ไผ่ ดาวดิน และคนหนุ่มสาวในรุ่นของเขา : คนสูงวัยนับพันได้เพียงแต่ฝัน แต่คนหนุ่มสาวสามารถเปลี่ยนแปลงโลก

ผมเขียนบันทึกนี้จากสามัญสำนึกของคน(เคย)หนุ่ม ถึงไผ่ ดาวดินและคนหนุ่มสาวในรุ่นของเขา ผมไม่รู้จักไผ่และเพื่อนๆ ของเขาในนาม “กลุ่มดาวดิน” นอกเหนือไปกว่าบนโลกออนไลน์ดังเช่นหลายๆ คน

ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้น ด้วยเชื่อเหลือเกินว่า “ความอยุติธรรมไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด ก็คือความอยุติธรรมในทุกที่” และแม้ว่าความคิดเรื่อง “ความเท่าเทียม” จะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบในสังคมไทยอันเปราะบางและอุดมดรามา ผมก็ยังเชื่อมั่นว่ามีสิ่งหนึ่งที่เรามีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีอำนาจหรือไร้อำนาจ นั่นคือ “ศักดิ์ศรี” แห่งความเป็นมนุษย์

การกักขังพันธนาการ “ไผ่ ดาวดิน”  ด้วยเหตุผลและตรรกะที่เบาหวิว  สะท้อนเรื่องนี้ชัดเจน

ครั้งหนึ่ง ซูการ์โน ผู้นำอินโดนีเซียที่นำการต่อสู้เพื่อเอกราชจากการตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกและการยึดครองของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง กล่าวว่า “คนสูงวัยนับพันได้เพียงแต่ฝัน แต่คนหนุ่มสาวสามารถเปลี่ยนแปลงโลก”

ผมเชื่อว่า คนหนุ่มสาวทุกยุคสมัย ทุกสังคม ทุกประวัติศาสตร์คือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐาน ถ้าจะให้ไล่เรียงก็คงยาวไม่รู้จบ

หากจะใช้แนวทางการแบ่งยุคตามวัยของคน ไผ่ ดาวดินและผองเพื่อนของเขา น่าจะจัดอยู่ในกลุ่ม Gen M หรือ มิลลิเนียน(Millinials) ซึ่งในทางการตลาดได้วิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดพิสดารว่าคนกลุ่มนี้มีบุคลิกภาพอย่างไร ชอบทำอะไร นิยมสินค้าแบบไหน ฯลฯ จะว่าไปแล้วคนทุกรุ่นถูกวิเคราะห์ทางการตลาดไว้หมดแล้ว

แต่สำหรับผม ไผ่ ดาวดินและผองเพื่อนของเขาคือ “คนหนุ่มสาวขบถ” ในยุคของเขา ภาษาเทคนิคอาจจะต้องใช้คำว่า Cutting Edge

งานเขียนเชิงวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งชื่อ คำสาปแห่งสหัสวรรษ : ทำไม Activism จึงล้มเหลว(The Millennium Curse:Why Activism is failing) ที่สะท้อนถึงขบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคสหัสวรรษที่มี “โลกดิจิตอล” เป็นหัวหอก คนเขียน Tony Saghbiny ใช้ประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองในเลบานอนมาเป็นตัวตั้งในการศึกษา เป็นความเห็นยั่วแย้งของเขา และไม่ได้คาดหวังว่าการวิเคราะห์นี้จะถูกต้องเสมอไป

Tony Saghbiny เสนอว่า คนรุ่นเขาที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองนับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา เป็นช่วงยุคสมัยของความว่างเปล่าทางการเมืองขนาดใหญ่ มันคล้ายกับว่า คนรุ่นเขาต้องมาแก้ไขปัญหาของโลกในห้วงเวลาที่อุดมการณ์ ความฝัน และสังคมอุดมคติกลายเป็นเงาแห่งอดีต

ท้ายที่สุด เพื่อไปให้พ้นจาก “คำสาปแห่งสหัสวรรษ” เขาเสนอว่า “ที่สำคัญที่สุด เราต้องการวัฒนธรรมที่กล้าหาญ ไม่หวั่นเกรงความผิดพลาดทางการเมืองในช่วงเวลาที่ “ความถูกต้องทางการเมือง” นั้นกลายเป็นเรื่อง “การเชื่อฟังหรือทำตาม” เราต้องการวัฒนธรรมที่กล้าแกร่งพอที่จะเอ่ยนามผู้คนทั้งหลายและต่อสู้จนถึงที่สุด เราต้องการวัฒนธรรมที่มุ่งปกป้องชีวิตและดำรงไว้ซึ่งอนาคตของผู้คน มิใช่การเอาชนะคะคานในระบบเลือกตั้งที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจ ใช้เวลาห้านาทีให้เป็นที่รู้จักผ่านจอโทรทัศน์ หรือให้คนกด Like นับร้อยนับพันผ่านเฟสบุ๊ก เราต้องการวัฒนธรรมแห่งความจริงใจที่กล้าเผชิญความจริงที่ว่าสิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ความจริงที่ว่าอารยธรรมยุคอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของความเสื่อมถอย เราต้องการวัฒนธรรมที่ลงมือกระทำต่อความจริงที่เกิดขึ้น มิใช่การนิ่งเฉย เราต้องการวัฒนธรรมที่ผนวกการครุ่นคิดเชิงยุทธศาสตร์อันแน่วแน่กับความกล้าหาญไร้เทียมทานอันเร่าร้อน วัฒนธรรมที่มีเป้าหมายเพื่อชนะการต่อสู้ มิใช่เพียงเพื่อ “รับไว้เพื่อพิจารณา” ถึงเวลาที่เราต้องหยุดพายเรือในอ่างและเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้เกิดขึ้นบนเนื้อนาดินของเรา”

ผมขอนำจดหมายลงวันที่ 14 สิงหาคม 2516 ของคุณสุภา ศิริมานนท์(จากหนังสือ ดั่งสายใยในผองชน สำนักพิมพ์เทียนวรรณ 2529) มาปิดท้ายบันทึกนี้

“…ผมเองก็ยังต้องการเรียนรู้อีกมากมาย และผมถือเสมอว่าคนรุ่นใหม่จะต้องดีกว่าคนรุ่นเก่าเสมอ สมควรที่คนรุ่นเก่าจะต้องคอยประคบประหงมกล่อมเกลาคนรุ่นใหม่ไว้เพื่อที่คนรุ่นเก่าให้ความนับถือได้ในฐานะที่คนรุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้นำในรุ่นต่อๆไปสืบสายโดยไม่สิ้นสุด ความยุ่งยากวุ่นวายที่เกิดขึ้นเนืองๆในยุคสมัยนี้มันก็เนื่องมาแต่เงื่อนไขนี้นี่เอง…….คือคนรุ่นเก่ามักจะถือดีอวดวิเศษด้วยประการต่างๆ ไม่รับฟังความคิดและสถานะของคนรุ่นใหม่ซึ่งเขาอยู่ในยุคสมัยที่สิ่งต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากแล้ว…”

หยุดกักขังพันธนาการ “ไผ่ ดาวดิน” ในยุคสมัยที่สิ่งต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากแล้ว!

ฆาตรกรเงียบ คร่าชีวิตนับล้าน

บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ Our silent killer, taking a toll on millions เผยแพร่ครั้งแรกที่สำนักข่าว Bangkok Post เมื่อ 8 ธันวาคม 2559

ในปี 2558 มาตรวัดทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็น 5 จังหวัด ที่มีมลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ลำปาง กรุงเทพมหานคร และราชบุรี ตามลำดับ

ในเมืองที่สภาพการจราจรเป็นแบบกันชนถึงกันชนอย่างกรุงเทพฯ ความร้อนอันรุนแรง และเสียงที่กลืนกินทุกอย่าง ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณเป็นไมเกรนได้ เส้นขอบฟ้าไร้เมฆหมอกเป็นทิวทัศน์ที่คอยอยู่ตอนรับให้คุณได้ชื่นชมเมืองที่วุ่นวายเมืองนี้ แต่ยังมีสิ่งที่คอยส่งผลต่อสุขภาพของคนนับล้าน ล่องลอยอยู่อย่างลับๆ เหนือกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ที่คล้ายกัน

มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่สุดสำหรับเมืองใหญ่ๆในประเทศไทย งานวิจัยปี 2558 ฉบับหนึ่ง ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และมีธนาคารโลกเป็นผู้สนับสนุน แสดงให้เห็นว่ามลพิษทางอากาศส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ถึง 50,000 ราย ในประเทศต่อปี กลุ่มที่สุ่มเสี่ยงที่สุดคือเด็ก คนชรา และประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงงานที่ปล่อยมลพิษต่างๆ โดยมีสิ่งที่มองไม่เห็นและสารพิษอันตรายเป็นหัวใจหลัก นั่นก็คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5)

ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กกว่าความกว้างของเส้นผมมนุษย์ PM2.5 นั้น เป็นรูปแบบของมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด PM2.5 ช่วยทำให้สารเคมีอันตรายชนิดต่างๆ สามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในปอด และส่งต่อให้อวัยวะภายในอื่นๆ ก่อให้เกิดโรคหลายประเภท ที่รวมถึง โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคทางระบบหายใจ ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ และอาจถึงตายได้

มลพิษทางอากาศกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งโลก Unicef เผยว่ามลพิษทางอากาศมีส่วนทำให้เกิดการตายของเด็กประมาณ 60,000 คนต่อปี และงานวิจัยของธนาคารโลกได้ชี้ให้เห็นว่า อัตราการตายจากมลพิษทางอากาศของไทยได้เพิ่มขึ้นโดยคร่าวๆจาก 31,000 ราย ในปี 2533 ไปเป็น 48,000 ราย ในปี 2556 ในความเป็นจริง ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่าก๊าซโอโซนพื้นผิวและฝุ่นละอองคือมลพิษสองชนิดหลักที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อ สุขภาพอนามัยของคนในประเทศไทย

โชคไม่ดีนักที่ระดับ PM2.5 ในหลายส่วนของประเทศไทย มีปริมาณมากเกินจะยอมรับได้ ความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ในบรรยากาศที่กำหนดเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศไทย คือ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขที่ไทยล้มเหลวที่จะควบคุมในหลายปีที่ผ่านมา ไม่นานมานี้ทางกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ตรวจสอบ และเผยอันดับเมืองต่างๆของไทยตามค่า PM2.5 อ้างอิงจากข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการจัดในรูปแบบนี้ และสิ่งที่เราพบได้เน้นให้เห็นถึงวิกฤตใกล้ตัว ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ซ้อนเร้นต่อสุขภาพของทุกคน

อ้างอิงจากข้อมูลเมื่อปี 2558 ปรากฏว่าจากทั้งหมด 29 จังหวัด ที่มีการติดตั้งการตรวจวัดทางอากาศ มีทั้งหมด 23 จังหวัด ที่มีค่าฝุ่นพิษ PM10 มากกว่าค่าเฉลี่ยประจำปี โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ มี 5 จังหวัด ที่มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของ PM2.5 สูงสุดได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ลำปาง กรุงเทพมหานคร และราชบุรี กล่าวคือ ค่ามลพิษใน 5 จังหวัดนั้นมีถึงระดับที่เป็นพิษ เป็นพิษอย่างมาก และระดับอันตรายตามที่องค์การอนามัยโลกได้จัดไว้ หากคุณต้องการจะรู้ว่าเรากำลังหายใจอะไรเข้าไปบ้างแบบนาทีต่อนาที มีเว็บไซท์ที่แสดงผลเป็นแผนภาพให้คุณ เพียงแค่พิมพ์ “Bangkok AQI”

แล้วทำไมรัฐบาลไทยถึงไม่ใช้ค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพด้วย?  หลายประเทศ เช่น จีนและอินเดียได้รวม PM2.5 เข้าไปในดัชนีคุณภาพอากาศแล้ว และความหนาแน่นของ PM2.5 ก็สำคัญต่อการบ่งชี้ปริมาณ รวมถึงสัญญาณเตือนหมอกควันและมลพิษของประเทศ ที่กรุงปักกิ่งมีการแนะนำให้ผู้พักอาศัยใส่หน้ากากและหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกอาคาร ส่วนกรุงนิวเดลี ทางรัฐบาลถูกบังคับให้ปิดโรงเรียนชั่วคราว เนื่องจากปริมาณหมอกควันพิษขั้นรุนแรงที่ปกคลุมเมือง แต่ประเทศไทยกลับไม่มีการเตือนภัยหรือการวัดผลในแบบดังกล่าวเลย

จริงๆแล้วประเทศของเรามีเครื่องมือที่จะทำแบบนั้นได้ ถึงแม้ว่า สถานีเฝ้าระวังมลพิษจะสามารถวัดค่าความหนาแน่น PM2.5 ได้ แต่กลับไม่ได้มีมันอยู่ในดัชนีคุณภาพอากาศของไทย (AQI) ขณะที่ AQI นั้นสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับมลพิษทางอากาศที่เป็นเวลาและเชื่อถือได้ มีเพียงแค่ PM10 (ฝุ่นละอองที่ใหญ่กว่า) ที่ถูกวัด  ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกได้ให้ความสำคัญกับค่า PM2.5 มากกว่า PM10 เพื่อการคำนวนแนวโน้มผลกระทบต่อสุขภาพจากมลภาวะที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

เพราะฉะนั้น หาก PM2.5 สามารถช่วยให้เรามีความเข้าใจต่อมลพิษและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตมนุษย์เราได้ดีกว่า ทำไมฆาตกรเงียบนี้ถึงถูกซ่อนจากเอกสารทางการ? การเพิ่มขึ้นอย่างอิสระของโรงงานอุตสาหกรรม การจัดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มีจำนวนมากขึ้นไปอีก การเพิ่มปริมาณรถยนต์สู่ถนนของเรา รวมถึงปัญหาค้างคาของประเทศอินโดนีเซียที่ส่งผลกับไทยและประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกลายเป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดน จะนำไปสู่ประเด็นมลภาวะที่แย่ลงในปีถัดจากนี้อย่างแน่นอน

รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องยกระดับ AQI ให้รวม PM2.5 เข้าไปด้วยอย่างเร่งด่วน นอกจากนั้นควรมีมาตรการเฝ้าระวังมลพิษและกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนเลิกใช้ถ่านหินด้วยเช่นกันเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน และควรมีการวัดการปล่อย PM2.5 และปรอทที่แหล่งกำเนิด และมาตรฐานปัจจุบันสำหรับสารพิษอื่นๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนตรัสออกไซด์ นอกเหนือไปจากการปล่อยฝุ่นละออง ควรมีการพิจารณาใหม่อีกครั้ง

การคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาดในประเทศไทยนั้นไม่เพียงพอ และจะยังเป็นแบบนี้ต่อไปหากรัฐบาลยืดเยื้อ และเลือกที่จะยอมแลกเรื่องสาธารณสุขของประชาชนทุกครั้งที่มีขัดแย้งกับทางอุตสาหกรรม รัฐบาลไทยต้องถอยออกมาจากการมองโลกในวิสัยทัศน์แคบๆ และจัดการกับประเด็นปัญหาเหล่านี้จากมุมมองด้านสาธารณสุข  รัฐบาลควรจะกระตุ้นให้ทางอุตสาหกรรมดำเนินงานภายใต้มาตรฐานที่ดีกว่านี้ ผ่านทางนวัตกรรมต่างๆ และเพื่อเบิกทางให้กับการป้องกันมลพิษอย่างยั่งยืน

Government must leave no room for dirty fishing

OpEd published in Bangkokpost, 20 December 2016, Tara Buakamsri – Thailand Country Director of Greenpeace Southeast Asia.

Thailand is holding its breath awaiting the European Union’s (EU) re-assessment of the country’s notorious fishing industry.

As the world’s fourth-largest seafood exporter, Thailand earns annual revenue of over US$6.5 billion (233 billion baht) from its fishing business. But in recent years, the country’s distant water fishing has been under the spotlight after a stream of reports exposed shocking human rights abuses linked to the supply chains of major global seafood producers. Despite recent reforms to Thailand’s anti-trafficking laws that came late last year, and the introduction of a vessel tracking system to curb illegal, unreported and unregulated fishing (IUU) along with human rights abuses on ships in remote, unpoliced waters continue.

In order to avoid crackdowns in Indonesia and Papua New Guinea, rogue Thai fishing vessels have shifted to operate in the environmentally fragile Saya de Malha Bank off the coast of East Africa in the Indian Ocean since late last year, according to a new report by Greenpeace Southeast Asia which tracked fleet movements between 2014 and 2016. In this area, these Thai fleets continue to fish and transship catches at sea without authorisation, deploy catastrophically unsustainable fishing methods, and crew vessels with victims of trafficking and forced labour in deplorable working conditions.

Of the 15 survivors interviewed by Greenpeace, half of them experienced physical abuses while working on board the vessels. They were kicked or hit by ship captains. In some cases, the abusers used weapons like wooden bats and knife-sharpening stones to beat them. One of the main reasons for beatings was illness, especially when there was insufficient food on board and exhausted crew members would sneak off to rest.

Poor nutrition, coupled with extreme physical labour, led to reported outbreaks of Beriberi disease, with six reported fatalities. At the heart of this tragedy lies a complex web of ownership structures within the Thai distant water fishing and seafood processing sectors.

In migrating to the Saya de Malha Bank, the Thai fleets have shifted to an ecologically rich and sensitive area essentially devoid of effective management and controls on bottom fishing.

Transshipment at sea is central to the current Thai business model, and maintaining fishing fleets in the distant Saya de Malha Bank requires routine journeys by reefer of over 7,000km to deliver supplies (and sometimes trafficked workers) and pick up fish, that has been reported to include a 50% by-catch of sharks. Transshipments at sea also make it possible for fishing vessels to stay out in the ocean indefinitely, out of sight and out of reach of enforcement.

Greenpeace investigations into nefarious activities aboard fishing vessels operating in the Saya de Malha Bank revealed that trafficking, exploitation, abuse, negligence and IUU fishing have remained central to the operations of some Thai overseas fishing companies. With the return of reefer-assisted Thai overseas fishing, it is arguably only a matter of time before dirty and scandalous business models are exported again elsewhere.

Seafood from the Saya de Malha Bank has continued to flow into the supply chains of major Thai companies producing for global export markets. The entry of seafood tainted by human rights abuses and IUU fishing into the supply chains of companies — including major global brands — that distribute products around the world, highlights the need for stronger traceability systems and greater transparency in procurement practices.

With the yellow card status given by the European Union, still haunting Thailand, and an inspection under way, the government cannot afford to lose face again. It needs to come up with a resolution to monitor and keep its rebellious fishing industry in check, and turn the tide to eradicate destructive and exploitative fishing for good.

Inspections are an integral part of Thailand’s ongoing efforts to tackle human rights abuses and IUU fishing. But to weed out the bad operators, the government should improve inspection frameworks and intelligence-sharing efforts with other countries and civil society.

In the case of the fleets at the Saya de Malha Bank, Thailand’s temporary controls on overseas transshipment at sea are far from enough. These controls should be permanent, with additional scrutiny applied to transshipments at sea, and policies that move towards eliminating the practice altogether. The government must meanwhile fulfil its responsibilities as a flag state and ensure that appropriate management and conservation measures are in place and applied to fishing operators in the Saya de Malha Bank.

With increasing dependence on migrant workers at home, and negative press about human rights violations by international watchdogs, Thailand needs policies that ensure foreign workers are always treated with dignity. Such safeguards are necessary to protect workers on board fishing vessels.

Producers, buyers, industry associations and consumers have the power to squeeze the tainted fish out of the market. Responsibility ultimately, however, rests with the industry. The fact that fish caught by exhausted men (potentially victims of forced labour) dying of archaic diseases still have a high chance of entering some of the globe’s best-known cat food brands underscores the need for improved traceability systems.

Thailand is entering a new chapter as a nation. It is on the threshold of making real progress toward the elimination of dirty fishing and human rights abuses from its seafood supply chains. But, without sustained scrutiny, resolute controls, and true accountability within the Thai overseas fishing sector, hard-won reform risks sliding into irrelevance. Private, public and third sector stakeholders, both inside and outside of Thailand, all have a responsibility to work together to ensure only sustainably and ethically produced Thai seafood reaches shelves, freezers, sushi bars and cat bowls around the world.