หมอกควันพิษภาคเหนือตอนบนปี 2559

Screen Shot 2559-04-19 at 9.59.24 PMสถานการณ์ฝุ่นละอองที่รายงานโดยกรมควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา เป็นการรายงานการวัดความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน(PM10) ความเข้มข้นมันพุ่งทะลุค่ามาตรฐาน(120 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.) เป็นช่วงๆ มาจนถึงปัจจุบัน เชียงรายเจอหนักสุด ค่าความเข้มข้นสูงสุดของ PM10 ขึ้นเป็นสองเท่ากว่าค่ามาตรฐาน ‪#‎prayformaesai‬

Screen Shot 2559-04-19 at 9.59.57 PM

เมื่อดูวิสัยทัศน์ “ภูมิภาคอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563” ที่มีดัชนีชี้วัด 3 อัน ดูแล้ว ผมไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะทำได้จริงตามนั้น เพราะหมอกควันพิษจากการเกิดไฟจะยังคงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่ไม่มีการแก้ปัญหาที่รากเหง้า
ปัญหารากเหง้าประการสำคัญอันหนึ่งคือ “การครอบงำของบรรษัท/เจ้าสัว/” ยิ่งในยุค “ประชารัฐ” นี้ด้วยแล้ว ยิ่งฝังรากลึกมากและสยายปีกไปทั่วทั้งองคาพยพของสังคม และคววบคุมห่วงโซ่อุปทานไว้หมด ในขณะที่จริตของสังคมไทยยังคงเป็นเรื่องของการโยนบาปไปให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย

13002423_1133405596690723_756448515694853282_o

พิจารณาจากทิศทางลมแล้ว กระแสลมตรงบริเวณตอนเหนือของจังหวัดเชียงรายนั้นนิ่งมาก ความเร็ว 0 หรืออย่างมากไม่เกิน 1-2 เมตรต่อวินาที (พื้นที่ในเฉดสีม่วง) แถมยังเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของอากาศเข้ามาจากทุกด้านเป็นเหตุให้มีการสะสมของฝุ่นละอองจากหมอกควันไฟทั้งในเขตไทยและที่มาจาก สปป ลาว และรัฐฉาน จุดสีส้มแสดงจุดเกิดความร้อน(hotspot)นอกประเทศ ในหลายกรณี จุดเกิดความร้อนไม่ได้หมายถึงจุดเกิดไฟ เซ็นเซอร์ของดาวเทียมจะเก็บข้อมูลไว้หมด

13029706_1133408730023743_6518010687853238949_o

เจอแบบนี้ กรมควบคุมมลพิษควรจะรายงานค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) เพราะมันเป็นตัวหลักของผลกระทบสุขภาพ PM10 ไม่พอแล้วครับในสถานการณ์แบบนี้

13063125_1133392216692061_1216836645164072893_o

วันที่ 18 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา หมอกควันไฟ (ซึ่งจริงๆ สมควรจะเรียกว่าหมอกควันพิษจากการเกิดไฟ) ปกคลุมไปทั่ว ไม่เว้นทั้งในที่ราบหุบเขาและเขตภูเขา รวมถึงในเขต สปป. ลาว ด้านที่ติดกับจังหวัดเชียงราย

หยุดคิดเสียเถอะว่าเศรษฐกิจของออสเตรเลียขึ้นอยู่กับถ่านหิน

https://theconversation.com/ideas-for-australia-lets-retire-the-idea-that-australia-depends-on-digging-up-coal-and-other-resources-57219?utm_medium=email&utm_campaign=Latest+from+The+Conversation+for+April+15+2016+-+4674&utm_content=Latest+from+The+Conversation+for+April+15+2016+-+4674+CID_be18135eca5a748f4cb0055df43f28c5&utm_source=campaign_monitor&utm_term=Ideas+for+Australia+Lets+retire+the+idea+that+Australia+depends+on+digging+up+coal+and+other+resources

เรามักคิดกันว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศมักจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่างเช่น กรณีของออสเตรเลีย ที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ส่งออกถ่านหินอันดับต้นของโลก เป็นต้น

นักวิชาการหลายคนในออสเตรเลียแย้งว่า ไอ้ความคิดที่ว่าถ่านหินนั้นมีบทบาทหลักในเศรษฐกิจของออสเตรเลียนั้นไม่เป็นความจริงในแง่ของการจ้างงาน ข้อมูลจากเวบไซต์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน(industry’s Little Black Rock website) กิจการเหมืองถ่านหินมีการจ้างงาน 14,000 คน คิดเป็นร้อยละ 0.4 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ

หรือถ้าเป็นการจ้างงานทางอ้อม(ที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ดูใหญ่ขึ้น) ตัวเลขก็จะขึ้นมาเป็น 111,000 คน หรือร้อยละ 1.5 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ส่วนการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือนในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินคิดเป็น 6 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งดูน่าประทับใจ ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการจ้างงานเต็มเวลาที่มีฐานเงินเดือนที่สูงในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ในภาพรวม มันก็ยังน้อยกว่าร้อยละ 5 ของรายได้รวมทั้งหมดของออสเตรเลียทั้งประเทศ

คนออสเตรเลียได้ประโยชน์จากการที่บริษัทอุตสาหกรรมเหมืองแร่จ่ายภาษีและค่าภาคหลวงให้กับรัฐบาล ข้อมูลจากเวบไซต์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน(industry’s Little Black Rock website)ระบุว่าในช่วง 4 ปีคือ ปี 2015-16 และ 2018-19 ค่าภาคหลวงจากกิจการเหมืองถ่านหินรวมแล้วคาดว่าจะอยู่ในราว 15,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย

นั่นคือประมาณ 4 พันล้านเหรียญออสเตรเลียต่อปี หรือน้อยกว่าร้อยละ 1 ของการเก็บภาษีโดยรวมทั้งหมด เมื่อพิจารณาถึงความยากลำบากในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลออสเตรเลีย การเก็บภาษีได้จากทุกกิจการเล็กๆน้อยๆ ก็ช่วยได้ แต่สิ่งที่ได้จากอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินถือว่าน้อยมาก

สี่เรื่องต้องรู้กรณีบริษัทเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกล้มละลาย

12970904_10154111172407708_6391384791941295214_oby Kelly Mitchell http://www.greenpeace.org/usa/4-things-know-peabody-energy-coal-bankruptcy/

เป็นเวลา 133 ปี พีบอดี้เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ผู้บริหารอุตสาหกรรมถ่านหินทั้งหลายพยายามลดทอนความสำคัญของการขยายตัวเศรษฐกิจพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและพลังของนักกิจกรรมรากหญ้าทั่วโลก การล่มสลายของยักษ์ใหญ่ถ่านหินได้แสดงนัยยะโดยตัวของมันเอง

นี่คือเรื่องที่เราต้องรู้

ทำไมพีบอดี้ประกาศล้มละลาย

มีสองเหตุผลหลัก อันแรกคืออุตสาหกรรมถ่านหินทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงขาลง ส่วนอันที่สองคือผู้บริการพีบอดี้ได้ตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาดอย่างมาก

พีบอดี้เป็นบริษัทเหมืองถ่านหินรายล่าสุดในบรรดาการล้มละลายของอุตสาหกรรมถ่านหิน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทถ่านหินมากกว่า 50 แห่งประกาศล้มละลาย และในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทเหมืองถ่านหินที่เคยยิ่งใหญ่ 2 แห่ง คือ อัลฟาเนเจอรัลรีซอร์เซส(Alpha Natural Resources) และอาร์คโคล (Arch Coal) ได้เพิ่มรายชื่อเข้าไปในรายการลัมละลาย

การณ์กลับกลายเป็นว่า คนไม่ได้นิยมถ่านหินดังเช่นที่เคยเป็นมา

นักกิจกรรมชุมชนทั่วสหรัฐอเมริกาได้ยุติการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมากกว่า 150 แห่งนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 และเมื่อเร็วๆ นี้ได้เริ่มที่จะปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่านับร้อยแห่ง ในระดับโลก ความตื่นตัวเรื่องมลพิษทางอากาศ การใช้น้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้การขยายตัวของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในจีนและอินเดียชะลอตัวลง

การรับมือกับสถานการณ์นี้ ผู้เล่นที่ชาญฉลาดอาจเริ่มทำการคิดหากลยุทธ์ทางออกเพื่อรับประกันว่าคนงานได้รับค่าจ้างและเหมืองถ่านหินได้รับการฟื้นฟู พีบอดี้กลับเอาเงินกู้ห้าพันล้านเหรียญสหรัฐไปซื้อเหมืองถ่านหินในออสเตรเลียและเช่าชื้อถ่านหินราวสองพันล้านตันจากรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงจ้างบริษัทพีอาร์ราคาแพงเพื่อพยายามโน้มน้าวว่าถ่านหินคือการแก้ปัญหาความยากจน

ขณะนี้ เจ้าหนี้ทั้งหลายขอให้มีการจ่ายและพีบอดี้ไม่มีปัญญาทำ ดังนั้นจึงประกาศล้มละลาย

มันหมายถึงอะไร พีบอดี้จะต้องหยุดทำเหมืองถ่านหินหรือเปล่า

เช่นเดียวกับบริษัทเหมืองถ่านหิน Arch และ Alpha พีบอดี้ยังคงทำเหมืองถ่านหินต่อไปได้ตลอดช่วงกระบวนการของการล้มละลาย บทที่ 11 ของกฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือให้ธุรกิจพยายามที่จะกลับมาเกิดใหม่ได้หลังจากความล้มเหลวในอดีต มันยังมิใช่เป็นจุดจบของพีบอดี้เสียทีเดียว

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในศาลคดีล้มละลาย

เรื่องต่างๆ จะแย่ลงที่นี่

ในศาลแผนกคดีล้มละลาย ผู้พิพากษาจะพิจารณาถึงหนี้สินทั้งหมดของพีบอดี้ ตั้งแต่ผู้ถือหุ้นกู้ในวอลสตรีท ไปจนถึงรัฐบาลสหรัฐที่ขายถ่านหิน ไปถึงคนงานเหมืองที่รับประโยชน์ และตัดสินว่าใครจะได้รับการการจ่ายเงินและใครจะต้องรับผิดชอบทั้งนี้พีบอดี้สามารถกลับมาเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่ดีบนกระดาษได้

ถ้าการล้มละลายของพีบอดี้ไปในทิศทางเดียวกันกับบริษัทถ่านหินอื่นๆ คนงานและผู้เสียภาษีจะต้องจ่าย แย่กว่านั้นคือบริษัทถ่านหินทำการร้องขอให้ค่าโบนัสหลายร้อยล้านเหรียญเพื่อรักษาผู้บริหารที่มีความสามารถซึ่งทำให้บริษัทประกาศล้มละลายในขณะที่ทำการเรียกร้องให้ยกเว้นค่าบำเหน็จบำนาญทั้งหมดของคนงานเหมือง

องค์กรภาคประชาชนและเครือข่ายชุมชนต่างๆ จะพยายามเข้าไปมีส่วนในการกระบวนการพิจารณาการล้มละลายนี้เพื่อรับประกันว่าผู้บริหารสูงสุด นายเกลนน์ เคลโล จะไม่หลบหลีกความรับผิดชอบ รัฐบาลสหรัฐเองก็ควรถือเป็นโอกาสวนการเข้ามีบทบาทและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษี แม้ว่ารัฐบาลไม่พยายามที่จะทำในกรณีการพิจารณาคดีล้มละลายของบรษัทถ่านหินต่างๆ ก่อนหน้านี้

เราต้องจับตาดูต่อไปว่ามีรายละเอียดของการใช้จ่ายทางกฎหมายและการเมืองของพีบอดี้จากเอกสารการล้มละลายที่ปรากฏออกมา

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากศาลแผนกคดีล้มละลาย

แน่นอนว่าพีบอดี้จะพยายามกำจัดหนี้สินของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้หรืออาจขายเหมืองถ่านหินที่ไม่ทำกำไรออกไป แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นขั้นพื้นฐาน ศาลแผนกคดีล้มละลายไม่อาจสร้างตลาดถ่านหินระดับโลกที่สดใสได้อีก พีบอดี้คือบริษัทถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในในหลายกรณี พีบอดี้เป็นอุตสาหกรรถ่านหินของสหรัฐอเมริกา การตกลงมาจากความยิ่งใหญ่ถือเป็นว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เราได้เป็นประจักษ์พยานการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและไม่อาจย้อนกลับได้จากถ่านหินทั่วโลก เราจำเป็นต้องมั่นใจว่านี่เป็นข่าวดีสำหรับทุกคน และนั่นหมายถึงรัฐบาลจะต้องเข้ามาและช่วยสร้างแผนกานเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงเพื่อดูแลคนงานและชุมชน

พีบอดี้จะฟื้นตัวจากการล้มละลายโดยที่มีขนาดเล็กลง อ่อนแอและไม่มีความสำคัญ และอาจเป็นบริษัทที่เลวร้ายน้อยลง พีบอดี้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ทางการเมืองมายาวนาน บางทีในยามนี้แหละที่เราต่างเห็นร่วมกันว่ามันไม่ควรจะมีบทบาทต่อผู้กำหนดนโยบายอีกต่อไป

กราฟที่อธิบายถึงการประกาศล้มละลายของพีบอดี้ อุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

http://energydesk.greenpeace.org/2016/04/15/peabody-why-the-worlds-largest-private-coal-miner-went-bust-in-one-graph/

Peabody2

โลกการเงินต้องสั่นสะเทือนในช่วงสัปดาห์นี้จากการประกาศล้มละลายของพีบอดี้ บริษัทเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เราย้อนกลับไปในปี 2012 และพบว่าภาพนี้ที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทพิจารณาถึงความต้องการถ่านหินของจีนผิดพลาดโดยสิ้นเชิงอย่างไร

ย้อนหลังไปสองสามปีก่อน พีบอดี้คาดการณ์ว่าการนำเข้าถ่านหินในจีนจะขยายเพิ่มเป็นสองเท่าจากปี 20111-2016 แต่ในความเป็นจริง การนำเข้าถ่านหินไปยังจีนลดลงไปอยู่ที่ระดับในปี 2011 และลดลงไปอีกร้อยละ 40 ของจุดสูงสุดในปี 2013

peabody1.png

ความแตกต่างของมูลค่าของตลาดถ่านหินในจีนอยู่ที่ราว 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นี่คือสิ่งที่พีบอดี้บอกกับนักลงทุนในปี 2012 ความต้องการการนำเข้าถ่านหินของจีนจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปี 2011-2016 พีบอดี้ได้คาดหวังถึงแผนธุรกิจและการลงทุนทั้งหมดไว้ที่การขยายตัวของการใช้ถ่านหินในจีน รวมถึงอินเดีย ซึ่งความต้องการนำเข้าถ่านหินนั้นลดลงร้อยละ 15 ในช่วงปีที่ผ่านมา

Peabody2

เหตุผลหลักที่เกิดการตาลปัตรในการใช้ถ่านหินของจีนคือ 1) การขยายตัวของพลังงานสะอาด และการจัดสมดุลทางเศรษฐกิจหลังจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างไม่สมดุลของอุตสาหกรรมแบบปล่องควัน พีบอดี้ยืนกรานไม่รับรู้แนวโน้มดังกล่าวนี้ บริษัทเหมืองถ่านหินยักษ์ใหญ่นี้เข้าลงทุนเหมืองถ่านหินใหม่ในออสเตรเลียและอินโดนีเซียเพื่อเป็นช่องทางเข้าถึงตลาดในจีนและอินเดีย

Peabody4.png

พีบอดี้ใช้เงินลงทุนมากกว่าห้าพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อเหมืองถ่านหิน Macarthur ในออสเตรเลีย (ซึ่งนิตยสารอิคอโนมิสต์ระบุว่าไม่เคยมีผลประกอบการที่เป็นกำไรใดๆ) และยังเข้าลงทุนในโครงการ Gateway Pacific Terminal เพื่อขยายกำลังผลิตเพื่อการส่งออกถ่านหินจำนวน 24 ล้านตันต่อปี จากปริมาณรวม 48 ล้านตันต่อปี ในช่วงที่มีการเซ็นสัญญากับ Gateway Pacific Terminal ซีอีโอของพีบอดี้ Greg Boyce ประกาศว่า

“เปิดประตูไปสู่ยุคใหม่ของการส่งออกถ่านหินของสหรัฐอเมริกาจากภูมิภาคที่มีถ่านหินมากที่สุดและใหญ่ที่สุดไปยังตลาดถ่านหินที่ดีที่สุด ประเทศในเอเชียเป็นผู้นำในการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการผลิตทางอุตสาหกรรม”

“การส่งออกถ่านหินจากเขตลุ่มน้ำเพาเดอร์(ในสหรัฐฯ)คือการส่งออกถ่านหินสะอาดที่ยั่งยืน สร้างงานให้คนอเมริกันและนำเสนอแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้สหรัฐอเมริกาได้ประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเอเชีย”

เช่นเดียวกับบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลยักษ์ใหญ่อื่นๆ พีบอดี้สร้างนิสัยการคาดการณ์ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผลิตภัณฑ์ของตน ซึ่งกลายเป็นความผิดพลาด