ประวัติศาสตร์ย่อของการเจรจากู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (ตอนที่ 2)

ก่อน COP15 ที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 การเจรจาโลกร้อนอยู่ในแนวทางจากบนลงล่างโดยที่พันธะกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นจำกัดอยู่เฉพาะประเทศอุตสาหกรรม ความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกนทำให้แนวทางจากบนลงล่างมาถึงจุดจบและเริ่มกระบวนการใหม่โดยที่แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน ในตอนเริ่มแรกเป็นแนวทางที่ไร้การจัดการนำไปสู่ความไม่แน่นอนและความเคลือบแคลง โดยเฉพาะอย่างเมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าเมื่อนำเอาเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศมารวมกัน ก็ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้นนี้เมื่อถูกผนวกเข้าไปในการกระบวนการที่เป็นทางการของความโปร่งใสตรวจสอบได้และการควบคุม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและเจตจำนงในการมีส่วนร่วมของทุกประเทศภาคี รูปแบบใหม่ของการเจรจาได้นำไปสู่โอกาสที่เป็นไปได้ของความตกลงที่มีประสิทธิภาพและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสำหรับ COP 21 ที่ปารีส

2554 : การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บัน ความพยายามอีกครั้งเพื่อความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

การประชุมเจรจาที่เดอร์บัน(COP 17) ซึ่งมีขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2554 ถือว่าเป็นความพยายามอีกครั้งในการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความตกลง “ที่สามารถใช้กับทุกประเทศที่เป็นภาคี” และเพื่อให้มีการรับรองที่ปารีสในปี พ.ศ. 2558 และเพื่อนำไปดำเนินการปฏิบัติจากปี พ.ศ.2563 เป็นต้นไป ในการนี้ การประชุมรัฐภาคี(COP)ได้เปิดตัวพื้นที่ของการเจรจาใหม่ภายใต้กรอบ UNFCCC เรียกว่า the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ซึ่งประกอบด้วยสองกลุ่มงาน(workstreams)

กลุ่มงานแรกเน้นไปที่ความตกลงปี พ.ศ.2558 ซึ่งได้กำหนดลำดับขั้นตอนชั่วคราว เช่น ร่างเนื้อหาการเจรจาที่ต้องเกิดขึ้นไม่เกินเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 ที่  COP 20 ในกรุงลิมา เปรู โดยมุ่งให้เกิดเนื้อหาการเจรจาฉบับใช้งานภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2558 เนื้อหาการเจรจารวมถึงชิ้นงาน “ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี การสร้างขีดความสามารถและความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการปฏิบัติการและการสนับสนุน”

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มงานที่สองเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อน พ.ศ.2563 โดยสำรวจทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อลดช่องว่างที่ใหญ่มากระหว่างเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศภาคี และแนวทางที่สอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 2 หรือ 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม รายงาน the UNEP Emissions Gap Report (2013) เตือนว่าจะต้องมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีกราว 8-12 พันล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2563 วัตถุประสงค์ของกลุ่มงานที่สองคือการสำรวจ “โอกาสในการปฏิบัติการที่มีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยรวมถึงการปรับตัวและผลประโยชน์ร่วมของการพัฒนาที่ยั่งยืน…ที่สามารถขยายผลและนำไปใช้ได้อีก โดยการสนับสนุนความร่วมมือแบบสมัครใจ…ที่สอดคล้องไปกับลำดับความสำคัญเร่งด่วนของการพัฒนาที่ได้ระบุไว้แล้วในระดับประเทศ”

พ.ศ.2557 การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บันเห็นชอบต่อพันธะกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต

ในฐานะมาตรการชั่วคราวจนกว่าจะเกิดความตกลงใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2563 COP 18 in ที่โดฮา(พ.ศ.2555) เปิดตัวพันธะกรณี(การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก)ช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโตหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า KP2 (a new commitment period)โดยมีช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 และได้รวมเอามาตราต่างๆ หลายมาตราของพิธีสารเกียวโตเข้าไปด้วย ในพันธะกรณีช่วงที่สองนี้ ประเทศภาคีในภาคผนวก 1 ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG)ลงอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 18 เปรียบเทียบกับปีฐาน พ.ศ.2553 อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีทุกประเทศภาคีที่รวมอยู่ในพิธีสารเกียวโตช่วงแรกที่ตัดสินใจให้คำมั่นต่อพิธีสารเกียวโต เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และรัสเซีย และประเทศภาคีที่เหลืออยู่(รวมถึงสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์รวมกันแล้วคิดเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึงร้อยละ 15 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต อย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ให้สัตยาบันในพิธีสารตั้งแต่แรก และแคนาดาซึ่งถอนตัวออกในปี พ.ศ.2555 แม้จะมีข้อจำกัด KP2 ก็ถือเป็นความสำเร็จในฐานะเป็นกลไกที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอันเดียวภายใต้ UNFCCC เพื่อส่งสัญญานไปยังประเทศภาคีที่ยังตัดสินใจไม่เข้าร่วมในพิธีสารเกียวโต ผู้แทนการเจรจาเห็นชอบในการจำกัดสิทธิของประเทศภาคีที่ไม่ได้ร่วมพิธีสารเกียวโตในการเข้าถึงกลไกที่ยืดหยุ่นภายใต้พิธีสาร

ประเด็นอื่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายที่โดฮา เช่น ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปรับตัว ป่าไม้ นั้นมีความคืบหน้าค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ประเด็นหลักเรื่องกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศ(climate finance) ยังเป็นแกนหลักของการยึดยื้อกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรม โดยที่ประเทศอุตสาหกรรมอ้างถึงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากที่จะไม่มีพันธะกรณีระยะกลางที่ขยายการให้เงินทุนเพิ่มขึ้น มีเพียงประเทศในยุโรปไม่กี่ประเทศที่เพิ่มการสนับสนุนเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศของตน

การประเมินครั้งที่ 5 ของ IPCC เตือนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้น

รายงานการประเมินครั้งที่ 5(Fifth Assessment Report-AR5) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(The Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) เผยแพร่ออกมาในปี พ.ศ. 2556  ก่อนจะมีการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 19 ที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์(COP 19) นำเสนอหลักฐานว่าแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเมินผลของนโยบายที่มีอยู่และนโยบายที่ถูกนำเสนอยังคงทำให้มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ (ปี พ.ศ.2643) เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และแม้ว่าประเทศภาคีของ UNFCCC จะมีการดำเนินการตามเป้าหมายของตนที่ตั้งไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเต็มที่ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็คงยังเพิ่มขึ้น 3.3 องศาเซลเซียส

การประเมินที่สูงขึ้นถูกพิจารณาจากแบบแผนของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต่อเนื่องมาจากทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการดำเนินการแผนการลดการปล่อยอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม ยังมีช่องว่างอีกราว 8 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ประเด็นที่เรียกว่า “ambition gap” กลายมาเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการเจรจา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะปิดช่องว่างดังกล่าวนี้ลงภายในปี พ.ศ.2563 มีทางเลือกเชิงเทคนิคในการทำให้ช่องว่างนี้แคบลง แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองในการดำเนินงานแผนปฏิบัติการให้มากไปกว่าเป้าหมายการลดการปล่อยที่แต่ละประเทศตั้งไว้ การประเมินโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ศักยภาพทางเทคนิคในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 17 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าโดยมีต้นทุนอยู่ที่ 50-100 เหรียญสหรัฐต่อตันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่ออย่างน้อยที่สุดจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกินกว่า 2 องศาเซลเซียส (UNEP The Emissions Gap Report, 2013)

พ.ศ. 2556 : การเจรจาที่วอร์ซอร์ยังคงไม่คืบหน้า

แม้มีประเด็นกังวลจากรายงานของ IPCC ก่อนการประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์ (COP 19) ในเดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.2556 การเจรจาได้รวมเนื้อหาและประเด็นที่เป็นกังวลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศภาคีในการบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีความคืบหน้าน้อยมาก เช่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการติดตามตรวจสอบ การรายงานและการยืนยันผลของปฏิบัติการในระดับประเทศรวมถึงประเด็นการปรับตัว COP ที่กรุงวอร์ซอร์มีการจัดตั้งกลไกระหว่างประเทศอันใหม่ขึ้นคือ International Mechanism for Loss and Damage ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเน้นถึงกรณีเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วในประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ ยังเห็นชอบต่อรายงานการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Rulebook)ในภาคป่าไม้และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือ กรอบเวลาในการพัฒนาความตกลง(the 2015 agreement)ที่ต้องเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์นำการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมที่สำคัญซึ่งทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการเจรจาไปอย่างมาก มีการลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ที่ให้ประเทศภาคีต่างๆ ส่ง การทบทวนและเสนอกติกาการทบทวนและส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน (intended nationally determined commitment, INDCs) และเกณฑ์สากลที่จะรับประกันถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้และกลไกการติดตามตรวจสอบที่เหมาะสมในการดำเนินงาน คำว่า “การมีส่วนร่วม(contribution)” เข้ามาใช้แทนคำว่า “เจตจำนง(commitment)” เพื่ออรรถาธิบายถึงความพยายามร่วมกันของประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา โดยการส่ง INDCs นั้นจะปราศจากการตัดสินไปก่อนล่วงหน้าถึงลักษณะในทางกฎหมายของ “การมีส่วนร่วม(contribution)” ตามความแตกต่างภายใต้หลักการ “Common but Differentiated Capabilities” กาประนีประนอมเปิดทางไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมากของการเจรจาในกรุงลิมา เปรู และกรุงปารีส ฝรั่งเศส

พ.ศ. 2557 การเจรจาผ่าทางตันที่ลิมา

ความคาดหวังสำหรับการประชุมรัฐภาคีที่กรุงลิมา เปรู (COP 20) มีลักษณะปนเปกัน อันเนื่องมาจากประสบการณ์ในกรุงวอร์ซอ โปแลนด์ เพื่อมุ่งไปสู่ความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในระดับโลกที่ปารีสในเดือนธันวาคม 2558 การเจรจาที่ลิมาต้องมีเกิดผลที่ชัดเจน มีการตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้นในลิมาเพื่อเตรียมปูพื้นฐานของความตกลง หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันเพื่อร่างเนื้อหาความตกลงเพื่อนำไปเข้าสู่เวทีการเจรจาที่ COP 21 โดยที่ประเทศภาคีต่างๆ เริ่มต้นเจรจาในช่วงการเตรียมประชุมรัฐภาคีที่กรุงปารีส นอกจากนี้ การเจรจาที่ลิมาก็ยังไปสู่การตัดสินใจสำคัญสองสามประการดังนี้ :

  • การปรับตัวได้รับการยกระดับให้มีความสำคัญเท่าเทียมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
  • การยอมรับอย่างเป็นทางการของแผนงานการปรับตัวระดับประเทศในฐานะเป็นแนวทางในการสร้างขีดความสามารถในการฟื้นคืนจากวิกฤต(resilience) โดยเป็นเครื่องมือที่สามารถเห็นได้และความเชื่อมโยงไปสู่กองทุนโลกร้อนที่เรียกว่า Green Climate Fund (GCF) การมีส่วนในกองทุน GCF ตั้งไว้ในช่วงแรกอยู่ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมการมีส่วนในกองทุนจากประเทศกำลังพัฒนา 5 ประเทศ
  • ประเทศภาคีบรรลุถึงระดับความเข้าใจใหม่ว่าด้วยการติดตามตรวจสอบ และการวัดผลเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศ(Intended Nationally Determined Contributions,INDCs)ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผลจากการประชุมเจรจาที่ลิมายังคงเหลืออีกหลายประเด็นให้จัดการต่อไป การเจรจาไม่ได้พิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของสถานะต่างๆ ที่แตกต่างกันในแง่ของการลดการปล่อย อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานที่ 1 ในเรื่อง the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ประสบผลในการประชุมที่เจนีวาโดยมีเนื้อหาการเจรจาความหนา 86 หน้า ในฐานะเป็นพื้นฐานของการเจรจาที่ปารีส โดยเป็นเอกสารที่เนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้นกว่าร่างเนื้อหาจากการประชุมที่ลิมา

พ.ศ.2558 ปารีส ความตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่แท้จริงฉบับแรก

  • กระบวนการที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เพื่อจะไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดในเชิงกระบวนการที่เกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 จุดเน้นหลักของประธานการประชุมรัฐภาคีของฝรั่งเศสได้รับรองว่ากระบวนการที่จะได้มาซึ่งความตกลงจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการรับฟังทุกมุมมองและรักษาไว้ซึ่งความโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นกระบวนการที่หาจุดประนีประนอมระหว่างประเทศภาคีต่างๆ ขณะเดียวกันมุ่งให้เกิดความตกลงที่มุ่งมั่น

เมื่อการประชุมเจรจาที่ดำเนินไปสองสัปดาห์ยุติลง ประธานการประชุมรัฐภาคีที่ปารีสได้รับการยกย่องต่อความสำเร็จในการเปิดให้ประเทศภาคีทั้งหมดมีความเป็นเจ้าของในกระบวนการเจรจา ทำให้ให้เกิดความตกลงพหุภาคีที่แท้จริง ความตกลงปารีสดึงเอาประชาชาติ 195 ประเทศ อยู่ภายใต้กรอบความตกลงเดียวกันและในการจัดการกระบวนการของตรรกะในการลดคาร์บอนระดับโลก

  • ทำไมความตกลงปารีสประสบความสำเร็จ

ความตกลงปารีสไม่เพียงแต่ตั้งเป้าหมายเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ยังตระหนักถึงความจำเป็นในการไปให้ถึงเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งผนวกความต้องการของกลุ่มประเทศที่เป็นหมู่เกาะซึ่งมีความเปราะบางเข้าไปด้วย

ความตกลงปารีสประสบผลในสร้างการมีส่วนร่วมที่มีความน่าจะเป็นมากที่สุดโดยการสร้างกลไกที่ยืดหยุ่นเพียงพอในการดึงให้ทุกประเทศภาคีมารวมอยู่ด้วยกัน โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคุณลักษณะต่างๆ ของความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ตามคำพูดของ Laurent Fabius ประธาน COP ที่ปารีส ความตกลงปารีสประสบผลในการเป็นความตกลงที่คำนึงถึงความแตกต่าง เป็นธรรม คงทน มีพลวัตร สมดุลและมีผลในทางกฎหมาย(“being differentiated, fair, durable, dynamic, balanced and legally binding”) ความตกลงมุ่งถึงความจำเป็นของทุกประเทศภาคี จากกลุ่มประเทศหมู่กาะที่มีความเปราะบางมากที่สุดต่อวิกฤตโลกร้อน ไปถึงกลุ่มประเทศอุตสากรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จำต้องทำการปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนด้านพลังงาน และในการสร้างกรอบและขอบเขตงานเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นลำดับ

ความตกลงปารีสบรรจุตรรกะของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยที่มีการเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยเป็นช่วงๆ และช่วงของการลดการปล่อยสูงสุดและค่อยๆ ลดลง โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการลด ละ เลิกเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพื่อให้เกิดสมดุลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์โดยทั้งหมด(anthropogenic emissions)ด้วยแหล่งดูดซับคาร์บอน(removal by sinks) เพื่อให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเต็มที่ ที่สำคัญที่สุด ภาษาที่อยู่ในความตกลงได้ส่งสัญญานชัดเจนสำหรับการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำไปยังผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุนและชุมชนธุรกิจ

  • สาระสำคัญของความตกลงปารีส

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) สิ่งที่ภาคีทุกประเทศจะต้องจัดทำเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของความตกลงปารีส คือ สิ่งที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น” (Nationally Determine Contribution: NDC) อย่างต่อเนื่อง เนื้อหาของ NCD อาจประกอบด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพในความตกลงปารีสก่อนกำหนด ให้ภาคีทุกประเทศมีการจัดส่ง NDC ทุกๆ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 โดยจะต้องให้ข้อมูลที่แสดงความโปร่งใส บทบัญญัติในข้อนี้นับเป็นพันธกรณีหลักของความตกลงปารีส ทั้งนี้ NDC จะต้องมีความก้าวหน้า และแสดงความพยายามสูงสุด โดยสะท้อนหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง คำนึงถึงศักยภาพและสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน

การปรับตัว(Adaptation) ความตกลงปารีสได้ตระหนักถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยง บรรเทาและจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางลบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และตระหนักถึงบทบาทของการพัฒนาที่ยั่งยืนในการลดความเสี่ยงของการสูญเสียและความเสียหาย

กลไกการเงิน (Finance) เป็นพันธกรณีของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะต้องให้ทรัพยากรทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวโดยเป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์ที่กำหนดโดยประเทศ ลำดับความสำคัญและความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนา และจะต้องมีการรายงานข้อมูลการให้การสนับสนุนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทุกๆ 2 ปี และจะต้องมีการทบทวนผลการดำเนินการระดับโลก

ในความตกลงปารีสได้กำหนดให้กลไก/หน่วยงานภายใต้อนุสัญญา ได้แก่ Green Climate Fund, Global Environment Facility (GEF), Least Developed Countries Fund และ Special Climate Change Fund สนับสนุนการดำเนินงานตามความตกลงนี้ โดยเน้นให้เข้าถึงการสนับสนุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างขั้นตอนการอนุมัติเงินสนับสนุนที่ไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ที่ประชุม COP 21 ได้ตัดสินใจให้ประเทศพัฒนาแล้วมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทางการเงินตามเป้าหมายเดิมที่ “หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี” ถึงปี 2025 โดยที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีสจะร่วมกันกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ในปี 2025 โดยกำหนดขั้นต่ำที่หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

บททดสอบ การดำเนินการภายใต้ความตกลงปารีส

ในขณะที่ความตกลงปารีสได้รับการยกย่องว่าเป็นปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนที่เดินหน้าไปทิศทางที่ถูกต้อง การเพิ่มเป้าหมายที่มุ่งมั่นในการลดการปล่อย และการเป็นความตกลงแบบพหุภาคีที่แท้จริง แต่ถึงกระนั้น ยังมีความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าและต้องการความชัดเจน มันเป็นการดำเนินการซึ่งท้ายที่สุดแล้วบอกเราว่าความตกลงปารีสจะสอดคล้องต้องกัน(fit)กับเป้าหมายหรือไม่ ทุกประเทศภาคีโดยการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ จำเป็นจะต้องแปรความตกลงนี้ไปสู่การลงมือทำ จุดที่สำคัญที่สุดคือการที่ NDCs ของแต่ประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 1.5 องศาเซลเซียส เป้าหมายการลดการปล่อยของแต่ละประเทศจะต้องถูกขยายเพิ่มในขณะที่กองทุนในการปรับตัวสำหรับกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางจะต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในลักษณะที่สามารถคาดการณ์ได้ ความตกลงปารีสยังขาดความชัดเจนในกลไกการดำเนินงานหลายประการ ซึ่งจะต้องมีการลงรายละเอียดในประชุมรัฐภาคีครั้งต่อๆ ไป

Author: Tara Buakamsri

A dreamer, trouble shooter, and ordinary individual who believe that life is filled with possibilities waiting to be realized, rich with meanings calling out to be understood.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s