ปริศนาถ่านหิน : สถานะของถ่านหินในยุคเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของเยอรมนี 

สรุปจาก http://eu.boell.org/sites/default/files/german_coal_conundrum.pdf

เยอรมนีได้รับความสนใจจากประชาคมโลกในเรื่องนโยบายพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า Energiewende ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์ไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่เน้นการใช้พลังงานต่ำ นั้นกลายเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม จุดเน้นขณะนี้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องบทบาทของถ่านหินในเยอรมนี ในช่วงสองปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนทั้งในเยอรมนีและในประเทศต่างๆ กล่าวถึงอนาคตอันเรืองรองที่น่าจะเป็นของพลังงานจากถ่านหินและ “การกลับมาของถ่านหิน” ในเยอรมนี จากการตัดสินใจที่จะลดละเลิกการใช้พลังงานนิวเคลียร์ นักสังเกตการณ์ตั้งข้อสรุปว่า ลิกไนต์ที่มีการผลิตในประเทศจะเข้ามาอุดช่องว่าง จริงๆ แล้ว แถลงการณ์ของนักการเมืองเยอรมนีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมายังเสนอให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

คำถามคือ เยอรมนีกำลังสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เพื่อมาแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายสูงส่งด้านความเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมของประเทศหรือไม่อย่างไร? รายงาน German Coal Conundrum ค้นพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอยู่บนพื้นฐานของการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงปี 2012/13 (เนื่องมาจากฤดูหนาวอันยะเยือกและการส่งออกไฟฟ้าที่มีมากขึ้น) และวงรอบของโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ที่ป้อนไฟฟ้าเข้าระบบ

การพิจารณาในรายละเอียดเปิดเผยว่า ถ่านหินไม่ได้กลับมาในเยอรมนี โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เพิ่มเข้ามาเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2005-2007 โดยเป็นแนวโน้มโดยรวมของยุโรปที่เกิดจากราคาคาร์บอนที่ต่ำและมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เข้มงวดขึ้น

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในเยอรมนีไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับการลดละเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลังจากหายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะในปี 2011 ในทางตรงกันข้าม พลังงานหมุนเวียนมีบทบาทในการชดเชยไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ที่ปิดตัวลง ในช่วงที่มีการลดละเลิกนิวเคลียร์ (จนถึงปลายปี 2022) แนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินสืบเนื่องไป แม้ว่า ผลลัพธ์เฉพาะจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวอย่างแท้จริงของพลังงานหมุนเวียนและความต้องการใช้ไฟฟ้าในเยอรมนีและประเทศเพื่อนบ้าน

วิกฤตอยู่ที่ถ่านหิน โรงไฟฟ้าแบบเดิมใช้เป็น residual load ซึ่งหดตัวลงเรื่อยๆ คำว่า residual load เป็นศัพท์ที่จำเป็นในการทำความเข้าใจภาคพลังงานของเยอรมนี ดังคำอธิบายต่อไปนี้ หลังจากความต้องการไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน ไฟฟ้าที่ส่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินน้อยลงแม้ว่าจะมีอยู่มากแค่ไหนก็ตาม โรงไฟฟ้าถ่านหินมีชั่วโมงปฏิบัติการน้อยลง การที่มีไฟฟ้าเหลือในกำลังการผลิตติดตั้ง หน่วยงานด้านไฟฟ้าจึงยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เมื่อใดก็ตามที่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ลิกไนต์มีสถานะที่ปลอดภัยในช่วงที่มีการลดละเลิกนิวเคลียร์ เว้นแต่ว่า จะมีการเปลี่ยนนโยบาย พลังงานหมุนเวียนจะถูกทำให้ลดลงเล็กน้อยเพื่อให้มีไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ตามราคาเชื้อเพลิงใน Merit Order ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติถูกชดเชย ต่อมาเป็นถ่านหิน เยอรมนียังขาดนโยบายเฉพาะเพื่อลดการใช้ลิกไนต์และเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติ นอกจากเสียว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตลาดพลังงานในเยอรมนียังไม่นำไปสู่การลดการผลิตไฟฟ้าจากลิกไนต์จนถึงกลางทศวรรษ 2020

เยอรมนีสามารถลดการพึ่งพาถ่านหินได้ในไม่ช้า ผู้กำหนดนโยบายต้องดำเนินนโยบายเพื่อลดการพึ่งพาถ่านหินของเยอรมนีลงก่อนถึงกลางทศวรรษ 2020 อันดับแรกโดยการริเริ่มปฏิรูประบบการขายคาร์บอนของยุโรป ผู้กำหนดนโยบายของเยอรมนีควรพิจารณาภาษีคาร์บอนและดำเนินการกฎหมายปกป้องสภาพภูมิอากาศ เน้นไปที่ประสิทธิภาพ และใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิงเชื่อมโยงในช่วงการเปลี่ยนผ่าน สหภาพยุโรปไม่น่าจะมีฉันทามติในเรื่องนโยบายเหล่านี้อย่างแข็งขันในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้น เยอรมนีควรรวมพลังของสมาชิกสหภาพยุโรปที่จะผลักดันเรื่องนี้

การลดละเลิกการใช้ถ่านหินควรเน้นไปที่การยุบโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่สกปรกมากที่สุดในเยอรมนีออกไป สหรัฐอเมริกามีมาตราฐานการปล่อยมลพิษทางอากาศที่เข้มงวดกว่า หากต้องใช้มาตรฐานที่คล้ายกัน เยอรมนีก็จะเริ่มปิดผู้ปล่อยมลพิษและคาร์บอนรายใหญ่สุดได้ด้วย

โดยสรุป ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (energiewende) ไม่ได้ต้องการจะแก้ต่างข้อมูลที่กล่าวอ้าง แต่ต้องการทำความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องของการกลับมาของถ่านหิน ถึงแม้การพูดถึงเรื่อง การกลับมาของถ่านหินจะเกินจากข้อเท็จจริง แต่เยอรมนีเองไม่ได้ต้องการจะรีบเร่งในการทำให้รายงานที่ผิดพลาดดังกล่าวนั้นถูกต้อง การรับรู้ว่าการกลับมาของถ่านหินนั้นเกินจากข้อเท็จจริงช่วยเป็นแรงกดดันต่อผู้กำหนดนโยบายในการลดการใช้ถ่านหินลง

ประวัติศาสตร์ของผลกระทบจากไดออกซิน

พ.ศ. 2492 อุบัติเหตุที่โรงงานของบริษัทมอนซานโตในมลรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ทำให้คนงานสัมผัสกับไดออกซิน

พ.ศ. 2496  อุบัติเหตุที่โรงงาน BASF ใน (อดีต) เยอรมันตะวันออก ปล่อยไดออกซินออกมาสู่ชุมชนใกล้เคียง 2 แห่ง

พ.ศ. 2500  ไดออกซินถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยของคนงาน, อุบัติการณ์ของโรคบวมน้ำในไก่คร่าชีวิตไก่จำนวนล้านตัวในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา สาเหตุเกิดจากอาหารไก่ที่มีเพนตาคลอโรฟีนอลซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ.2505–2513  เอเจนต์ออเร้นจ์ (เรียกกันทั่วไปว่าฝนเหลือง) ถูกนำใช้เป็นจำนวนมากในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสงครามเวียดนาม

พ.ศ.2508 และ 2509 บริษัทดาว์เคมีคอลสนับสนุนเงินทุนเพื่อทดลองใช้ไดออกซินกับผิวของนักโทษที่เรือนจำ Holmesburg ในมลรัฐเพลซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2505-2510  การศึกษาอุบัติการณ์ของผลกระทบด้านพัฒนาการและภาวะเจริญพันธุ์ในนกกินปลามีถิ่นที่อยู่อาศัยในทะเลสาบใหญ่ทั้งห้าของทวีปอเมริกาเหนือ

พ.ศ. 2511 ประชาชนราว 1,800 คนในเมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่นบริโภคน้ำมันรำข้าวที่ปนเปื้อนไดออกซิน (โพลีคลอริเนเตดไบฟีนิล(PCBs) และไดเบนโซฟูราน) อุบัติการณ์เดียวกันนี้ยังคล้ายคลึงกับที่เกิดจีนในเมือง YU-Cheng ใต้หวัน (2522) ซึ่งเป็นหลักฐานที่เห็นได้ของผลกระทบของไดออกซินที่มีต่อมนุษย์

พ.ศ.2511 สหรัฐอเมริกายุติปฏิบัติการณ์โปรยฝนเหลืองในเวียดนาม

พ.ศ. 2513 กากน้ำมันที่ปนเปื้อนไดออกซินถูกใช้เพื่อควบคุมฝุ่นบนถนนใน Times Beachs,มลรัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา มีการอพยพชาวเมืองในปี พ.ศ.2526 หลังจากน้ำท่วมพัดพาไดออกซินกระจายไปทั่วชุมชน, มีการพบว่าไดออกซินเป็นสาเหตุของการเกิดที่ผิดปกติในหนู

พ.ศ.2515–2519 มีการนำเสนอและพัฒนาทฤษฎีความเป็นพิษจากไดออกซินของสารโปรตีน ในร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่า Ah receptor

พ.ศ. 2516 โพลีโบรมิเนตไบฟีนีลหลุดรั่วโดยบังเอิญไปรวมอยู่ในอาหารสัตว์ในมลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา คร่าชีวิตฝูงวัวนับร้อย ส่งผลกระทบต่อโรงฆ่าสัตว์ที่นำเนื้อสัตว์ออกสู่ตลาด

พ.ศ. 2517 พบไดออกซินที่ปนปื้อนในน้ำนมแม่ในเวียดนามตอนใต้

พ.ศ. 2519 โรงงานผลิตไตรคลอโรฟีนอล (Trichlorophenol) ของ Hoffman- Laroche ระเบิดในเมืองเซเวโซ, อิตาลี เป็นผลให้ประชาชนกว่า 37,000 คนสัมผัสกับหมอกควันพิษซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ. 2520 พบไดออกซินเป็นสาเหตุของมะเร็งในหนู, กรมป่าไม้สหรัฐอเมริกายุติการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนไดออกซินในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ, สหรัฐยุติการผลิต PCBs ในเชิงพาณิชย์

พ.ศ.2521 พบไดออกซินใน Love Canal แถบน้ำตกไนแองการา นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีการอพยพ 240 ครอบครัวในเดือนสิงหาคม, มีการพบไดออกซินจากการปล่อยอากาศเสียของโรงงานเผาขยะเทศบาล, การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นมะเร็งในหนูทดลองที่สัมผัสกับ ไดออกซิน การศึกษานี้ถูกใช้เป็นหลักฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยงของระดับการสัมผัสไดออกซินขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา, บริษัทดาวเคมีคอลเสนอทฤษฎี “ไดออกซินจากไฟป่า”

พ.ศ. 2522 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอนุมัติให้มีการชะลอการใช้สารเคมีปราบวัชพืช 2,4,5-T เป็นการด่วนหลังจากผลการศึกษาเบื้องต้นแสดงถึง ”การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของการแท้งลูกในช่วง 2 เดือนอันเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีปราบวัชพืช”

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐพบไดออกซิน 40ส่วนในล้านส่วนในกากของเสียที่โรงงาน Vertac ในเมืองแจ็คสันวิลล์ มลรัฐอาร์คันซอว์สหรัฐอเมริกา

การปนเปื้อนไดออกซินใน น้ำมันรำข้าวในเมือง Yu-cheng ใต้หวัน

ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสไดออกซินในสารเคมีปราบวัชพืช phenoxyacetic acid และมะเร็งที่เกิดที่เนื้อเยื่ออ่อน

พบไดออกซินเป็นตัวขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนและตัวรับฮอร์โมน

พ.ศ. 2524 อุบัติการณ์ไฟไหม้ตัวเก็บประจุในเมืองบิงแฮมตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ทำให้ตึกที่ทำการของรัฐบาลปนเปื้อนด้วยไดออกซิน (PCBs และฟูราน)

พ.ศ. 2526 – 2528 พบชาวอเมริกันทั่วไปมีไดออกซินปนเปื้อนในร่างกาย

พ.ศ. 2528 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงผลกระทบด้านสุขภาพจากไดออกซิน

พ.ศ.2529 พบไดออกซินในผลิตภัณฑ์กระดาษเนื่องมาจากการใช้คลอรีนฟอกกระดาษขาว

พ.ศ.2531 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นทบทวนการประเมินผลไดออกซินครั้งแรก

พ.ศ.2533 การประชุมเรื่องไดออกซินซึ่งสนับสนุนเงินทุนโดยองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐและสถาบันคลอรีน

พ.ศ. 2534 การประชุมภาคประชาชนเรื่องไดออกซินเป็นครั้งแรกในเมือง Chapel Hill มลรัฐนอร์ทแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นพิษของไดออกซินกับประชาชนและนักกิจกรรมชุมชน มีการทบทวนการประเมินผลไดออกซินโดยองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐครั้งที่สอง, การศึกษาภาวะการตายโดยสถาบัน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งชาติในกลุ่มคนงานโรงงานเคมีในสหรัฐพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดมะเร็งและการสัมผัสไดออกซิน

พ.ศ. 2535 รายงานประจำสองปีครั้งที่ 6 ของคณะกรรมาธิการร่วมนานาชาติสหรัฐ–แคนาดา เรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้คลอรีน

พ.ศ.2536 การศึกษาวิจัยที่เมืองเซเวโซ อิตาลี ค้นพบการเกิดมะเร็งเพิ่มมากขึ้นในประชาชน ที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานช่วงที่มีการระเบิดในปี พ.ศ. 2519

พ.ศ.2537 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงรายงานฉบับร่างเรื่องการทบทวนการประเมินผลไดออกซิน มีการจัดประชุมใน 9 เมืองเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากสาธารณชน, กลุ่มประชาชนที่ทำงานรณรงค์ด้านสารพิษชื่อ ”the Citizens Clearinghouse for Hazardous Waste” เริ่มต้นงานรณรงค์กำจัดไดออกซิน

พ.ศ.2538 คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐจัดประชุมเพื่อทบทวนร่างรายงานการประเมินผลของไดออกซิน

พ.ศ. 2541 ตัวแทนรัฐบาลจาก 100 ประเทศทั่วโลกร่วมประชุมที่เมืองมอลทรีออล แคนาดา เริ่มต้นเจรจาสนธิสัญญาระดับโลกเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลกและสุขภาพของมนุษย์ จากมลพิษที่เรียกกันว่า “สารมลพิษตกค้างยาวนาน“ ซึ่งไดออกซินเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อ

พ.ศ. 2542 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติเสนอรายงานระบุว่า โรงงานเผาขยะในประเทศญี่ปุ่นปล่อยไดออกซินเข้าสู่อากาศเกือบร้อยละ 40 ของการปล่อยไดออกซินทั่วโลก มลพิษจากไดออกซินกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ในญี่ปุ่นหลังจากกรณีโรคมินามาตะ

พ.ศ. 2544 การประชุม Diplomatic Conference ณ กรุงสต็อกโฮม สวีเดน เพื่อเปิดให้มีการรับรองและการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม

คีรีบูนในเหมืองถ่านหิน

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

ในห้วงเวลาปัจจุบันที่มนุษย์เผชิญหน้ากับ “ความเร่งด่วนร้อนรน” ของวิกฤตที่เชื่อมต่อวันนี้กับพรุ่งนี้เข้าด้วยกันนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ชะตากรรมของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก(Small Island States) ได้ถูกอุปมาอุปไมยว่าเป็น “นกคีรีบูนในเหมืองถ่านหิน(Canaries in the Coal Mine)” อันเป็นสำนวนที่หมายถึง สัญญานเตือนภัยล่วงหน้าเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเหตุใหญ่จะตามมา

สำนวนนี้มีที่มาจากในอดีตเมื่อคนงานเหมืองถ่านหินลงไปทำงานใต้ดินจะต้องหิ้วกรงที่มีนกคีรีบูนไปด้วยเพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนภัย นกคีรีบูนนั้นอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อก๊าซพิษ เช่น มีเทนหรือคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งไม่มีกลิ่นไม่มีสี ถ้าก๊าซพิษในเหมืองสูงเกินระดับที่ปลอดภัย มันก็จะส่ายโงนเงนแล้วตกลงมาตาย

หมู่เกาะขนาดเล็กที่เป็นเกาะเล็กเกาะน้อยอันห่างไกลและกระจัดกระจายตามมหาสมุทรต่างๆ โดยธรรมชาตินั้นก็เสี่ยงต่อพิบัติภัยทางธรรมชาติอยู่แล้ว บางแห่งมีจุดสูงสุดเพียง 2-4 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง หลายแห่งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกเช่น มัลดีฟส์ เป็นต้น ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในพื้นที่ การเปิดรับเศรษฐกิจเสรี และกลไกดั้งเดิมในการรับมือกับพิบัติภัยที่สูญเสียไป ทำให้ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กมีความล่อแหลมมากที่สุดต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของระบบภูมิอากาศโลก กว่า 20 ปีมาแล้ว นายมามูน อับดุล กายูม (Maumoon Abdul Gayyoom) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ได้เตือนภัยเรื่องนี้กับผู้นำโลก การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในเดือนตุลาคม ปี 2530 เขากล่าวว่า “สำหรับมัลดีฟส์ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยอีก 2 เมตร จะทำให้ทั้งประเทศที่ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยจำนวน 1,190 เกาะ จมอยู่ใต้น้ำ นั่นจะเป็นความตายของชาติวาระเรื่องความล่อแหลมต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อนของรัฐที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็กบรรจุอยู่ในการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมที่ริโอ(2535) เรื่อยมาจนถึงการเจรจาโลกร้อนที่บาหลี(2550) แต่กลับไม่มีการลงมือปฏิบัติการที่ชัดเจน

หมู่เกาะปะการังคาเทอเร่ (Carteret) นอกชายฝั่งปาปัวนิวกินี เป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล(ซึ่งมาจากการขยายตัวของมหาสมุทรเนื่องจากความร้อนเป็นหลัก) ทำให้การกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงมากขึ้น คลื่นสูงกระทบฝั่งทำให้น้ำเค็มทะลักเข้าพื้นที่การเกษตร สร้างความเสียหายต่อผลผลิตกล้วยและมันสำปะหลัง อาหารเริ่มขาดแคลน ชาวเกาะต้องปะทังชีวิตด้วยปลาและมะพร้าว มีแผนการอพยพชาวหมู่เกาะนี้ไปยังเกาะโบเกนวิลล์(Bougainville) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของหมู่เกาะปะการังแถบนั้น แต่ล้มเหลวเพราะขาดการประสานงาน งบประมาณและพื้นที่รองรับ

ความสนใจเรื่องความล่อแหลมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขยายไปในพื้นที่ลุ่มชายฝั่ง(Low Elevation Coastal Zone-LECZ) การศึกษาโดยศูนย์เครือข่ายวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลก(Center for International Earth Science Information Network-CIESIN) นิยามที่ลุ่มชายฝั่งว่าเป็นพื้นที่ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 10 เมตรและลึกเข้าไปจากชายฝั่งไม่เกิน 100 กิโลเมตร และนำเสนอว่า ทุกๆ10 คนบนโลก จะมี 1 คนที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มชายฝั่งซึ่งมีพื้นที่รวมกันเพียงร้อยละ 2.2 ของแผ่นดินบนโลก ประเทศยากจนและด้อยพัฒนามีสัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มชายฝั่งสูงมาก ในขณะที่ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กคือสัญญานเตือนภัย ล่วงหน้าถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน ยังมีคนอีกนับล้านที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มต่ำในประเทศต่างๆ มีความล่อแหลมมากขึ้นจากความเกรี้ยวกราดของสภาพภูมิอากาศด้วย ดังกรณีพายุเฮอริเคนแคทรีน่าที่ถล่มเมืองนิว ออร์ลีนในปี 2548 แสดงให้เราเห็นว่าที่ลุ่มชายฝั่งมีความล่อแหลมเพียงใดแม้กระทั่งประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา

ในเอเชียใต้ซึ่งมีประชากรกว่า 130 ล้านคน อาศัยอยู่ในที่ลุ่มชายฝั่ง การศึกษาของกรีนพีซ อินเดียระบุว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มเป็น 4-5 องศาเซลเซียสภายในช่วงศตวรรษนี้ ตามการคาดการณ์แบบที่เป็นไปตามปกติ(Business as Usual) ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภูมิภาคเอเชียใต้จะต้องเจอกับคลื่นผู้ลี้ภัยจากภาวะโลกร้อนซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและภัยแล้งจากการขาดแคลนแหล่งน้ำและความแปรปรวนของมรสุม และประมาณว่าประชากร 125 ล้านคนประกอบด้วย 75 ล้านคนจากบังคลาเทศและที่เหลือจากที่ลุ่มชายฝั่งในอินเดียจะต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ภายในสิ้นศตวรรษนี้ คนจากบังคลาเทศส่วนใหญ่จะอพยพไปยังอินเดีย ผู้ลี้ภัยจำนวน 125 ล้านคนดังกล่าวนี้เทียบเป็น 375 เท่าของจำนวนคนที่ต้องมีการตั้งถิ่นฐานใหม่จากโครงการเขื่อนซาดาร์ ซาโวราที่สร้างกั้นแม่น้ำนาร์มาดาในอินเดีย !!!

ตลอดแนวชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,667 กิโลเมตร ของไทยเป็นที่ตั้งของเมือง ชุมชนและมีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ หากนำเกณฑ์ Low Elevation Coastal Zone มาพิจารณาแล้ว จะมีประชากรจำนวน 15.689 ล้านคน อยู่ในที่ลุ่มชายฝั่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ ยังไม่มีการศึกษาที่ประเมินถึง “ผู้ลี้ภัย” ที่อาจจะเกิดขึ้นแบบเดียวกับกรณีของเอเชียใต้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับที่ลุ่มชายฝั่งของไทยไม่ว่าจะเป็นวิกฤตชายฝั่งที่เกิดการกัดเซาะไปกว่าร้อยละ 22อันเป็นสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน(แผ่นดินทรุด การทำลายป่าชายเลน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ) นั้นเพียงพอที่เราควรตระหนักและหาทางป้องกัน ในกรณีของเอเชียใต้ ความรุนแรงของพายุโซโคลนที่ซัดเข้าฝั่งรัฐโอริสสาของอินเดีย เข้าถล่มบังคลาเทศ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีของพม่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ น่าจะเป็น “นกคีรีบูนในเหมืองถ่านหิน” – สัญญานเตือนภัยล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุใหญ่ – ให้กับเราอีกทางหนึ่ง

มีข้อเสนอถึงกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจและการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ในสถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย และกรอบดังกล่าวเน้นถึงความจำเป็นในการประเมิน จัดลำดับความสำคัญและลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีแนวทางกว้างๆ คือ เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ(climate friendly) และป้องกันผลกระทบ(climate proof) สำหรับClimate friendlyอาจเรียกได้อีกอย่างว่า การลดผลกระทบ(Mitigation) คือปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศ ซึ่งทำได้ตั้งแต่ระดับปัจเจก (ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า) ไปจนถึงระดับนโยบาย(ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและลดละเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์) ส่วน Climate proof นั้นเทียบเคียงกับแนวทางการปรับตัว (Adaptation) ซึ่งมิได้บอกว่า เราจะทนทานผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงความจำเป็นที่เราต้องพร้อมรับมือมากขึ้นและลดความเสี่ยงลง และถือให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ และใช้เป็นเครื่องมือทดสอบการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายต่างๆ ในทุกระดับ ว่าจะนำไปสู่การเพิ่มหรือลดความล่อแหลมจากหายนะภัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เราได้เห็นแล้วว่า ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นไม่เพียงเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการทางกายภาพของโลก แต่ยังรวมถึงผลที่เกิดจากทางเลือกและการลงมือปฏิบัติของมนุษย์ด้วย

อ้างอิง :

Gordon McGranahan, Deborah Balk and Bridget Anderson, “Low Coastal Zone Settlements” in Teimpo – A Bulletin on Climate and Development, Issue 59, April 2006.

Greenpeace, “Blue Alert – Climate Migrants in South Asia : Estimates and Solutions”, March 2008.

Greenpeace and the Working Group on Climate Change and Development, “Up in Smoke? Asia and the Pacific – the Threat from Climate Change to Human Development and the Environment”, 2007.

น้ำในโลกที่ร้อนขึ้น

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่เรากำลังทำให้แม่น้ำสายใหญ่เหือดแห้ง เราดึงน้ำบาดาลที่เป็นแหล่งน้ำสำรองขึ้นมาใช้ ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดนี้กำลังหมดลง การคงอยู่และหายไปของน้ำมีผลสะเทือนต่ออารยธรรมมนุษย์อย่างใหญ่หลวง

แม่น้ำเหลืองของจีนที่ไหลลงผ่านที่ราบลุ่มจะมีน้ำเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเพราะถูกดึงไปใช้ในระบบชลประทานเพื่อป้อนประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน

คนในชนบทของอินเดียใช้น้ำบาดาลมากเกินขีดจำกัดจนต้องเจาะบ่อบาดาลลึกลงไปอีกนับร้อยเมตรซึ่งมักปนเปื้อนด้วยสารพิษอย่างฟลูออไรด์ ในซีเรียและอิหร่าน อุโมงค์โบราณที่ดึงน้ำมาจากใต้ภูเขากำลังเหือดแห้งลง ชาวนาในปากีสถานละทิ้งทุ่งนาแห้งแล้งไว้กับแม่น้ำสินธุที่แห้งเหือด ทะเลทรายทางตอนใต้ของสเปนกำลังขยายตัว ปริมาณฝนในภาคพื้นทวีป จากตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจนถึงตอนใต้และตะวันออกของแอฟริกากำลังลดลง ยังไม่นับการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเมือง ที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะในประเทศไทย

แม้ธรรมชาติจะทำความสะอาดน้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทุกๆ ๑๐ วันจากการระเหยและตกลงมาในรูปของฝนและหิมะ แต่เรานำน้ำจากธรรมชาติมาใช้มากกว่า ๓ เท่าของอัตราที่คนรุ่นก่อนเคยใช้ ธรรมชาติจึงไม่อาจรักษาสมดุลนี้ไว้ได้

รายงาน The Economics of Climate Change: The Stern Review (นิยมเรียกย่อๆ ว่า Stern Report) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่เป็นอิสระและเข้าถึงได้ง่ายในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย นิโคลัส สเติร์น อดีตหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลอังกฤษ และอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ภาพว่า แหล่งน้ำจืดของโลกร้อยละ ๗๐ ใช้ในการเพาะปลูกพืชในระบบชลประทาน และการผลิตอาหารเลี้ยงประชากร ร้อยละ ๒๒ ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน (น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้าและเขื่อนผลิตไฟฟ้า) ขณะที่ร้อยละ ๘ ใช้เพื่อบริโภค การสุขาภิบาล และนันทนาการในภาคครัวเรือนและธุรกิจ

รายงานยังระบุอีกว่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังประสบ “วิกฤตขาดแคลนน้ำ (Water Stress)” ระดับปานกลางถึงระดับสูง และมีคนราว ๑.๑ พันล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ทั้งนี้วิกฤตขาดแคลนน้ำเป็นตัวชี้วัดถึงการมีอยู่ของน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงน้ำสะอาดเสมอไป และแม้ไม่มีปัจจัยเรื่องภาวะโลกร้อนมาเกี่ยวข้อง การเพิ่มของประชากรก็ทำให้คนนับพันล้านคนต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด

ในช่วงศตวรรษหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ ๒ องศาเซลเซียส แม้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงอย่างมากก็ตาม สิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญมิใช่เพียงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คืออุทกวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไป แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ คาดการณ์ว่า พื้นที่ที่มีน้ำมากอยู่แล้วจะมีน้ำมากขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำน้อย-ที่ซึ่งน้ำคือความเป็นความตาย-จะแห้งแล้งมากขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วจากการกระทำของมนุษย์

พิบัติภัยทางน้ำยังมาจากมหาสมุทร นักธารน้ำแข็งวิทยากล่าวว่า พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกตะวันตกซึ่งมีมวลน้ำแข็งเพียงพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ๑๓ เมตร ได้ส่งสัญญาณร้ายออกมา พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์สูญเสียมวลน้ำแข็ง ๑ ลูกบาศก์กิโลเมตรทุกๆ ๔๐ ชั่วโมง เจมส์ แฮนเซน ผู้อำนวยการสถาบันกอดดาร์ดเพื่อการศึกษาอวกาศประจำองค์การนาซา(GISS) กล่าวว่า ทันทีที่พืดน้ำแข็งเริ่มแยกตัว ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น ๑-๕ เมตร สามารถไหลเข้าท่วมคนนับร้อยล้าน ทลายปราการป้องกันน้ำท่วมของเมืองใหญ่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองนิวออร์ลีนส์ในปี ๒๕๔๘ เป็นเพียงการเริ่มต้น ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันในฤดูแห่งพายุเฮอริเคนเพียงฤดูเดียว นึกถึงน้ำท่วมในเมืองลากอส กรุงเทพฯ ซิดนีย์ หรือลอนดอน นึกถึงคนนับล้านที่ต้องอพยพในบังกลาเทศหรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

มนุษย์อาศัยประโยชน์จากยุคที่สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมีความสมดุล เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถวางแผนล่วงหน้า สร้างบ้านแปงเมือง และทำการเพาะปลูกตามสภาพดินฟ้าอากาศและน้ำ แต่การแทรกแซงธรรมชาติทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นกำลังหมดลง จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะโหดร้ายทารุณ ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น ทะเลทรายขยายตัว วิกฤตขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้น แม้มนุษย์จะมีสัญชาตญาณในการปรับตัว ซึ่งทำให้เราอยู่รอดจากยุคน้ำแข็งมาได้ แต่บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่าสังคมทันสมัยนั้นช่างเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้

ไม่เกินเลยไปหากจะกล่าวว่า น้ำเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของโลกในศตวรรษที่ ๒๑

อ้างอิง :

Fred Pearce. When the Rivers Run Dry: What Happens When Our Water Runs Out?. Eden Project Books, 2006.
Nicholas Stern. The Economics of Climate Change. Cambridge University Press, 2006.

Sucharit Koontanakulvong. Water Situation in Thailand in the Year 2003. Faculty of Engineering, Chulalongkorn University, 2003.