ทำให้ทุกวันเป็นวันคุ้มครองโลก

วันคุ้มครองโลกก่อรูปขึ้นในสหรัฐอเมริกาจากปี พ.ศ. 2505 แต่กว่าจะเป็นกระแสธารของความสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมจากวิกฤตที่เป็นอยู่ของสังคมอเมริกันในขณะนั้น และกลายเป็นจุดกำเนิดของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ก็อีกเกือบทศวรรษถัดมาคือในปี 2512 เมื่อสมาชิกวุฒิสภาเกย์ลอร์ด เนลสัน ผลักดันให้มีการชุมนุมประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศขึ้น ชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคนออกมาบนท้องถนนและในพื้นที่สาธารณะเพื่อร่วมรณรงค์ปกป้องสิ่งแวดล้อมในวันที่ 22 เมษายน 2513 มีการตั้งองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่ง สหรัฐอเมริกา(United State Environmental Protection Agency หรือ USEPA) นำไปสู่การออกกฎหมายอากาศสะอาด นำ้สะอาดและกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและ พรรณพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Clean Air Act, Clean Water Act และ Endanger Species Act)

นับจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนจากกว่า 190 ประเทศทุกมุมโลก ร่วมกันลงมือปฏิบัติการในวันคุ้มครองโลก ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเล็กๆ เช่น การปลูกดูแลต้นไม้ การทำความสะอาดพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษในชุมชน และโน้มน้าวใจให้นักการเมืองมาใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

วันคุ้มครองโลก(Earth Day)ในแต่ละปีมีหัวข้อของการเฉลิมฉลอง ในปี 2557 นี้ ทั่วโลกจะร่วมกันรณรงค์ประเด็นสิ่งแวดล้อมแห่งยุคสมัยที่ท้าทายอย่างยิ่ง นั่นคือ “เมืองสีเขียว(Green Cities)” จากรายงานของ UN Habitat ในปี 2555 อัตราส่วนของประชากรทั่วโลกที่อาศัยในเขตเมือง มีสูงกว่าประชากรในเขตชนบทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ในขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศประจักษ์ชัดเจนและสุดขั้วมากขึ้น ความจำเป็นในการสร้างชุมชนที่ยั่งยืนก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา หากเรามีการลงทุนที่ชาญฉลาดในเทคโนโลยีที่ยั่งยืน มีนโยบายสาธารณะคำนึงถึงอนาคตและพลเมืองที่ตระหนักและตื่นรู้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงเมืองที่เราอาศัยอยู่และปั้นแต่งอนาคตที่เราต้องการได้

กลุ่ม Earth Day Network เปิดแคมเปญเมืองสีเขียวในช่วงปลายปี 2556 เพื่อช่วยเมืองทั่วโลกให้มีความยั่งยืนมากขึ้นและลดรอยเท้าคาร์บอนของเมือง โดยเน้นไปที่สามส่วน คือ อาคารและสิ่งก่อสร้าง พลังงาน และการขนส่ง การณรงค์มุ่งสนับสนุนให้เมืองต่างๆ เร่งเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่สะอาดขึ้น ประชากรมีสุขภาวะที่ดีขึ้น และเศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืนมากขึ้นโดยการปรับปรุงประสิทธิภาพ การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน และการปฎิรูปกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แคมเปญนี้จะยาวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2558

ปลายปี 2549 กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในมหานคร 40 แห่งทั่วโลกที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเมืองใหญ่ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ(C40 Cities Climate Leadership Group) มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่สะอาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ด้านการจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึงการยกคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง

หลายปีผ่านไป เมืองหลายเมืองขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างน่าสนใจ เช่น กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กจะเป็นเมืองแรกของโลกที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในสภาพสมดุล (Carbon Neutral) ภายในปี 2568 โดยการเน้นการปรับปรุงยกระดับประสิทธิภาพอาคารและตึกรามบ้านช่องที่มีส่วนในการปล่อยถึงร้อยละ 75 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งประเทศ

เมืองโบโกตาของโคลัมเบียมีสร้างระบบโครงข่ายรถโดยสารด่วนพิเศษ(Bus Rapid Transit-BRT) 87 กิโลเมตร ที่รองรับผู้โดยสาร 1.5 ล้านคนต่อวันนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 350,000 ตันต่อปี ถือเป็นระบบขนส่งมวลชนแรกๆ ของโลกที่ได้เครดิตคาร์บอนภายใต้พิธีสารเกียวโต และขณะนี้มีโครงการนำร่องเพื่อยกระดับรถไฟฟ้าและรถไฮบริดให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งมวลชน ในขณะที่เม็กซิโกซิตี้สามารถเปลี่ยนจากเมืองที่มีมลพิษทางอากาศเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งในโลกโดยดำเนินโครงการ ProAire คือเอารถยนต์ออกจากท้องถนนเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ การใช้จักรยานร่วมกันและการเพิ่มทางเดินเท้า 

หลังจากพายุเฮอร์ริเคนแซนดี้เข้าทำลายเมือง ผู้บริหารมหานครนิวยอร์กวางแนวทางให้เมืองมีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติโดยยกระดับประสิทธิภาพโครงการข่ายสายส่งไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชน ระบบอาคาร ระบบการสื่อสาร และระบบน้ำและอาหาร ส่วนเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกได้ตั้งเป้าจัดการของเสียเหลือศูนย์ภายในปี 2563

จะว่าไปแล้ว มหานครกรุงเทพของเรามีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เมืองอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติ สิ่งที่เห็นขณะนี้คือเรายังมุ่ง “สร้างภาพลักษณ์” ว่าเป็นเมืองที่ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล มากกว่าที่จะลงมือให้สัมฤทธิผลและขยายเป็นปฏิบัติการที่ผู้คนในเมืองทำเป็นกิจวัตร

แม้ว่า เราจะมีบทเรียนจากโคตรมหาอุทกภัยปี 2554 ที่บอกเราว่า สังคมทันสมัยและเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเรานั้นเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้ แทนที่เราจะคิดไปข้างหน้า เรากลับถอยไปหยิบเอาวิธิการสำเร็จรูปมาใช้โดยเรียกชื่อสวยหรูว่า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่มีวงเงินกู้สูงนับ 3.5 แสนล้านบาท โดยฝันว่าจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งตั้งแต่ภาคเหนือลงมาจนถึงกรุงเทพฯ

พื้นที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ มีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ แต่แทนที่เราจะช่วยกันทำให้สัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรเพิ่มสูงขึ้นเฉกเช่นมหานครใหญ่หลายแห่งทั่วโลก เราพยายามที่จะเปลี่ยนพื้นที่ที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ที่มีคอนกรีตเต็มทุกตารางนิ้ว ตัวอย่างเช่น “มักกะสัน” ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวราว 700 ไร่ ที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทำหน้าที่เป็นปอดฟอกมลพิษจากการจราจรที่แออัดของกรุงเทพฯ เป็นแก้มลิงกลางเมืองหลวง และเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

อีกพื้นที่หนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ แต่เป็น “ปอด” ให้กับมหานครและพื้นที่โดยรอบคือ พื้นที่สีเขียวกระเพาะหมู หรือ พื้นที่สีเขียวบางกะเจ้า ใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีเนื้อที่ราว 11,819 ไร่  และ Time magazine ยกให้เป็น “โอเอซิสแห่งเมืองที่เยี่ยมที่สุดในเอเชีย(The best urban oasis of Asia)”ในปี 2549 ขณะนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงผังเมืองและการรุกคืบของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการขายจินตนาการรูปแบบการใช้ชีวิตสมัยใหญ่บนความเขียวและเสน่ห์ของ “บางกระเจ้า” ที่มาจากวิถีชาวสวนดั้งเดิมของชาวพระประแดงผสมผสานกับป่าชายเลนตามธรรมชาติพื้นที่สามน้ำ เค็ม-กร่อย-จืด

ในปี 2557 นี้ แม้จะไม่มีการรณรงค์ที่โดดเด่นในวันคุ้มครองโลกในประเทศไทยอันเนื่องมาจากเงื่อนไขหลายประการ แต่สิ่งที่พลเมืองผู้ตื่นรู้ได้ลงมือปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องนั้นก่อผลสะเทือนในระดับต่างๆ ปฏิบัติการหลายอย่างได้เชื่อมเมืองและส่วนที่เหลือของประเทศเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการหยุดเขื่อนแม่วงก์ที่โต้แย้งความไม่สมเหตุสมผลการจัดการทรัพยากรน้ำแบบรวมศูนย์ ปฏิบัติการว่าด้วย “ต้นไม้” ในเมืองและริมถนนของกลุ่มเราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ และกลุ่มบิ๊กทรี ปฏิบัติการว่าด้วย “ต้นไม้” ริมทางหลวงของคนรักเมืองน่านและเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพลเมืองผู้ตื่นรู้นับร้อยนับพันที่อาจอยู่บนอานจักรยาน ในศูนย์คัดแยกขยะหรือกำลังออกแบบนวัตกรรมใหม่เพื่อประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลังงาน ฯลฯ เพื่อช่วยกันดูแล “บ้านเมือง” ในวาระวันคุ้มครองโลกซึ่งแท้ที่จริงเราสามารถทำได้ทุกวัน

ปริมาณแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นที่กรุงเทพมหานคร

solar_insolation_lftsolar_insolation_rt

รังสีแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นโลกแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ รังสีตรง (Direct Radiation) และรังสีกระจาย (Diffuse Radiation) รังสีตรงจะส่องลงบนพื้นโลกโดยไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งกีดขวางใดๆ เราสังเกตได้ง่ายคือรังสีตรงจะทําให้เกิดเงาที่ชัดเจนเมื่อมีวัตถุบดบัง ส่วนรังสีกระจายจะกระเจิงจากการวิ่งชนกับวัตถบดบังต่างๆ เช่น เมฆ สารเคมีในชั้นบรรยากาศ

กราฟนี้แสดงปริมาณแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นที่โลกโดยเฉลี่ย (solar insolation) ในแต่ละเดือนของเมืองสี่เมืองในทวีปต่างๆ คือ กรุงเทพฯ บราซิเลีย ซีแอตเติล และทิมบักตู โดยเฉพาะเมืองทิมบักตู ซึ่งอยู่ใจกลางทะเลทรายซะฮารารับแสงแดดอย่างเหลือเฟือตลอดทั้งปี ในทางตรงกันข้ามกับเมืองซีแอตเติล ซึ้งมีปริมาณแสงแดดโดยเฉลี่ยราว 6 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตรต่อวันในช่วงฤดูร้อน และปริมาณจะลดลงอย่างมากในฤดูหนาว ส่วนปริมาณแสงแดดที่ส่องมายังกรุงเทพและบราซิเลีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่เหนือเสันศูนย์สูตรและใต้เส้นศูนย์สูตรตามลำดับนั้นจะแปรตามการปกคลุมของเมฆมากกว่าเป็นอิทธิพลของฤดูกาล การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลในพื้นที่ประกอบกันนี้ นักวางแผนสามารถใช้ข้อมูลภูมิประเทศและข้อมูลสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นทำการออกออแบบและจัดวางตำแหน่งของระบบพลังงานเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแม่นยำ

(ที่มา : กราฟโดย Robert Simmon จากข้อมูลของ SSE Project)

ไฟไหม้หลุมฝังกลบขยะ ด้านมืดของสังคมบริโภคยุคใหม่

ในแวดวงเรื่องสารพิษ โดยเฉพาะสารพิษอุตสาหกรรม มีคำว่า “ignorance is toxic” กล่าวคือสังคมบริโภคสมัยใหม่ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปกป้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสารพิษทั้งในทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าเราจะมีโครงสร้าง องค์กรและข้อกำหนดกฏเกณฑ์ที่นำมาใช้มากมายเพียงใด

 

Thick smoke engulfs a landfill site in Samut Prakan’s tambon Phraeksa. The fire started about noon on Sunday and was still smouldering yesterday. The photo was taken from a remote-controlled helicopter-mounted camera. SITHIKORN WONGWUDTHIANUN ขอบคุณภาพจาก Bangkokpost

 

เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะเนื้อที่ 150 ไร่ ในซอยแพรกษา 8 อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรปราการที่เกิดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจน

เหตุไฟไหม้บ่อขยะครั้งนี้ได้กลายเป็นหายนะ กลิ่นเหม็นและควันไฟทำให้ชาวบ้าน 3 ชุมชน 1,480 ครอบครัว อพยพออกจากพื้นที่ในตำบลแพรกษา เพราะหลังจากผ่านไป 30 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ แม้จะมีควาพยายามของเจ้าหน้าที่ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยในการทำให้เพลิงสงบลง  กลุ่มควันสีขาวยังลอยปกคลุมไปถึงย่านบางนาและศรีนครินทร์ และขณะนี้ชาวบ้านจำนวนมากขึ้นต้องอพยพหนีควันพิษ

กรมควบคุมมลพิษทำการตรวจวัดห่างจุดเกิดเหตุในรัศมี  200 เมตร พบว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อยู่ในเกณฑ์ทำให้เกิดพิษเฉียบพลัน การวัดโดยตรงที่กองขยะพบควันพิษสูงเกินมาตรฐานไปถึง 6 เท่าหรือ 175 พีพีเอ็ม หากสูดเข้าไปมากๆ จะวิงเวียน หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ถึงขั้นหมดสติ และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ควันพิษที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิดสารอินทรีย์ระเหย และสารไดออกซินฟิวแรนซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม เป็นสารก่อมะเร็ง

ส่วนในระยะที่ตรวจวัด 500 เมตร ห่างจากที่เกิดเหตุ มีค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ระดับ 5 – 8 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และในระยะที่ตรวจวัด 1 กิโลเมตร ห่างจากที่เกิดเหตุ มีค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ระดับ 2 – 4 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ซึ่งมีค่าสูงกว่าขีดจำกัดการรับสัมผัสสารเคมีแบบเฉียบพลันแบบร้ายแรง (AEGL-2) ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 0.75 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และอาจทำให้ประชาชนมีอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจ

ต่อมาได้มีการแจ้งเตือนประชาชนในการหลีกเลี่ยงการรับสัมผัสสารเคมีในบรรยากาศ เช่น การอพยพออกนอกพื้นที่ การสวมใส่หน้ากากป้องกันสารเคมี หรือ การใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำแทนหน้ากาก เป็นต้น ในพื้นที่รัศมี 1.5 กิโลเมตร ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุ (ม.แกลเลอรี่ ม.เนเจอร่า สุขุมวิท-แพรกษา ชุมชนบ้านสวัสดี ม.ศุภลัยวิลล์ และ ม.ปัญฐิญา แพรกษา ม.ทรัพย์ธานี)

ล่าสุดควันไฟพิษได้ครอบคลุมหลายพื้นที่กว้างไปถึงประเวศ บางนา สะพานสูง ลาดกระบัง คลองสามวา มีนบุรี และบึงกุ่ม

บ่อขยะเอกชนแห่งนี้มีชื่อนายกรมพล สมุทราสาคร เป็นผู้เช่าพื้นที่ 3 ปี แต่ใบอนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดระบุว่าใช้ทำโรงงานปุ๋ยเคมี  ซึ่งสัญญาเช่ายังอยู่ระหว่างปีที่ 2  ขัดแย้งกับข้อมูลที่ได้จาก นายก อบต.แพรกษา ที่บอกว่าชาวบ้านเอาขยะมาทิ้งเอง และไม่ได้อนุญาตเปิดบ่อขยะอย่างถูกต้อง หลังเพลิงสงบจะหาทางกำจัด และประกาศปิดบ่อทันที

ทว่า การเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ DSI พบข้อมูลที่น่าตกใจว่าไฟไหม้บ่อขยะที่แพรกษาเป็นกากอุตสาหกรรมที่ลักลอบมาจากนิคมอุตสาหกรรมบางปูนำขยะมาทิ้งไว้ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามจาก ดร.สุรพล ซามาตย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คำตอบในขั้นต้นคือ ยังไม่ทราบว่ามีกากอุตสาหกรรม เท่าที่ตนทราบคือเป็นขยะเทศบาล

ไฟจากหลุมฝังกลบ (Landfill fire) นั้นอยู่คู่กับสังคมมนุษย์สมัยมานับทศวรรษแล้ว มันเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน ไฟจากหลุมฝังกลบเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเกิดขึ้นจะมีการปล่อยสารพิษออกสู่อากาศ น้ำและดิน ที่สำคัญมีความเสี่ยงต่อนักผจญเพลิงและประชาชนโดยรอบที่สูดหายใจเอาสารพิษเข้าไป

ในสหรัฐอเมริกา การแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างหลุมฝังกลบขยะเทศบาล (Municipal Waste Landfill) หลุมฝังกลบขยะอุตสาหกรรม (Industrial Waste) ทำให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลอย่างองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (USEPA) สามารถระบปัญหาและติดตามตรวจสอบการเกิดไฟจากหลุมฝังกลบ อย่างน้อยก็ทันท่วงที

ข้อมูลในด้านองค์ประกอบของขยะ แหล่งที่มา จำนวนของหลุมฝังกลบแต่ละประเภท ตลอดจนนโยบาย ข้อบังคับ บทลงโทษ และมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการขยะและกากของเสีย ประกอบเข้ากับการมีบัญชีรายชื่อการปล่อยสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Toxic Release Inventory (หรือในระดับระหว่างประเทศที่ใช้ระบบ Pollutant Release and Transfer Register – PRTR) ที่สาธารณะชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลได้นั้น ได้เอื้อให้ USEPA บริการจัดการกับไฟจากหลุมฝังกลบอย่างค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

ถ้าระดับผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่กรมควบคุมมลพิษยังไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในหลุมฝังกลบขยะที่แพรกษา และต่อไปถ้ายังไม่สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่เพื่อลงโทษผู้ละเมิด เราก็เชื่อแน่ว่าภัยพิบัติครั้งนี้ (ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก) จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้น และนี่คือความละเลยของนโยบายสิ่งแวดล้อมโดยแท้