จดหมายจากกลุ่มพิทักษ์ปกาสัยถึงเลขาธิการอนุสัญญาแรมซ่าร์กรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

จดหมายจากกลุ่มพิทักษ์ปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ถึงนายอนาดา ไทกา เลขาธิการอนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ำกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินคุกคาม “ปากน้ำกระบี่” พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

——————

Anada Tiéga,

Secretary General

Ramsar Secretariat

Rue Mauverney 28
CH-1196 Gland, Switzerland

Tel.: +41 22 999 0170
Fax: +41 22 999 0169

E-Mail: ramsar@ramsar.org

CC :

Her Excellency Ms. Yingluck Shinawatra, Prime Minister of Thailand

Mr.Plodprasop Suraswadi, Deputy Prime Ministers

Mr. Sutas Patamasiriwat, Governor of Electricity Generating Authority of Thailand(EGAT)

Mr. Preecha Rengsomboonsuk, Minister of Natural Resources and Environment

Mr. Santi Boonprakub, Secretary – General, Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP)

Mr. Pongsak Ruktapongpisal, Minister of Energy

Dr. Surapong Tovichakchaikul, Minister of Foreign Affairs

May 28, 2013

Subject : Concerns Over Possible Threats from a 870 MW coal-fired power plant project to Krabi Estuary (Ramsar site no.1100) one of the Wetlands of International Importance

On behalf of local community in Krabi province and civil society working on the protection of wetlands in Thailand, we are writing to you with the recognition that Thailand, as the Member State under Ramsar convention, has committed to implementing the “three pillars” of the Convention: to designate suitable wetlands for the List of Wetlands of International Importance (“Ramsar List”) and ensure their effective management; to work towards the wise use of all their wetlands through national land-use planning, appropriate policies and legislation, management actions, and public education; and to cooperate internationally concerning transboundary wetlands, shared wetland systems, shared species, and development projects that may affect wetlands.

We would like to inform you and express our grave concerns on the possible negative impacts to Krabi Estuary’s ecological character from a 870 MW Coal-fired Power Plant Project proposed by the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT).

The proposed coal power project is set to be constructed in 2015 at  Tambol Pakasai , Nhua Khlong  district, one of Krabi’s important estuaries. Aside from the known negative effects of coal plant emissions, the power plant that will be built in the area adjacent to Thailand’s second largest seagrass ecosystem, part of the Krabi Estuary categorized as Wetlands of International Importance under Ramsar Convention. Once built, this important wetland area will be the transport zone for toxic coal shipments.

According to Environmental and Health Impact Assessment (EHIA) of proposed coal-fired power plant, at least 2.3 million tonnes of coal would be imported from Indonesia, Australia and/or South Africa every year. Shipment of imported coal to the planned Krabi coal plant would require transshipment at sea. A 50,000-100,000 DWT Coal Carrier would have to anchor at sea 66 kilometer far from the location of proposed coal plant, and then unload coal into a smaller coal barge. It would need a huge inland wharf to accommodate two coal barges come along side at the same time to unload coal to the coal yard. This coal transshipment would add to the massive dredging, dumping and shipping which is turning our fishing grounds, sea grass beds and mangroves into a coal superhighway.

We believe that the planned Krabi coal plant, once it is built, will undermine the Convention’s mission that is “the conservation and wise use of all wetlands through local and national actions and international cooperation, as a contribution towards achieving sustainable development throughout the world”.

As a concerned citizen of Thailand we bring the issue to the Ramsar Convention Secretariat so that this will be informed at the earliest possible time as the ecological character of Krabi Estuary is under threat from the development of dirty energy project. We also keep Thailand’s Office of Natural Resource and Environmental Policy Planning(ONEP) as a responsible government body informed.

Lastly we would like to hear from you if there is any action taken to keep spirit, mission and commitment of Ramsar Convention alive with regards to Krabi Estuary – one of the Ramsar Site of International Importance.

Sincerely,

Somsak Nobnob

Pakasai Protection Group, Krabi Province

Office of Village Headman, Moo 4, Tambol Pakasai,

Nuea Klong District, Krabi Province 81130

pitakpakasai@facebook.com

Natural Resource Conservation Group of Pakasai, Krabi Province

Public Health Volunteer Group, Krabi Province

Fisherfolks Communities of Krabi

Fisherfolks Network of Pangna Bay, Andaman

ชาวประจวบรับได้ถ้าประชาชนเห็นด้วยที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 โรง รวม 4,000 เมกะวัตต์ในกรุงเทพฯ ลดเสี่ยงไฟฟ้าดับ

28 พฤษภาคม 2556 เวลา 9.30น. จากการสอบถามของสื่อมวลชนกรณีนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ อยากให้ทำประชามติ เพื่อขอความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น นางสาวกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กล่าวว่า

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ให้มีประสิทธิภาพสูงหลักการคือควรสร้างใกล้ศูนย์กลางพื้นที่ๆมีการใช้ไฟฟ้าสูง กรณีไฟฟ้าดับภาคใต้กฟผ.บอกชัดเจนว่า สายส่งของกฟผ.มีความอ่อนไหวสูงต่อกรณีฟ้าผ่า ถ้ายิ่งสร้างโรงไฟฟ้าไกลพื้นที่ใช้ไฟฟ้าสูงสายส่งยาวจะยิ่งเสี่ยงสูงต่อไฟฟ้าดับ

ไฟฟ้าสำรองของประเทศปัจจุบันก็กว่า 5,000เมกกะวัตต์ ภาคใต้มีความต้องการด้านการใช้ไฟฟ้าที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แค่200เมกะวัตต์ ส่วนต่างไม่มากไม่ได้เป็นภาระต่อระบบ ปีหน้าโรงไฟฟ้าจะนะผลิตไฟฟ้าเพิ่มได้อีก 800 เมกะวัตต์ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการจัดการ

ถึงกระนั้นรัฐยังควรสนับสนุนให้มีโครงการการจัดการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคลงได้อีก  สั่งการให้กฟผ.เปิดสายส่งรับซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพและภาคใต้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศด้านการท่องเที่ยว เกษตร ประมง จึงมีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมสูงไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

หากจะทำประชามติ หัวข้อที่เหมาะสมสุดคือ คนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่กรุงเทพมหานครก่อนอย่างน้อย 4,000เมกกะวัตต์หรือ 5 โรง และถ้าสามารถพิสูจน์ว่าการบริหารแบบไทยๆ  เอาอยู่ในการคุมมลพิษก็ให้สร้างเพิ่มได้อีกและพื้นที่อื่นๆก็น่าจะสบายใจขึ้น

เพราะข้อเท็จจริงกรุงเทพมหานครใช้ไฟฟ้าสูงถึง 8,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 30%ของการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และมีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นทุกปี อนาคตมีโครงการรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกมากมายแต่มีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองเพียง 2 โรงคือพระนครเหนือพระนครใต้ กำลังการผลิตรวมแค่ 2,850 เมกะวัตต์รับก๊าซจากพม่า   หากพม่าปิดซ่อมท่อก๊าซในฤดูร้อนไม่มีเหลือไฟฟ้าเลย จะหวังพึ่งไฟฟ้าจากสายส่งของกฟผ.เพียงอย่างเดียวถือว่าเสี่ยงสูงเกินไป เพราะฟ้าผ่าเป็นเรื่องธรรมชาติเราคงห้ามไม่ได้

เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุงเทพคือแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นหน้าตาของประเทศ เราจะปล่อยให้เสี่ยงไฟฟ้าดับอยู่อย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหมาะสมที่จะพิจารณาให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดก่อนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า กระจายความเสี่ยงของเชื้อเพลิง และเป็นธรรม คือผู้ใช้ไฟฟ้าเยอะต้องรับความเสี่ยงจากมลพิษเยอะตามไปด้วย

หากผลการทำประชามติ ออกมาว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นด้วยให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดในกรุงเทพ ก็ต้องยอมรับ แบบนี้คงไม่เป็นปัญหา รับได้

อยากเสนอให้เรกูเลเตอร์ ทำประชามติแถมไปด้วยว่าคนไทยทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้ลดเงินเดือนของเรกูเลเตอร์จาก 350,000 บาท เหลือ 50,000 บาทพอ เพราะเห็นว่า  มีผลงานไม่คุ้มเงินเดือน  เช่น ไม่กล้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าช่วงพีค ไม่กล้าเช็คบิลค่าเสียหายจากบริษัทปตท.เป็นหลักหลายพันล้านกรณีไม่ส่งก๊าซให้โรงไฟฟ้าของกฟผ.ตามสัญญาอย่างซ้ำๆซากๆ แต่ไปอนุมัติขึ้นค่าเอฟทีแทน

หรือแม้แต่กรณีไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้เรกูเลเตอร์ก็มีส่วนต้องรับผิดชอบตามที่กฟผ.บอกคือไม่ปรับระบบให้ไฟฟ้าดับในวงแคบเป็นต้น

แต่เพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและแสดงความรับผิดชอบจริง เรกูเลเตอร์น่าจะขอลดเงินเดือนตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องรอทำประชามติ แบบนี้ก็รับได้

ที่ซึ่งป่าฝนเขตร้อนและมหาสมุทรมาบรรจบ – มานอควารี, ปาปัวตะวันตก

 photo IMG_1999.jpg