Is Thailand Walking on Sunshine?

Commentary by Tara Buakamsri

————————————

There is some wonderful news in Thailand. We are going to go solar.

Earlier this month on January 5th, the National Reform Council (NRC), with an overwhelming 206 votes in favour, passed the resolution on a solar rooftop expansion scheme. Over the next 5 years, solar rooftop module will be installed for 500,000 households with a total installed capacity of 5,000 megawatts (MW). In the next 20 years, the plan seeks to double the total amount of installed capacity from 5,000 to 10,000 MW. This could very well represent a massive step forward for renewable energy in our country.

If the Thai government stays on track and continues to actively promote investment in the renewable energy industry, including solar PV module production, Thailand can look forward to a future as a green leader, and ASEAN’s champion in the area of renewable energy.

There are still logistical hurdles to the newly approved solar roof system though. The residential Feed-in Tariff (FiT) still needs to receive Cabinet approval this month. Even after this obstacle is overcome, the implementing agencies – the Metropolitan Electricity Authority (MEA), the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), the Provincial Electricity Authority (PEA), the Energy Ministry, and the Energy Regulatory Commission (ERC) – will need to work hard to make this plan a reality, and not a lifeless paper tiger. Some of them, like EGAT, have a history of supporting fossil fuels, and it is unclear if they will truly embrace renewables.

Moreover, the devil is in the details: information about applicable rates and system sizes in this new scheme has not yet been made public. Regulations and criteria for the scheme must be made public. There is also still no official confirmation that applicants will be able to register through a one-stop service.

It will also be crucial to see, in practice, who benefits from this new scheme, and to make sure that those people least able to pay are prioritized. Household users should likewise remain first priority, rather than big businesses like importers of the solar materials and operators. So far, all this remain to be seen. The scheme should further give rates that are attractive and fair to homeowners so that they can sell the leftover electricity to the authorities at a good price.

What the government has proposed is in essence a net metering scheme – but such schemes vary enormously from country to country. Some are far more generous with homeowners (which encourage solar ownership and development) whereas others are stingier with homeowners and actually benefit utilities. The former is what Thailand needs right now.

Lastly, for this scheme to create a solar movement in Thailand and serve as a tipping point, the geographic distribution of the solar panels will be important. Will they be spread nationwide and their impact diluted? Will they be concentrated in groups of highly visible communities to serve as a kind of living, concrete showcase for solar energy?

Energy Reform Committee Chairman Dr. Thongchat Hongladaromp and Chairman of the National Reform Council (NRC) subcommittee on renewable energy Alongkorn Ponlaboot, both spoke optimistically about this project, talking about its expansion in schools, factories and government offices after 10 years. But the real question must be, how can this scheme boost a true renewable energy revolution in Thailand?

This is a litmus test to see exactly how green our future will be. The next step for Thailand’s NRC is to ensure that a Renewable Energy Law is passed by the parliament this year. This is vital to ensure a proper, just, fair and sustainable supporting mechanism for clean, renewable energy development.

Analysts are also eagerly awaiting news to see if Thailand will be the first ASEAN nation to launch a green bank (as Germany did with the KfW Development Bank or Connecticut with the Clean Energy Finance and Investment Authority). A green bank would use limited public funds to attract private funds that together would promote low-cost, long-term financing support to renewable energy projects. In the end, every public baht supports many more bahts of private investment, for example, by guaranteeing certain rates of return to private investors.

So, while we welcome this progress towards renewable energy, we hope we will maintain these steps forward so Thailand can really lead the green development in Southeast Asia.

————————————

Tara Buakamsri is Thailand Country Director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

เหตุผลที่ราคาแผงโซลาร์ลดลงร้อยละ 40 ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี

มันกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่การประชุมอนาคตพลังงานโลกที่อาบูดาบี เซลแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น กังหันลม ไม่ได้แพงมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายๆ ส่วนของโลก และแท้ที่จริง มันถูกกว่าด้วยซ้ำ

ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรับรู้เรื่องนี้ ดร. Adaba Sultan Ahmed al Jabber รัฐมนตรีแห่งสหรัฐอาหรับอิมิเรต ได้กล่าวในพิธิเปิดการประชุมว่า ราคาของพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันกับแหล่งพลังงานแบบเดิม และจะไม่มีผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน

เขายังเห็นด้วยว่า นี่ถือเป็นโอกาสในการเรียกร้องให้มีการยกเลิกอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลในด้านราคา ซึ่งเขาเห็นว่ามันคิดเป็น 5 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนในปี 2513 ถ้าเรามีความกล้าหาญและโอกาสที่จะพูดว่า ใช่เราต้องคิดต่าง ก็สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ นี่คือสิ่งที่มาจากประเทศที่ผลิตน้ำมันเป็นอันดับแปดและมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับเจ็ดของโลก

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ องค์การพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ(IRENA)คาดการว่าต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์จะลดลงอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เน้นให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันกับพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หากรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้วล่ะก็พวกเขาจะเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดในเรื่องอนาคตด้านพลังงานของประเทศ

สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ACWE ซึ่งมีทรัพย์สินราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐ ได้สร้างสถิติโลกโดยได้ราคาเซลแสงอาทิตย์ที่ต่ำในการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดของโลก นาย Paddy Padmanathan ผู้อำนวยการบริหารของ ACWE บอกว่าราคาของเซลแสงอาทิตย์จะลดลงอีกราวหนึ่งในสามในปีที่จะมาถึง เขาคาดว่ากำลังการผลิตติดตั้งกว่า 140,000 กิกะวัตต์ที่จะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและใต้ อย่างน้อยที่สุดจะมีครึ่งหนึ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในทศวรรษที่จะมาถึง

การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับการคาดการณ์โดย Deutsche Bank ที่ระบุว่า ไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์จะไปถึงจุดที่ต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม โดยครองตลาดพลังงานร้อยละ 80 ภายในอีก 2 ข้างหน้า และประมาณว่าตุ้นทุนจะลดลงร้อยละ 40 ภายในสิ้นปี

รายละเอียดที่อธิบายถึงการคาดการณ์ของการวิเคระห์ของ Deutsche Bank analysts มีดังนี้

นาย Vishal Shah แห่ง Deutsche Bank’s กล่าวถึงต้นทุนอนาคตของระบบเซลแสงอาทิตย์ว่า ส่วนใหญ่เน้นไปที่ตลาดเซลแสงอาทิตย์บนหลังคา แต่บทเรียนต่างๆ ก็เช่นเดียวกันกับระดับของหน่วยงานด้านไฟฟ้า จะเห็นว่าระบบเซลแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับสายส่งจะเป็นระบบเซลแสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์ และถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในตลาดพลังงานที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีในการมาถึงของการติดตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์บนหลังคานั้นอยู่จุดที่คุ้มทุน

ราคาการผลิตในปัจจุบัน

ธนาคาร Deutsche ระบุว่า ต้นทุนรวมของระบบเซลแสงอาทิตย์ของบริษัทชั้นนำของจีนลดลงจาก 1.31 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2554 เป็น 0.50 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2557 อันเนื่องมาจากการลดลงของต้นทุนในกระบวนการผลิต การลดลงของราคาแผงเซลโพลีซิลิกอนและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการแปลงให้เป็นกระแสไฟฟ้า

นั่นแสดงถึงการลดลงราวร้อยละ 60 ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่าต้นทุนรวมจะลดลงอีกร้อยละ 30-40 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยการลดลงมากที่สุดจะมาจากภาคครัวเรือนอันเนื่องมาจากการปรับปรุงด้านขนาดและประสิทธิภาพในการทำงาน

จะเห็นจุดเด่นในเรื่องนี้ในตลาดเซลแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก – เยอรมนี “ปัจจุบัน ต้นทุนในเยอรมนีต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกามาก และต้นทุนการติดตั้งในเยอรมนีลดลงร้อยละ 40 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุการลดลงนั้นแตกต่างกันไปแต่ละประเทศ แต่เราเชื่อว่า ตัวอย่างของเยอรมนีจะยังคงเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าต้นทุนระบบโดยรวมยังไม่ไปถึงจุดที่มีต้นทุนต่ำสุดแม้กระทั่งในตลาดพลังงานที่อิ่มตัวแล้วก็ตาม”

การลดต้นทุนโดยรวมไม่ได้มาจากโพลีซิลิกอน เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปีก่อนหน้านี้ ต้นทุนที่ลดลงในอนาคตจะมาจากส่วนที่ไม่เกี่ยวแผงเซลแสงอาทิตย์

ราคาแผงเซลแสงอาทิตย์ลดลงเป็น 0.5 เหรียญต่อวัตต์

ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่า ในขณะที่การค้าและตลาด หรือการตกลงราคาต่ำสุดของแผงเซลแสงอาทิตย์ยังอาจไม่ชัดเจนในระยะอันใกล้นี้ ความไม่สมบูรณ์จองตลาดจะทำงานของมันในระยะยาวและราคาที่ชัดเจนจะไปถึง 0.5 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น บริษัท SunEdison ได้ตั้งเป้าให้ราคาอยู่ที่ 0.40 เหรียญต่อวัตต์ภายในปี 2559 และผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของจีนนั้นบรรลุเป้าหมายที่ราคา 0.50เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ไปแล้วในปี 2557 เมื่อพิจารณาว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่ปรับปรุงราคาในราว 1-2 เซนต์ต่อไตรมาส การปรับราคาน้อยกว่า 10 เซนต์ (เพื่อให้ถึง 0.40 เหรียญต่อวัตต์) ในช่วง 12 ไตรมาสนั้นแทบเรียกได้ว่าเป็นเรื่องพื้นๆ

ราคาอินเวอร์เตอร์และโครงก็ลดลงด้วย

โดยทั่วไปแล้วราคาอินเวอร์เตอร์จะลดลงราวร้อยละ 10-15 ต่อปี และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผู้ติตตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์รายใหญ่นั้นทำราคาได้แล้วที่ 0.25 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์หรือต่ำกว่านั้นในการทำข้อตกลงขนาดใหญ่ การลดลงของราคาส่วนประกอบระบบแผงเซลแสงอาทิตย์ การปรับปรุงอุปกรณ์รุ่นใหม่ และประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดกาประหยัดในด้านการผลิต