ฝุ่นละอองขนาดเล็กและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลก

The Global Toll of Fine Particulate Matter

Color bar for The Global Toll of Fine Particulate Matter
acquired January 1, 1850 – January 1, 2000download large image (453 KB, PNG, 1440×720)

ความผันผวนของสภาพอากาศในระยะสั้นเมื่อรวมเข้ากับการปล่อยมลสารจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้นำไปสู่การเกิดมลพิษทางอากาศ ในเดือนมกราคม 2556 มลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมเข้าปกคลุมภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน และช่วงเดือนมิถุนายน 2556 ควันไฟป่าจากสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่บนเกาะสุมาตราเข้าปกคลุมสิงคโปร์และคาบสมุทรมลายูรวมถึงบางส่วนของภาคใต้ของไทย

ในหลายๆ กรณี มลพิษทางอากาศจะคงตัวอยู่เป็นเวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ ทำให้มีคนป่วยจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น เมื่อมลพิษทางอากาศจางลง อากาศสดใส ความจำเรื่องอากาศแย่ ๆ ค่อยจางหายไป แต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพมิได้จางหายไปด้วย ระดับมลพิษทางอากาศแม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลอย่างมากต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ได้

คำถามคือ คนทั่วโลกรับสัมผัสกับมลพิษทางอากาศมากน้อยเพียงใด? แล้วความเสียหายด้านสุขภาพนั้นเป็นเท่าใด? ด้วยเหตุที่มีช่องว่างในเครือข่ายของการตรวจวัดภาคพื้นดิน เจสัน เวสต์ นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาได้พยายามหาคำตอบเหล่านี้โดยการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์

ในปี ค.ศ.2010 เวสต์และทีมงานจัดพิมพ์เผยแพร่การประเมินผลกระทบสุขภาพระดับโลกจากมลพิษทางอากาศโดยใช้แบบจำลองสภาพอากาศแบบจำลองเดียว ต่อมา พวกเขาคิดว่าเพื่อปรับปรุงการคำนวณให้ดีขึ้นโดยใช้ผลจากแบบจำลองแบบต่าง ๆ หลาย ๆ แบบจำลอง แทนที่จะเป็นแบบเดียว ในปี ค.ศ. 2013 พวกเขาตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่ลงใน  Environmental Research Letters โดยสรุปว่ามีคน 2.1 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากผลกระทบโดยตรงจากมลพิษทางอากาศที่รู้จักกันในชื่อว่า “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (fine particulate matter) หรือ PM2.5

แผนที่ด้านบนแสดงแบบจำลองการประเมินจำนวนการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยต่อพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร (386 ตารางไมล์) ต่อปีอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ นักวิจัยใช้ระดับของมลพิษทางอากาศระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 2000 เป็นมาตรวัดของมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ พื้นที่สีน้ำตาลเข้มแสดงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าพื้นที่สีน้ำตาลอ่อน พื้นที่สีฟ้าเป็นพื้นที่ที่มีการปรับปรุงในเรื่องมาตรฐานขอมลพิษทางอากาศที่สัมพันธ์กับข้อมูลในปี ค.ศ. 1850 และมีการลดลงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันคว ฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลทางภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน ภาคเหนือของอินเดียและยุโรป ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองอย่างเข้มข้นโดยปล่อย PM2.5 เป็นจำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Earth Observatory image by Robert Simmon based on data provided by Jason West. Caption by Adam Voiland.

Global Pattern of Carbon Dioxide

Global Patterns of Carbon Dioxide

Color bar for Global Patterns of Carbon Dioxide
acquired May 1 – 31, 2013download large image (498 KB, JPEG, 2610×1306)
Global Patterns of Carbon Dioxide

acquired March 1, 1958 – August 31, 2013download large image (76 KB, PDF)

Almost any discussion of global warming begins or ends with carbon dioxide. Because of its molecular structure,carbon dioxide is a greenhouse gas, which means it allows visible light from the Sun to pass through the atmosphere while absorbing and reemitting infrared energy, heating the Earth. Greenhouse gases act as insulation and are responsible for making Earth’s climate comfortable—without them, our planet would have an average temperature of -18 Celsius (0 Fahrenheit). Since the beginning of the Industrial Revolution, people have been releasing carbon dioxide into the atmosphere by burning fossil fuels and clearing forests. By adding extra greenhouse gases to the atmosphere, people are raising the planet’s temperature with wide-ranging impacts.

Carbon dioxide is neither the most potent, nor the most abundant greenhouse gas, but it is the one most responsible for altering global temperatures. This close connection between climate and carbon is a compelling reason to keep track of carbon dioxide concentrations in the atmosphere. The first space-based instrument to independently measure atmospheric carbon dioxide day and night, and under both clear and cloudy conditions over the entire globe, is the Atmospheric Infrared Sounder (AIRS) on NASA’s Aqua satellite.

The map above shows carbon dioxide in the mid-troposphere, the part of the atmosphere where most weather occurs. The data was collected in May 2013, when carbon dioxide levels reached their highest point in at least 800,000 years. The highest concentrations, shown in yellow, are in the Northern Hemisphere. Concentrations are lower in the Southern Hemisphere. In May, the Northern Hemisphere growing season was just beginning, so plants were removing little carbon from the atmosphere.

The AIRS instrument measures 2,378 different infrared channels, or segments, of infrared light. Carbon dioxide absorbs and emits very specific wavelengths of infrared light, giving it a unique fingerprint. By measuring the emitted thermal infrared radiation, AIRS can detect this fingerprint, giving scientists a way to estimate carbon dioxide concentrations globally.

AIRS has shown that carbon dioxide is not evenly distributed over the globe; it is patchy with high concentrations in some places and lower concentrations in others. The gas’s transport and distribution through the atmosphere is controlled by the jet stream, by large weather systems, and by other large-scale atmospheric circulations. The findings from AIRS have raised new questions about how carbon dioxide is transported from one place to another—both horizontally and vertically—through the atmosphere. To address these questions and others, NASA is preparing to launch the Orbiting Carbon Observatory in 2014. It will be the first satellite dedicated to monitoring carbon dioxide, and it will do so with greater precision and detail than current instruments.

Much of what we now know about atmospheric carbon dioxide concentrations comes from a monitoring station in Mauna Loa, Hawaii, started by Charles David Keeling in 1958. The graph below shows measurements from that ground station, which peaked in May 2013 at 399.76 parts per million. At the beginning of the Industrial Revolution, carbon dioxide levels in the atmosphere were roughly 278 parts per million.

The impact of rising carbon dioxide concentrations—including warmer global temperatures, altered weather patterns, changes in ecosystems, and melting ice—are summarized in the new Fifth Assessment Report from the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC), which will be released on September 30, 2013. The report’s summary for policy makers will be presented in a webcast on September 27. The last summary assessment report was released in 2007.

  1. Related Reading

  2. Bloomberg (2013, September 20) New coal plants must capture carbon dioxide output: EPA. Accessed September 25, 2013.
  3. Earth Observatory (2011, June 16) The carbon cycle. Accessed September 25, 2013.
  4. Earth Observatory (2010, June 3) Global warming. Accessed September 25, 2013.
  5. Global Carbon Project (2013) Global carbon budget highlights. Accessed September 25, 2013.
  6. NCAR UCAR (2011) Greenhouse effect movie – Scott Denning. Accessed September 25, 2013.

NASA Earth Observatory image by Rob Simmon and Jesse Allen with data courtesy the AIRS science team. Mauna Loa data courtesy NOAA Earth System Research Laboratory. Caption by Holli Riebeek.

Instrument: Aqua – AIRS

Interview with ปลอดประสพ

หากโลกนี้เป็นดังละคร ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาในสังคมไทย ตัวละครอันโดดเด่นที่มีบทบาทสำคัญบนเวทีแห่งวาทกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจำเป็นต้องนับเอา “ปลอดประสพ สุรัสวดี” เข้าไปด้วย

ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ คุณปลอดประสพนั้นเฉกเช่นเดียวกับชนชั้นนำคนอื่นๆ ที่ได้รับการปลูกฝังและมีโอกาสในการศึกษาในระดับสูง (จบปริญญาเอกนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยมานิโตบาในแคนาดา) และต่อมาได้รับราชการมีตำแหน่งระดับสูงเป็นผู้บริหารกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหลังจากนั้นก็โลดแล่นในเวทีการเมืองจากพรรคพลังประชาชนมาจนถึงพรรคเพื่อไทย

คุณปลอดประสพเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการคนแรกของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติโดยรับผิดชอบในแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวทางทะเลของไทยภายหลังภัยพิบัติคลื่นสึนามิ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.) ซึ่งไม่มีใครรู้มากนักว่าหน่วยงานที่ว่านี้ทำอะไร แย่างไรบ้าง และเป็นผู้ก่อตั้งเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีอันอื้อฉาว นอกเหนือจากเรื่องที่อื้อฉาวกว่าในการส่งออกเสือไปประเทศจีน

บทบาทหน้าที่ในส่วนที่เป็นหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในส่วนที่เป็น “การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม” ของคุณปลอดประสพเหล่านี้แหละที่สร้างสีสันให้กับวาทกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างถึงพริกถึงขิง

เมื่อคลุกคลีอยู่วงการสิ่งแวดล้อมฝ่ายประชาชนมานาน ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเผชิญกับคุณปลอดประสบ

ครั้งแรกเป็นช่วงที่ผมทำงานที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ (Wildlife Fund of Thailand) ในขณะที่ทำงานภาคสนามกรณีไฟไหม้พรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาสในปี พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นไฟไหม้ป่าพรุครั้งใหญ่ของประเทศไทย เกิดขึ้นในระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของปี 2541 ป่าพรุโต๊ะแดงเสียหายไปถึง 14,837 ไร่ ใช้ระยะเวลาเกือบสองเดือนและเสียงบประมาณไปจำนวนหลายล้านบาทกว่าที่จะควบคุมไฟเอาไว้ได้ ตอนนั้นคุณปลอดประสบดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมป่าไม้และพวกเราก็โต้แย้งกับปลอดประสพเรื่องแนวทางการจัดการป่าพรุอย่างยั่งยืน

เราทำรายงานภาคสนามเรื่องการจัดการพื้นที่ป่าพรุที่ผิดพลาดโดยเฉพาะเรื่องการดึงน้ำออกจากพรุจนทำให้ดินพรุแห้งกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ส่วนหนึ่งของป่าพรุที่เสียหายจากไฟโดยเฉพาะบริเวณรอบนอกก็บุกรุกกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ต้องขอกล่าวในที่นี้ว่าระบบนิเวศป่าพรุ(Peat Swamp Forest) ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยนั้นมีเหลืออยู่ไม่มาก และป่าพรุโต๊ะแดงนี้แหละที่โด่นเด่นเป็นสง่าที่สุด

ปลอดประสพเล่นการเมืองในปี พ.ศ.2550 เป็นช่วงนับถอยหลังการใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนรัฐบาลชุด”ขิงแก่” ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) แน่นอนว่าพรรคการเมืองต่างขับเคี่ยวหาเสียงกันแบบเอาเป็นเอาตายโดยเฉพาะ “นโยบายประชานิยมแบบลด แลก แจก แถม สะบัดช่อ” ซึ่งทุกพรรคการเมืองทั้งเก่าใหม่ ต่างหยิบยกมาเป็น “ไม้เด็ด” หวังพิชิตใจคนไทยให้เลือกพรรคเข้ามาบริหารประเทศ

ในฐานะตัวแทนของกรีนพีซ ผมเข้าสัมภาษณ์คุณปลอดประสพซึ่งลงเป็นผู้สมัคร สส. ระบบสัดส่วนและที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 (นอกเหนือจากพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา) นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น(ร่างโดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค) ระบุว่า “ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาลซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดและไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมตามมา ตลอดทั้งการจัดลำดับความสำคัญของการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ กรณีการสร้างมูลค่าเพิ่มจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอันก่อให้เกิดความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบหากนำมาใช้ ตลอดจนการสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านธุรกิจการสร้าง Brand การสร้างเครือข่ายการตลาดที่มีประสิทธิภาพ”

การสัมภาษณ์ปลอดประสพในครั้งนั้นทำให้ผมตระหนักดีกว่า บุคลิกภาพนี้แหละที่จะเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่โลดแล่นในเวทีปะทะประสานเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายข้างต้นซึ่งส่งผ่านจากพรรคพลังประชาชนมาสู่พรรคเพื่อไทยในที่สุด

ท่วงทำนองของคุณปลอดประสพที่เริ่มให้สัมภาษณ์โดยการชิงถามชื่อเสียงเรียงนามและพื้นฐานการศึกษาของผมและทีมงานที่เข้าร่วมการสัมภาษณ์ และหลังจากนั้นก็ยังบอกตรงๆ ว่า “ผมไม่ชอบเอ็นจีโอ และเอ็นจีโอก็ชอบด่าผม จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง คุณก็รู้นี่”

ความเก๋าของคุณปลอดประสพในการตอบคำถามซึ่งมีอยู่หลายครั้งจะพูดถึงประสบการณ์ ความเก่งกาจของตนเองจากการเป็นผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสำคัญ ทำให้เราหวั่นใจกับ “ปากเก่ง” ของคุณปลอดประสพอยู่ไม่น้อย แต่อาศัยความมุ่งมั่นของเรา การสัมภาษณ์ก็ดำเนินไปและจบลงด้วยดี

การสัมภาษณ์ ดร ปลอดประสพและตัวแทนของพรรคการเมืองหลักอีกสองสามพรรค ผมสรุปว่า แม้ว่าปากของพวกเขา(รวมถึงปลอดประสพ)จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฎิบัติแล้ว นโยบายเศรษฐกิจนั้นเป็นจุดหลักในการหาเสียง เมื่อมาถึงเรื่องตัวเลขการลงทุนและผลประโยชน์เศรษฐกิจซึ่งมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องการปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ซ้ำร้ายยังสามารถนำเอาโครงการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมาทำให้เป็นตัวเงินเข้ากระเป๋าตนเองได้อีกด้วย

เมื่อพิจารณาถึงอำนาจอิทธิพลของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ไม่เพียงแต่ครอบงำพรรคการเมืองไทย หากแต่ยังมีอิทธิพลเหนือรัฐ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดที่ได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่อาจดำเนินนโยบายหรือการปฎิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนดังกล่าวได้

ดังนั้น การให้สัมภาษณ์สื่อของคุณปลอดประสพที่ยืนยัน นั่งยันและนอนยันว่า ยังไงก็จะสร้างเขื่อนแม่วงศ์ให้ได้เพราะถ้าน้ำท่วม คนไทยและประเทศไทยอยู่ไม่ได้ นั้นจึงเป็นวาทะทางการเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อึ้ง ทึ่ง เสียวอย่างยิ่ง นอกจากเหนือจากเป็นวาทกรรมชั้นยอดที่ใช้ประเทศไทยเป็นตัวประกันและเป็นอีแอบอยู่ข้างหลัง “คนจน” (Hiding Behind the Poor) แล้วยังเป็นวาทะที่เรียกแขกได้อย่างยอดเยี่ยม กลายมาเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ล่าสุดที่เกิดจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เดินเท้าออกจากอุทธยานแห่งชาติแม่วงศ์

สังคมกำลังเฝ้ารอที่จะได้ยิน วาทะอึ้ง ทึ่ง เสียว ของจากปากคุณปลอดประสพอีกครั้งและเมื่อนั้นสถานการณ์อาจจะถึงจุดพลิกผันไปในจุดที่ตัวละครอันโดดเด่นที่ชื่อ “ปลอดประสพ” อาจตกจากเวทีปะทะประสานด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้ ใครจะรู้!