ฝุ่นละอองขนาดเล็กและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลก

The Global Toll of Fine Particulate Matter

Color bar for The Global Toll of Fine Particulate Matter
acquired January 1, 1850 – January 1, 2000download large image (453 KB, PNG, 1440×720)

ความผันผวนของสภาพอากาศในระยะสั้นเมื่อรวมเข้ากับการปล่อยมลสารจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้นำไปสู่การเกิดมลพิษทางอากาศ ในเดือนมกราคม 2556 มลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมเข้าปกคลุมภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน และช่วงเดือนมิถุนายน 2556 ควันไฟป่าจากสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่บนเกาะสุมาตราเข้าปกคลุมสิงคโปร์และคาบสมุทรมลายูรวมถึงบางส่วนของภาคใต้ของไทย

ในหลายๆ กรณี มลพิษทางอากาศจะคงตัวอยู่เป็นเวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ ทำให้มีคนป่วยจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น เมื่อมลพิษทางอากาศจางลง อากาศสดใส ความจำเรื่องอากาศแย่ ๆ ค่อยจางหายไป แต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพมิได้จางหายไปด้วย ระดับมลพิษทางอากาศแม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลอย่างมากต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ได้

คำถามคือ คนทั่วโลกรับสัมผัสกับมลพิษทางอากาศมากน้อยเพียงใด? แล้วความเสียหายด้านสุขภาพนั้นเป็นเท่าใด? ด้วยเหตุที่มีช่องว่างในเครือข่ายของการตรวจวัดภาคพื้นดิน เจสัน เวสต์ นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาได้พยายามหาคำตอบเหล่านี้โดยการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์

ในปี ค.ศ.2010 เวสต์และทีมงานจัดพิมพ์เผยแพร่การประเมินผลกระทบสุขภาพระดับโลกจากมลพิษทางอากาศโดยใช้แบบจำลองสภาพอากาศแบบจำลองเดียว ต่อมา พวกเขาคิดว่าเพื่อปรับปรุงการคำนวณให้ดีขึ้นโดยใช้ผลจากแบบจำลองแบบต่าง ๆ หลาย ๆ แบบจำลอง แทนที่จะเป็นแบบเดียว ในปี ค.ศ. 2013 พวกเขาตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่ลงใน  Environmental Research Letters โดยสรุปว่ามีคน 2.1 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากผลกระทบโดยตรงจากมลพิษทางอากาศที่รู้จักกันในชื่อว่า “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (fine particulate matter) หรือ PM2.5

แผนที่ด้านบนแสดงแบบจำลองการประเมินจำนวนการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยต่อพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร (386 ตารางไมล์) ต่อปีอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ นักวิจัยใช้ระดับของมลพิษทางอากาศระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 2000 เป็นมาตรวัดของมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ พื้นที่สีน้ำตาลเข้มแสดงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าพื้นที่สีน้ำตาลอ่อน พื้นที่สีฟ้าเป็นพื้นที่ที่มีการปรับปรุงในเรื่องมาตรฐานขอมลพิษทางอากาศที่สัมพันธ์กับข้อมูลในปี ค.ศ. 1850 และมีการลดลงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันคว ฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลทางภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน ภาคเหนือของอินเดียและยุโรป ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองอย่างเข้มข้นโดยปล่อย PM2.5 เป็นจำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Earth Observatory image by Robert Simmon based on data provided by Jason West. Caption by Adam Voiland.

Global Pattern of Carbon Dioxide

Global Patterns of Carbon Dioxide

Color bar for Global Patterns of Carbon Dioxide
acquired May 1 – 31, 2013download large image (498 KB, JPEG, 2610×1306)
Global Patterns of Carbon Dioxide

acquired March 1, 1958 – August 31, 2013download large image (76 KB, PDF)

Almost any discussion of global warming begins or ends with carbon dioxide. Because of its molecular structure,carbon dioxide is a greenhouse gas, which means it allows visible light from the Sun to pass through the atmosphere while absorbing and reemitting infrared energy, heating the Earth. Greenhouse gases act as insulation and are responsible for making Earth’s climate comfortable—without them, our planet would have an average temperature of -18 Celsius (0 Fahrenheit). Since the beginning of the Industrial Revolution, people have been releasing carbon dioxide into the atmosphere by burning fossil fuels and clearing forests. By adding extra greenhouse gases to the atmosphere, people are raising the planet’s temperature with wide-ranging impacts.

Carbon dioxide is neither the most potent, nor the most abundant greenhouse gas, but it is the one most responsible for altering global temperatures. This close connection between climate and carbon is a compelling reason to keep track of carbon dioxide concentrations in the atmosphere. The first space-based instrument to independently measure atmospheric carbon dioxide day and night, and under both clear and cloudy conditions over the entire globe, is the Atmospheric Infrared Sounder (AIRS) on NASA’s Aqua satellite.

The map above shows carbon dioxide in the mid-troposphere, the part of the atmosphere where most weather occurs. The data was collected in May 2013, when carbon dioxide levels reached their highest point in at least 800,000 years. The highest concentrations, shown in yellow, are in the Northern Hemisphere. Concentrations are lower in the Southern Hemisphere. In May, the Northern Hemisphere growing season was just beginning, so plants were removing little carbon from the atmosphere.

The AIRS instrument measures 2,378 different infrared channels, or segments, of infrared light. Carbon dioxide absorbs and emits very specific wavelengths of infrared light, giving it a unique fingerprint. By measuring the emitted thermal infrared radiation, AIRS can detect this fingerprint, giving scientists a way to estimate carbon dioxide concentrations globally.

AIRS has shown that carbon dioxide is not evenly distributed over the globe; it is patchy with high concentrations in some places and lower concentrations in others. The gas’s transport and distribution through the atmosphere is controlled by the jet stream, by large weather systems, and by other large-scale atmospheric circulations. The findings from AIRS have raised new questions about how carbon dioxide is transported from one place to another—both horizontally and vertically—through the atmosphere. To address these questions and others, NASA is preparing to launch the Orbiting Carbon Observatory in 2014. It will be the first satellite dedicated to monitoring carbon dioxide, and it will do so with greater precision and detail than current instruments.

Much of what we now know about atmospheric carbon dioxide concentrations comes from a monitoring station in Mauna Loa, Hawaii, started by Charles David Keeling in 1958. The graph below shows measurements from that ground station, which peaked in May 2013 at 399.76 parts per million. At the beginning of the Industrial Revolution, carbon dioxide levels in the atmosphere were roughly 278 parts per million.

The impact of rising carbon dioxide concentrations—including warmer global temperatures, altered weather patterns, changes in ecosystems, and melting ice—are summarized in the new Fifth Assessment Report from the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC), which will be released on September 30, 2013. The report’s summary for policy makers will be presented in a webcast on September 27. The last summary assessment report was released in 2007.

  1. Related Reading

  2. Bloomberg (2013, September 20) New coal plants must capture carbon dioxide output: EPA. Accessed September 25, 2013.
  3. Earth Observatory (2011, June 16) The carbon cycle. Accessed September 25, 2013.
  4. Earth Observatory (2010, June 3) Global warming. Accessed September 25, 2013.
  5. Global Carbon Project (2013) Global carbon budget highlights. Accessed September 25, 2013.
  6. NCAR UCAR (2011) Greenhouse effect movie – Scott Denning. Accessed September 25, 2013.

NASA Earth Observatory image by Rob Simmon and Jesse Allen with data courtesy the AIRS science team. Mauna Loa data courtesy NOAA Earth System Research Laboratory. Caption by Holli Riebeek.

Instrument: Aqua – AIRS

Interview with ปลอดประสพ

หากโลกนี้เป็นดังละคร ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาในสังคมไทย ตัวละครอันโดดเด่นที่มีบทบาทสำคัญบนเวทีแห่งวาทกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจำเป็นต้องนับเอา “ปลอดประสพ สุรัสวดี” เข้าไปด้วย

ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ คุณปลอดประสพนั้นเฉกเช่นเดียวกับชนชั้นนำคนอื่นๆ ที่ได้รับการปลูกฝังและมีโอกาสในการศึกษาในระดับสูง (จบปริญญาเอกนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยมานิโตบาในแคนาดา) และต่อมาได้รับราชการมีตำแหน่งระดับสูงเป็นผู้บริหารกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหลังจากนั้นก็โลดแล่นในเวทีการเมืองจากพรรคพลังประชาชนมาจนถึงพรรคเพื่อไทย

คุณปลอดประสพเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการคนแรกของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติโดยรับผิดชอบในแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวทางทะเลของไทยภายหลังภัยพิบัติคลื่นสึนามิ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.) ซึ่งไม่มีใครรู้มากนักว่าหน่วยงานที่ว่านี้ทำอะไร แย่างไรบ้าง และเป็นผู้ก่อตั้งเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีอันอื้อฉาว นอกเหนือจากเรื่องที่อื้อฉาวกว่าในการส่งออกเสือไปประเทศจีน

บทบาทหน้าที่ในส่วนที่เป็นหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในส่วนที่เป็น “การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม” ของคุณปลอดประสพเหล่านี้แหละที่สร้างสีสันให้กับวาทกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างถึงพริกถึงขิง

เมื่อคลุกคลีอยู่วงการสิ่งแวดล้อมฝ่ายประชาชนมานาน ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเผชิญกับคุณปลอดประสบ

ครั้งแรกเป็นช่วงที่ผมทำงานที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ (Wildlife Fund of Thailand) ในขณะที่ทำงานภาคสนามกรณีไฟไหม้พรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาสในปี พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นไฟไหม้ป่าพรุครั้งใหญ่ของประเทศไทย เกิดขึ้นในระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของปี 2541 ป่าพรุโต๊ะแดงเสียหายไปถึง 14,837 ไร่ ใช้ระยะเวลาเกือบสองเดือนและเสียงบประมาณไปจำนวนหลายล้านบาทกว่าที่จะควบคุมไฟเอาไว้ได้ ตอนนั้นคุณปลอดประสบดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมป่าไม้และพวกเราก็โต้แย้งกับปลอดประสพเรื่องแนวทางการจัดการป่าพรุอย่างยั่งยืน

เราทำรายงานภาคสนามเรื่องการจัดการพื้นที่ป่าพรุที่ผิดพลาดโดยเฉพาะเรื่องการดึงน้ำออกจากพรุจนทำให้ดินพรุแห้งกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ส่วนหนึ่งของป่าพรุที่เสียหายจากไฟโดยเฉพาะบริเวณรอบนอกก็บุกรุกกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ต้องขอกล่าวในที่นี้ว่าระบบนิเวศป่าพรุ(Peat Swamp Forest) ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยนั้นมีเหลืออยู่ไม่มาก และป่าพรุโต๊ะแดงนี้แหละที่โด่นเด่นเป็นสง่าที่สุด

ปลอดประสพเล่นการเมืองในปี พ.ศ.2550 เป็นช่วงนับถอยหลังการใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนรัฐบาลชุด”ขิงแก่” ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) แน่นอนว่าพรรคการเมืองต่างขับเคี่ยวหาเสียงกันแบบเอาเป็นเอาตายโดยเฉพาะ “นโยบายประชานิยมแบบลด แลก แจก แถม สะบัดช่อ” ซึ่งทุกพรรคการเมืองทั้งเก่าใหม่ ต่างหยิบยกมาเป็น “ไม้เด็ด” หวังพิชิตใจคนไทยให้เลือกพรรคเข้ามาบริหารประเทศ

ในฐานะตัวแทนของกรีนพีซ ผมเข้าสัมภาษณ์คุณปลอดประสพซึ่งลงเป็นผู้สมัคร สส. ระบบสัดส่วนและที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 (นอกเหนือจากพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา) นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น(ร่างโดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค) ระบุว่า “ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาลซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดและไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมตามมา ตลอดทั้งการจัดลำดับความสำคัญของการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ กรณีการสร้างมูลค่าเพิ่มจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอันก่อให้เกิดความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบหากนำมาใช้ ตลอดจนการสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านธุรกิจการสร้าง Brand การสร้างเครือข่ายการตลาดที่มีประสิทธิภาพ”

การสัมภาษณ์ปลอดประสพในครั้งนั้นทำให้ผมตระหนักดีกว่า บุคลิกภาพนี้แหละที่จะเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่โลดแล่นในเวทีปะทะประสานเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายข้างต้นซึ่งส่งผ่านจากพรรคพลังประชาชนมาสู่พรรคเพื่อไทยในที่สุด

ท่วงทำนองของคุณปลอดประสพที่เริ่มให้สัมภาษณ์โดยการชิงถามชื่อเสียงเรียงนามและพื้นฐานการศึกษาของผมและทีมงานที่เข้าร่วมการสัมภาษณ์ และหลังจากนั้นก็ยังบอกตรงๆ ว่า “ผมไม่ชอบเอ็นจีโอ และเอ็นจีโอก็ชอบด่าผม จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง คุณก็รู้นี่”

ความเก๋าของคุณปลอดประสพในการตอบคำถามซึ่งมีอยู่หลายครั้งจะพูดถึงประสบการณ์ ความเก่งกาจของตนเองจากการเป็นผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสำคัญ ทำให้เราหวั่นใจกับ “ปากเก่ง” ของคุณปลอดประสพอยู่ไม่น้อย แต่อาศัยความมุ่งมั่นของเรา การสัมภาษณ์ก็ดำเนินไปและจบลงด้วยดี

การสัมภาษณ์ ดร ปลอดประสพและตัวแทนของพรรคการเมืองหลักอีกสองสามพรรค ผมสรุปว่า แม้ว่าปากของพวกเขา(รวมถึงปลอดประสพ)จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฎิบัติแล้ว นโยบายเศรษฐกิจนั้นเป็นจุดหลักในการหาเสียง เมื่อมาถึงเรื่องตัวเลขการลงทุนและผลประโยชน์เศรษฐกิจซึ่งมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องการปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ซ้ำร้ายยังสามารถนำเอาโครงการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมาทำให้เป็นตัวเงินเข้ากระเป๋าตนเองได้อีกด้วย

เมื่อพิจารณาถึงอำนาจอิทธิพลของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ไม่เพียงแต่ครอบงำพรรคการเมืองไทย หากแต่ยังมีอิทธิพลเหนือรัฐ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดที่ได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่อาจดำเนินนโยบายหรือการปฎิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนดังกล่าวได้

ดังนั้น การให้สัมภาษณ์สื่อของคุณปลอดประสพที่ยืนยัน นั่งยันและนอนยันว่า ยังไงก็จะสร้างเขื่อนแม่วงศ์ให้ได้เพราะถ้าน้ำท่วม คนไทยและประเทศไทยอยู่ไม่ได้ นั้นจึงเป็นวาทะทางการเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อึ้ง ทึ่ง เสียวอย่างยิ่ง นอกจากเหนือจากเป็นวาทกรรมชั้นยอดที่ใช้ประเทศไทยเป็นตัวประกันและเป็นอีแอบอยู่ข้างหลัง “คนจน” (Hiding Behind the Poor) แล้วยังเป็นวาทะที่เรียกแขกได้อย่างยอดเยี่ยม กลายมาเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ล่าสุดที่เกิดจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เดินเท้าออกจากอุทธยานแห่งชาติแม่วงศ์

สังคมกำลังเฝ้ารอที่จะได้ยิน วาทะอึ้ง ทึ่ง เสียว ของจากปากคุณปลอดประสพอีกครั้งและเมื่อนั้นสถานการณ์อาจจะถึงจุดพลิกผันไปในจุดที่ตัวละครอันโดดเด่นที่ชื่อ “ปลอดประสพ” อาจตกจากเวทีปะทะประสานด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้ ใครจะรู้!

การละลายของชั้นน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติก-สถิติปี 2013

2013 Arctic Sea Ice Minimum

ข้อมูลที่ได้มาระหว่างปี 1978 – 2013
Color bar for 2013 Arctic Sea Ice Minimum

 

หลังจากฤดูร้อนที่หนาวเย็นผิดปกติในเขตซีกโลกด้านเหนือสุด พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกดูเหมือนจะมาถึงจุดต่ำสุดในวันที่ 13 กันยายน 2013 การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมโดย  the National Snow and Ice Data Center (NSIDC) แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งของทะเลอาร์กติกหดตัวลงเป็น 5.10 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 1.97 ล้านตารางไมล์

พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกในเดือนกันยายนปี  2013 นี้  มีขอบเขตมากกว่าสถิติที่บันทึกไว้ในช่วงปีที่ผ่านมา ในเดือนกันยายน  2012  พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกมีขอบเขตเพียง 3.41 ล้านตารางกิโลเมตร (1.32 ล้านตารางไมล์) ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำสุด(ของพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็ง)ที่มีการบันทึกข้อมูลโดยการสังเกตจากดาวเทียม

แม้ว่าการละลายของน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกในปี 2013 จะน้อยกว่าในปี 2012 แต่ก็ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดลำดับที่หก เท่าที่มีบันทึกข้อมูลโดยดาวเทียม การละลายของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกในปีนี้ยังคงเป็นไปตามแนวโน้มระยะยาวการละลายของน้ำแข็ง โดยมีอัตราการสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งราวร้อยละ  12 ต่อรอบสิบปีนับตั้งทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา และการละลายของน้ำแข็งเพิ่มมากขึ้นในอัตราเร่งหลังจากปี 2007 เป็นต้นมา

นาย Walt Meier นักธารน้ำแข็งวิทยาแห่ง NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า  “ผมได้คาดไว้แล้วว่าพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติกในปีนี้จะมากกว่าปีที่ผ่านมา เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นเมื่อการละลายของน้ำแข็งซึ่งทำให้ส่วนที่เป็นพื้นที่น้ำแข็งลดลงต่ำสุด ในข้อมูลดาวเทียมของเรา พื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกไม่เคยมีสถิติต่ำสุดที่เกิดต่อเนื่องกันปีต่อปีมาก่อน

แผนที่แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของน้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกในวันที่ 13 กันยายน 2013

ข้อมูลที่ได้มาระหว่างปี 1978 – 2013

 

ถึงแม้ว่าพื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกในเดือนกันยายน 2013 มีมากกว่าในปี 2012 แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นปรากฏการณ์ “global cooling” หรือการที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกนั้นกลับคืนมา กราฟด้านบนชี้ให้เห็นว่าพื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกนั้นลดลงปีต่อปีนับตั้งแต่ปี 1979 กราฟวัฐจักร(cycle plot) แสดงค่าเฉลี่ยของพื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ จากปี 1979 ถึง  2013

พื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกหดตัวและเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล พื้นที่จะขยายเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงฤดูหนาวโดยเพิ่มขึ้นสุงสุดในเดือนมีนาคม ส่วนการละลายนั้นก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยที่การละลายของน้ำแข็งทำให้พื้นที่น้ำแข็งลดลงต่ำสุดในเดือนกันยายน กราฟด้านล่างแสดงวัฐจักในคาบหนึ่งปี รวมถึงแนวโน้มระยะยาวและแนวโน้มในช่วง 2 ปีทีผ่่านมา

ข้อมูลที่ได้มาระหว่างปี 1978 – 2013

 

ในปี 2013 สภาพอากาศที่เย็นกว่าในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนทำให้ฤดูกาลของน้ำแข็งอาร์กติกเกิดขึ้นล่าช้าและการละลายนั้นมีน้อยลง อุณหภูมิที่เย็นกว่าราว 1 ถึง 3 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ย จากข้อมูลการสังเกตการณ์และการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองที่เรีกยว่า Modern Era Retrospective analysis for Research and Applications (MERRA). ฤดร้อนที่เย็นขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากพายุไซโคลนและระบบสภาพภูมิอากาศซึ่งนำเมฆมาปกคลุมและกันแสงแดดที่มำให้น้ำแข็งและน้ำมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น

พื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกในปัจจุบันนั้นบางลงเมื่อเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม การวัดโดยใช้คลื่นโซนาและข้อมูลที่รวบรวมจาก NASA’s Operation IceBridge ระบุว่า ความหนาของน้ำแข็งนั้นน้อยกว่าถึงร้อนละ 50 เมื่อเทียบกับความหนาในช่วงทศวรรษก่อน โดยที่ความหนาเฉลี่ยจากเดิมซึ่งอยู่ที่ 3.8 เมตร ในปี  1980 กลายมาเป็นความหนาเฉลี่ยที่ 1.9 เมตร เมื่อไม่นานมานี้

มหาสมุทรอาร์กติกเคยปกคลุมด้วยน้ำแข็งหลายชั้น น้ำแข็งชั้นที่อยู่รอดพ้นจากการละลายมาได้อย่างน้อยที่สุดในช่วง  2 ฤดูร้อน โดยทั่วไปจะมีความหนาราว 3 ถึง 4 เมตร ชั้นน้ำแข็งเก่าเหล่านี้ลดลงในอัตราที่เร็วกว่าชั้นน้ำแข็งใหม่

Joey Comiso นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่ง NASA Goddard และผู้เขียนหลักในเรื่องการสังเกตน้ำแข็งในรายงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ IPCC (the Intergovernmental Panel on Climate Change) กล่าวว่า “ชั้นนำแข็งที่บางกว่าจะละลายในอัตราที่เร็วกว่าชั้นน้ำแข็งที่หนากว่า ดังนั้นถ้าความหนาของชั้นน้ำแข็งในอาร์กติกลดลง พื้นที่ของน้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกก็จะลดลงด้วย ในอัตราที่มีการทำการสังเกตการณ์นี้ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนภายในศตวรรษนี้”

Further Reading

  1. NASA Earth Observatory World of Change: Arctic Sea Ice.
  2. National Snow and Ice Data Center (2013, September 20) Arctic sea ice reaches lowest extent for 2013. Accessed September 20, 2013.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen, using data from the Advanced Microwave Scanning Radiometer 2(AMSR2) sensor on the Global Change Observation Mission 1st-Water (GCOM-W1) satellite. Sea ice line plot and cycle graph by Robert Simmon, NASA Earth Observatory, based on NSIDC data. Caption by Maria-José Viñas, NASA Earth Science News Team, and Mike Carlowicz, NASA Earth Observatory.

หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัท(ฉบับยกร่าง)

ทำไมต้องยกร่าง “หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัท”

เพราะมาบตาพุดเป็น “แดนมลพิษ” ของบรรดาบรรษัทอุตสาหกรรมทั้งหลาย

เพราะมาบตาพุดมีโครงการ “CSR” บรรษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากถึงมากที่สุด (อาจจะมากที่สุดในโลก)

เพราะมาบตาพุดมีสถิติอุบัติภัยทางอุตสาหกรรมเคมีมากที่สุดในประเทศไทย

ฯลฯ

หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัทประกอบด้วยมาตรการที่รอบคอบและรัดกุมที่จะรับประกันได้ว่าบรรษัททั้งหลายจะดำเนินการในลักษณะต้องตรงตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาริโอข้อ 13 (ความรับผิด) ข้อ 14 (มาตรฐานต่างระดับ) ข้อ 15 (หลักการป้องกันไว้ก่อน) และข้อ 16 (หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ) รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสวัสดิการสาธารณะและต้องไม่ปัดภาระนี้ไปให้ประชาชน

ผลประโยชน์และกำไรของบรรษัทถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางธุรกิจโดยละเลยความรับผิดทางสาธารณะ ดังนั้น การผลักดันไปสู่การพัฒนายั่งยืนในปัจจุบันจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะทำให้บรรษัทมีความรับผิดชอบ เปิดเผยข้อมูล และชดเชยความเสียหาย ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่ว่านี้เพื่อเป็นหลักประกันมิให้บรรษัทบิดพริ้วต่อสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนการติดตามผลการรายงาน และตรวจสอบพฤติกรรมความรับผิดชอบของบรรษัท เครื่องมือที่ว่านี้มีองค์ประกอบต่างๆ เช่น ค่าชดเชยความเสียหาย การฟื้นฟู สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน

ความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทเป็นประเด็นร่วมของกลุ่มที่ทำงานรณรงค์ในด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และแรงงาน อาชญากรรมของบรรษัทที่กระทำผ่านการดำเนินกิจกรรมทางอุตสาหกรรมอันหลากหลายในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น เคมีภัณฑ์ ป่าไม้ น้ำมัน เหมืองแร่ พันธุวิศวกรรม และประมง เป็นต้น ยิ่งชี้ชัดถึงความจำเป็นที่จะต้องควบคุม การติดตามและการเปิดเผยกิจกรรมต่างๆ ของบรรษัทในระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ที่ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทมี 8 ข้อด้วยกัน

1) นำหลักการริโอ ข้อ 13 มาปฏิบัติ
รัฐมีพันธะกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการให้มีการนำเอากลไกที่ใช้บังคับทางกฎหมายในระดับสากลมาใช้และออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้มีการดำเนินการตามหลักการข้อ 13 ในปฏิญญาริโอ เพื่อให้มีการชดใช้และชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษและความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม

2) ขยายภาระชดใช้ของบรรษัทแห่งชาติและบริษัทข้ามชาติ
บรรษัทแห่งชาติและข้ามชาติต้องถือเป็นภาระที่ต้องชดใช้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตัดสินว่ามีความผิดสำหรับ บางกรณีหรือทุกกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากกิจกรรมของบรรษัทซึ่งเป็นผลให้สิ่งแวดล้อมหรือทรัพย์สินเสียหายหรือทำให้บุคคลได้รับความเจ็บป่วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสถานที่ด้วย

บรรษัทแม่ บริษัทลูกและบริษัทในเครือที่อยู่ในท้องถิ่นมีภาระต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย บรรษัทต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นตลอดวงชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้น รัฐต้องดำเนินการให้มีการชดใช้เป็นรายบุคคลโดยผู้อำนวยการหรือเจ้าหน้าที่ของบรรษัทที่ปฏิบัติงานหรือละเลยการปฏิบัติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่มีความบกพร่องในบริษัทลูกด้วย

3) บรรษัทแห่งชาติและบริษัทข้ามชาติต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการละเมิดกฎหมายภายในประเทศ
รัฐต้องประกันว่าบรรษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินที่เสียหาย ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมที่มากกว่าข้อกำหนดภายในประเทศ และค่าเสียหายอันเกิดกับสภาวะโลกด้วย เช่น ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทร การชดใช้ต้องรวมถึงการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพเดิม

4) ปกป้องสิทธิมนุษยชน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่จำกัดสิทธิของสังคมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รัฐต้องคุ้มครองสิทธิของสังคมและสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะในด้านสิทธิที่จะมีชีวิต สิทธิที่จะทำงานในสถานที่ที่ปลอดภัย สิทธิที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลและได้รับค่าชดเชยสำหรับการเจ็บป่วยและความเสียหายที่เกิดขึ้น

สิทธิในการรับรู้ข้อมูล และสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ส่งเสริมสิทธิดัง กล่าว บรรษัทต้องเคารพและสนับสนุนสิทธิเหล่านี้ รัฐต้องประกันว่าบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายจะปฏิบัติตามหลักการสิทธิพื้นฐาน เหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล และดำเนินการให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย

5) ดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและสิทธิการรับรู้
รัฐต้องกำหนดให้บรรษัทต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยทิ้งของเสียสู่สิ่งแวดล้อมจากสถานประกอบการ รวมทั้งองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ต่อสาธารณะเป็นประจำ

ความลับทางการค้าต้องไม่อยู่เหนือผลประโยชน์ที่สาธารณะจะได้รับจากการรับรู้ ถึงอันตรายและภาระผูกพันต่างๆ ที่พ่วงมาด้วยกับผลผลิตของบรรษัท ไม่ว่าจะในรูปของมลพิษของผลพลอยได้หรือตัวผลิตภัณฑ์เอง เมื่อใดที่ผลิตภัณฑ์นั้นเข้าสู่ตลาดสาธารณะ เมื่อนั้นจะต้องไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของสาธารณะโดยอ้างถึงความลับทางการค้า ความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทต้องดำเนินการผ่านการรายงานการจัดการทางสิ่งแวดล้อม (รายงานผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม) อันเกิดจากกิจกรรมของบรรษัทที่มีความชัดเจน ครอบคลุมและเปิดเผยต่อสาธารณชน

4) ยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด
รัฐต้องรับประกันว่าบรรษัทจะยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดเพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐานของสังคมและมนุษยชน รวมทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามปฏิญญาริโอข้อ 14

รัฐต้องไม่อนุญาตให้บรรษัทใช้มาตรฐานการดำเนินงานและความปลอดภัย ขั้นต่ำสุดในสถานที่ที่การป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังอ่อนแอ

5) หลีกเลี่ยงไม่ให้บรรษัทแห่งชาติและข้ามชาติมีอิทธิพลมากล้นเหนือธรรมาภิบาล
รัฐต้องประสานความร่วมมือเพื่อต่อต้านการให้สินบนในทุกรูปแบบ ส่งเสริมการให้การอุดหนุนทางการเงินที่โปร่งใส และกำจัดอิทธิพลของบรรษัทออกไปจากนโยบายสาธารณะซึ่งมักใช้วิธีการบริจาคใน การเลือกตั้ง และ/หรือการเจรจาต่อรองที่ไม่โปร่งใส

6) ปกป้องอธิปไตยทางอาหาร
รัฐต้องประกันว่ารัฐแต่ละแห่งและประชาชนในรัฐนั้นๆ มีอธิปไตยในแหล่งอาหารของตน โดยการออกกฎหมายและมาตรการเพื่อป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพจากมลพิษทางพันธุกรรมอันเนื่องมาจากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม และป้องกันการจดสิทธิบัตรทรัพยากรทางพันธุกรรมโดยบรรษัท

7) ดำเนินหลักการป้องกันไว้ก่อนและมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม
รัฐต้องนำเอาหลักการป้องกันไว้ก่อนเข้าไปอยู่ในกฎหมายของประเทศและระหว่างประเทศ เมื่อมีอันตรายคุกคามสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอย่างรุนแรงหรือไม่อาจเยียวยาให้ เหมือนเดิมได้จากกิจกรรม การดำเนินการหรือผลิตภัณฑ์ของบรรษัท

รัฐต้องบังคับให้บรรษัทนั้นนำเอาหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้ก่อนที่ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบต่อสุขภาพจะเกิดขึ้น ข้อโต้แย้งทางวิทยาศาตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือความไม่แน่นอนทั้งหลายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการนำทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ามาใช้ รัฐบาลต้องบังคับบรรษัททำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ประชาชน มีส่วนร่วมในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

8) ส่งเสริมการพัฒนาที่สะอาดและยั่งยืน
รัฐต้องส่งเสริมการพัฒนาที่สะอาดและยั่งยืน และต้องออกกฎหมายเพื่อยกเลิกการใช้ การทิ้งและการระบายสารอันตรายและก๊าซเรือนกระจกและแหล่งมลพิษอื่นๆ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

4 ปีมอนทารา และข้อเท็จจริงในสื่อต่างประเทศ

ที่มา http://thaipublica.org/2013/09/montara-oil-spill/

หลายๆ คนคงลืม เหตุการณ์น้ำมันรั่วนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลียที่มอนทารา ไป แล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งจะครบรอบ 4 ปี ไปเมื่อไม่นานมานี้ นายธารา บัวคำศรี จากกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Greenpeace Southeast Asia) ได้กล่าวในงานเวทีสาธารณะ “คำถามที่ ปตท. ต้องตอบก่อนที่ความจริงจะหายไปพร้อมกับคราบน้ำมัน” นายธาราได้นำเสนอเรื่องราวและข้อเท็จจริงที่เป็นผลงานระดับโลกของบริษัท ปตท.สผ. ออสตราเลเซีย (PTTEPAA) บริษัทลูกของ ปตท.สผ ในประเทศออสเตรเลีย โดยดูเหมือนทุกวันนี้เรื่องราวจะเงียบหายไปนานแล้ว และข้อเท็จจริงทั้งหมดกลับปรากฏในสื่อน้อยไทยน้อยมาก

น้ำมันรั่ว มอนทารา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 เกิดเหตุการณ์การระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขึ้นที่แหล่งขุด เจาะน้ำมันมอนทารา นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือประเทศออสเตรเลียออกไป 250 กม. ในเขตน่านน้ำของเครือจักรภพออสเตรเลีย โดยเจ้าของแท่นขุดเจาะดังกล่าวเป็นของบริษัท ปตท.สผ. ออสตราเลเซีย (PTTEPAA) บริษัทลูกของ ปตท.สผ. ที่ไปดำเนินงานในต่างประเทศ เป็นเหตุให้มีน้ำมันดิบและก๊าซรั่วไหลออกมาในทะเลเป็นจำนวนมาก โดยร้อยละ 70 ของการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสท (Condensate) ของประเทศออสเตรเลียมาจากเขตมหาสมุทรแถบนี้ทั้งหมดซึ่งยังเป็นเขตทะเลที่ยัง อุดมสมบูรณ์

มอนทารา-1

มอนทารา

บริษัท PTTEPAA ได้ส่งผ่านบทบาทการทำความสะอาดคราบน้ำมันให้หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลของ ออสเตรเลีย (the Australian Maritime Safety Authority: AMSA) จัดการตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ด้วยวิธีการล้อมคราบน้ำมันและดูดกลับรวมถึงฉีดสารเคมี (ยกเว้นการเผาที่ไม่ได้ทำ) โดยใช้เวลาในการระงับเหตุทั้งหมด 74 วัน มีน้ำมันดิบรั่วไหลออกมาเฉลี่ยวันละประมาณ 400 บาร์เรลต่อวัน รวมแล้วประมาณ 4 ล้านลิตร คราบน้ำมันที่แพร่กระจายไปในทะเลกินพื้นที่ถึง 90,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 1 ใน 3 ของอ่าวไทย นับว่าเป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งที่เลวร้ายที่สุดของประเทศออสเตรเลีย

ภาพ13ภาพ14

รายงานของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง (The Montara Inquiry Commission’s Report) ได้นำเสนอต่อสาธารณะในเดือนพฤศจิกายน 2553 ซึ่งในรายงานระบุว่า “การที่บริษัท PTTEP ติดตั้งแนวกั้นในบ่อน้ำมันเพื่อป้องกันการรั่วไหลเพิ่มเติมนั้นดำเนินการ อย่างไม่เพียงพอ และยังไม่ได้ติดตั้งแนวกั้นอันที่สองที่จำเป็นต้องทำอีกด้วย” นอกจากนี้รัฐมนตรีคนหนึ่งของออสเตรเลียที่เกี่ยวข้องยังออกมาแสดงความคิด เห็นว่า “หาก PTTEP ซึ่งดำเนินการแทนขุดเจาะมอนทาราและรัฐบาลท้องถิ่นนอร์ทเทอร์นเทอริทอรี (Northern Territory) ทำงานของตนอย่างเหมาะสม การระเบิดและรั่วไหลของน้ำมันออกสู่ทะเลติมอร์อย่างมหาศาลนี้จะไม่เกิดขึ้น”

สำหรับค่าเสียหายที่ PTTEP ต้องรับผิดชอบนั้น จนถึงตอนนี้บริษัทได้มีการชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วกว่า 9.7 พันล้านบาท (ไม่รวมที่สามารถเคลมประกันได้) ซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงรายละเอียดของกฎหมายว่าด้วยการรับผิด ชอบค่าใช้จ่าย เนื่องจากอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหาย อันเกิดจากมลพิษน้ำมัน ค.ศ. 1969 (CLC) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ ความเสียหายอันเนื่องมาจากมลพิษน้ำมัน ค.ศ. 1971 จะชดเชยค่าเสียหายที่เกิดจากน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมันเท่านั้น ไม่รวมถึงการรั่วไหลจากแท่นขุดเจาะ ซึ่งกรณีดังกล่าว AMSA ที่ได้เข้ามาจัดการกับคราบน้ำมันไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเสียหายจากกองทุน อนุสัญญาระหว่างประเทศได้ แต่อย่างไรก็ดี PTTEP ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระนี้อยู่ดี

กรณีประเทศอินโดนีเซียและติมอร์ตะวันออกที่อาจจะได้รับผลกระทบบ้างไม่มาก ก็น้อยนั้น ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับ PTTEP ได้จนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากประเทศทั้งสองไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอจะเอาผิดได้ ประกอบกับแผนที่กระแสน้ำทางทะเลที่ PTTEP นำมาใช้อ้างอิงถึงทิศทางของกระแสน้ำในเขตมหาสมุทรบริเวณนั้นที่ไม่พัดเข้าไป ในเขตน่านน้ำของทั้งสองประเทศ จนเมื่อเหตุการณ์ผ่านมา 4 ปีแล้วก็ดูเหมือนเรื่องนี้จะลอยนวลไปอย่างเงียบๆ

ภาพที่23

โดยนับตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ที่มอนทารา PTTEP ก็ยังคงได้รับการอนุญาตและมีบทบาทในการลงทุนทำธุรกิจดำเนินการสำรวจและขุด เจาะก๊าซและน้ำมันต่อไป รวมถึงการเจาะหลุมใหม่เพิ่มในทะเลติมอร์คือแหล่ง Cash and Maple gas fields สำหรับโครงการ LNG มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโกของบริษัท BP ในปี 2553 ซึ่งมีขนาดของความเสียหายมากกว่าเหตุการณ์ที่มอนทารามาก นำไปสู่ข้อถกเถียงในระดับโลก เนื่องจากกิจการปิโตรเลียมเป็นอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงควรมีโครงสร้างการกำกับดูแลในทางสากล แม้ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ดีและโครงสร้างระดับชาติเกี่ยวกับการเดินเรือ สากลและการประมงโลกจะมีอยู่บ้าง แต่ไม่มีข้อตกลงสากลที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมเลย แม้จะมีหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดูจะใกล้เคียงในการจัดการกับเรื่องนี้ ที่สุดคือ the International Maritime Organization (IMO) แต่ข้อกำหนดของหน่วยงานดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งอยู่ดี ถ้าจะย้อนกลับไปในปี 1977 the Comite Maritime International (CMI) ได้ริเริ่มให้มีการร่างอนุสัญญา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปิโตรเลียมได้ทำการเจรจาหว่านล้อมเพื่อต่อต้านการร่างอนุสัญญาและ การทำงานเพื่อร่างอนุสัญญาก็สิ้นสุดลง

เหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นคงจะเป็นอุทาหรณ์ให้เกิดความ ร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างกลไกความร่วมมือในการป้องกันเหตุการณ์ใน ลักษณะดังกล่าวนี้และสามารถเอาผิดกับผู้ก่อเหตุได้ โดยเพียงไม่กี่ปีหลักจากเกิดเหตุที่มอนทารา บริษัท PTTGC ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือของ ปตท. อีกแห่งหนึ่งก็ได้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกในประเทศไทยเพียงแต่ไม่ รุนแรงเท่า แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนกันคือความผิดพลาดที่มาจากความประมาทและอุปกรณ์ที่ไม่ ได้มาตรฐาน รวมถึงกฎหมายข้อบังคับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่ดูเหมือนจะไม่สามารถ เอาผิดบริษัทน้ำมันได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

EHIA?

แต่ไหนแต่ไรมา ถึงแม้ว่าภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนจะมีเรื่องถกเถียงมากบ้างน้อยบ้าง รับได้บ้างไม่ได้บ้าง ในเรื่องของการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA) ซึ่งต่อมาได้ผนวกประเด็นด้านสุขภาพเข้าไปกลายเป็น EHIA แต่อย่างน้อยที่สุด สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. ก็ไม่เคยตกต่ำถึงขั้นสาหัสเช่นนี้

ดูง่าย ๆ จากคำพูดของนายสันติ บุญประดับ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ออกมารับหนังสือหนังสือคัดค้านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ว่า

“เราทำรายงานเพื่อบอกว่า ดีหรือไม่ดีเท่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี”

(แ-่ง ตอบได้ทุเรศดีมาก)

ฉะนั้นไม่แปลก ที่เราจะได้ยินชื่อเรียก “EHIA” ใหม่ว่า “อีเ-ี้ย”

ถือเป็นคำไม่สุภาพอย่างมาก แต่ก็สอดคล้องกับเกียรติภูมิที่ตกต่ำของ สผ. ได้เป็นอย่างดี

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเรียนรู้ “หลักการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม” จากตำราคลาสสิกของอาจารย์ ดร. นาท ตัณฑวิรุฬห์ ปรมาจารย์ผู้วางรากฐานด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ของประเทศไทย ผมจำได้ว่าตำราเล่มนี้ (ซึ่งผมเก็บไว้ในลังเก็บหนังสือและตอนนี้ยังหาไม่เจอ อาจสูญหายไประหว่างการเดินทาง) เขียนถึง Earth Summit ครั้งแรกของโลกที่จัดขึ้น ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดนในปี 2515 (UN Conference on the Human Environment 1972) ตำราเล่มนี้ยังพูดถึงเครื่องมือที่นำมาใช้ในการตัดสินใจว่าจะดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นั่นคือ Cost-Benefit  Analysis กล่าวง่าย ๆ คือถ้าได้ไม่คุ้มเสีย ก็มีความจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่

และถ้าจะกล่าวให้ชัดลงไป นี่คือพื้นฐานของ “หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precuationary Principle)” ซึ่งบรรจุอยู่เป็นสาระสำคัญของอนุสัญญาและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหลายฉบับที่กล่าวไว้ว่า “กิจกรรมที่มีโอกาสจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศจะต้องมีการจำกัดหรือห้าม ดำเนินการ ถึงแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นสาเหตุดังกล่าวก็ตาม เนื่องจากหากรอให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนเทคนิคการวิเคราะห์พัฒนาที่จะ ทำให้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้ว ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอาจจะสายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ หลักการนี้จึงให้โอกาสในการควบคุมกิจกรรมที่มีความเสี่ยงอย่างเนิ่นๆ”

ตามหลักทางวิชาการแล้ว การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมามากที่สุด แต่เป็นเพราะว่าโครงการพัฒนาทั้งหลายนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับผลประโยชน์ทางการเมือง

เมื่อการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจของโครงสร้างส่วนบนในสังคม และเมื่อผู้ที่ถือหลักวิชาได้เข้าอิงแอบกับการเมืองซึ่งถือเอาเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นใหญ่ผนวกกับ “อำนาจเงิน” เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนึ่งของศูนย์กลางความขัดแย้งทางสิ่งแวดล้อมสืบเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปีในสังคมไทย

ความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงค่อย ๆ หมดไป

คุณศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้สัมภาษณ์ได้ชัดเจนในประเด็น EHIA เขื่อนแม่วงศ์ว่า “วิชาการถูกใช้ไปหมดแล้ว สมองถูกใช้ไปหมดแล้ว และที่นี่ (หมายถึงที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)ก็ไม่มีสมอง เราจึงต้องใช้เท้าเพื่อให้ข้อมูลและระดมพลังจากสาธารณะชน”

การที่คุณศศิน เฉลิมลาภและนักอนุรักษ์หลายท่านเดินเท้าจากแม่วงศ์เข้ากรุงเทพฯ ณ เวลานี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการแสดงออกต่อสังคมไทย ว่ากระบวนการจัดทำ EHIA ไม่ว่าจะเป็นโครงการเขื่อน หรือโครงการพลังงานขนาดใหญ่ เช่น ถ่านหิน เป็นต้นนั้น หมดความชอบธรรมและเสื่อมไปพร้อมๆ กับเกียรติภูมิที่มีอยู่ของหน่วยงานที่พอจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้บ้างในอดีตที่ผ่านมา

และน่าเป็นจุดหนึ่งแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ในเวลาอีกไม่นาน