โรงไฟฟ้าขยะและไดออกซิน

ธารา บัวคำศรี

โรงไฟฟ้าขยะกลับมาฮอตฮิตใหม่ด้วยวาระแห่งชาติที่ต้องการกำจัดขยะล้นเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามผิดๆ ว่า “ถ้าเราไม่ฝังกลบหรือเผาขยะ แล้วเราจะทำอย่างไร?” การที่ผู้ตัดสินใจนโยบายตั้งคำถามผิด ทำให้เรามีทางตันสองอย่าง โรงงานเผาขยะและหลุมฝังกลบ

นักธุรกิจด้านรีไซเคิลคนหนึ่งเน้นให้เห็นประเด็นนี้ว่า “ เราต้องถามประเทศเราร่ำรวยหรือยากจน? เป็นหนี้เป็นสินเขาหรือเปล่า? เราเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปซื้อเครื่องมือราคาแพง ๆ มาเผาสิ่งของเหลือใช้ที่มีค่า แล้วปล่อยมลพิษให้คนไทยสูดดม ทรัพยากรเราไม่พออยู่แล้วกลับนำไปเผา นี่เรียกว่าเผาเงินกันเล่น ๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางการจัดการปัญหาที่ไปพ้นจากเทคโนโลยีเผาขยะ

โดยทั่วไป เราวัดมลพิษในอากาศ อาหารและน้ำ ดินหรือฝุ่นเพื่อชี้ให้เห็นระดับการปนเปื้อน แต่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพบนฐานข้อมูลเหล่านั้นมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าร่างกายแต่ละคนรับเอามลพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ร่ายแต่ละคนก็ดูดซึม กระจาย เผาผลาญและขับถ่ายของเสียแตกต่างกัน ผลกระทบด้านสุขภาพอาจเกิดจากการรับเอาสารพิษปริมาณน้อย ๆ เข้าไป กว่าจะเกิดโรคก็ใช้เวลานาน การวัดความเข้มข้นของมลพิษจากตัวชี้วัดทางชีวภาพในร่างกายคน (เลือด ปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อ) เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการบ่งชี้ถึงการรับเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค ปัจจุบัน

หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังอิงอยู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแบบเดิมซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ การที่โรงงานเผาขยะที่ดำเนินการที่ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ปล่อยไดออกซินหรือมลพิษชนิดอื่น ๆ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”

เราไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะไดออกซินอย่างเดียว ไดออกซิน เป็นหนึ่งในสารมลพิษจำนวนกว่าร้อยชนิดที่ปล่อยออกมาจากโรงงานเผาขยะ และมีหลายชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งในคน และค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญของผลกระทบด้านสุขภาพ รายงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานเผาขยะทั่วโลกได้ระบุสถานะขององค์ความรู้ที่สำคัญไว้ ตัวอย่างเช่น 1) โรงงานเผาขยะทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ทำให้เกิดไดออกซินและโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในดินและพืชผลทางการเกษตรได้ 2) ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานเผาขยะ มักจะได้รับสารพิษผ่านทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่นั้น ๆ 3) การลดไดออกซินใน ไอเสียที่ปล่อยมาจากปล่องควัน ทำให้ไดออกซินสะสมอยู่ในกากของเสียและเถ้าเพิ่มมากขึ้น 4) มีโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งในโลกที่มีการตรวจสอบการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง หรือมีการตรวจสอบในขณะที่ดำเนินการตามปกติ

ความพยายามในการแยกขยะก่อนนำเข้าสู่เตาเผา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นและผูกขาดการจัดการขยะโดยกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการจัดการขยะโดยชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโรงงานเผาขยะควรที่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและโปร่งใสโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่งได้นำมาจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการเผาขยะ ขยะคือเชื้อเพลิงและบริษัทจำเป็นต้องได้กำไรจากธุรกิจของตน ปัจจุบัน เราใช้เงินภาษีของเราในการเผาขยะ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 10-20 ปี เราจะต้องนำเข้าเตาเผาใหม่ซึ่งราคาแพงมาแทนตัวเดิม เราจำเป็นมีพื้นที่ฝังกลบที่ปลอดภัยสำหรับเถ้าที่เป็นพิษ และเราจำเป็นต้องรับภาระในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบ นี่คือส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายราคาแพงที่ซ่อนเร้นอยู่

เรียกร้องให้แบรนด์แฟชั่นหรูใส่ใจโลกร้อน

ModelsCatwalk.jpg

Image: By José Goulão – originally posted to Flickr as Moda Lisboa 2008, CC BY-SA 2.0

โลกแฟชั่นหรูมักทำตัวแปลกแตกต่าง แต่เมื่อเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วละก็ อุตสาหกรรมสินค้าฟุ่มเฟือยนี้มีเรื่องต้องให้คำนึง เมื่อเทียบกับโลกแฟชั่นอื่นๆ แฟชั่นหรูนี้มีความเสี่ยงอย่างสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่ามาก

ข้อค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการศึกษาที่เรียกร้องให้แบรนด์ชั้นนำลงมือทำเพื่อปรับตัวเข้ากับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานยังระบุด้วยว่าแฟชั่นแบรนด์หรูเหล่านี้สามารถใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรมอันมหาศาลของตนเพื่อทำให้ปฏิบัติการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่เร้าใจไม่อาจฝืนได้

การศึกษาให้นำ้หนักไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดคือ Kering ถ้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ให้ลองนึกถึงชื่อเหล่านี้ Gucci, Stella McCartney และ Alexander McQueen

รายงานนี้ทำขึ้นโดยความร่วมมือของ Business for Social Responsibility แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นหรูนั้นก็เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน รายงานชี้ให้เห็นว่า แฟชั่นหรูนี้มีความเสี่ยงเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการพึ่งพาวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงและมีความจำเพาะเจาะจง

วัสดุอย่าง cashmere, vicuna, silk, และ lamb leather นั้นเป็นวัสดุที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำมาจากระบบการผลิตที่มีความจำเพาะทางภูมิศาสตร์ การที่ต้องจัดหาวัตถุดิบมาจากเพียงไม่กี่ราย ในพื้นที่ไม่กี่แห่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานของมันเสี่ยงต่อการช็อกทางสภาพภูมิอากาศ

ดาวโหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.kering.com/sites/default/files/document/bsr_kering_report_climate_change_implications_and_strategies_for_the_luxury_fashion_sector.pdf

ถึงเวลาปฏิวัติพลังงาน

ธารา บัวคำศรี /13 กรกฎาคม 2551

เจ้าหน้าที่รัฐ ณ กระทรวงพลังงานของไทยที่เตรียมพร้อมต้านศึกอาจจะไม่สนุกกับงานของพวกเขามากนักในขณะนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในเงื้อมมือของวิกฤตพลังงาน ทำให้พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง

ในห้วงแห่งความยากลำบากนี้ พวกเขาน่าจะทำได้ดีเพื่อรำลึกถึงผู้ทนทุกข์จากทางเลือกนโยบายพลังงานที่ผิดพลาด โดยเฉพาะชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และชุมชนที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาเหตุจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในอดีต

แน่นอนว่าเราไม่อาจตำหนิเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานแต่เพียงผู้เดียวในเรื่องหายนะทางพลังงาน หรือเรื่องการปล่อยคาร์บอนอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนทั่วโลก รัฐบาลที่รับหน้าที่ต่อเนื่องกันมา ซึ่งล้มเหลวในการแสดงความเป็นผู้นำที่จำเป็นต่อการกำหนดและดำเนินนโยบายพลังงาน เพื่อทำให้ประเทศไทยและประชาชนไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนักที่สุด เนื่องจากนำพาประเทศถลำไปสู่เส้นทางที่ผิดพลาด เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยวางแผนเพิ่มการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรก และเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ที่อันตราย

ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ ทางเลือกด้านพลังงานของรัฐบาลไทยในอีกหลายปีที่กำลังจะมาถึงจะเป็นตัวตัดสินสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ประชาชนชนไทยกำลังทุกข์ทรมานจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ผลผลิตด้านเกษตรกรรมที่ลดลง ภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรง และชุมชนในท้องถิ่นได้รับสารพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างช้าๆ ในตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อมลพิษมากที่สุด ไม่ว่าเราจะทำให้มันสะอาดมากเพียงใด หรือพยายามฝังกลบคาร์บอนที่ปล่อยออกมามากเท่าไหร่ ถ่านหินก็ยังสกปรก มีพิษ ทำลายชุมชนในท้องถิ่น และ เร่งให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกเพิ่มขึ้น

ถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติพลังงานและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเลิกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ก่อมลพิษร้ายแรงไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นวิธีการที่แน่นอนที่สุดในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตของไทย เนื่องจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไม่มีวันหมดไป

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากนโยบายพลังงานที่กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน เยอรมนีเป็นผู้ผลิตพลังงานลมอันดับหนึ่งของโลก คาดการณ์ว่าจะสามารถผลิตพลังงานจากลมได้ 25% ภายใน พ.ศ.2563 จีนเป็นประเทศที่การผลิตพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีการคาดการณ์ที่ตรงกับความจริงว่า 15% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศจะมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในพ.ศ. 2558 เยอรมนีและจีนทำเช่นนี้ได้เพราะรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศเข้าใจภัยคุกคามของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสาเหตุของมัน เมื่อรวมกับความท้าทายของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน จึงดำเนินการนโยบายขั้นต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

ปัจจุบัน ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงของการผูกมัดตนเองเข้ากับพลังงานสกปรกที่ขาดความปลอดภัย ทั้งๆที่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดทั้งจากลมและแสงแดด ซึ่งลงทุนเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของชุมชน และการลงทุนทางอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ

เราต้องการเห็นรัฐบาลเป็นผู้ปูทางพลังงานหมุนเวียนเพื่ออนาคต เราต้องการให้รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพพลังงานแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ ยกร่างกฎหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนด้วยผลตอบแทนที่มั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อรับประกันว่าผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะได้รับความสำคัญในการเข้าถึงสายส่งไฟฟ้าก่อน และการยกร่างให้มีมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดและโครงการการจัดการด้านความต้องการไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียนสามารถแข่งขันได้ เพียงแต่รัฐบาลลดละเลิกการอุดหนุนถ่านหินและ นิวเคลียร์และแนะนำถึง หลักการผู้มลพิษต้องจ่าย ที่ผ่านมา พลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์นั้นได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่ราว 250 พันล้านเหรียญต่อปี เราควรเปลี่ยนแปลงการลงทุนดังกล่าวนั้นมาให้กับแหล่งพลังงานที่จะช่วยเรายุติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย

พลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะลมและแสงแดด มีบทบาทนำในอนาคตพลังงานของโลก ไม่ใช่เรื่องอุปสรรคทางเทคนิคแต่เป็นอุปสรรคทางการเมืองที่ได้กีดขวางการเปลี่ยนแปลงนี้ ขึ้นอยู่รัฐบาลของเราที่จะใช้โอกาสเพื่อผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ดำเนินต่อไป ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอก เพิ่มการจ้างงาน สร้างสังคมที่มั่นคงและมีส่วนสำคัญในการต้านสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายของโลก