กราฟนี้บอกว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญจึงผิดพลาดในเรื่องสายลมและแสงแดด

เรียบเรียงจาก http://reneweconomy.com.au/2014/graph-of-the-day-why-experts-get-it-wrong-on-wind-and-solar-58816,  on 11 August 2014

graph-of-day-greenpeace-590x413

มีการกล่าวถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่หนึ่งในแบบแผนพฤติกรรมที่ชัดเจนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือ ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญที่ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อทำการประเมินการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่ต่ำเกินไปโดยสิ้นเชิง และให้ความน่าเชื่อถือกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป

ดังที่เราเห็นในออสเตรเลีย มันกลายเป็นการออกแรงที่มีราคาแพง ผลคือ การลงทุนที่ล้นเกินอย่างมหาศาลในเสาไฟฟ้าและสายส่ง และในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เรื่องราวแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นทั่วโลก

แล้วใครล่ะที่ทำการคาดประมาณได้ถูกต้อง กราฟนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกกล่าวหาว่าเพ้อฝัน นั้นทำการคาดการณ์ได้ใกล้เคียงที่สุด โดยเฉพาะการคาดการณ์ศักยภาพพลังงานลมและแสงแดด

กราฟได้แสดงให้เห็นด้วยตัวเอง กรีนพีซทำการคาดการณ์ได้ถูกต้องกว่าทบวงพลังงานระหว่างประเทศเยอะทีเดียว บางทียังมีกึ๋นมากกว่าพอที่จะบอกว่าโลกของเราจะมุ่งไปสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนบนพื้นฐานแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดได้อย่างไรอีกด้วย

ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเอาชนะไฟฟ้าจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและนิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกา

แปลจากบันทึกสั้นของ Phil Radford วันที่ 3 สิงหาคม 2557

image

ที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุดและเป็นความลับคือพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมชนะการแข่งขันเมื่อพูดถึงกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในสหรัฐอเมริกา

ตัวเลขใหม่ของคณะกรรมการกำกับกิจการของรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแล้ว กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ลดลงร้อยละ 58 ในเดือนมิถุนายน 2557 นี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

ประเด็นพาดหัวข่าว

การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินใหม่ที่เข้าระบบลดลง 100 เปอร์เซ็นต์

เราจะเห็นข่าวเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในสหรัฐอเมริกาพอๆ กับที่เราเห็นนิยายเรื่องถ่านหินสะอาดที่ไหนก็ได้ในโลก

ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยังมีค่าเป็นศูนย์อย่างไรอย่างนั้น

ถึงแม้ว่าปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากทุกแหล่งลดลง ในส่วนของไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ปี 2013 ไม่มีไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานนิวเคลียร์เข้าระบบเลย

ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมรวมกันเพิ่มมากกว่าไฟฟ้าจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและนิวเคลียร์รวมกัน

ผู้กังขาในเรื่องนี้ก็จะพูดว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์และถ่านหินในสหรัฐอเมริกายังมีมากกว่าไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม

แน่นอน นั่นคือเมื่อวานนี้ และ 50-100 กว่าปีที่แล้ว มันเป็นกำลังการผลิตติดตั้งของเมื่อวานนี้ แต่วันนี้ ในตลาดพลังงาน พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดขยายตัวขึ้น และเอาชนะเชื้อเพลิงฟอสซิลของเมื่อวานนี้อยู่ในขณะนี้

สถานภาพด้านการอนุรักษ์ของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

เรียบเรียงโดย ธารา บัวคำศรี

ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ซึ่งประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ตาพระยาและ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 29 เมื่อปี พ.ศ.2548 ที่เมืองเดอร์บัน แอฟริกาใต้ โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ ข้อที่ 10 นั่นคือ “เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก หรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ”

ในเอกสารที่เสนอให้ผืนป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติซึ่งลงนามโดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น (มกราคม 2547) ได้อธิบายถึงถนนสาย 304 ในฐานะภัยคุกคามจากการพัฒนาต่อความครบถ้วนสมบูรณ์ (integrity) ของผืนป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ว่า แต่เดิมก่อนที่จะมีการสร้างทางหลวงสายหลัก (2 ช่องทางจราจร) นั้น พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นเส้นทางอพยพตามธรรมชาติเชื่อมผืนป่าซีกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน และเน้นข้อเสนอให้มีแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศในช่วง กม. 27-29 และช่วง กม. 42-48 โดยมิได้ระบุถึงการขยายช่วงถนนเป็น 4 ช่องทางจราจรแต่ประการใด

การขยายทางหลวงหมายเลข 304 จาก 2 ช่องทางเป็น 4 ช่องทางจราจร เป็นที่รับรู้ในราวปี 2550 และตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการมรดกโลกร้องขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม” (Environmental Impact Assessment) ของโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 304 และการออกแบบแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่า (wildlife corridor) และจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อทำแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่า โดยเน้นย้ำข้อกังวลว่าโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 304 มีศักยภาพในการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นแก่ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ รวมทั้งสัตว์ป่าที่ตายตามท้องถนน (road kill) มีระดับเพิ่มขึ้น

ในรายงานสถานภาพด้านการอนุรักษ์ (State of Conservation) คณะกรรมการมรดกโลกและองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เน้นย้ำถึงแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ในระยะยาวและเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลไทยจะต้องระบุและเสนอแนวทางเชื่อมต่อระบบนิเวศที่ดีที่สุด บนหลักพื้นฐานทางนิเวศวิทยารวมถึงทางเลือกที่ได้พิจารณาตลอดจนข้อสรุปที่ชัดเจนของการขยายถนนที่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อ “คุณค่าสากลที่โดดเด่น” (Outstanding Universal Value) ของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

การที่ทางหลวง 304 นอกขอบเขตผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่มีการขยายเป็น 4 ช่องทางจราจรไปแล้วนั้น คณะกรรมการมรดกโลกและ IUCN แสดงความกังวลถึงการขยายถนนนอกผืนป่าโดยไม่ต้องดำเนินการบรรเทาผลกระทบที่เหมาะสมภายในผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่และไม่คำนึงถึงศักยภาพของผลกระทบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของการจราจรบนทุกส่วนของถนน และไม่มีการควบคุมความเร็วของยานพาหนะ

ในรายงานสถานภาพด้านการอนุรักษ์ปี 2556 ระบุว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่าและโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 304 (กิโลเมตร 26- 29) อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่คณะกรรมการมรดกโลกยังไม่ได้รับรายงานฉบับภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์ ในรายงานที่ได้รับกล่าวถึงทางเลือกของแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่า และระบุตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่ไม่ได้นำเสนอการประเมินทางเลือกที่แตกต่างกันและให้เพียงข้อมูลสรุปผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทางเลือกที่ต้องการและมาตรการลดผลกระทบในระหว่างขั้นตอนการก่อสร้างเท่านั้น

ข้อมูลไม่ได้นำเสนอข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบต่อคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value) ของผืนป่า หรือรวมถึงรายละเอียดทรัพยากรที่มีอยู่ในการดำเนินการมาตรการลดผลกระทบ นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบที่จะต้องดำเนินการ หลังจากขั้นตอนการก่อสร้าง IUCN พิจารณาว่าข้อมูลที่รัฐบาลไทยให้ไม่ได้มีรายละเอียดเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าการขยายทางหลวงหมายเลข 304 จะไม่เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสมบูรณ์ของผืนป่าและคุณค่าที่โดดเด่นระดับสากล

ต่อมาคณะทำงานของ IUCN ลงพื้นที่สำรวจผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่เมื่อวันที่ 13-17 มกราคม 2557 ขณะที่รัฐบาลไทยส่งรายงานสถานะด้านการอนุรักษ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 และให้ข้อมูลเพิ่มเติม ในเดือนเมษายน 2557 เพื่อนำเสนอความคืบหน้าของปัญหาการอนุรักษ์ที่ยกขึ้นมาโดยคณะกรรมการมรดกโลกในที่ประชุมครั้งก่อน รวมถึงมาตรการลดผลกระทบจากการขยายทางหลวงหมายเลข 304 เป็น 4 ช่องทางจราจรและการสร้างแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่ารวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (การปลูกป่า การทำโป่งเทียม ฝายชะลอน้ำและรั้ว) และการจำกัดความเร็วของยานพาหนะ รวมทั้งการดำเนินการตามแผนจัดการสิ่งแวดล้อมมีกำหนดจะเริ่มในปี 2558

การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของการขยายทางหลวงหมายเลข 304 จากกิโลเมตร 26-29 และ 42-57 ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ตั้งขึ้นใหม่โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช) ก็ได้อนุมัติรายงาน

แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีความคืบหน้าในการดำเนินงานและการวางแผนมาตรการลดผลกระทบจากการขยายทางหลวงหมายเลข 304 แต่คณะทำงาน IUCN ตั้งข้อสังเกตว่ามีแผนการเปิดถนน 3462 (จังหวัดสระแก้ว-น้ำตกปางสีดา มีระยะทาง 26 กิโลเมตร เดิมถนนเส้นนี้ไปทะลุถึงอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา) ใหม่อีกครั้ง รวมถึงแผนการขยายทางหลวงหมายเลข 348 (สายอรัญประเทศ-นางรองหรือถนนธนะวิถี เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกกับภาคอีสานตอนใต้) ซึ่งทั้งสองเส้นทางตัดข้ามผืนป่าฯ ทั้งสองแผนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะมีผลกระทบเชิงลบต่อ “คุณค่าที่โดดเด่นระดับสากล” ของผืนป่าฯ เป็นอย่างมาก  จึงแนะนำให้คณะกรรมการมรดกโลกเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้เปิดเส้นทางอีกครั้งหรือการขยายถนนใดๆ ข้ามผืนป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่

ล่าสุด รายงานสถานภาพด้านการอนุรักษ์ปี 2557 เสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกลงชื่อผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ใน “รายชื่อมรดกโลกที่อยู่ในอันตราย” อันเนื่องมาจากภัยคุกคามที่รุนแรงและเพิ่มขึ้นจากการลักลอบ ตัดไม้และการบุกรุกเข้าไปในเขตป่ารวมทั้งการขยายรีสอร์ทที่มีต่อ “คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล” ของผืนป่า ซึ่งตรงกับหลักเกณฑ์ในการลงชื่อผืนป่าฯ ใน “รายชื่อมรดกโลกที่อยู่ในอันตราย” (List of World Heritage in Danger) ตามย่อหน้า 180 ของคู่มือการดำเนินงาน (Operational Guidelines) ของแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ