นโยบาย 7 GO Green ของ 7-Eleven ช่วยกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกหรือไม่?

จากการที่ ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้าน 7-Eleven ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อครบวงจรในประเทศไทย เดินหน้านโยบาย 7 GO Green(เซเว่น โก กรีน) ได้ฤกษ์วันที่ 7 เดือน 11 ประกาศเจตนารมณ์ “ลด และเลิกใช้ถุงพลาสติก” ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ตามปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์  “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้น บทความสั้นนี้จะเน้นวิเคราะห์ถึงนโยบาย 7 GO Green รวมถึงโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Green Packaging ตามรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ เพื่อตอบคำถามว่า นโยบายดังกล่าวมีความมุ่งมั่นและส่งผลสะเทือนมากน้อยเพียงใดต่อการหาทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติกในประเทศไทย

ข้อมูลในปี พ.ศ.2560 ร้าน 7-Eleven มีจำนวนรวม 10,268 สาขาทั่วประเทศรวมถึงร้านสาขาบริษัท ซีพี ออลล์ ร้านสาขาประเภทร่วมลงทุน (store business partner) และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต (sub area) มีลูกค้าเข้าร้าน 7-Eleven เฉลี่ยวันละ 11.8 ล้านคน การดำเนินการเพื่อลดใช้ถุงพลาสติกในรูปแบบต่างๆ ในปี พ.ศ. 2560 สามารถลดได้ถึง 24.09 ล้านใบ

เนื่องจากรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ ที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะไม่มีข้อมูลว่าด้วย “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” จึงไม่สามารถประเมินได้อย่างถูกต้องว่ามาตรการของ 7-Eleven ที่ดำเนินการไปนั้นทำให้เกิดการลดถุงพลาสติกเป็นสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับปริมาณถุงพลาสติกทั้งหมดที่มีการใช้

“รอยเท้าพลาสติก” ที่ ซีพี ออลล์ เปิดเผยนั้นมีเพียงการยกเลิกการใช้วัสดุ PVC โดยระบุว่า ในปี พ.ศ.2560 สามารถยกเลิกการใช้วัสดุ PVC สำหรับกลุ่มสินค้าตราสินค้าของบริษัทประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เพิ่มอีก 3 รายการคิดเป็น 33% และมีเป้าหมายยกเลิกการใช้ PVC เป็นส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าวภายในปี 2563

”รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” คือปริมาณ (หน่วย)ของพลาสติกทั้งหมดที่บริษัทใช้ในห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และการขนส่งภายในช่วงเวลา 12 เดือนที่มีการระบุไว้ รวมถึงประเภทของผลิตภัณฑ์และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก ความโปร่งใสเรื่อง “รอยเท้าพลาสติก” นี้รวมถึงการรายงานว่ามีการใช้พลาสติกมากเท่าไร จำนวนของบรรจุภัณฑ์ ชนิดของพลาสติกและวัตถุประสงค์ในการใช้พลาสติกนั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างเส้นฐาน(baseline)ในการวัดผลการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอข้อมูลการขายอย่างเดียวหรือข้อมูลบางส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ได้เป็นการเปิดเผยถึง “รอยเท้าพลาสติก” ของบริษัท

โดยการตั้งสมมุติฐานว่า ลูกค้าทุกคนที่เข้าร้าน 7-Eleven รับถุงพลาสติกโดยเฉลี่ย 1 ถุงต่อวัน ในปีหนึ่งๆ จะมีถุงพลาสติกออกจากร้าน 7-Eleven จำนวน 4,307 ล้านใบ ดังนั้น การลดการใช้ถุงพลาสติก 24.09 ล้านใบของ 7-Eleven ในปี 2560 คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงร้านสะดวกซื้อครบวงจรอย่าง 7-Eleven ที่มีกระจายอยู่แทบทุกหัวระแหงของประเทศและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่เรียกว่า Fast Moving Consumer Goods (FMCGs)ให้กับผู้บริโภค นโยบาย 7 GO Green ดังกล่าวแม้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดูดี แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การลดปริมาณพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างมีนัยยะสำคัญใด ๆ

นอกเหนือจากถุงพลาสติกหูหิ้ว สิ่งที่ 7-Eleven ยังไม่ได้ระบุไว้ในนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) คือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตทั้งหมดที่นอกเหนือไปจากพลาสติก PVC

บรรจุภัณฑ์พลาสติกมีส่วนสำคัญในการก่อปัญหาขยะพลาสติกทั่วโลกสูงที่สุด แบรนด์ต่างๆ ได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้มีความโดดเด่นจากคู่แข่ง และเพื่อให้เกิดความจงรักภักดีจากลูกค้า (Brand Loyalty) พร้อมทั้งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวและทิ้งหลังใช้ได้เลย โดยแทบจะไม่ได้มีการคำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมาเลยแม้แต่น้อย การขยายธุรกิจในตลาดใหม่ ๆ บริษัทผู้ผลิต FMCGs จึงขายสินค้าที่บรรจุอยู่ในซองพลาสติกชั้นเดียวที่มีขนาดเล็ก (Single Portion) ให้มากขึ้นโดยซองพลาสติกชั้นเดียวขนาดเล็กเหล่านี้นำมารีไซเคิล (Recycle) ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  บริษัทผู้ผลิต FMCGs ทั้งหลายเหล่านี้เองก่อให้เกิดวิกฤติแห่งความสะดวกสบาย(Crisis of Convenience)

ในประเทศไทยพบว่ามีสัดส่วนการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์มากที่สุด และเป็นการใช้ในระยะสั้นก่อให้เกิดขยะมากที่สุด ในปี พ.ศ.2558 มีการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์สูงถึง 2.048 ล้านตัน

ผลการตรวจสอบแบรนด์ (Brand Audit) จากขยะพลาสติกโดยอาสาสมัครของกรีนพีซที่หาดวอนนภาซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ในเดือนกันยายน พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา ก็พบบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติก(food packaging)เป็นส่วนใหญ่โดยพบแบรนด์ของกลุ่ม CP มากเป็นลำดับที่ 2

หาก ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะทำนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) ให้เป็นแบบอย่างเพื่อร่วมกู้วิกฤตมลพิษพลาสติก ควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นกับแนวทางปฏิบัติ 4 ประการดังต่อไปนี้

  • เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสของ “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” ทั้งหมดโดยสาธารณชนเข้าถึงได้
  • มุ่งมั่นที่จะลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งโดยตั้งเป้าหมายที่มุ่งมั่นและชัดเจนในแต่ละปี
  • ขจัดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นปัญหาและไม่จำเป็นมากที่สุดภายปี 2562
  • ลงทุนกับระบบนำกลับมาใช้ซ้ำและระบบกระจายสินค้าแบบใหม่ 

ความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศของกลุ่มประเทศ G20

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป) เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  • ไม่มีประเทศใดในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050
  • อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด
  • เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018

สะตึงเซน(Stung Sen)แห่งโตนเลสาปขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติแล้ว

4 พฤศจิกายน 2561

10 เมษายน 2561

ฝนในฤดูกาลแห่งมรสุมทิ้งให้บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีน้ำขัง ภาพแรกแสดงสภาพของพื้นที่ในไทยและกัมพูชาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 หลังจากน้ำไหลบ่าจากแม่น้ำและทะเลสาปและทำให้พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ภาพที่สองถ่ายในวันที่ 10 เมษายน 2561 เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างก่อนฤดูมรสุมจะเริ่มขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียมสีผสมเท็จ(false-color images) ทั้งสองภาพได้มาจากเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา เป็นภาพที่มาจากแสงอินฟาเรดและแสงที่มองเห็นได้ซึ่งทำให้ง่ายต่อการระบุพื้นที่ที่มีน้ำท่วม พื้นที่ที่มีน้ำมีสีฟ้าเข้มไปถึงสีดำ พืชพรรณเป็นสีเขียวสด เมฆเป็นสีฟ้า และพื้นที่โล่งเป็นสีน้ำตาล

ในกัมพูชา ฝนตามฤดูกาลทำให้ระดับน้ำเอ่อท้นแม่น้ำโขงและและแผ่กระจายในที่ราบน้ำท่วมถึง มากบ้างน้อยบ้างในบางปี จากการรายงานข่าว มีปรากฏการณ์ฝนสลับแล้งในช่วงฤดูฝนของปี 2561 ทั่วทั้งกัมพูชา ส่งผลต่อการผลิตทางเกษตรกรรม

น้ำท่วมตามฤดูกาลยังมีความสำคัญต่อพื้นที่ชุ่มน้ำของโตนเลสาป เหล่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำ ในเดือนพฤศจิกายน 2561 สะตึงเซน(Stung Sen) พื้นที่ชุ่มน้ำชายขอบโตนเลสาปได้รับการขึ้นทะเบียนในแรมซาร์ไซต์—พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ

พื้นที่น้ำท่วมยังปรากฏให้เห็นใกล้ๆ กรุงเทพฯ ในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทางตอนใต้ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร มีนำ้ท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินหลังจากมีฝนตกหนักในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

แปลเรียบเรียงจาก NASA Earth Observatory images by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Kathryn Hansen.