อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกปี 2556 อันดับ 7 ของปีที่ร้อนที่สุด

temperature_gis_2013การวิเคราะห์อุณหภูมิผิวโลกโดยนักวิทยาศาสตร์แห่งองค์การนาซาพบว่า ปี 2556 จัดอยู่ในอันดับเจ็ดของปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่คริสทศวรรษ 1880 เป็นต้นมา (เชื่อมโยงกับ พ.ศ. 2549 และ 2552) ปีที่ร้อนที่สุดทั้ง 10 อันดับ มีอยู่ 9 อันดับเกิดขึ้นนับตั้งแต่พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา โดยที่ พ.ศ. 2553 และ 2548 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุด นักวิทยาศาสตร์ที่ประจำอยู่ ณ Goddard Institute for Space Studies (GISS) ของนาซา รายงานว่า พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมานี้เป็นยังเป็นความต่อเนื่องของแนวโน้มระยะยาวของอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นผิวแผ่นดินและมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้น

แผนที่โลกด้านบนสุดแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวโลกใน พ.ศ. 2556 แผนที่ดังกล่าวมิได้แสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงขึ้นหรือลดลงอย่างไรเทื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีฐาน (ค.ศ. 1951 ถึง 1980) ทีมงานของ GISS นำข้อมูลจากสถานีอุตุนิยมวิทยาราว 6,300 แห่งทั่วโลก หอสังเกตการณ์บนเรือและเครื่องมือบนดาวเทียมที่วัดอุณหภูมิพื้นผิวทะเล รวมถึงเครื่องมือวัดของสถานีวิจัยในแอนตาร์กติก มาทำการวิเคราะห์ ข้อมูลเพิ่มเติมว่างานวิเคราะห์ดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ World of Change: Global Temperatures.

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2556 อยู่ที่ 14.6° เซลเซียส (58.3° ฟาเรนไฮต์) ซึ่งมีร้อนขึ้น 0.6°C (1.1°F) กว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปีฐานกลางศตวรรษที่ 20 การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอยู่ที่ 0.8°C (1.4°F) นับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1880 การจัดลำดับปีที่ร้อนที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับการนำเข้าข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์

GISS climatologist Gavin Schmidt นักสภาพภูมิอากาศวิทยาแห่ง GISS กล่าวว่า “แนวโน้มระยะยาวในอุณหภูมิผิวโลกนั้นไม่ปกติ และ พ.ศ. 2556 ได้ตอกย้ำถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดำเนินสืบเนื่องไป ในขณะที่แต่ละปีหรือแต่ละฤดูกาลนั้นมีผลโดยตรงจากเหตุการณ์สภาพอากาศที่มีแบบแผนไม่แน่นอน การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามตรวจสอบระยะยาวอย่างต่อเนื่อง”

แบบแผนสภาพอากาศและวัฐจักรธรรมชาติอื่น ๆ เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของอุณหภูมิเฉลี่ยปีต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับภูมิภาคหรือในระดับท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ทั่วทั้งโลกประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นอย่างสังเกตได้ในปี 2556 ที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์ของ GISS ภาคพื้นสหรัฐอเมริกานั้นปี 2013 เป็นปีที่ร้อนอันดับที่ 42 ในทางตรงกันข้ามปี 2013 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในออสเตรเลียเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา (hottest year in Australia’s recorded history)

ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางพื้นที่ในแต่ละปี ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องออกสู่ชั้นบรรยากาศนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว (rise in global temperatures) แต่ละปีปฎิทินนั้นไม่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าในปีก่อนหน้านี้เสมอไป จากอัตราการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่า แต่ทศวรรษจะร้อนขึ้นมากกว่าทศวรรษก่อนหน้า ดังแผนที่แสดงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเป็นรายทศวรรษ

temperature_gis_2013_trend

กราฟด้านล่างแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวนั้นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเหตุการณ์เอลนีโญและลานีญา (El Niño and La Niña) จะฉุดให้อุณหภูมิลดลงหรือเพิ่มขึ้นในปีใดปีหนึ่ง แถบสีส้มแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกในปีที่มี  El Niño ส่วนแถบสีแดงแสดงแนวโน้มระยะยาว (จัดแบ่งปีตาม NOAA Oceanic Niño Index.) แถบสีฟ้าแสดงปีที่มี La Niña และเส้นสีฟ้าแสดงแนวโน้ม ปีที่มีความสมดุลระหว่าง El Niño/La Niña เป็นแถบสีเทา และเส้นสีดำแสดงแนวโน้มอุณหภูมิโดยรวมนับตั้งแต่ปี  1950

temperature_gis_2013_graph

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกปัจจุบันมีระดับสูงกว่าห้วงเวลาใดในอดีตแปดแสนปีที่ผ่านมา ในปี 1880 เป็นปีแรกที่ GISS ทำการวิเคราะห์ข้อมูล ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกอยู่ที่ 285 ส่วนในล้านส่วน (parts per million) และในปี 2013 มีระดับเพิ่มขึ้นเป็น 400 ส่วนในล้านส่วน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ช่วยกักเก็บสะสมความร้อนในบรรยากาศโลกและมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมการเปลี่ยนแปลงระบบสภาพภูมิอากาศของโลก แหล่งกำเนิดของคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมาจากการเกิดขึ้นในธรรมชาติและจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

Related Reading

NASA Earth Observatory (2012) World of Change: Global Temperatures.
NASA Goddard Institute for Space Studies GISS Surface Temperature Analysis (GISTEMP).
NASA Earth Observatory (2011, January 14) Different Records, Same Warming Trend.
NASA Earth Observatory (2007, November 5) Earth’s Temperature Tracker.
NASA Earth Observatory (2010, June 3) Global Warming.
NASA Earth Observatory (2013, March 26) Arctic Amplification.
NASA Earth Observatory (2013, September 27) Global Patterns of Carbon Dioxide.
NASA Earth Observatory (2011, June 16) The Carbon Cycle.
NASA images by Gavin Schmidt and Robert Simmon, based on data from the NASA Goddard Institute for Space Studies. Caption by Mike Carlowicz and Michael Cabbage.

ลอนดอนแอะเรย์ (London Array) – ฟาร์มกังหันลมปากแม่น้ำเทมส์

thames_oli_2013118_widethames_oli_2013118ราว 20 กิโลเมตร (12 ไมล์) จากชายฝั่งเคนส์และแอสเสกของอังกฤษ ฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกเริ่มทำงานรับกระแสลมทะเล ลอนดอนแอะเรย์ (London Array) ชื่อของฟาร์มกังหันลมที่ตั้งอยู่ในชะวากทะเล ที่ซึ่งแม่น้ำเทมส์มาบรรจบกับทะเลเหนือ นั้นสามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 630 เมกะวัตต์ (MW) เพียงพอที่จะป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับบ้านเรือนกว่า 500,000 หลังได้อย่างสบาย

ฟาร์มกังหันลมเดินเครื่องทำงานเต็มที่ในวันที่ 8 เมษายน 2556 และอีก 20 วันหลังจากนั้นเครื่องมือ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 บันทึกภาพนี้ไว้ ภาพถ่ายดาวเทียมภาพที่สองเป็นภาพระยะใกล้ของพื้นที่ฟาร์มกังหันลมซึ่งอยู่ในบริเวณกรอบสีขาวของภาพแรก จุดสีขาวในภาพที่ 2 คือแนวกังหันลม มีเรือวิ่งไปมาในยริเวณดังกล่าวสองสามลำ พื้นผิวน้ำทะเลเจือด้วยตะกอนสีขุ่นที่เกิดจากการไหลชะล้างผิวดินโดยแม่น้ำเทมส์

ปัจจุบันลอนดอนแอะเรย์ (London Array) ประกอบด้วยกังหันลม 175 ตัว วางตามแนวทิศทางลมตะวันตกเฉียงใต้ ฟาร์มกังหันลมกระจายตัวในพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร (40 ตารางไมล์) กังหันแต่ละตัวตั้งห่างกัน 650 ถึง 1,200 เมตร (2,100 ถึง 3,900 ฟุต) และมีความสูง 147 เมตร (482 ฟุต) กังหันแต่ละตัวเชื่อมเข้ากัยสาบเคเบิลใต้พื้นทะเลและส่งกระไฟฟ้าไปยังสถานีย่อยนอกชายฝั่งและเชื่อมกับสถานีไฟฟ้าบนชายฝั่งที่คลีฟฮิลล์

การขยายโครงการในบริเวณแรมส์เกต(Ramsgate) จะทำให้ ลอนดอนแอะเรย์ (London Array) เพิ่มพื้นที่เป็น 245 ตารางกิโลเมตร (95 ตารางไมล์) ฟาร์มกังหันลมตั้งอยู่บนสันทรายธรรมชาติสองแห่งที่มีระดับน้ำลึก 25 เมตร (80 ฟุต) พื้นที่นี้ถูกเลือกเนื่องจากอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าบนชายฝั่งและอยู่นอกจากเส้นทางการเดินเรือระหว่างแม่น้ำเทมส์กับทะเลเหนือ

เจ้าของฟาร์มกังหันลมนี้ระบุว่า ลอนดอนแอะเรย์ (London Array) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 900,000 ตัน เท่ากับการปล่อยก๊าซจากรถยนต์ 300,000 คัน ส่วนผู้ไม่เห็นด้วยกังวลว่า โครงการขยายกังหันลมเพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดการลดจำนวนประชากรของนก red-throated divers และนกสายพันธุ์อื่นๆ ลง

References

  1. BBC News (2013, July 4) Thames Estuary wind farm opened by David Cameron. Accessed January 20, 2014.
  2. The Engineer (2013, November 19) Your questions answered: The London Array. Accessed January 20, 2014.
  3. The Guardian (2013, July 4) World’s largest offshore windfarm opens in Thames Estuary. Accessed January 20, 2014.
  4. London Array Limited Key Facts: London Array location. Accessed January 20, 2014.
  5. The Telegraph (2013, July 5) Winds of change blowing through UK energy as world’s biggest offshore wind farm opens. Accessed January 20, 2014.
  6. Wikipedia London Array. Accessed January 20, 2014.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen and Robert Simmon, using Landsat data from the U.S. Geological Survey. Caption by Michael Carlowicz.

ความน่าจะเป็นของการเกิดเอลนีโญมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น

El Nino 2014มีรายงานทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับออกมาคาดการณ์ว่าปี 2557 นี้ น่าจะมีความถี่ของเอลนีโญ (El Nino) แบบสุดขั้วเกิดถี่มากขึ้นและเข้มข้นรุนแรงขึ้นเป็นสองเท่าภายใต้สถานการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ยังคงสูงขึ้น (ดูจากความน่าจะเป็นของการเพิ่มขึ้นแท่งสีแดงในกราฟ)

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ผ่านมาในอดีต (เช่น ค.ศ. 1997/98) ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในอินโดนีเซีย พูดแบบง่ายๆ และโง่ๆ ก็คือ “อากาศร้อนบรรลัยอาจจะมาหลังจากความหนาวเย็นหายไปในกรณีของบ้านเรา”

สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศเกษตร (ฉิบหายเลย ชาวนายังไม่ได้เงินจากการขายข้าว!) พายุหมุนเขตร้อนก็น่าจะดุเดือดขึ้น (ชุมชนชายฝั่งทะเลอาจต้องรับไปเต็มๆ) ความแห้งแล้ง (โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน ที่จะสร้างเขื่อน ฝาย แม่น้ำใหม่อาจไว้ใช้เก็บลมแทนก็แล้วกันเด้อ คุณปลอด…

Extreme ElNinoประวัติศาสตร์บันทึกไว้ครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญกับเอลนีโญแบบสุดขั้ว ผลกระทบที่เลวร้ายจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้ง

แต่ไม่ต้องเชื่อการคาดการณ์เหล่านี้ก็ได้ครับ แต่เราควรเตรียมตัวไว้บ้างก็ดี