บราซิลในยามค่ำคืน

brazil_vir_20130804

ในวันที่ 12 มิถุนายน 2557 เทศกาลกีฬาที่มีคนดูมากที่สุดในโลกก็ได้เริ่มขึ้น ณ สนามกีฬา Arena Corinthians เมืองซานเปาโล โดยฟีฟ่า หรือ the Fédération Internationale de Football Association (FIFA) การแข่งบอลโลกประกอบด้วย 32 ทีม ที่ร่วมชิงชัยเข้ารอบสุดท้ายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2557 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา

บราซิลมีประชากรอยู่ราว 190 ล้านคน เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก (8.5 ล้านตารางกิโลเมตร) ดังที่แสดงในภาพถ่ายดาวเทียม ดินแดนบราซิลนั้นยาวกว่า 4,000 กิโลเมตรจากเหนือจรดใต้และจากตะวันออกสู่ตะวันตก เมืองริมชายฝั่งทะเล ซานเปาโล และริโเดอจาเนโร เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศ ในปี 2557 มี 12 เมืองของบราซิลที่ใช้เป็นสถานที่แข่งขันบอลโลก อันได้แก่ Brasília, Belo Horizonte, Manaus, Fortaleza, Cuiabá, Porto Alegre, Curitiba, Natal, Recife, Salvador, Rio de Janeiro และ São Paulo.

การแข่งขันฟุตบอลโลกจัดขึ้นมาทั้งหมด 20 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2473 โดยจัดขึ้น 4 ปีครั้ง โดยหยุดไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีมชาติบราซิลเข้ารอบสุดท้าย 7 ครั้ง ชนะ 5 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือในปี 2545

เครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP จับภาพในวันที่ 4 เดือนสิงหาคม 2556 ภาพถ่ายกลางคืนเป็นภาพในช่วง T “day-night band,” ซึ่งบันทึกแสงในช่วงความยาวคลื่นจากสีเขียวถึงใต้แดงและใช้วิธีการ  light intensification เพื่อตรวจจับและบันทึกแสงเรื่อๆ เครื่องมือบันทึกสามารถจับแสงที่อ่อนมากๆ เป็น 100,000 เท่าของเครื่องมือบันทึกแสงทั่วไป ทำให้เหมาะกับการบันทึกแสงของดวงจันทร์และแสงไฟของเมือง

brazil_vir_20130804_detail

Related Reading and Other Brazil Images

2014 FIFA World Cup Destination: Brazil. Accessed June 12, 2014.

NASA Earth Observatory (2012) Earth at Night 2012: The Black Marble.

NASA Earth Observatory (2012, December 9) City Lights of South America’s Atlantic Coast.

NASA Earth Observatory (2012, September 7) Meeting of the Waters (Manaus).

NASA Earth Observatory (2012, March 19) Parana River Floodplain, Brazil.

NASA Earth Observatory (2011, June 3) Barrier Islands off Brazil.

NASA Earth Observatory (2010, April 25) Brasilia, Brazil.

NASA Earth Observatory (2003, May 4) Sao Paolo, Brazil, at Night.

NASA image by Marit Jentoft-Nilsen and Robert Simmon, using VIIRS Day-Night Band datafrom the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Suomi NPP is the result of a partnership between NASA, the National Oceanic and Atmospheric Administration, and the Department of Defense. Caption by Mike Carlowicz.

สารเคมีรั่วที่บ้านฉาง โรงงานปิโตรเคมี IRPC ระเบิดที่เชิงเนิน และบททดสอบแรกของทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ในประเทศไทย

เหตุการณ์สารเคมีรั่วเป็นกลิ่นเหม็นรุนแรงทำให้ชุมชนในเขตอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ต้องอพยพออกจากพื้นที่ (ในวันที่ 7 และ 9 มิถุนายน 2557) และเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ภายใน บริษัท ผลิตปิโตรเคมี IRPC ที่ตั้งอยู่ ณ ตำบลเชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง กลายเป็นอุบัติภัยสารเคมีร้ายแรงที่ต้องจารึกลงในบัญชีรายชื่ออันยาวเหยียดของอุบัติภัยทางอุตสาหกรรมจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกหรืออีสเทอร์นซีบอร์ดอีกครั้งหนึ่ง

อุบัติภัยทางอุตสาหกรรมสองเหตุการณ์นี้มีความแตกต่างในแง่ที่ว่า ในเหตุการณ์แรก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือการนิคมอุตสาหกรรมยังไม่สามารถหาต้นตอของกลิ่นสารเคมีอันรุนแรงที่ทำให้ชาวบ้านและคนงานต้องล้มป่วยและจำต้องอพยพไปอยู่ที่ปลอดภัย ส่วนในเหตุการณ์หลัง เรารู้ชื่อและทำเลที่ตั้งของการเกิดอุบัติภัยจากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้

ความเหมือนกันของเหตุการณ์ทั้งสองคือ เราไม่ค่อยพบการรายงานข่าวในสื่อกระแสหลักมากนัก โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่บริษัทผลิตปิโตรเคมี IRPC นอกเหนือไปจากการชี้แจงของหน่วยงานและบริษัทถึงที่มาที่ไปของการเกิดเหตุและภาระรับผิด (liability) ที่ควรจะเป็นจากผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชนและการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม

แนวทางจัดการกับอุบัติภัยสารเคมีแนวทางหนึ่งที่กรีนพีซเรียกร้องคือให้มีการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ Pollutants Release and Transfer Register (PRTR) ในประเทศไทย โดยภาคประชาสังคม อย่างเช่น มูลนิธิบูรณะนิเวศ กำลังผลักดันให้เป็นกฎหมาย เพื่ออย่างน้อยที่สุด สังคมไทยน่าจะพอได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์อยู่บ้าง และเมื่อเร็วๆ นี้เอง กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะผู้เชี่ยวชาญจากองค์การความร่ว มมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) จัดให้มีโครงการนำร่องทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษในจังหวัดระยองเป็นแห่งแรกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลการจัดการมลพิษจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆสู่สาธารณชน ลดและแก้ไขปัญหาการปลดปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดประเภทโรงงานอุตสาหกรรม และเพื่อติดตามและประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินนโยบายลดและขจัดมลพิษจากแหล่งกำเนิดของหน่วยงานราชการ รวมทั้งการติดตามตรวจสอบมลพิษจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ

การดำเนินการให้มีทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษยังเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการจัดการสารเคมีและมลพิษทั้งในและระหว่างประเทศ อาทิเช่น แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) แผนปฏิบัติการที่ 21 (Agenda 21) อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants: POPs) ยุทธศาสตร์การดำเนินงานระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี (Strategic Approach to International Chemicals Management : SAICM)

และประเด็นสำคัญที่ควรจะกล่าวไว้ ณ ที่นี้คือ โครงการนำร่องนี้เป็นไปตามข้อเรียกร้องจากภาคประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ให้มีการนำ PRTR มาใช้เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหามลพิษในจังหวัดระยอง

เรามาดูกันว่าทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษทำงานอย่างไร

อันดับแรกเป็น URL ของทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษโดยคลิกที่ http://prtr.pcd.go.thหน้าแรกของเว็บไซต์ ประกอบด้วยเมนูต่างๆ ได้แก่ หน้าหลัก PRTR ประเทศไทย แหล่งกำเนิดมลพิษ รายงานปลดปล่อยมลพิษ แผนที่ PRTR ตลอดจนรายการสารเคมี 107 รายการ กำหนดขึ้นตามระเบียบ PRTR ให้โรงงานหรือสถานประกอบการต้องรายงานข้อมูลการปลดปล่อย

1

เราจะเข้าไปดูในส่วนของพื้นที่จังหวัดระยองที่เกิดอุบัติภัยนี้ขึ้นเป็นตัวอย่าง เมนูที่เป็นประโยชน์คือ แผนที่ PRTR (prtr.pcd.go.th/location.php) เมื่อคลิกเข้าไปจะแสดงหน้ารายงานการปลดปล่อยมลพิษโดยมีเมนูค้นหา 1) ปีที่เก็บข้อมูล 2) การปลดปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมดิน น้ำและอากาศ 3) การเคลื่อนย้ายมลพิษในรูปของของเสีย น้ำเสีย 4) รายการสารเคมี 107 รายการโดยเราต้องเลือกทีละรายการ และ 5) ทำเลที่ตั้ง (จังหวัดและอำเภอ)

เมื่อเราคลิกปุ่มค้นหา จะแสดงผลเป็นแผนที่ซึ่งจะระบุขอบเขตสีแดงแสดงพื้นที่ที่มีการรายงานการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ เมื่อคลิกลงไปบนจุดใดจุดหนึ่งในพื้นที่สีแดง ปริมาณรวมของมลพิษที่เราต้องการค้นหาก็จะแสดงให้เห็นโดยมีหน่วยเป็นกิโลกรัม โดยเราสามารถค้นหาปริมาณของสารเคมี 107 รายการได้ในพื้นที่ดังกล่าว

 

2

ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นถึงประโยชน์ของทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) หัวใจสำคัญของ PRTR คือสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แนวคิดในการจัดทำ PRTR เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ระเบิดและสารเคมีรั่วที่โรงงานยูเนียนคาร์ไบด์ที่เมืองโภปาล อินเดียใน พ.ศ. 2527 และสารเคมีรั่วไหลในรัฐเวสท์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา คนงานและชุมชนที่มีโรงงานตั้งอยู่ใกล้เคียงต่างเรียกร้องให้โรงงานมีการเปิดเผยข้อมูลการใช้สารเคมีอันตรายให้กับสาธารณชน

หลายประเทศทั่วโลกมีการออกกฎหมายและนำเอา PRTR ไปประยุกต์ใช้ ประโยชน์ของ PRTR เป็นที่ยอมรับทั้งจากหน่วยงานรัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน ในการเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม กำหนดแนวทางวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ การติดตามตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย การวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน การใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การลดการปล่อยมลพิษจากโรงงาน ความปลอดภัยด้านสารเคมีของผู้ประกอบการและคนงาน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหามลพิษร่วมกับหน่วยงานรัฐ การเข้าถึงข้อมูลการจัดการสารเคมีเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันตนเองจากมลพิษ เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับพนักงานดับเพลิง โรงพยาบาล ตำรวจ หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติภัยสารเคมี

ทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ PRTR ของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนนำร่องในระดับพื้นที่ ฐานข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถนำมาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ตามที่กล่าวมาข้างต้นได้ในขณะนี้ เราจึงไม่สามารถระบุหาต้นตอของแหล่งกำเนิดสารเคมีรั่วไหลส่งกลิ่นเหม็น ส่งผลกระทบต่อชุมชนในเขตอำเภอบ้านฉางได้ ในกรณีของการระเบิดในโรงงานปิโตรเคมี IRPC ข้อมูลที่อยู่บน PRTR ของประเทศเป็นข้อมูลในปี 2554 ซึ่งไม่สะท้อนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

3

เนื่องด้วยเป็นโครงการนำร่องในระดับพื้นที่ การรายงานมลพิษจึงเป็น “การสมัครใจ” ยังมิใช่ “การบังคับให้มีการรายงาน” ข้ออ้างประการสำคัญคือเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อบรรยากาศการลงทุนทางอุตสาหกรรม และ PRTR ไม่ใช่ยาที่แก้สารพันมลพิษ

แต่สังคมไทยเดินทางมาไกลแล้ว การพัฒนาทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษจากโครงการนำร่องในระดับพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ และสนับสนุนให้เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเป็นธรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีของคนทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษ เป็นเรื่องจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ผู้อำนาจปกครองประเทศทั้งหลายควรจะลงมือทำ มิใช่หรือ?