือเลือกตั้งกันไปแล้วก็จบ ดูง่าย ๆ จากคนกรุงเทพเลือกผู้ว่า ปรากฏว่า ไปๆ มาๆ ผู้ว่าคนนี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรสักเท่าไร วัน ๆ แกก็ “ชิมไปบ่นไป” วันดีคืนดีก็พาเทศกิจพา ตำรวจมาช่วยรัฐบาลทักษิณรื้อเต็นท์สมัชชาคนจนหน้าทำเนียบ เร็วๆ นี้ก็บอกว่าจะเก็บสนามหลวงไว้รับ APEC ไม่ใช่พื้นที่สำหรับรำลึก 14 ตุลา ประชาธิปไตย

เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนก็เหมือนกัน ผมคิดว่าความหมายจริง ๆ ของมันถูกช่วงชิงไปอาจจะตั้งแต่เราแปลมันมาจากคำว่า people participation แล้วก็ได้…คือในที่สุดแล้วก็กลายเป็นว่าการเรียกร้องให้มีส่วนร่วมเพื่อปกป้องระบบนิเวศลำน้ำพองขององค์กรชุมชนกลายมาเป็นการสูญเสียผู้นำกลุ่ม

การมีส่วนร่วมที่ว่ามันมีหลายระดับมันก็เลยอยู่โทนเดียวคือไปเป็นตราประทับให้กับคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาเต็มไปหมดโดยหน่วยงานต่าง ๆ ระดับสูงขึ้นมาหน่อยก็เป็นประชาพิจารณ์ซึ่งที่ผ่านมาเป็นกระบวนการที่มีแต่บทเรียนแห่งความเจ็บปวดอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

คุณยอร์ชบอกว่า ให้ผมช่วยเล่ากรณีศึกษาในต่างประเทศที่พอจะสะท้อนให้เห็นประเด็นในทางสากลของกรณีการสังหารพี่สำเนา ผมกลับคิดว่า จริง ๆ แล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องไปถึงต่างประเทศเพราะในบ้านเราเองก็มีหลายกรณีที่เกิดขึ้นแบบเดียวกัน ทั้งในภาคอิสานเอง และอีกหลายๆ พื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ผมจะลองนำเสนอดูเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนความเห็นที่กว้างขึ้นในเวทีนี้

ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นสำคัญว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่สำเนามันมีนัยสำคัญในเชิงเปรียบเทียบและเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทั่วโลกที่มีลักษณะเดียวกันอย่างไร

ผมขออนุญาตเล่าประสบการณ์ตรงที่ไปเจอมาสักนิด หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่อง แก็สพิษรั่วจากโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงที่ชื่อบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ในเมืองโภปาล อินเดีย เมื่อสักประมาณ 17-18 ปีที่ผ่านมาซึ่งก่อให้เกิดการเสียชีวิตและล้มป่วยของผู้คนนับเรือนหมื่นเรือนแสนมาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2545 ผมได้ไปอยู่ที่นั่นเพื่อร่วมกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ โดยเราจัดทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจเข้าไปในโรงงาน โรงงานนี้ถูกทิ้งร้างหลังจากเกิดหายนภัยและมีกากสารพิษทิ้งแพร่กระจายทั่วพื้นที่ น้ำใต้ดินบริเวณนั้นก็มีสารก่อมะเร็งหลายชนิดปนเปื้อน ยังไม่ทันที่ทีมปฏิบัติการจะนำเอากากสารพิษเข้าบรรจุลงในถัง ก็ปรากฏว่า กำลังตำรวจมาถึงและหยุดปฏิบัติการของเรา จับตัวนักกิจกรรมกว่า 50 คน ไปรอลงบันทึกอยู่หน้าเรือนจำกลาง นักกิจกรรมชาวอินเดียถูกจับแยกไว้อีกที่ ไอ้พวกเราโดนจับยังไม่เท่าไร ที่แย่มาก ๆ คือ เราได้ทราบข่าวว่า ชาวบ้านที่อยู่รอบโรงงานซึ่งเข้ามาร่วมกิจกรรมกับเราได้ทำการปิดถนนประท้วงที่ตำรวจจับตัวนักกิจกรรมไปนั้น ในที่สุดแล้ว ก็ถูกกำลังตำรวจสลายไปด้วยวิธีการที่รุนแรงและโหดร้ายมาก

ผมมีประเด็นสำคัญสองสามประเด็น

ประเด็นแรก – กรณีของน้าสำเนาเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ของการโต้กลับเพื่อที่จะสลาย/ทำลายหรือทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเองอ่อนกำลังลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ทั้ง 5 ทวีป – อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-แปซิฟิค คล้ายกันหมด

ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าโอโกนีในประเทศไนจีเรียที่โดนรัฐบาลเผด็จการจับไปฆ่า ไปทรมาน และนำเอาผู้นำกลุ่มคนสำคัญไปแขวนคอประจานโทษฐานที่ไปต่อต้านบริษัทน้ำมันข้ามชาติที่เข้ามาทำลายพื้นที่เพื่อขุดเจาะน้ำมัน เป็นการต่อสู้ที่ถึงชีวิตกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็น การที่สายลับของรัฐบาลฝรั่งเศสเข้าขัดขวางกลุ่มกรีนพีซในการรณรงค์ต่อต้านการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้โดยการระเบิดจมเรือเรนโบว์ วอริเออร์ และทำให้ลูกเรือที่เป็นช่างภาพเสียชีวิต

ไม่ว่าจะเป็น ความรุนแรงที่กระทำต่อชุมชนและชนเผ่าในบราซิลที่พยายามปกป้องระบบนิเวศของป่าอะเมซอน และอีกหมายต่อหลายกรณี เช่น เรื่องการต่อต้านการสร้างเขื่อนหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่ง เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันคือ แบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมทั่วโลกซึ่งมีคนได้พยายามศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โดยการวิเคราะห์ถึงพลวัตรหรือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงผ่านแว่นตาของเหตุการณ์ แล้วมีข้อเสนอที่น่าสนใจมากออกมาซึ่งผมจะกล่าวสรุปในตอนท้าย

การโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมซึ่งมีศัพท์ว่า Green Backlash เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและติดตาม บางคนแปลคำนี้ให้ชัดเจนขึ้นเป็น “เขียว(จริง)ปะทะเขียว(ปลอม)”…

ความยากของการมองแบบแผนของปรากฎการณ์นี้ก็คือว่า หนึ่ง – ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมันมีหลากหลายเป็นแถบซ้อนกันอยู่ สรุปโดยพื้นฐานแล้วก็คือ ขบวนการที่ใครสักคนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม – จากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจนถึงคนชายขอบระดับรากหญ้า สอง – การนิยามคำว่า การต่อต้านนักสิ่งแวดล้อมหรือขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยิ่งเป็นเรื่องยากและอันตราย คนที่ศึกษาเรื่องนี้ก็ใช้สามัญสำนึกง่าย ๆ ว่า เป็นขบวนการที่ใครสักคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างแข็งขันเพื่อต่อต้านกลุ่มที่ทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อม คำคมที่ผมจำไว้และนำเอาไปเล่าต่อมาจาก วันทนา ศิวะ นักวิชาการชาวอินเดีย โดยแกบอกว่า “เราอาจจะต้องรู้ว่า เมื่อการทำงานของเรามีประสิทธิภาพ การโต้กลับก็จะเกิดขึ้น” แกบอกอีกว่า “การโต้กลับเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะมันแสดงให้เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

แบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีลักษณะเด่นชัดมากในสหรัฐอเมริกา

1)    เชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัด มีการทำให้วิวาทะด้านสิ่งแวดล้อมกระจัดกระจายไป ห่างไกลจากการอภิปรายหาทางออก และมีการเผชิญหน้ากันโดยตรงมากขึ้น ใช้ความรุนแรงมากขึ้น

2)    มีกลุ่มบรรษัทให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มต่อต้านนักสิ่งแวดล้อมและนักคิดฝ่ายขวาที่สนับสนุนให้มีการลดข้อบังคับของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการทุ่มการประชาสัมพันธ์เพื่อพยายามลดทอนพละกำลังของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกันนั้นก็เข้าร่วมวิวาทะด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

กลยุทธที่มีการใช้ไปทั่วโลก เช่น

1)    กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมมีการนำเอาคำต่าง ๆ มาใช้เพื่อสนับสนุน business as usual ของตน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาที่ยั่งยืน วิทยาศาสตร์ที่เข้าท่า สามัญสำนึก เศรษฐกิจที่สมเหตุสมผล ความสมดุลทางสิ่งแวดล้อม

2)    การทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนว่าเป็นพวกนิยมความรุนแรง สุดขั้ว และสร้างเรื่องขึ้น ซึ่งมีประสิทธิผลทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอย่างสันติวิธีขาดการสนับสนุน

3)    ตั้งชื่อให้ตัวเองเป็นมิตรกัยระบบนิเวศ (Alliance for Environmental Resources, American Environmental Foundation, Coalition of Responsible Environmentalist, Forest Forever, Our Land Society

4)    เรียกตัวเองว่าเป็นนักสิ่งแวดล้อมตัวจริง ขณะที่เรียก activist ว่าเป็นนักอนุรักษ์

5)    เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกคลั่งศาสนา เช่น มีคำพูดว่า เราอยู่ในสงครามทางจิตวิญญาณของสัดส่วนที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน สงครามระหว่างผุ้ที่เชื่อว่าพระเจ้าส่งเรามาบนโลกนี้กับผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าคือธรรมชาติ”

6)    ป้ายสีว่า นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นคอมมิวนิสต์ เช่น คำพูดว่า นักสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกับแตงโม ข้างในสีแดง ข้างนอกสีเขียว. เปรียบเทียบขบวนการสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นต้น

7)    เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกนาซี

8)    นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นพวกชนชั้นนำ

9)    สร้างภาพให้เห็นว่าขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีประเด็นแอบแฝง

10) ลดทอนให้เห็นว่านักสิ่งแวดล้อมเป็นพวกสุดขั้ว

11) นักสิ่งแวดล้อมออกมาเพื่อทำลายเศรษฐกิจ การจ้างงาน ทำลายอารยธรรมและระบบทุนนิยม

12) นักสิ่งแวดล้อมเป็นพวกต่อต้านวิทยาศาสตร์

13) นักสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง

โดยสรุป ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมถูกระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อ 1) ทุนนิยมของบรรษัทที่ไร้การควบคุม 2) อุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายขวา และ 3) สถานะที่เป็นอยู่ของรัฐชาติ

ข้อเสนอที่จะรับมือกับการโต้กลับคือ 1) กลับไปค้นหารากเหง้าของตนเองอีกครั้ง 2) ขยายการทำงานกับกลุ่มอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด 3) ผลักดันให้เกิดทางออกและทางเลือกเชิงบวกที่ประสานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

ขอบคุณครับ