สหภาพยุโรปลงมือปฏิบัติการว่าด้วยการประมงผิดกฎหมาย: ประเทศไทยยังคงได้ใบเหลือง ส่วนเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์รอด

http://europa.eu/rapid/press-release_IP-15-4806_en.htm

ใบแถลงข่าวคณะกรรมาธิการยุโรป

สหภาพยุโรปลงมือปฏิบัติการว่าด้วยการประมงผิดกฎหมาย: ประเทศไทยยังคงได้ใบเหลือง ส่วนเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์รอด

วันนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปเตือนอย่างเป็นทางการกรณีที่ประเทศไทยขาดมาตราการที่เพียงพอในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงานและไม่มีการควบคุม (IUU)

การเตือนดังกล่าวเป็นผลมาจากการวิเคราะห์ทุกแง่มุมและพูดคุยปรึกษาหารือกับทางการไทยนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา คณะกรรมกาธิการยังได้ระบุถึงความไม่พยายามของทางการไทยในเรื่องของระบบการติดตาม การควบคุมและการห้ามในภาคการประมงและสรุปว่าประเทศไทยมิได้ทำเรื่องเหล่านี้อย่างเพียงพอ

Karmenu Vella กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเลและการประมงของสหภาพยุโรป กล่าวว่า “นโยบายที่เข้มงวดของอียูในเรื่องกิจกรรมที่เป็นอันตราย เช่น การประมงผิดกฎหมาย รวมเข้ากับศักยภาพในการลงมือทำของเรานั้นประสบผล ผมเรียกร้องให้ประเทศไทยร่วมกับสหภาพยุโรปเพื่อต่อกรกับความล้มเหลวของการประมงที่ยั่งยืนเพื่อปฏิบัติการอย่างแข็งขันต่อการประมงผิดกฎหมาย”

การตัดสินใจในวันนี้จะเริ่มเป็นขั้นตอนการสนทนาอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานรัฐของไทยเพื่อทำให้เกิดมาตรการที่ถูกต้องซึ่งมีความจำเป็น ประเทศไทยมีเวลา 6 เดือนในการดำเนินแผนปฏิบัติการที่ถูกที่ควร

หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น สหภาพยุโรปจะมีการห้ามการนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทย มาตรการดังกล่าวได้มีการใช้กับประเทศต่างๆ เช่น เบลิซ กินี กัมพูชา และศรีลังกา มีการห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศเบลิซในปีที่ผ่านมาแต่เนื่องด้วยความพยายามของทางการเบลิซ ได้มีการยกเลิกการห้ามนำเข้าในเวลาต่อมา

ในส่วนของข่าวดี คณะกรรมาธิาการยุโรปได้รับรองฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ที่ดำเนินการปฏิรูประบบกฎหมายที่เกี่ยวกับการประมง และประกอบกับมาตรากรในการจัดการกับการประมงผิดกฎหมายที่ชัดเจน ดังนั้น จึงมีการยุติขั้นตอนการระบุในการให้ใบเหลืองกับเกาหลีใต้ในเดือนพฤศจิกายน 2556 และฟิลิปปินส์ในเดือนมิถุนายน 2557.

Karmenu Vella กล่าวว่า “โดยการใช้ให้น้ำหนักทางการตลาด สหภาพยุโรปเป็นผู้เล่นที่สำคัญ ทั้งเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์มีการกระทำที่รับผิดชอบ รับรองระบอบกฎหมายประทงที่เกี่ยวข้อง และเดินหน้าต่อต้านกับการประมงที่ผิดกฎหมายอย่างแข็งขัน

นับตั้งแต่ ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ได้รับการเตือน ทั้งสองประเทศมีการปฏิรูปกฎหมายและยกระดับธรรมาภิบาลด้านการประมง ระบบกฎหมายของทั้งสองประเทศสอดคล้องต้องกันกับกฎหมายประมงระหว่างประเทศ

ผลคือ คณะกรรมาธิการยุโรปยุติการอภิปรายอย่างเป็นทางการกับทางการเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ และหวังที่จะเห็นทั้งสองประเทศเป็นภาคีสำคัญในการจัดการประมงที่ยั่งยืนภายในกรอบองค์กรระดับโลกและระดับภูมิภาค

โรงไฟฟ้าขยะและไดออกซิน

ธารา บัวคำศรี – เขียน

โรงไฟฟ้าขยะกลับมาฮอตฮิตใหม่ด้วยวาระแห่งชาติที่ต้องการกำจัดขยะล้นเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามผิดๆ ว่า “ถ้าเราไม่ฝังกลบหรือเผาขยะ แล้วเราจะทำอย่างไร ?” การที่ผู้ตัดสินใจนโยบายตั้งคำถามผิด จึงเกิดทางตันสองอย่าง 1) โรงงานเผาขยะและ 2) หลุมฝังกลบ

นักธุรกิจรีไซเคิลคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “ เราต้องถามประเทศเราร่ำรวยหรือยากจน? เป็นหนี้เป็นสินเขาหรือเปล่า? เราเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปซื้อเครื่องมือราคาแพง ๆ มาเผาสิ่งของเหลือใช้ที่มีค่า แล้วปล่อยมลพิษให้คนไทยสูดดม ทรัพยากรเราไม่พออยู่แล้วกลับนำไปเผา นี่เรียกว่าเผาเงินกันเล่น ๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางการจัดการปัญหาที่ไปพ้นจากเทคโนโลยีเผาขยะ

โดยทั่วไป เราวัดมลพิษในอากาศ อาหารและน้ำ ดินหรือฝุ่นเพื่อชี้ให้เห็นระดับการปนเปื้อน แต่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพบนฐานข้อมูลเหล่านั้นมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าร่างกายแต่ละคนรับเอามลพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ร่ายแต่ละคนก็ดูดซึม กระจาย เผาผลาญและขับถ่ายของเสียแตกต่างกัน ผลกระทบด้านสุขภาพอาจเกิดจากการรับเอาสารพิษปริมาณน้อย ๆ เข้าไป กว่าจะเกิดโรคก็ใช้เวลานาน การวัดความเข้มข้นของมลพิษจากตัวชี้วัดทางชีวภาพในร่างกายคน (เลือด ปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อ) เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการบ่งชี้ถึงการรับเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค ปัจจุบัน

หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังอิงอยู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแบบเดิมซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ การที่โรงงานเผาขยะที่ดำเนินการที่ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ปล่อยไดออกซินหรือมลพิษชนิดอื่น ๆ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”

เราไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะไดออกซินอย่างเดียว ไดออกซิน เป็นหนึ่งในสารมลพิษจำนวนกว่าร้อยชนิดที่ปล่อยออกมาจากโรงงานเผาขยะ และมีหลายชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งในคน และค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญของผลกระทบด้านสุขภาพ รายงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานเผาขยะทั่วโลกได้ระบุสถานะขององค์ความรู้ที่สำคัญไว้ ตัวอย่างเช่น

1) โรงงานเผาขยะทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ทำให้เกิดไดออกซินและโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในดินและพืชผลทางการเกษตร

2) ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานเผาขยะ มักจะได้รับสารพิษผ่านทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่นั้นๆ

3) การลดไดออกซินในไอเสียที่ปล่อยมาจากปล่องควันทำให้ไดออกซินสะสมอยู่ในกากของเสียและเถ้าเพิ่มมากขึ้น

4) มีโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งในโลกที่มีการตรวจสอบการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่องหรือมีการตรวจสอบในขณะที่ดำเนินการตามปกติ

ความพยายามในการแยกขยะก่อนนำเข้าสู่เตาเผา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นและผูกขาดการจัดการขยะโดยกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการจัดการขยะโดยชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโรงงานเผาขยะควรที่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและโปร่งใสโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่งได้นำมาจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการเผาขยะ ขยะคือเชื้อเพลิงและบริษัทจำเป็นต้องได้กำไรจากธุรกิจของตน ปัจจุบัน เราใช้เงินภาษีของเราในการเผาขยะ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 10-20 ปี เราจะต้องนำเข้าเตาเผาใหม่ซึ่งราคาแพงมาแทนตัวเดิม เราจำเป็นมีพื้นที่ฝังกลบที่ปลอดภัยสำหรับเถ้าที่เป็นพิษ และเราจำเป็นต้องรับภาระในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบ นี่คือส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายราคาแพงที่ซ่อนเร้นอยู่

งบกลาโหมทั่วโลก 1.8 ล้านล้านเหรียญใช้ไปกับเรื่องผิดๆ

สรุปความจากบทความของ Jen Maman – Greenpeace International’s senior peace advisor based in Istanbul.

เด็กยากจนในประเทศยูกันดา หากพวกเขาฝันอยากจะอ่านออกเขียนได้ ค่าใช้จ่ายในการเรียนในโรงเรียนประถมที่นั่นอยู่ที่ 14 เหรียญสหรัฐ แต่ครอบครัวของเด็กยากจนหลายคนไม่มีทางหาเงินมาจ่าย

ข้อมูลวิเคราะห์ล่าสุดจาก Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ระบุว่า งบประมาณทางการทหารทั่วโลกคิดเป็น 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

งบประมาณที่มักเรียกกันว่า “งบกลาโหม” นี้ มีมากกว่างบประมาณด้านอื่นๆ ของรัฐบาลต่างๆ ทั้งที่ใช้เพื่อกิจการภายในและกิจการระหว่างประเทศ

ข้อมูลของกลุ่ม 5 Per Cent Campaign ชี้ให้เห็นว่า โดยเฉลี่ย ประเทศอุตสาหกรรมใช้งบกลาโหมมากเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านการศึกษา (ส่วนในสหรัฐอเมริกาจะเป็น 6 เท่า) ส่วนประเทศยากจนส่วนใหญ่และประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง สัดส่วนงบกลาโหมกับงบการศึกษาและสาธารณสุขนั้นมีมากกว่าหลายเท่าตัว ส่วนการค้าขายอาวุธให้กับประเทศในแอฟริกานั้นเพิ่มขึ้น 45% ตั้งแต่ ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา

ปัจจุบันยังมีเด็กอีก 58 ล้านคนทั่วโลกที่ไร้ซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ประมาณว่า ทั่วโลก เราใช้เงินราว 26 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้เท่ากับค่าใช้จ่ายในกิจกรรมทางการทหารทุก ๆ สัปดาห์โดยประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เมื่อเดือนตุลาคม 2556 เพนตากอนนำเสนอรายงานยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความเสี่ยงที่คืบคลานอยู่ใกล้ๆ และถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจของกระทรวงกลาโหมสหรัฐแบบวันต่อวัน

Chuck Hagel อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐและเป็นอดีตผู้ต่อต้านความคิดเรื่องโลกร้อน กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล สภาวะอากาศสุดขั้วจะขยายให้ปัญหาความไม่มั่นคงของโลก ความอดหยากหิวโหย ความยากจน และความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น”

ถึงกระนั้น งบประมาณด้านความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศยังคงหยุดอยู่กับที่ สหรัฐอเมริกาใช้เงิน 610 พันล้านเหรียญ ไปกับกิจการทหารในปี 2556 แม้ว่าจะลดลงไปราวร้อยละ 6.5 จากปี 2555 เนื่องจากการขาดงบดุล แต่ก็ยังมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับงบกลาโหมของจีน

เรือ Littoral Combat Ships ซึ่งเป็นเรือรบที่มีภารกิจหลักในการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นต่อเนื่องจากชายฝั่งถึงทะเลเปิด 4 ลำ เพียงพอที่จะใช้เป็นงบประมาณเพื่อพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงานของกระทรวงพลังงานของสหรัฐได้เป็นสองเท่า ถ้าปลดระวางระเบิด B-1 ที่ใช้ในยุคสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาก็จะประหยัดไปได้อีก 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และพอที่จะปรับปรุงบ้านเรือน 4.6 ล้านหลังเพื่อเพิ่มประประสิทธิภาพพลังงานไปอีกร้อยละ 20

เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณเสียใหม่ หยุดการใช้งบไปกับแผนการทำสงครามอันใหม่ รถถัง ระเบิด และเอาเงินภาษีประชาชนมาทำให้คนทั้งหลายมีชีวิตที่ดีและปลอดภัยขึ้น ใช้เงินเพื่อลงทุนด้านการศึกษาและการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานที่มีความเป็นธรรม