โรงไฟฟ้าขยะและไดออกซิน

ธารา บัวคำศรี

โรงไฟฟ้าขยะกลับมาฮอตฮิตใหม่ด้วยวาระแห่งชาติที่ต้องการกำจัดขยะล้นเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามผิดๆ ว่า “ถ้าเราไม่ฝังกลบหรือเผาขยะ แล้วเราจะทำอย่างไร?” การที่ผู้ตัดสินใจนโยบายตั้งคำถามผิด ทำให้เรามีทางตันสองอย่าง โรงงานเผาขยะและหลุมฝังกลบ

นักธุรกิจด้านรีไซเคิลคนหนึ่งเน้นให้เห็นประเด็นนี้ว่า “ เราต้องถามประเทศเราร่ำรวยหรือยากจน? เป็นหนี้เป็นสินเขาหรือเปล่า? เราเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปซื้อเครื่องมือราคาแพง ๆ มาเผาสิ่งของเหลือใช้ที่มีค่า แล้วปล่อยมลพิษให้คนไทยสูดดม ทรัพยากรเราไม่พออยู่แล้วกลับนำไปเผา นี่เรียกว่าเผาเงินกันเล่น ๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางการจัดการปัญหาที่ไปพ้นจากเทคโนโลยีเผาขยะ

โดยทั่วไป เราวัดมลพิษในอากาศ อาหารและน้ำ ดินหรือฝุ่นเพื่อชี้ให้เห็นระดับการปนเปื้อน แต่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพบนฐานข้อมูลเหล่านั้นมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าร่างกายแต่ละคนรับเอามลพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ร่ายแต่ละคนก็ดูดซึม กระจาย เผาผลาญและขับถ่ายของเสียแตกต่างกัน ผลกระทบด้านสุขภาพอาจเกิดจากการรับเอาสารพิษปริมาณน้อย ๆ เข้าไป กว่าจะเกิดโรคก็ใช้เวลานาน การวัดความเข้มข้นของมลพิษจากตัวชี้วัดทางชีวภาพในร่างกายคน (เลือด ปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อ) เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการบ่งชี้ถึงการรับเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค ปัจจุบัน

หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังอิงอยู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแบบเดิมซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ การที่โรงงานเผาขยะที่ดำเนินการที่ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ปล่อยไดออกซินหรือมลพิษชนิดอื่น ๆ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”

เราไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะไดออกซินอย่างเดียว ไดออกซิน เป็นหนึ่งในสารมลพิษจำนวนกว่าร้อยชนิดที่ปล่อยออกมาจากโรงงานเผาขยะ และมีหลายชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งในคน และค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญของผลกระทบด้านสุขภาพ รายงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานเผาขยะทั่วโลกได้ระบุสถานะขององค์ความรู้ที่สำคัญไว้ ตัวอย่างเช่น 1) โรงงานเผาขยะทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ทำให้เกิดไดออกซินและโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในดินและพืชผลทางการเกษตรได้ 2) ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานเผาขยะ มักจะได้รับสารพิษผ่านทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่นั้น ๆ 3) การลดไดออกซินใน ไอเสียที่ปล่อยมาจากปล่องควัน ทำให้ไดออกซินสะสมอยู่ในกากของเสียและเถ้าเพิ่มมากขึ้น 4) มีโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งในโลกที่มีการตรวจสอบการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง หรือมีการตรวจสอบในขณะที่ดำเนินการตามปกติ

ความพยายามในการแยกขยะก่อนนำเข้าสู่เตาเผา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นและผูกขาดการจัดการขยะโดยกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการจัดการขยะโดยชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโรงงานเผาขยะควรที่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและโปร่งใสโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่งได้นำมาจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการเผาขยะ ขยะคือเชื้อเพลิงและบริษัทจำเป็นต้องได้กำไรจากธุรกิจของตน ปัจจุบัน เราใช้เงินภาษีของเราในการเผาขยะ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 10-20 ปี เราจะต้องนำเข้าเตาเผาใหม่ซึ่งราคาแพงมาแทนตัวเดิม เราจำเป็นมีพื้นที่ฝังกลบที่ปลอดภัยสำหรับเถ้าที่เป็นพิษ และเราจำเป็นต้องรับภาระในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบ นี่คือส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายราคาแพงที่ซ่อนเร้นอยู่

เรียกร้องให้แบรนด์แฟชั่นหรูใส่ใจโลกร้อน

ModelsCatwalk.jpg

Image: By José Goulão – originally posted to Flickr as Moda Lisboa 2008, CC BY-SA 2.0

โลกแฟชั่นหรูมักทำตัวแปลกแตกต่าง แต่เมื่อเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วละก็ อุตสาหกรรมสินค้าฟุ่มเฟือยนี้มีเรื่องต้องให้คำนึง เมื่อเทียบกับโลกแฟชั่นอื่นๆ แฟชั่นหรูนี้มีความเสี่ยงอย่างสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่ามาก

ข้อค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการศึกษาที่เรียกร้องให้แบรนด์ชั้นนำลงมือทำเพื่อปรับตัวเข้ากับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานยังระบุด้วยว่าแฟชั่นแบรนด์หรูเหล่านี้สามารถใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรมอันมหาศาลของตนเพื่อทำให้ปฏิบัติการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่เร้าใจไม่อาจฝืนได้

การศึกษาให้นำ้หนักไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดคือ Kering ถ้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ให้ลองนึกถึงชื่อเหล่านี้ Gucci, Stella McCartney และ Alexander McQueen

รายงานนี้ทำขึ้นโดยความร่วมมือของ Business for Social Responsibility แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นหรูนั้นก็เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน รายงานชี้ให้เห็นว่า แฟชั่นหรูนี้มีความเสี่ยงเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการพึ่งพาวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงและมีความจำเพาะเจาะจง

วัสดุอย่าง cashmere, vicuna, silk, และ lamb leather นั้นเป็นวัสดุที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำมาจากระบบการผลิตที่มีความจำเพาะทางภูมิศาสตร์ การที่ต้องจัดหาวัตถุดิบมาจากเพียงไม่กี่ราย ในพื้นที่ไม่กี่แห่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานของมันเสี่ยงต่อการช็อกทางสภาพภูมิอากาศ

ดาวโหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.kering.com/sites/default/files/document/bsr_kering_report_climate_change_implications_and_strategies_for_the_luxury_fashion_sector.pdf

ถึงเวลาปฏิวัติพลังงาน

ธารา บัวคำศรี /13 กรกฎาคม 2551

เจ้าหน้าที่รัฐ ณ กระทรวงพลังงานของไทยที่เตรียมพร้อมต้านศึกอาจจะไม่สนุกกับงานของพวกเขามากนักในขณะนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในเงื้อมมือของวิกฤตพลังงาน ทำให้พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง

ในห้วงแห่งความยากลำบากนี้ พวกเขาน่าจะทำได้ดีเพื่อรำลึกถึงผู้ทนทุกข์จากทางเลือกนโยบายพลังงานที่ผิดพลาด โดยเฉพาะชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และชุมชนที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาเหตุจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในอดีต

แน่นอนว่าเราไม่อาจตำหนิเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานแต่เพียงผู้เดียวในเรื่องหายนะทางพลังงาน หรือเรื่องการปล่อยคาร์บอนอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนทั่วโลก รัฐบาลที่รับหน้าที่ต่อเนื่องกันมา ซึ่งล้มเหลวในการแสดงความเป็นผู้นำที่จำเป็นต่อการกำหนดและดำเนินนโยบายพลังงาน เพื่อทำให้ประเทศไทยและประชาชนไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนักที่สุด เนื่องจากนำพาประเทศถลำไปสู่เส้นทางที่ผิดพลาด เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยวางแผนเพิ่มการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรก และเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ที่อันตราย

ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ ทางเลือกด้านพลังงานของรัฐบาลไทยในอีกหลายปีที่กำลังจะมาถึงจะเป็นตัวตัดสินสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ประชาชนชนไทยกำลังทุกข์ทรมานจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ผลผลิตด้านเกษตรกรรมที่ลดลง ภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรง และชุมชนในท้องถิ่นได้รับสารพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างช้าๆ ในตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อมลพิษมากที่สุด ไม่ว่าเราจะทำให้มันสะอาดมากเพียงใด หรือพยายามฝังกลบคาร์บอนที่ปล่อยออกมามากเท่าไหร่ ถ่านหินก็ยังสกปรก มีพิษ ทำลายชุมชนในท้องถิ่น และ เร่งให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกเพิ่มขึ้น

ถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติพลังงานและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเลิกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ก่อมลพิษร้ายแรงไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นวิธีการที่แน่นอนที่สุดในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตของไทย เนื่องจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไม่มีวันหมดไป

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากนโยบายพลังงานที่กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน เยอรมนีเป็นผู้ผลิตพลังงานลมอันดับหนึ่งของโลก คาดการณ์ว่าจะสามารถผลิตพลังงานจากลมได้ 25% ภายใน พ.ศ.2563 จีนเป็นประเทศที่การผลิตพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีการคาดการณ์ที่ตรงกับความจริงว่า 15% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศจะมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในพ.ศ. 2558 เยอรมนีและจีนทำเช่นนี้ได้เพราะรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศเข้าใจภัยคุกคามของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสาเหตุของมัน เมื่อรวมกับความท้าทายของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน จึงดำเนินการนโยบายขั้นต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

ปัจจุบัน ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงของการผูกมัดตนเองเข้ากับพลังงานสกปรกที่ขาดความปลอดภัย ทั้งๆที่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดทั้งจากลมและแสงแดด ซึ่งลงทุนเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของชุมชน และการลงทุนทางอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ

เราต้องการเห็นรัฐบาลเป็นผู้ปูทางพลังงานหมุนเวียนเพื่ออนาคต เราต้องการให้รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพพลังงานแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ ยกร่างกฎหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนด้วยผลตอบแทนที่มั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อรับประกันว่าผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะได้รับความสำคัญในการเข้าถึงสายส่งไฟฟ้าก่อน และการยกร่างให้มีมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดและโครงการการจัดการด้านความต้องการไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียนสามารถแข่งขันได้ เพียงแต่รัฐบาลลดละเลิกการอุดหนุนถ่านหินและ นิวเคลียร์และแนะนำถึง หลักการผู้มลพิษต้องจ่าย ที่ผ่านมา พลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์นั้นได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่ราว 250 พันล้านเหรียญต่อปี เราควรเปลี่ยนแปลงการลงทุนดังกล่าวนั้นมาให้กับแหล่งพลังงานที่จะช่วยเรายุติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย

พลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะลมและแสงแดด มีบทบาทนำในอนาคตพลังงานของโลก ไม่ใช่เรื่องอุปสรรคทางเทคนิคแต่เป็นอุปสรรคทางการเมืองที่ได้กีดขวางการเปลี่ยนแปลงนี้ ขึ้นอยู่รัฐบาลของเราที่จะใช้โอกาสเพื่อผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ดำเนินต่อไป ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอก เพิ่มการจ้างงาน สร้างสังคมที่มั่นคงและมีส่วนสำคัญในการต้านสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายของโลก

ไดออกซินจากโรงงานเผาขยะในประเทศไทย

การศึกษาในปี 2544 โดยความร่วมมือระหว่างโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ องค์กรความร่วมมือทางเทคนิคแห่งเยอรมนี และกรมควบคุมมลพิษ ชี้ให้เห็นว่า แหล่งกำเนิดไดออกซินที่สำคัญมาจากโรงงานเผาขยะ

การเปรียบเทียบผลการศึกษาโดยคำนวณการปล่อยไดออกซินสู่อากาศต่อปี พบว่า โรงงานเผาขยะขนาด 250 ตันต่อวัน (ที่เกาะภูเก็ต) มีค่าการปล่อยไดออกซิน 550 มิลลิกรัมของสมมูลความเป็นพิษสากล (mg I-TEQ/a) และโรงเผาขยะติดเชื้อ 2 หน่วย มีค่าการปล่อยไดออกซิน 716 และ 720 มิลลิกรัมของสมมูลความเป็นพิษสากล (mg I-TEQ/a)

ไดออกซิน

ผลการศึกษาดังกล่าว ย้ำว่า โรงงานเผาขยะไม่ใช่ทางออกในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ของเสีย ซ้ำร้าย ยังก่อให้เกิดมลพิษที่ยากแก่การติดตามตรวจสอบและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

มนุษย์รับไดออกซินได้หลายทางด้วยกัน แหล่งสำคัญคือการกินอาหารที่มีสารพิษนี้ปนเปื้อนอยู่ (ไดออกซินปล่อยออกจากแหล่งกำเนิด และตกค้างสะสมทวีคูณตามลำดับชั้นการกินในห่วงโซ่อาหาร มนุษย์อยู่บนชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหารจะได้รับปริมาณของสารพิษนี้มากที่สุด) หรือ การหายใจหรือสูดอากาศที่มีเศษเถ้าและฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่มีไดออกซินปนเปื้อนอยู่ มีการศึกษาวิจัยในยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นพบว่า อัตราการเกิดมะเร็งชนิดต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่รอบโรงงานเผาขยะ

มลพิษจากไดออกซินในญี่ปุ่น

บทสารคดีโดย สถานีโทรทัศน์ NHK แปลจากภาษาญี่ปุ่นโดย Yuka

  • ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในจังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น สารไดออกซินที่ใช้ในการทดลองถูกจัดเก็บไว้เป็นอย่างดีในตู้นิรภัยเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากไดออกซินเป็นสารที่มีอันตรายมาก มีเจ้าหน้าที่เพียง 3 คนในห้องปฏิบัติการแห่งนี้ที่มีสิทธิเปิดตู้นิรภัยนี้ได้
  • ไดออกซินเป็นชื่อสามัญของกลุ่มสารเคมีที่มีอันตรายที่สุดในโลกในปัจจุบัน สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติระบุว่ามันเป็นสารก่อมะเร็งตัวสำคัญ
  • ในขวดนี้เป็นสารไดออกซินปริมาณ 1 กรัม เพื่อป้องกันการรั่วไหล จึงต้องห่อขวดไว้อีกชั้นหนึ่ง สารไดออกซินมิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไดออกซินสังเคราะห์ขึ้นมาในห้องทดลอง มันเป็นสารประกอบเป็นพิษที่ร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น
  • ปัจจุบันนี้ในประเทศญี่ปุ่น ปัญหาไดออกซินระบาดไปทุกที่
  • แหล่งกำเนิดไดออกซินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น คือโรงงานเผาขยะ
  • ไดออกซินเกิดจากการเผาขยะที่คนผลิตขึ้นมาในชีวิตประจำวัน
  • ในขยะส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของคาร์บอน ส่วนหนึ่งเป็นพลาสติกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ   ถ้าเราเผาขยะในอุณหภูมิน้อยกว่า 800 องศาเซลเซียส จะเกิดไดออกซินขึ้น
  • ไดออกซินจากโรงงานเผาขยะ มีลักษณะเป็นอนุภาคที่ละเอียดขนาดเล็กมาก ๆ ที่ระบายจากท่อ และเข้าไปสะสมในสิ่งแวดล้อมและร่างกายของมนุษย์
  • ไดออกซินที่เกิดขึ้นเป็นฝุ่น ค่อยๆ สะสมในตัวเรา
  • การสะสมไดออกซินในร่างกายของเรามาจากหลายทาง เมื่อมันออกจากโรงงานเผาขยะ เราอาจหายใจสูดเอาไดออกซินเข้าไปโดยตรง เราอาจรับไดออกซินจากอาหารที่เรากิน ไดออกซินจากแหล่งกำเนิดลงไปในแม่น้ำ และทะเล ในทะเลมีแพลงตอนเป็นอาหารของปลา ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ในที่สุดไดออกซินเข้าไปอยู่ในปลาใหญ่ เมื่อเทียบปริมาณไดออกซินในทะเลกับในตัวปลา จะมีปริมาณมากกว่าถึง 3,000 เท่า เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงรับไดออกซินมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในห่วงโซ่อาหาร เพราะเรากินอาหารในชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร
  • จากผลการสำรวจมากมายในปัจจุบันนี้พบว่า ไดออกซินที่เกิดจากโรงงานเผาขยะเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์
  • ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 1998 กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นได้เปลี่ยนระเบียบของกระทรวง มีการจำกัดปริมาณไดออกซินจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ โดยออกเป็นกฎกระทรวง
  • นี่คือรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น เขากล่าวถึงการที่กระทรวงกำหนดระเบียบใหม่ขึ้นมา ก็เพื่อลดความกังวลใจของประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับไดออกซิน
  • (ภาพเอกสาร) ข้อกำหนดในกฎกระทรวงระบุว่า ให้หน่วยงานต่าง ๆ ลดการปล่อยไดออกซินลงให้น้อยกว่า 80 นาโนกรัมต่อ ลบม.
  • ค่ามาตรฐานนี้เกิดจากผลสำรวจที่ว่า ถ้ามีค่าไดออกซินเกินกว่านี้ จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ นี่เป็นข้อมูลจากการสำรวจในสัตว์ทดลองต่าง ๆ
  • (สนามเบสบอล) ปริมาณ 80 นาโนกรัมต่อ ลบม. เทียบกับเกลือที่อยู่ในมือของผมต่อความจุของสนามเบสบอลทั้งหมด พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเรานำเกลือนี้ละลายเข้าไปในน้ำที่มีความจุเท่ากับสนามเบสบอลแห่งนี้นั่นเอง ซึ่งจะเห็นว่า ไดออกซินปริมาณเพียงนิดเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้
  • (ภาพเอกสารหลาย ๆ ใบ) เอ็นเอชเคได้ส่งแบบสำรวจไปตามรัฐบาลท้องถิ่นที่มีการเผาขยะ และได้คำตอบจากหลายแห่ง จากการสำรวจพบว่า มีโรงงานเผาขยะ 110 แห่งที่ก่อให้เกิดไดออกซินมากกว่า 80 นาโนกรัม ต่อ ลบม.
  • มีการคำนวณปริมาณขยะที่เผาทุกวัน และได้ตัวเลขประมาณการว่าเกิดไดออกซินมากน้อยเท่าไร
  • (ภาพแผนที่) การเกิดไดออกซินมีมากที่สุดที่จังหวัดชิบะ โดยมีไดออกซินถึง 235 กรัมต่อปี จังหวัดนี้เป็นแหล่งกำเนิดไดออกซินที่มากที่สุดในญี่ปุ่น ประมาณร้อยละ 25 ของไดออกซิน มีแหล่งกำเนิดในกรุงโตเกียวและอีก 3 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดกัน รองลงไปเป็นจังหวัดฟูกูโอกะและฮิโรชิมา
  • (ภาพที่จังหวัดไซตามา) ที่จังหวัดไซดามามีการสำรวจพบว่ามีไดออกซินมากกว่า 150 เท่าของที่กระทรวงกำหนด ประชาชนเพิ่งรู้ข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้เกิดความหวาดกลัว
  • (ภาพประชุม) ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกมากล่าวคำขอโทษต่อประชาชน ที่เปิดเผยข้อมูลล่าช้า ปัจจุบันปัญหานี้ได้ถูกดำเนินการแก้ไขแล้ว ปริมาณไดออกซินที่เกิดจากการเผาขยะลดลง และขณะนี้อยู่ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย
  • ชาวบ้านผู้หญิง “ทางจังหวัดบอกลดลง ไม่น่าเชื่อเลย เพราะปริมาณขยะก็ไม่ได้ลดลงเลย”
  • ผู้ชาย “ผมไม่ไว้ใจการทำงานของจังหวัด เขาเปิดเผยข้อมูลล่าช้าและไม่ชัดเจนด้วย”
  • ที่จังหวัดอิราบากิ เมืองซิงโตเนะ ที่นี่มีการสำรวจการปล่อยไดออกซินด้วยตัวเอง โดยชาวบ้านเก็บดินบริเวณโรงงานเผาขยะ ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าดินนั้นมีไดออกซินเท่าไร
  • พวกเขาเก็บตัวอย่างดินบริเวณรอบโรงงานเผาขยะในรัศมี 2 กิโลเมตร รวม 60 จุด ส่งไปยังมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ศึกษาเรื่องไดออกซิน
  • ผลสำรวจ คือ สถานที่ที่อยู่ใกล้โรงงานเผาขยะ จากจุดสีเขียวนี้ มีค่าไดออกซินเฉลี่ยสูงกว่า 10 เท่า ของที่อื่น
  • (ภาพทะเล) ที่เมืองฮอนโดะ จังหวัดมาโมโตะ ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น มีการสำรวจบริเวณรอบโรงงานเผาขยะ พบว่า มีค่าไดออกซิน 83 นาโนกรัม สูงกว่าที่กระทรวงกำหนด ชาวบ้านบริเวณนี้เป็นกังวลอย่างมาก
  • การเกิดไดออกซินจะทำให้สุขภาพเขาแย่ลงหรือเปล่า มีคนสงสัยกันมาก ทางเมืองจึงได้จัดบริการตรวจสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
  • ผู้หญิง “เราก็กลัวเหมือนกัน กลัวที่สุดเห็นจะเป็นผลกระทบต่อลูกหลาน พวกเราอาจจะไม่เป็นไรก็ได้ แต่เป็นห่วงลูกหลาน”
  • ผู้ชาย “ขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานเร็ว ๆ ที่ผ่านมาการทำงานของจังหวัดล่าช้ามาก”
  • (ภาพมหาวิทยาลัยเอชิเมะ ที่มีการศึกษาเรื่องไดออกซิน) ที่มหาวิทยาลัยเอชิเมะจะมีการสำรวจว่าในมนุษย์เรามีไดออกซินสะสมมากแค่ไหน
  • อาจารย์วาคิโมโตะกำลังทำการวิจัยว่า ในไขมันของเรานี้สะสมไดออกซินมากแค่ไหน ผลงานที่เขาวิจัยเริ่มมาตั้งแต่ปี 1976 ทำให้เรารู้ว่าไดออกซินที่สะสมอยู่ในร่างกายมนุษย์จะไปสะสมในไขมัน และในประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณไดออกซินเพิ่มขึ้น ตามการเผาขยะที่มากขึ้นเรื่อยๆ
  • เส้นสีฟ้าเป็นปริมาณการเผาขยะ ส่วนเส้นสีขาวคือปริมาณไดออกซินที่อยู่ในตัวเรา
  • (การสัมภาษณ์ของอาจารย์วาคิโมโตะ จากมหาวิทยาลัยอาคิเมะ) “ในอดีต ไม่เคยมีการวิจัยแหล่งกำเนิดไดออกซิน และในธรรมชาติไดออกซินจะสะสมมาเรื่อยๆ ตามแหล่งกำเนิดต่างๆ ที่ผ่านมาไม่มีการสำรวจว่าไดออกซินเกิดที่ไหนอย่างไร แล้วทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกสะสมไดออกซินมากขึ้น ทำให้ปริมาณไดออกซินเพิ่มมากขึ้น”
  • (ภาพโรงงานเผาขยะ) “ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว การเผาขยะในญี่ปุ่นมีมากที่สุด และเกิดไดออกซินมากที่สุดด้วย ถ้าเทียบกับยุโรปหรืออเมริกา ปริมาณของไดออกซินในอากาศและสิ่งแวดล้อม ในญี่ปุ่นมีมากกว่า 10 เท่า”
  • ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นจึงทำงานล่าช้ามาก ในการส่งแบบสอบถาม NHK ทราบว่า หน่วยงานและรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ มองว่า การทำงานของรัฐบาลกลางล่าช้า คือไม่ได้บอกชัดเจนในเรื่องไดออกซินว่ามากน้อยแค่ไหน อันตรายอย่างไร การทำงานจึงซับซ้อนและล่าช้า
  • (ภาพเมืองคึจิ จังหวัดอิบาเตะ) เขาได้ตัวเลขที่ไม่ชัดเจนจากรัฐบาลกลาง และใช้ตัวเลขนี้เป็นค่ามาตรฐานควบคุมโรงงานเผาขยะทำให้เกิดปัญหา และรัฐบาลท้องถิ่นทำงานล่าช้า
  • เมื่อ 2-3 ปีก่อน ชาวบ้านและสภาท้องถิ่นเรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นสำรวจปริมาณไดออกซินที่อยู่รอบโรงงานเผาขยะ และได้ผลศึกษาออกมาว่า
  • โรงงานเผาขยะ 9 แห่ง มีไดออกซินมากกว่าที่กระทรวงกำหนดไว้ถึง 6 เท่า แต่สมัยนั้นไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขนี้สูงมาก เกินมาตรฐาน
  • (ภาพเอกสาร) รายงานที่เปิดเผยในสภาท้องถิ่น ตัวเลข 480 คือปริมาณไดออกซิน และมีตัวเลข 1250 อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ออกมาก่อนหน้านั้นจากคณะกรรมการของรัฐบาล ดังนั้น ไม่มีใครคิดว่าปริมาณไดออกซิน 480 นี้จะมีปัญหา เพราะต่ำกว่า 1250 ของคณะกรรมการ แต่ตามกำหนดของกระทรวงต้องมีไดออกซินน้อยกว่า 80 นาโนกรัม ต่อ ลบม.
  • ผู้รับผิดชอบโรงงานเผาขยะให้สัมภาษณ์ว่า “สมัยนั้นมีตัวเลข 1250 ไม่เห็นมีตัวเลขอื่นที่รัฐบาลเสนอออกมา เขาคิดว่า ถ้าน้อยกว่า 1250 คิดว่าได้มาตรฐาน ไม่มีปัญหา”
  • ทำไมค่า 1250 ที่มีอยู่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นค่ามาตรฐาน ตัวเลขนี้มาจากการประชุม เมื่อปี 1984 ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้คาดไว้ว่า ปริมาณ 1250 นาโนกรัม เป็นการเกิดไดออกซินที่มากที่สุดที่เกิดจากโรงงานเผาขยะ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานอย่างที่เข้าใจกัน สมัยนั้นไม่มีใครรู้ว่าไดออกซินอันตรายแค่ไหน จึงไม่มีใครคิดว่าปริมาณไดออกซินขนาดนี้ คือ 1250 จะเป็นอันตราย ผู้เชี่ยวชาญก็คิดว่าไม่เป็นอันตราย ไม่มีใครรู้ว่าการสะสมไดออกซินในมนุษย์มาจากไหน เขาจะคำนวณจากการปล่อยทางอากาศเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วมนุษย์รับไดออกซินจากการกินด้วย ตัวเลขที่คิดว่าไม่มีปัญหา ที่จริงมีปัญหามาก
  • คุณโคบายาชิ อดีตหัวหน้าแผนกในกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า “สมัยนั้นไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนที่สามารถจะเป็นไกด์ไลน์ได้ ก็เลยมีแค่ 1250 เท่านั้น หน่วยงานต่างๆ เลยเข้าใจว่า ตัวเลขนี้เป็นมาตรฐานที่เขากำหนดไว้”
  • หลังจากนั้น 6 ปี (1990) กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดประชุมอีกครั้ง เรียกผู้เชี่ยวชาญเรื่องไดออกซินเข้ามาทำไกด์ไลน์ นี่คือครั้งแรกที่มีการศึกษาว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาไดออกซินจากโรงงานเผาขยะได้ นี่เป็นการปรึกษากันครั้งแรกในญี่ปุ่น
  • (ภาพอาจารย์) อาจารย์ทาชิกาวา จากมหาวิทยาลัยอิชิเมะ สมัยนั้นเขาอยู่ในคณะกรรมการ และเป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาไดออกซินที่มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ เขาเป็นคนแรกในญี่ปุ่น ในที่ประชุม เขาเสนอว่า กระทรวงจะต้องกำหนดตัวเลขที่ชัดเจนว่าเกิดไดออกซินได้แค่ไหน กับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้อง
  • “ถ้าเราจะกำหนดตัวเลขให้ชัดเจน หน่วยงานต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมีความสามารถที่จะกำหนดให้เป็นไปตามนั้นได้ ถ้ามีตัวเลขชัดเจนทุกหน่วยงานจะช่วยกันทำให้ได้มาตรฐาน”
  • (ภาพที่ทิ้งขยะ) ในช่วงนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเติบโตมาก ขยะที่เกิดจากบ้านเรือน จากการใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในการประชุมครั้งนั้น ตัวแทนรัฐบาลท้องถิ่นบอกว่า ถ้ามีตัวเลขที่กำหนดชัดเจน การจัดการขยะจะยากมากขึ้น จึงปฎิเสธที่จะให้มีตัวเลขที่ชัดเจนออกมา
  • คุณเทราชิมะ จากรัฐบาลโตเกียว อดีตผู้รับผิดชอบเรื่องขยะ “ถ้าตัวเลขมีความชัดเจนจะส่งผลกระทบต่อการจัดการขยะประจำวัน เขาจึงปฏิเสธไม่ให้มีตัวเลขที่ชัดเจน “
  • ในการประชุมตกลงกันว่า ถ้าหน่วยงานไหนจะสร้างโรงงานเผาขยะขึ้นมาใหม่ ค่ามาตรฐานการปล่อยไดออกซินต้องน้อยกว่า 5 นาโนกรัม มีการตกลงกันอย่างนี้ แต่โรงงานเผาขยะรุ่นเก่า ไม่ได้รวมอยู่ในมาตรฐานที่ออกมาใหม่ ดังนั้น ค่า 1250 คงยังอยู่เหมือนเดิม
  • ทาง NHK คำนวณไว้ว่า ถ้าโรงงานเผาขยะรุ่นเก่าไม่ได้รวมอยู่ในค่ามาตรฐานใหม่ จะเกิดไดออกซินมากขึ้นเท่าไร และได้ตัวเลขออกมาประมาณ 2731 กรัมจากโรงงานเผาขยะที่มีอยู่แล้ว ตัวเลข 0.5 คือค่าไดออกซินจากโรงงานเผาขยะที่สร้างใหม่ ดังนั้น ประมาณ 90% ของไดออกซินเกิดจากโรงงานเผาขยะที่มีอยู่แล้วซึ่งไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของกระทรวงที่ออกมาใหม่
  • เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ไม่ได้ทำไกด์ไลน์ ทั้งๆ ที่การทำไกด์ไลน์เป็นเรื่องที่ดี เขาบอกว่า ในตอนนั้นทุกคนเห็นด้วยว่าพยายามจะทำเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำงานได้ต่อไป….
  • อาจารย์ทาชิกาวะโต้ว่า “การที่ไม่มีไกด์ไลน์ในสมัยนั้นทำให้มีปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คือไม่มีการแก้ไข ไม่มีการแก้ปัญหา คิดว่ากระทรวงสาธารณสุขขาดความรับผิดชอบ ทำให้เกิดสภาพที่เป็นอยู่ขึ้น”
  • จากการสำรวจโดยแบบสอบถามของ NHK พบว่า สาเหตุที่เกิดไดออกซินมากอีกประการหนึ่ง คือ เกิดจาก
  • (แผนที่) มีสถานที่ที่เกิดไดออกซินมากกว่า 80 นาโนกรัมอยู่ 110 แห่ง ในจำนวนนี้ มี 76 แห่ง มีเครื่องกรองฝุ่น คือใช้ระบบไฟฟ้าเก็บฝุ่น เพื่อลดมลพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีไดออกซินมากขึ้น
  • นี่คือแผนผังการทำงานของเครื่องกรองฝุ่นแบบประจุไฟฟ้า ของโรงงานเผาขยะ
  • เป็นเครื่องที่ใช้ระบบไฟฟ้า และมีอุณหภูมิประมาณ 300 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้เกิดไดออกซินได้มาก
  • (คำอธิบาย) ซ้ายมือเป็นเตาเผาขยะ ภาพกลางเป็นการทำให้อากาศที่เกิดจากการเผาขยะเย็นลง ภาพขวาเป็นภาพที่เก็บฝุ่นที่เขียนว่าอุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส ออกจากเครื่องนี้แล้วปล่อยออกสู่อากาศ
  • ที่จริง การพบว่าอุณหภูมิในเครื่องป้องกันมลพิษเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดไดออกซินมากขึ้นนี้ มีการสำรวจมาแล้วโดยอาจารย์คนหนึ่ง อาจารย์คาโต เคยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐ เขาสำรวจเรื่องไดออกซิน ที่โรงงานเผาขยะแห่งหนึ่งที่ปฏิบัติงานจริง ได้ผลชัดเจนว่า ถ้าอุณหภูมิของเครื่องที่เก็บฝุ่นลดลงเป็น 200 องศาเซลเซียส จะทำให้ไม่เกิดไดออกซินมาก
  • “เครื่องป้องกันมลพิษทำให้เกิดไดออกซินมากมาย มีวิธีแก้ คือต้องลดอุณภูมิให้เป็น 200 องศาเซลเซียส จึงจะแก้ปัญหาได้”
  • ในบันทึกการประชุม อาจารย์คาโตเสนอว่า ต้องให้อุณหภูมิในเครื่องนั้นลดลงถึง 200 องศาเซลเซียส เขาเสนอขึ้นมาแล้ว
  • แต่อาจารย์คิราโอกะ จากมหาวิทยาลัยเกียวโตไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น “ถ้าให้อุณหภูมิในเครื่องเก็บฝุ่นลดเป็น 200 องศา ต้องใช้งบประมาณมากมายและต้องปรับปรุงโรงงานเผาขยะอีกมาก ผมคิดว่า การที่จะลดอุณหภูมินี้เป็นไปไม่ได้”
  • ในไกด์ไลน์ของกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าให้อุณหภูมิอยู่ที่ 250-280 องศาเซลเซียส
  • คุณซากาโมโต อดีตหัวหน้าแผนกสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข “ถ้าทำไกด์ไลน์ที่เป็นไปไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ไม่กำหนดก็ไม่ได้ เลยทำไกด์ไลน์นี้ขึ้นมาเท่าที่จะทำได้ในแง่ของเทคโนโลยี”
  • (ภาพกราฟ) : หากอุณหภูมิอยู่ในไกด์ไลน์นี้ …. กราฟที่เห็นนี้แสดงความเข้มข้นของไดออกซินและอุณหภูมิในเครื่องดักฝุ่น ซึ่งถ้าสูงกว่า 250 องศาเซลเซียส จะเกิดไดออกซินเยอะมาก สาเหตุที่ญี่ปุ่นมีไดออกซินมาก เนื่องจากไม่ได้กำหนดให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 200 องศาเซลเซียส
  • (ภาพปล่องควัน) : เพื่อจะใช้ระบบเดิม กระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ได้ออกกฎข้อบังคับ ทำให้การแก้ปัญหาไดออกซินล่าช้า
  • (ภาพรถเครนสีเหลือง) เนื่องจากโรงงานเผาขยะในแต่ละเมือง มีขยะที่มาจากอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง โดยบริษัทก่อสร้างรับเหมาให้เอกชนทำ สถานที่แบบนี้เป็นแหล่งกำเนิดไดออกซินเช่นกัน
  • ขยะอุตสาหกรรม คือ เศษต่างๆ จากการก่อสร้างและพลาสติกต่างๆ และเนื่องจากเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ กระทรวงจึงไม่ได้เก็บข้อมูลเรื่องการปล่อยไดออกซิน
  • (ภาพทางอากาศ) จังหวัดไซตามะ อยู่ติดกับกรุงโตเกียว ทางภาคใต้ของไซตามะ มีโรงงานเผาขยะของเอกชนตั้งอยู่เยอะมาก
  • (เป็นพื้นที่เห็นปล่องควันเยอะ)
  • ผู้ชาย : ดูทุกวันๆ น่าเป็นห่วงมาก
  • ผู้หญิง : น่ากลัวมาก ขนลุก เพราะเราสูดเข้าไปทุกวันๆ ไม่หายใจก็ไม่ได้
  • (ภาพควัน) มีโรงงานเผาขยะอุตสาหกรรมของเอกชนแบบนี้เข้ามาตั้งแต่ 5 ปีก่อน
  • สถานที่นี้ บริษัทใช้เป็นที่เก็บรวบรวมขยะก่อนที่จะส่งออกไป การที่มีการเผาขยะกลางแจ้งจำนวนมาก จังหวัดไซตามะจึงสนับสนุนให้มีการสร้างโรงงานเผาขยะขึ้นมา การเผาขยะเป็นแบบง่าย ๆ จึงทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์
  • นักวิชาการชี้แจงว่าเตาเผาแบบนี้ทำให้เกิดไดออกซินได้ง่าย
  • เจ้าของบริษัทคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ในตอนที่สร้างเตาเผาขยะแบบนี้ จังหวัดไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรเลย
  • คุณนากาฮามะ เจ้าของบริษัท “ตอนนั้น รัฐบาลไม่ได้บอกว่าให้ตั้งเครื่องอะไรบ้าง คิดว่าแค่นี้ก็คงพอแล้ว บริษัทก็ทำตามข้อบังคับของจังหวัด”
  • ทุกวันนี้ยังมีการเผาขยะกลางแจ้งอยู่ การเผาอย่างนี้น่าจะเกิดไดออกซินมากกว่าอย่างอื่น แต่ทางราชการก็ชี้แจงไม่ได้ ต้องไปดูว่าเผากันอย่างไร
  • คนถือร่ม “ก็รู้อยู่ว่าไม่ดี แต่แค่นิดเดียวเดี๋ยวมันก็ดับ ไม่มีใครว่าเราหรอก”
  • (กลุ่มคนเดินเข้าไป) ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อให้เข้าไปดูการเผาขยะ เพราะเป็นห่วงว่าจะเกิดไดออกซิน
  • ชาวบ้าน : “ช่วยฟังข้อเรียกร้องของเราด้วย ควันจะถึงบ้านเรา”
  • บริษัท : “ถ้ากลิ่นเหม็นถึงบ้านคุณ คุณจะให้เราเข้าไปดูในบ้านคุณหรือเปล่า”
  • ชาวบ้าน : “ขอดูข้างในอย่างเดียว”
  • (ศาลากลางจังหวัดไซตามะ) จากแรงกดดันของกลุ่มชาวบ้าน ทางจังหวัดจึงยอมตรวจปริมาณไดออกซินที่อยู่ในดิน ทางแถบตอนใต้
  • (แผนผังที่ตั้ง) ทางจังหวัดไซตามะและอำเภอซายามะสำรวจดิน 10 จุด ใน 10 จุดนี้ มีไดออกซินมากกว่าเมืองอื่นๆ ถึง 9 จุด โดยเฉพาะใน 3 จุด พบว่ามีค่าไดออกซินมากกว่าค่าเฉลี่ยในแต่ละเมือง ถึง 5 เท่า
  • ไม่มีการบอกชัดเจนว่า ไดออกซินเกิดจากการเผาขยะ ทางจังหวัดบอกว่าตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุม ดังนั้นการเข้าไปตรวจในโรงงานเผาขยะจึงเป็นไปไม่ได้
  • (ตึกกระทรวงสาธารณสุข) ทำไมกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่แก้ปัญหานี้ เพราะว่ามีข้อมูลที่ทำไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในข้อมูลระบุถึงปริมาณไดออกซินที่เกิดจากสถานที่ต่าง ๆ
  • นั่นคือ โรงงานเผาขยะของแต่ละพื้นที่ มีปริมาณ 3100-7400 นาโนกรัม
  • โรงงานเผาขยะของเอกชน 545-705 นาโนกรัม
  • ตัวเลขนี้ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ของโรงงานเผาขยะของจังหวัด จึงไม่มีการตรวจ
  • ผู้ที่นำเสนอข้อมูลนี้ คือ อจ. ชิราโอกะ ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาไกด์ไลน์ เกี่ยวกับไดออกซิน
  • ในข้อมูลนั้น ใช้ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกามาเป็นตัวคำนวณ เพราะตอนนั้นที่ญี่ปุ่นไม่มีข้อมูล
  • ถ้าเทียบกันแล้วการเผาขยะในญี่ปุ่น เป็นระบบง่ายมาก หลายคนบอกว่าน่าจะเกิดไดออกซินมากกว่าที่สหรัฐอเมริกาเยอะ
  • อจ.ชิราโอกะ “สมัยนั้นไม่มีตัวเลขของญี่ปุ่น เราต้องการมีตัวเลขที่ชัดเจนจึงเอาของอเมริกามาใช้   ไม่คิดว่าทางกระทรวงจะเอาตัวเลขนี้มาใช้ต่อไปอีก
  • “เพื่อจะควบคุมไดออกซิน ในตอนนั้นเราต้องการตัวเลขคาดประมาณ แต่ว่าตัวเลขจริงมันต้องต่างกัน ผมรู้สึกว่าน่าจะเยอะกว่านี้”
  • (ตึกกระทรวงสาธารณสุข) ทางกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า ที่ผ่านมาไม่เคยสำรวจโรงงานเผาขยะเอกชน จึงไม่มีโอกาสทบทวนตัวเลขที่ทำไว้
  • เจ้าหน้าที่กระทรวงที่รับผิดชอบขยะอุตสาหกรรม : “สมัยนั้นไม่มีข้อมูลที่คำนวณไดออกซินทั้งหมด พวกเราก็เข้าใจว่า อาจารย์ทำไว้ก็เพื่อคำนวณคร่าวๆ”
  • กรมสิ่งแวดล้อม เปิดเผยข้อมูลไดออกซินที่เกิดจากโรงงานเผาขยะของเอกชน โดยสำรวจโรงงาน 50 แห่ง ค่าสูงสุดอยู่ที่ 2200 นาโนกรัม ตัวเลขเฉลี่ยเป็น 2 นาโนกรัม ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่รัฐบาลกำหนดไว้คือ 80 นาโนกรัม
  • (รถแมคโคร) สาเหตุที่การแก้ปัญหาล่าช้า เพราะกระทรวงสาธารณสุขใช้ตัวเลขที่ไม่สะท้อนความจริง
  • (แผนที่โลก) การกำหนดไดออกซินของญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ล่าช้ามาก
  • ในสวีเดน เมื่อปี 1986 สวีเดนตั้งไกด์ไลน์อยู่ในช่วง 5-2 นาโนกรัมต่อ ลบม. ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด
  • เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยคำนวณจากเทคโนโลยีสุดยอดในปัจจุบัน กำหนดไว้ที่…
  • ที่ประเทศเยอรมันกำหนดไว้ที่ 1 สหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ที่ 0.2-3 นาโนกรัม
  • เดือนสิงหาคม ปี 1997 ที่เมืองอินเดียน่าโพลิส สหรัฐอเมริกา มีการประชุมไดออกซิน มีนักวิชาการจากทั่วโลกมารวมตัวกัน และมีเสียงเรียกร้องว่าต้องกำหนดปริมาณไดออกซินให้เข้มกว่านี้อีก
  • ปัญหาจากไดออกซินก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความพิการในเด็ก
  • และปัจจุบัน การวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะเจริญพันธุ์ จากการวิจัยในสัตว์ทดลองเป็นเวลา 4 ปี พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในมดลูก
  • การทดลองในหนู เมื่อแม่หนูที่กำลังท้องกินไดออกซินเข้าไป ลูกหนูที่เกิดมาจะมี sperm ลดลง
  • ปัญหาก็คือ การลดภาวะเจริญพันธุ์นี้ เกิดจากไดออกซินจำนวนน้อยมากๆ
  • เนื่องจากมีผลสำรวจออกมาเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของไดออกซิน ทั่วโลกพยายามผลักดันให้มีปริมาณไดออกซินเป็นศูนย์
  • ที่ญี่ปุ่นเริ่มจะมีการควบคุมไดออกซิน ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 1997 ทางกระทรวงสาธารณสุขออกกฎหมายกำหนดว่า ภายใน 1 ปี ต้องควบคุมให้ปริมาณไดออกซินอยู่ใน 80 นาโนกรัม
  • และภายใน 5 ปี ต้องอยู่ในตัวเลขใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงงานเผาขยะ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ก็ยังเป็นปริมาณที่สูงกว่ายุโรป และอเมริกา
  • กฎหมายนี้กำหนดการเดินเครื่องโรงงานเผาขยะด้วย อุณหภูมิในเตาต้องมากกว่า 800 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิในเครื่องดักฝุ่นต้องต่ำกว่า 200 องศาฯ ถ้าโรงงานใดทำตามมาตรฐานไม่ได้ ต้องหยุด
  • การแก้ปัญหาอีกแบบหนึ่งคือ การขยายพื้นที่เก็บขยะให้กว้างขึ้น เนื่องจากมีการสำรวจว่า โรงงานเล็ก ไดออกซินยิ่งมาก จึงต้องส่งขยะเข้าโรงงานขนาดใหญ่
  • (แผนภาพ) การขยายพื้นที่เก็บขยะหมายความว่า สร้างโรงงานใหญ่ ยุบโรงงานเล็ก นี่เป็นแนวคิดของกระทรวงสาธารณสุขที่ว่า โรงงานใหญ่มีไดออกซินออกมาน้อยกว่า
  • ทางกระทรวงแนะนำว่า ถ้ามีการสร้างโรงงานเผาขยะแห่งใหม่ จะต้องเผาขยะได้มากกว่า 100 ตันต่อวันขึ้นไป ถ้าที่ไหนสร้างโรงงานเล็กกว่าที่กำหนด จะไม่มีงบประมาณจากส่วนกลางสนับสนุน
  • แต่ละจังหวัดกำลังวุ่นวายกับข้อกำหนดใหม่ ทาง NHK ได้ส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อกำหนดของกระทรวงและได้รับคำตอบกลับมาว่า 41% คิดว่าเป็นไปไม่ได้ภายใน 5 ปี
  • อุปสรรคที่ใหญ่สุดคืออะไร คำตอบคือ งบประมาณที่จะสร้าง ประมาณ 50% เห็นเช่นนั้น
  • (ภาพ) นี่เป็นโรงงานเผาขยะของจังหวัดนางาซากิ จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว มีไดออกซิน 590 นาโนกรัม ทางโรงงานจึงรีบเปลี่ยนเตาเผา แต่สภาพโรงงานทรุดโทรมมาก ทางตำบลกำลังวางแผนว่าจะสร้างใหม่
  • ที่อำเภอโอบามะ วางแผนว่าจะรวมโรงงานเผาขยะที่อยู่ใกล้กัน 2 แห่ง แต่ถ้ารวมตัวกันจะเผาขยะได้ประมาณ 50 ตันต่อวัน จึงไม่ได้งบประมาณจากกระทรวง
  • หัวหน้าสภาตำบล : “ถ้าไม่ได้งบจากส่วนกลาง ต้องเอางบประมาณของตำบลทั้งหมด ความหมายคือเฉพาะงบของตำบลไม่สามารถทำได้ ต้องวางแผนเก็บขยะให้มากขึ้น”
  • (แผนที่) : ถ้ารวมโรงงานเผาขยะอีก 6 แห่ง จะเผาขยะได้วันละ 170 ตัน ปัญหาคือโรงงานขนาดเล็กแต่ละแห่งอายุไม่เท่ากันจึงรวมตัวกันยาก มีสองแห่งที่ใกล้เคียงกันซึ่งอยู่ในแผนเก่า สร้างมากว่า 15 ปี แล้ว อาจสร้างใหม่พร้อมกันได้ แต่อีกแห่งหนึ่งกำลังสร้างอยู่จึงไม่ได้อยู่ในแผน อีกสองแห่งสร้างมาได้เกือบ 10 ปี และยังไม่ได้ชำระหนี้
  • (รถวิ่งเข้าโรงงาน) โรงงานที่ตำบลอะริยาเกะ สมัยสร้างใช้งบประมาณ 700 ล้านเยน
  • 18% ใช้งบประมาณของตำบล อีก 20 % มาจากจังหวัดและรัฐบาลกลาง นอกนั้นเป็นเงินที่รัฐบาลให้กู้ และยังเหลืออีก 250 ล้านเยนที่ต้องจ่ายคืนให้รัฐบาล
  • หัวหน้าสภาหมู่บ้านของอะริยาเกะ : “การขยายพื้นที่เก็บขยะ พูดง่ายทำยากหรือเปล่า เขาไม่แน่ใจ แม้จะมีคำสั่งกระทรวงออกมาแล้ว”
  • ทางภาคเหนือของจังหวัดโอกายามะ มีการเผาขยะวันละ 5ตัน เนื่องจากปริมาณขยะน้อย ถ้าใช้ขยะเปียกจะมีไดออกซินมากขึ้น
  • จากการสำรวจในเดือนมกราคม 1997 พบไดออกซิน 87 นาโนกรัม
  • ตำบลซิงโจว อยู่ในอำเภอมานิวะ มีโรงงานเผาขยะ 3 แห่ง ถ้ารวมขยะทั้งหมดจะได้ประมาณ 50 ตันเท่านั้น รอบๆ อำเภอไม่มีโรงงาน ถ้าจะรวมโรงงานก็เป็นไปได้ยากเพราะอยู่ห่างกันถึง 40 กิโลเมตร
  • (รถวิ่ง) เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นภูเขา ถ้าขับรถไปที่อื่นต้องใช้เวลานานชั่วโมงครึ่ง ช่วงฤดูหนาวมีหิมะตก การเดินทางลำบากขึ้น
  • ปัจจุบัน ที่นี่เก็บขยะ 5 ตัน ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ถ้าจะเก็บขยะ 100 ตัน ต้องเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ และต้องเปลี่ยนรถ แต่ถ้าเก็บขยะได้ไม่ถึง 100 ตัน รัฐบาลก็ไม่ช่วยเหลือ
  • ผู้รับผิดชอบของตำบล : “ถ้าออกคำสั่งจากกระทรวงก็ต้องทำตาม ถ้าเป็น 20-30 ตัน แต่ละจังหวัดก็น่าจะดีใจกว่า”
  • การแก้ปัญหาเป็นอุปสรรคสำหรับรัฐบาลท้องถิ่น
  • การออกระเบียบกระทรวงครั้งนี้ แต่ละท้องที่ต้องกำกับดูแลโรงงานเผาขยะของเอกชนด้วย
  • เพื่อไม่ไห้เกิดไดออกซิน ต้องสร้างระบบต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก ปัจจุบันนี้โรงงานเผาขยะอุตสาหกรรมเป็นอย่างนี้ ไม่มีระบบป้องกันไดออกซิน
  • (แผนผัง) ต้องเพิ่มพื้นที่ขนถ่ายขยะโดยอัตโนมัติ ต้องสร้างเครื่องลดอุณหภูมิ เครื่องดักฝุ่น
  • โดยในการสร้างเครื่องดักฝุ่น ต้องใช้งบประมาณ 100 ล้านเยน ตามกฎกระทรวงที่ออกมาใหม่ ถ้าบริษัทไม่มีเครื่องนี้ ต้องหยุดดำเนินการ
  • ในกลุ่มอุตสาหกรรมเผาขยะมองว่า มีสมาชิกประมาณ 90 % ต้องสร้างโรงงานเผาขยะขึ้นมาใหม่
  • คนหันหลังพูด “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ไม่รู้จะหาเงินที่ไหน ลงทุนแล้วจะมีกำไรหรือเปล่า ที่จริงแล้ว อยากจะหยุดกิจการ”
  • ผู้ชายกอดอก / คุณนากาฮามา เจ้าของโรงงาน “เราต้องลงทุน 100 200 300 ล้าน ทางกระทรวงพูดมาง่าย ๆ เมื่อเราถามว่า เราจะเงินมาจากไหน เขาก็ตอบไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ช่วยตัวเอง เราจะทำได้อย่างไร”
  • ทางกลุ่มโรงงานเผาขยะจัดสัมมนา เชิญกลุ่มบริษัทก่อสร้างที่เผาขยะมากที่สุด เพื่อสร้างความเข้าใจต่อบริษัทที่เผาขยะ
  • เจ้าของโรงงานเผาขยะ “ใน 1-2 ปี ในคันโต ไม่มีบริษัทไหนเอาตัวรอดได้ ในการสัมมนานี้ทางกลุ่มโรงงานชี้แจงว่าต้องขึ้นค่าเก็บขยะ เพราะต้องลงทุนเรื่องไดออกซินมาก บริษัทก่อสร้างเข้าใจปัญหา แต่ถ้าให้เสียเงินเพิ่ม มันเป็นไปไม่ได้”
  • พนักงานบริษัทก่อสร้าง “เราพยายามให้ค่าใช้จ่ายลดลง การเพิ่มค่าใช้จ่ายเป็นไปไม่ได้”
  • “ ในตลาดก็มีการแข่งขันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราก็ไม่ได้จ้างบริษัทที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว”
  • โรงงานเผาขยะแห่งนี้ไม่ได้รับขยะจากบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ได้ 3 ปี แล้ว เนื่องจากเมื่อถึงเวลาปรับปรุงระบบ บริษัทนี้ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย จึงไม่ได้รับขยะ เจ้าของให้สัมภาษณ์ว่า ถึงแม้ว่าไดออกซินเป็นปัญหา แต่เขาไม่สามารถหวังอะไรจากบริษัทก่อสร้างได้
  • คนหันหลังพูด : “บริษัทก่อสร้างสั่งให้เราทำงานด้วยราคาถูกมาก ผมคิดว่าพวกเราต้องร่วมกันประท้วงหยุดทำงาน ถ้าเราได้รับผลกระทบจากมาตรการลดไดออกซิน แต่ละคนต้องรับผิดชอบเอง แต่ละคนเผาขยะที่หน้าบ้าน ไดออกซินก็ออกมาที่นั่นเยอะแยะ”
  • โรงงานเผาขยะที่รับเผาขยะอุตสาหกรรม ไม่ได้ถูกกำกับจากหน่วยงานใดเลย ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ข้อบังคับ แต่ยังไม่มีการรับผิดชอบที่แท้จริง
  • ไดออกซินเกิดจากสังคมบริโภคที่ใช้ของต่างๆ อย่างมักง่าย กินทิ้งกินขว้าง ไดออกซินเป็นของเหลือใช้ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจในกระบวนการเผาใหม้ สารเคมีที่ร้ายแรงมากชนิดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วประเทศญี่ปุ่น
  • พวกเราจะทบทวนเพื่อเลิกใช้ชีวิตที่สร้างขยะ และหยุดอุตสาหกรรมที่ผลิตขยะออกมาจำนวนมาก ได้หรือไม่
  • ใครจะรับผิดชอบงบประมาณมหาศาลที่ใช้ควบคุมไดออกซิน
  • ถึงแม้เรายังมองไม่เห็นอนาคต แต่วันนี้ ที่ญี่ปุ่นเราเริ่มมีข้อบังคับมิให้เกิดไดออกซินขึ้นแล้ว

World Summit on Sustainable Development) ดีแต่พูด

สามทศวรรษที่แล้ว (2515) “สิ่งแวดล้อมของมนุษย์” – เป็นหัวข้อการประชุมสุดยอดของโลก

“ชีวาลัย – ชีวมณฑล” อันเปราะบางน่าทะนุถนอม

ปลุกให้โลกตื่นจากเงามฤตยูและพิษภัยที่มนุษย์ด้วยกันเองก่อขึ้น

กลายเป็นฝันค้างในบรรยากาศร้อนแห่งสงครามเย็นในทศวรรษถัดมา

ทศวรรษที่แล้ว (2535) ผู้นำประเทศทั่วโลกรับรองปฎิญญา อนุสัญญา แผนปฏิบัติการระดับโลก

“การพัฒนาที่ยั่งยืน” กลายเป็นวาทกรรมปลายศตวรรษที่ 20

ทว่า กลับเป็นเรื่อง “ดีแต่พูด” และ “เอาแต่เสนอหน้า”

คนรวยรวยขึ้น คนจนอยู่ชายขอบ การมีส่วนร่วม ความเป็นธรรม…(เรื่องไม่น่าพูด)

วันนี้โลกที่เราใฝ่ฝันมันหายไป เพราะแสงอาทิตย์กลายเป็นมะเร็งร้าย

เพราะโลก (แม่ง) ร้อน (ฉิบหาย)

เพราะเด็กน้อยยังคงอดอยากหิวโหยภายใต้เงาทะมึนของการประชุม GATT/WTO/ADB ฯลฯ

ปี2545 นี้โลกจะมีการประชุมสุดยอด (อีกครั้ง)

ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน –WSSD ที่อาฟริกาใต้

การประชุมที่โลกอุตสาหกรรมหวังกอบโกย (World Summit on Sustaining Developed countires)

เพราะบรรษัทข้ามชาติยังคงแผลงฤทธิ์

หรือการประชุมเพื่อสนับสนุนการทำลาย (World Summit for Supporting Destruction)

เพราะด้านมืดของโลกาภิวัฒน์ยังครอบโลก

อีก 10 ปี ข้างหน้า ก็จะมีการประชุมสุดยอดแบบนี้อีก – เชื่อเหอะ

ก็จะมีเรื่อง “ดีแต่พูด” – เชื่อไหมล่ะ

อีก 20 ปี ข้างหน้า ก็จะมีการประชุมสุดยอดแบบนี้อีก – เชื่อเหอะ

ก็จะมีเรื่อง “ดีแต่พูด” – เชื่อไหมล่ะ

อีก 30 ปี ข้างหน้า ก็จะมีการประชุมสุดยอดแบบนี้อีก – เชื่อเหอะ

ก็จะมีเรื่อง “ดีแต่พูด” – เชื่อไหมล่ะ