ควันและไฟในคาบสมุทรอินโดจีน

indochina_vir_2016078

ฤดูมรสุม(monsoon) ของเอเชียเป็นลักษณะเด่นของสภาพภูมิอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นช่วงที่มีฝนตกและอากาศร้อน ส่วนในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงกลางเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่อากาศเย็นและแห้ง ช่วงที่ฤดูแล้งมาถึง การเกิดไฟขยายวงกว้าง (ทั้งที่เกิดโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจทั่วทั้งคาบสมุทรอินโดจีนเมื่อคนใช้วิธีการเผาเพื่อจัดการพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ที่สร้างเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

ในวันที่ 19 มีนาคม 2016 เครื่องมือวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP จับภาพที่สีตามธรรมชาติไว้ได้โดยแสดงให้เห็นจุดเกิดไฟกระจายทั่วคาบสมุทร จะสังเกตว่าหมอกควันหนาที่ครอบคลุมภาคตะวันตกของไทยและตะวันออกของเมียนมาร์บดบังจุดเกิดไฟ แผนที่ด้านล่างที่ใช้เครื่องมือ  infrared ของ VIIRS แสดงตำแหน่งจุดความร้อนที่มีการเกิดไฟ (จุดสีแดง)

indochina_vir_2016078_map

แม้ว่าการเกิดไฟจะมาจากความตั้งใจทำให้เกิด ธรรมชาตินั้นก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างขึ้น การเกิดไฟในบางพื้นที่อยู่สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังตกอยู่ในวิกฤตภัยแล้ง เวียดนามเผชิญกับ วิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงที่สุด ในรอบ 90 ปี ฝนทิ้งช่วงทำให้เกิดการรุกของน้ำเค็ม ในพื้นที่นาข้งและพืชอื่นๆ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทางการไทยผลักดันให้มี การผันน้ำ มาแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคเกษตรกรรม  กลายเป็นประเด็นกังวลต่อประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ปัญหาความตึงเครียด จีนได้ประกาศในเดือนมีนาคมเพื่อปล่อย น้ำเพิ่มเติม จากเขื่อนจิงหง.

ข้อมูลอ้างอิง

เอกสารอ่านเพิ่มเติม

NASA image (top) by Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS Rapid Response. NASA Earth Observatory map (bottom) by Joshua Stevens. Caption by Adam Voiland.

กุมภาพันธ์ 2016 ร้อนที่สุดในรอบ 136 ปี

febtemps_gis_2016เดือนกุมภาพันธ์ 2016 เป็นเดือนกุมภาพันธ์ที่ร้อนที่สุดในรอบ 136 ปีของการตรวจวัดอุณหภูมิในยุคสมัยใหม่ เป็นเดือนที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิมากกว่าปกติของเดือนใดๆ ที่มีการบันทึกกันมา

ผลจาก การวิเคราะห์อุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง(ongoing temperature analysis) โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 0.5 องศาเซลเซียส (0.8 องศาฟาเรนไฮท์) ร้อนกว่าที่มีการตรวจวัดที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 1998) เดือนกุมภาพันธ์ 2016  มีค่าแตกต่างที่ 1.35 องศาเซลเซียสจากค่าอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงปี 1951–80 ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 1998 มีค่าความแกต่างอุณหภูมิอยู่ที่ 0.88 องศาเซลเซียสจากค่าอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงปี 1951–80 โดยทั้งสองปีเหตุการณ์นั้นเป็นช่วงที่มีปรากฎการณ์เอลนิโญรุนแรง

ภาพด้านบนแสดง ความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก(temperature anomalies) ของเดือนกุมภาพันธ์ 2016 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์(อุณหภูมิพื้นผิวที่วัดได้ในขณะนั้น) แต่ียบปเป็นแผนที่โลกที่แสดงว่าอุณหภูมิพื้นผิวร้อนขึ้นหรือเย็นลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในปีฐาน 1951 ถึง 1980.

เกือบทุกแห่งบนโลกมีอุณหภูมิร้อนขึ้นอย่างผิดปกติในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 พื้นที่ที่ร้อนสุดๆ คือในเอเชีย อเมริกาเหนือ และอาร์กติก ยกเว้นบริเวณคาบสมุทรคามชัตกาและพื้นทีส่วนเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เห็นว่ามีอุณหภูมิเย็นกว่าปกติ(เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในปีฐาน 1951 ถึง 1980) แผนที่ยังแสดงให้เห็นชัดเจนถึงผลของเอลนิโญ(El Niño)รุนแรงในเขตมหาสมุทรเส้นศูนย์สูตร

tAnomalies_gis_1980-2016

แผนภาพด้านบนแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในแต่ละเดือนนับตั้งแต่ปี 1980โดยเดือนกุมภาพันธ์จะแสดงเป็นจุดสีแดง ทุกๆ จุด ทั้งสีแดงและสีเทา แสดงถึงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกว่าอยู่สูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในปีฐาน 1951 ถึง 1980 แม้ว่าจะมีการผันแปรเดือนต่อเดือน แต่แนวโน้มระยะยาวอันเนื่องมาจาก ภาวะโลกร้อน(global warming) นั้นชัดเจนและโดยเฉพาะระดับอุณหภูมิที่สูงอย่างผิดปกติของเดือนกุมภาพันธ์ 2016

อ้างอิง

อ่านเพิ่มเติม

ภูกระดึงในวันที่โลกร้อนขึ้น

ธารา บัวคำศรี

ในขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น โลกร้อนเป็นเรื่องจริง และวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วเป็นสถานการณ์ท้าทายสุดๆ ของสังคม ผมอยากพาผู้อ่านทั้งหลายมองข้าม shot จากดีเบตเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง ผมคิดว่า เราทั้งหลายต้องมองยาวออกไปอีกนิดถึงเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย

ถ้าเรามองระบบธรรมชาติในฐานะ “ระบบสนับสนุนค้ำจุนชีวิต(Life-Supporting System)” เช่นเดียวกับร่างกายของเราที่มีหัวใจและอวัยวะต่างๆ ที่ทำงานสอดประสานกันให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เราก็ไม่ควรมานั่งเถียงเรื่องการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงเพราะเห็นชัดว่ามันจะทำลายระบบสนับสนุนค้ำจุนชีวิตและหัวใจของเราเอง

ในยุคที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น โลกร้อนเป็นเรื่องจริง และวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วเป็นสถานการณ์ท้าทายสุดๆ ของสังคม เรามีพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรียกว่า Climate Change Hotspot ซึ่งเป็นบริเวณที่อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเปลี่ยนแปลงอย่างมากจนอาจทำให้ระบบนิเวศในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม Climate Change Hotspot เป็นบริเวณที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการติดตามการเปลี่ยนแปลงและศึกษาวิจัยผลกระทบ การปรับตัวและความอ่อนไหวของระบบนิเวศในพื้นที่เหล่านั้น

ประเทศไทยมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากระจายอยู่ในบริเวณต่างๆ ทั่วประเทศ การประมวลจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ(Climate Model) UK89 มี 32 แห่งอยู่ในพื้นที่วิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหนึ่งในนั้นคืออุทยานแห่งชาติภูกระดึง

จากการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการกระจายของพื้นที่ป่าโดยใช้ Global Climate Models ทั้ง UK89, UKMO, และ GISS และ Holdridge Life Zone Classification(การกระจายตัวของป่าพิจารณาจากภูมิอากาศ) ซึ่งเป็นการศึกษาครั้งแรกและครั้งเดียวของประเทศไทยพบว่า ภายใต้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมของมนุษย์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในชั้นบรรยากาศ ป่าในประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพป่าที่แห้งแล้งขึ้นในแทบทุกพื้นที่

รายละเอียด สามารถอ่านเพิ่มเติมใน http://www.greenpeace.org/seasia/th/Global/seasia/report/2009/6/climate-change-thailand.pdf

xt0IJnTC

ระบบนิเวศป่าภูกระดึงคือระบบนิเวศที่สนับสนุนค้ำจุนชีวิต เราไม่ควรเถียงแล้วว่าจะสร้างหรือไม่สร้างกระเช้าขึ้นภู เพราะมันไม่จำเป็น สิ่งที่จำเป็นคือ เราจะปกป้องรักษาขุนเขารูปหัวใจนี้ให้ทนทานและมีศักยภาพในการฟื้นคืนจากผลกระทบวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้หากเราไม่ทำอะไรเลย) ไว้ได้อย่างไร