การเดินทางและชะตากรรมของเมล็ดข้าว

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก The Rice Book : The Deffinitive Book on the Magic of Rice Cookery

บรรพบุรุษข้าวมีวิวัฒนการมานานกว่าหนึ่งร้อยล้านปีบนผืนทวีปใหญ่ เมื่อทวีปเคลื่อนตัวแยกออกจากกันเป็นอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดีย ออสเตรเลีย แต่ละผืนทวีปได้นำพืชและสัตว์ติดไปด้วย ผืนทวีปอินเดียเลื่อนขึ้นไปทางเหนือเป็นเวลาหลายล้านปี เข้าชนกับมวลแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย กำเนิดเทือกเขาหิมาลัยสูงตระหง่าน แนวเทือกเขาแผ่ขยายไปทางด้านตะวันออกจรดทะเลจีนใต้ หลายล้านปีต่อมา แถบเชิงเขามีความอบอุ่นและความชื้น

หญิงชายในยุคแรกเก็บข้าวป่ามากินเป็นอาหาร พวกเขาเห็นว่าน่าจะปลูกพืชป่าชนิดนี้ โดยมิได้ตั้งใจ ถือเป็นการเริ่มต้นคัดเลือกและขยายพันธุ์ข้าวป่าชนิดต่างๆ ชาวแอฟริกันตะวันตกได้ทำแบบเดียวกันนี้ในเวลาต่อมาจึงมีพันธุ์ข้าวหลากหลายวิวัฒนาการขึ้นที่นั่น วิวัฒนาการอันยาวนานไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดค้นและปฏิบัติการของคนปลูกข้าวเท่านั้นยังเกิดจากการเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารของคนกินข้าวด้วย

ข้าวมีความสามารถในการปรับตัวอย่างดีเยี่ยม ข้าวป่าพัฒนาและปรับตัวเองให้มีชีวิตรอดในถิ่นที่อยู่ที่แตกต่างกันไป บางชนิดทนต่อกลางคืนที่หนาวเหน็บ บางชนิดรับมือกับน้ำท่วมอย่างฉับพลัน บางชนิดชอบพื้นที่น้ำท่วมขัง บางชนิดยืนหยัดอยู่ในถิ่นกันดารน้ำ คนเริ่มพัฒนาศิลปะการเพาะปลูกและคัดเลือกพันธุ์ตามลักษณะประจำถิ่น นำเมล็ดข้าวเดินทางไปเพาะปลูกในถิ่นที่ข้าวป่าไม่สามารถเติบโตได้

การแพร่กระจายพันธุ์ข้าวเริ่มต้นอย่างจริงจังจากต้นกำเนิด ขึ้นไปทางทิศเหนือลงไปทางใต้สู่ตะวันออกและตะวันตก ข้าวปรับเปลี่ยนไปตามถิ่นใหม่และตามสภาพที่คนปลูกข้าวเข้าไปจัดการ ในจีน คนต้องการปลูกข้าวนาดำ แต่น้ำไม่เพียงพอและดินไม่ดี ผลผลิตครั้งแรกของพวกเขาจึงล้มเหลว มีการเก็บน้ำโดยสร้างคันนา ผันน้ำเข้าไปแล้วขุดพรวนดินหรือย่ำให้เป็นโคลน สองสามปีต่อมาดินเริ่มอ่อนตัว ลึกลงไป 30-50 เซนติเมตรจากผิวดิน ทำให้ชั้นดินที่เคยแข็งอุ้มน้ำและมีธาตุอาหาร

จากหลักฐานทางภูมิศาสตร์และพันธุกรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และภาคเหนือของไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวแห่งแรก พันธุ์ข้าวอินดีกา แจปอนิกา แตกแขนงจากต้นกำเนิดเดียวกัน โดยคนกินข้าวนำไปอยู่ในสถานที่และสภาพแวดล้อมใหม่

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของข้าวยังคงมีอยู่ที่ภาคเหนือของไทยและเวียดนามอายุราว 3,000 ปี ในจีน พบพันธุ์ข้าวโบราณที่ตอนใต้ของเมืองเซี่ยงไฮ้ วัดด้วยคาร์บอน 14 มีอายุอย่างน้อยที่สุด 6,000 ปี ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง 

ข้าวเริ่มปลูกเมื่อ 8,500 ปีมาแล้ว หลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดหลายชุดในอินเดียและปากีสถานมาจากขอบแอ่งกะทะของพื้นที่ภูเขามีอายุกว่า 4,000 ปี ยังหลงเหลือเมล็ด เปลือกที่เป็นเถ้าถ่าน หรือร่องรอยของเมล็ดบนเครื่องปั้นดินเหนียว พอที่จะทำให้รู้ว่ามีข้าวชนิดต่างๆ

ร่องรอยของข้าวไม่จำกัดแต่ในยุคโบราณ มีความต่อเนื่องมาเป็นลำดับ ในอินเดีย คัมภีร์เล่มแรกสุดของฮินดูกล่าวถึงข้าวที่ใช้ในการบูชาพระเจ้า ก่อนการประสูติของพระพุทธเจ้า คัมภีร์เรื่องยาและโภชนาการเล่มหนึ่งมีชื่อที่ใช้เรียกข้าวชนิดต่างๆ และกล่าวถึงผลที่มีต่อร่างกาย พระราชาแห่งเนปาลซึ่งเป็นพระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ นามว่าสุทโธทนะ หมายถึง ข้าวบริสุทธิ์ 

คำว่า “ข้าว” เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าตามสถานที่และผู้คนในประวัติศาสตร์ช่วงต้นของเอเชียที่อินโดนีเซีย พบหลักฐานการเพาะปลูกข้าวมีอายุประมาณ 2,300 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ในเกาะสุลาเวสีรวมทั้งซาราวัคของมาเลเซีย แต่ไม่มีที่แห่งใดย้อนไปไกลกว่ายุคชวา ข้าวเกิดมานานมากแล้ว แต่พื้นที่ปลูกข้าวในเกาะชวาเป็นการเพาะปลูกแบบเข้มข้น ร่องรอยข้าวโบราณจึงลบเลือนโดยง่าย ที่รัฐกะลันตัน มาเลเซียตะวันตก

หลักฐานเรื่องข้าวย้อนหลังไปถึง 900 ปี กล่าวได้ว่านาขั้นบันไดที่มีชื่อเสียงในฟิลิปปินส์มีมานานกว่า 2,000 ปี แต่การปลูกข้าวจะเก่าแก่ขนาดนั้นหรือไม่ พวกเขาเพาะปลูกพืชชนิดใดเป็นครั้งแรก ชาวอุษาคเนย์พวกอื่นทำขั้นบันได และระบบน้ำตามเชิงเขาเพื่อปลูกเผือก ชาวเขาของเกาะลูซอนเหนืออาจเป็นเช่นนั้นคือเริ่มปลูกเผือกแล้วเปลี่ยนเป็นข้าว

อาณาจักรทั้งหลายในอุษาคเนย์ก่อเกิดจากเมล็ดข้าวและคนปลูกข้าว ชาวนาตั้งถิ่นฐานบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำเอราวดี แม่น้ำแดง และในเกาะสุมาตรากลาง เกาะชวากลางในเวลาต่อมา ระบบชลประทานขนาดใหญ่เกิดขึ้นและยังมีร่องรอยเหลืออยู่ การปลูกข้าวในที่ราบน้ำท่วมถึงและปากแม่น้ำต้องการความชำนาญ ไม่ใช่การนำน้ำเข้าและปล่อยออกจากนา ไม่ใช่ระบบชลประทาน แต่เป็นเครือข่ายลำคลอง แม้แต่บ่อเก็บน้ำก็ใช้ควบคุมน้ำท่วมมากกว่านำน้ำเข้านาในฤดูแล้ง ระบบน้ำของเขมรโบราณรอบนครวัดใช้สำหรับพิธีกรรมมากกว่า

การนำมาใช้ปลูกข้าว ที่ศรีลังกา มีบ่อขนาดใหญ่รับน้ำฝนในฤดูมรสุมไว้ใช้ปลูกข้าวในฤดูแล้ง ในเขตมรสุม ไม่ต้องการระบบชลประทานเพื่อใช้ปลูกข้าว 1 ครั้ง น้ำจากท้องฟ้าและแม่น้ำมีอยู่เพียงพอ ต่อมาเริ่มเก็บน้ำไว้เพื่อปลูกข้าวมากกว่า 1 ครั้ง การเพาะปลูกพืชผสมผสานตามมากับการขยายตัวของประชากรที่หมุนเวียนแรงงานใหม่เข้าไปในระบบการผลิต และผลผลิตข้าวมากขึ้นตามจำนวนขั้นบันไดที่สูงขึ้นไปจากเชิงเขา

ตัวอย่างเก่าแก่อยู่ที่เกาะชวา ประชากรกว่า 3 ล้านคนในปี 2323 เพิ่มเป็น 90 ล้านคนในปี 2535 และยังมีข้าวพอกินในปัจจุบัน ภายใต้ระบบสังคมที่มีแบบแผนการอนุรักษ์แนวทางเพื่อรับมือกับการเพิ่มประชากรเป็น 30 เท่า ในช่วงเวลา 10 รุ่นคน

ข้าวเป็นอาหารที่ดีกว่าธัญพืชชนิดอื่น เช่น เผือก มัน ข้าวฟ่าง แต่ข้าวเป็นพืชที่ปลูกยากกว่าและมีความเสี่ยงมากกว่า บางแห่ง ข้าวเป็นเครื่องหมายแห่งความแปลกประหลาดที่แทรกซึมเข้าไป ทุกวันนี้ เผือกยังเป็นอาหารในครัวของชาวตะวันตก คนในกรุงจาการ์ตาผู้เกิดและเติบโตจากถิ่นที่ไม่มีการปลูกข้าวของอินโดนีเซียตะวันออก จะกลับไปบ้านเพื่อรับอาหารที่เหมาะสมจำพวกเผือกและสาคู ขณะที่คนย้ายถิ่นจากเกาะชวาไปยังท้องถิ่นนั้นจะสอนให้พวกเขารู้จักการปลูกข้าว

ข้าวแพร่กระจายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างช้าๆ ในจุดที่ห่างไกล พวกเขาใช้เรือบรรทุกและสัตว์นำเมล็ดข้าวและอาหารสำเร็จรูปทำจากข้าวส่งไปกว่า 500 ปีก่อนคริสตกาล ข้าวกำเนิด เติบโตและแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในอินเดีย จีน อินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บางแห่งมีมานาน 4,000 ปี หรือนานกว่านั้น พื้นที่อื่นที่ข้าวไปถึงเมื่อเร็วๆ นี้ อาจเป็นการนำไปโดยพระสงฆ์ในพุทธศาสนาผู้เป็นนักเดินทางที่ไม่ยอมเหน็ดเหนื่อยและไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นนักชิมอาหารอีกด้วย

ระหว่าง 330 ปี ถึง 200 ปี ก่อนคริสตกาล ข้าวถูกนำเข้าไปยังตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ข้าวเมล็ดสั้นข้ามทะเลจากเกาหลีไปยังพื้นที่ปลายสุดของหมู่เกาะญี่ปุ่น ข้าวแพร่กระจายขึ้นไปทางเหนือสู่เกาะคิวซู เกาะฮอนชู และชะลอตัวช้าลงเมื่อไปถึงเขตหนาว ข้าวยังได้ขยายพันธุ์และเติบโตบนเกาะฮอกไกโด ในเอเชียตะวันตก สังคมใหม่ อาณาจักรใหม่ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ทั้งอาหารหลักและอาหารรองชาวอัสซีเรียนเมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาล มีคำเรียก “ข้าว” ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนปลูกข้าว

จนถึง 500 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ที่อาศัยอยู่ตามถิ่นที่เป็นอัฟกานิสถาน อิหร่าน อิรักในปัจจุบัน ยังกินข้าวสาลีและข้าวฟ่างเป็นอาหารหลัก ต่อมา อาณาจักรพาเธียนได้ชักนำให้เกิดการค้าขายในเส้นทางฮินดูคัชส์จากอินเดียเหนือ เมืองแบคเทรียทางตอนใต้ทะเลสาบแคสเปียนกลายเป็นชุมทางการค้าจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เปอร์เซีย ถึงอินเดียและจีน อเล็กซานเดอร์มหาราชยกทัพเข้าตีเอเชียช่วง 334 ปีถึง 323 ปีก่อนคริสตกาล อริสโตบุรัส พระสหายคนหนึ่งของพระองค์ ได้บันทึกไว้หลังจากนั้นว่า เขาเห็นการปลูกข้าวในเมืองแบคเทรีย บาบิโลน ซูซา และซีเรีย (รวมถึงลุ่มแม่น้ำจอร์แดน) อิทธิพลของชาวเปอร์เชียนำข้าวไปไกลถึงลุ่มน้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส จรดอาณาเขตครอบครองของอาณาจักรโรมัน

กรีกและโรมัน ก็มีความรู้เรื่องข้าว ธีโอฟราตัส นักประพันธ์ชาวกรีกอ้างถึงข้าวในงานเขียนเกี่ยวกับอินเดียเมื่อ 400 ปี ก่อนคริสตกาลและหนึ่งพันปีก่อนยุคอเล็กซานเดอร์มหาราช กรีกนำชื่อข้าว (Oryza) มาจากเจ้าของเดิม อาจเป็นอินเดียส่งต่อไปให้กับชาวโรมัน และท้ายสุด คำว่า Oryza ไปถึงนายลินเนียส นักพฤกษศาสตร์ สิ่งที่ควรรู้คือกรีกและโรมันมีความสนใจข้าวในทางปฏิบัติน้อยมาก ข้าวเป็นยาที่แพงและแปลกสำหรับพวกเขา เป็นสิ่งที่ชนชั้นร่ำรวยซื้อหามา ณ จุดสิ้นสุดในการเดินทางของข้าวจากอินเดีย

คนเอเชียและตะวันตกในยุคเก่าก่อน มีความเชื่อในพลังอำนาจของธรรมชาติ เห็นร่วมกันในการมีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เรื่องกรรม-ผลกรรม หยิน-หยาง ร้อน–หนาว ธาตุทั้งห้าของจีน ของเหลวทั้งสี่ของกรีกยุคปัจจุบันได้ลบเลือนความเชื่อเหล่านี้ไป สถานภาพของข้าวภายใต้ระบบความคิดโบราณไม่ได้หยุดนิ่ง เมล็ดข้าวสัมพันธ์กับผืนโลกจึงเป็นหยินหรือความเย็น ข้าวที่หุงแล้วจึงเป็นกลาง คือสมดุลระหว่างผืนดิน ต้นกำเนิดและเปลวไฟที่ใช้หุงต้ม ชาวจีนฮกเกี้ยนในมาเลเซียมองว่าข้าวเป็นของร้อนหรือหยาง เพราะชาวจีนโพ้นทะเลเช่นพวกเขารู้สึกไม่มั่นคง ต้องการความร้อนเพื่อเสริมให้ร่างกายต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
หยิน-หยางของข้าว มาจากความเชื่อของชาวจีนที่ส่งผ่านไปยังส่วนอื่นของโลก คนภาคเหนือของอินเดียจำนวนมากหลีกเลี่ยงการกินข้าวเมื่ออากาศหนาว ข้าวจะทำให้พวกเขารู้สึกเย็น ชาวเปอร์เซียยุคสมัยใหม่ก็คิดเช่นนั้น

ความคิดของคนแต่ละกลุ่มที่มีต่อข้าว ทำให้เห็นพัฒนาการของข้าวอย่างชัดเจนในห้วงประวัติศาสตร์ และผลที่มีต่อวิธีการปรุงอาหารและกินข้าว ความคิดหนึ่งที่พบมากคือข้าวเป็นยา ในประเทศที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก

นานนับศตวรรษ ข้าวอยู่ในฐานะกึ่งเทพเจ้า และหุงหากินแยกจากอาหารอื่นๆ สังคมชาวนามักเริ่มต้นจากการส่งผลผลิตข้าวให้กองทหาร ตำรับการหุงข้าวกำเนิดรอบ ๆ ค่ายทหารที่เดินทัพระหว่างอินเดีย เปอร์เซีย อิรัก ระหว่างอียิปต์และสเปน ข้าวเป็นสิ่งที่มีให้กับกองทหาร ง่ายต่อการเก็บและนำติดตัวไป เมล็ดข้าวแห้งจึงง่ายต่อการหุง ไม่จำเป็นต้องบดหรือย่าง เมื่อกองทัพเข้าครองพื้นที่ศัตรูนาน 2-3 เดือน สามารถทำการเพาะปลูกข้าวได้ 1 ครั้ง หรือปลูกข้าวไร่ที่ให้ผลผลิตต่ำได้ 2 ครั้ง ข้าวโตเร็วกว่าข้าวสาลีและให้ผลผลิตดีกว่าในปริมาณเมล็ดที่เท่ากัน

พ่อค้าชาวจีนรายงานว่า ข้าวมีอย่างอุดมสมบูรณ์ในเมืองเฟอร์กานา บนเส้นทางติดต่อระหว่างเอเชียทางตอนเหนือของซุมเขาปาร์มี แต่ไม่ใช่ในเขตเปอร์เซีย เขตเปอร์เซียที่รวมอยู่ในหลายส่วนของเอเชียใต้และตะวันออกมีพื้นที่ปลูกข้าวไม่มาก นักเดินทางชาวจีนสองสามคนผู้มาถึงพบเห็นนาข้าวที่นั่น กลับเป็นข้าวที่นำไปปลูกถึงลุ่มน้ำยูเฟรตีสและจอร์แดนแล้วเมล็ดข้าวก็หยุดการเดินทางเป็นเวลาหลายร้อยปี ช่วงนั้นมีการซื้อขายข้าวที่ “ประตูเครื่องเทศ” แห่งเมืองอเล็กซานเดรีย ก่อนพวกมุสลิมเข้าครองอียิปต์ ข้าวเป็นสินค้านำเข้า การปลูกข้าวยังไม่ถึงอียิปต์จนกระทั่งคริสศตวรรษที่ 6-7 ช่วงเวลาเดียวกับที่อาณาจักรโรมันในตะวันตกล่มสลาย

ข้าวไม่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์ใหม่ มีเรื่องเล่าของคนเพาะปลูกอ้างถึงการนำเมล็ดพืชมาจากผลไม้ที่ให้ผลผลิต 60-100 เท่า น่าจะเป็นการอ้างถึงข้าวมากกว่าเมล็ดพืชอื่นๆ ชาวนาปาเลสไตน์ปลูกข้าวสาลีก็ยังไม่เคยได้รับผลผลิต 60-100 เท่า มีหลักฐานว่าข้าวไปถึงตะวันออกกลางอย่างน้อยที่สุดคริสศตวรรษที่ 6

ทำไมข้าวจึงเข้าไปในอียิปต์ช้า ทั้งๆ ที่ พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำไนล์เหมาะแก่การปลูกข้าวอย่างยิ่ง คำตอบคือชาวอียิปต์มีความสามารถสูงในการปลูกข้าวสาลี ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาต้องเปลี่ยนเป็นพืชชนิดอื่นในเมื่อมั่นใจว่าปลูกข้าวสาลีพอกินและเหลือขาย ถ้าใครสักคนทดลองปลูกข้าว ต้องเจออุปสรรค์เมื่อพบว่าพันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกให้ผลผลิตไม่ดีภายใต้สภาพแวดล้อมท้องถิ่น ชาวอียิปต์สามารถค้นหาและแพร่พันธุ์ข้าวที่ผลดีได้อาจเป็นเพราะความต้องการข้าวมีมากพอที่จะกระตุ้นให้พวกเขาเอาชนะปัญหาทางเทคนิค เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ข้าวของออสเตรเลียในศตวรรษที่ 20 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโชคช่วย ชาวอียิปต์อาจเคยปลูกข้าวอย่างน้อยที่สุดกว่า 1000 ปีก่อนการแผ่ขยายของอาณาจักอิสลามอันเป็นช่วงที่มีเกิดการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นมาก

ข้าวยังไม่ได้เป็นอาหารหลักของโลกอิสลามในตะวันตก ชาวมุสลิมส่วนใหญ่กินข้าวสาลีมากกว่าข้าว พวกเขาเรียนรู้เรื่องข้าวจากชาวเปอร์เซียแห่งอาณาจักรซาซาเนียที่พ่ายแพ้ลงในปี ค.ศ.635 และจากจังหวัดซินด์ของอินเดียที่อาณาจักรอิสลามพิชิตลงในปี ค.ศ.711 ชาวมุสลิมรู้จักปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำขัง ที่ราบน้ำท่วมถึงในหุบเขาและพื้นที่ซึ่งสามารถทำระบบชลประทานได้ ในเวลาเดียวกัน อาณาจักรอิสลามขยายดินแดนอย่างรวดเร็วมีพื้นที่กว้างขวางความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล กาหลิบในช่วงยุคต้นได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โต นิสัยการโอ้อวดความมั่งคั่งร่ำรวยแพร่ไปอย่างรวดเร็วผ่านลำดับชั้นทางสังคมของชนชั้นปกครอง 

ในปี ค.ศ.780 กาหลิบอัล-มาดีห์ ส่งผู้เชี่ยวชาญออกไปค้นหาพืชและยาใหม่ๆ ปี ค.ศ.945 กาหลิบ มัสตาท์ฟี จัดงานเลี้ยงมีการสนทนาหัวข้อเรื่อง “อาหารที่หายาก” ประกอบด้วยเลมอน ออเบอจิน ข้าวและน้ำตาล ด้วยเหตุนี้ ชาวอาหรับจึงขยายพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ที่เขาไปถึง ข้าวปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศ บางแห่งหนาวกว่าเดิมหรือแห้งกว่าเดิม เกิดการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ข้าวเป็นธัญพืชชนิดเดียวที่สามารถเติบโตในฤดูร้อนของประเทศชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนโดยการมีระบบชลประทานที่เพียงพอ อิบน์ ฮาว์คาล นักภูมิศาสตร์มุสลิมในศตวรรษที่ 10 กล่าวว่าอาณาจักรมุสลิมอันมั่งคั่งมีพืช 2 ชนิดคือ ฝ้ายและข้าวที่ทำรายได้สองเท่า

ข้าวถูกนำขึ้นไปยังต้นน้ำไทกริส–ยูเฟรตริส รอบๆ พื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตอนใต้ของตรุกี และเข้าไปในตุรกี ถึงชายฝั่งทะเลแคสเปียน และลุ่มแม่น้ำโวลกา เลยออกไปจากเขตอิทธิพลของอาณาจักรมุสลิมไปถึงตอนใต้ของโมร็อกโก อาจข้ามทะเลทรายซะฮาราไปยังอาฟริกาตะวันตก ชาวมุสลิมยังเข้าไปปลูกข้าวในเกาะชิชิลี มีการส่งข้าวไปขายที่สเปนในปลายศตวรรษที่ 9 รอบ ๆ เมืองวาเลนเซียและเมอร์เซียซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว รวมถึงเกาะมาโจกาที่ไม่ใช่พื้นที่ปลูกข้าว

คริสศตวรรษที่ 10 ข้าวเพาะปลูกไปทั่วพื้นที่ที่เหมาะสมของโลกมุสลิม ช่วงเวลานั้น เริ่มมีคู่มืออาหารและการทำอาหารที่มีข้าวเป็นส่วนประกอบเกิดขึ้นอย่างมากมาย ข้าวหยุดการเดินทางไกลมานับหลายศตวรรษอีกครั้ง อาณาจักรไบเซนไทน์ทางตะวันออกของอาณาจักรโรมันมีความรู้เรื่องข้าว มีตำราแพทย์ แต่พวกเขาไม่ใช่คนปลูกข้าว ในยุโรปตะวันตก ข้าวมีราคาแพงและนำเข้า คริสศตวรรษที่ 6 นายแพทย์กรีกแห่งราชสำนักทีโอดอริค – ราเวนนา แนะนำให้ใช้เมล็ดข้าวหุงแล้วใส่ลงในนมแพะเพื่อรักษาอาการปวดท้อง ช่วยคนในราชสำนักที่กินเนื้อและไวน์มากเกินไป เมื่อนักรบในสงครามครูเสดเดินทางกลับบ้าน ไม่มีข้าวบรรจุอยู่ในอานม้านของพวกเขา เมื่อพวกนอร์แมนเข้ายึดครองชิชิลี การปลูกข้าวลดลงและในที่สุดก็หายไป

นานมากแล้ว ชาวยุโรปมองว่าข้าวเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ถูกนำเข้าไปในอังกฤษก่อนกลางศตวรรษที่ 13 ในอิตาลี การมีข้าวไว้ในครอบครองต้องจ่ายภาษีแพงมากเพราะเป็นเครื่องเทศ อีก 100 ปีต่อมา ปริมาณข้าวจากเอเชียนำเข้าไปยังยุโรปมากขึ้น ข้าวจึงกลายเป็นอาหารทั่วไป

พริกไทย ช็อกโกแลต มันฝรั่ง และพืชผักอื่นๆ จากอเมริกากลางเข้าไปยังเอเชีย ทวีปอเมริกาได้รับข้าวจากเอเชีย ข้าวเมล็ดแรกข้ามมหาสมุทรแอดแลนติกโดยเรือค้าทาส นักล่าอาณานิคมชาวสเปนและโปรตุเกสนำตัวคนปลูกข้าวในฐานะทาสจากแอฟริกาตะวันตกข้ามไปยังอเมริกา พวกทาสแอฟริกันเท่านั้นที่รู้ว่าจะปลูกข้าวอย่างไรให้ได้ผล ขณะที่ข้าวจากฟิลิปปินส์นับร้อยแกลลอนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคจากเมืองมะนิลาไปยังเมืองอะคาพูลโล ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการค้นพบอเมริกาและภารกิจสร้างอารยธรรมโดยการทำลายชนพื้นเมืองของคนผิวขาว

ห้าร้อยปีหลังการสำรวจค้นพบอเมริกา เมล็ดข้าวหยุดลง ณ ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ฐานะของข้าวคือพืชมหัศจรรย์ที่นำมาเลี้ยงดูประชากรล้นโลก ผลย้อนกลับหลังจากนั้นกลับเป็นเงามฤตยู

สังคมเอเชียยุคก่อน เมล็ดข้าวเป็นสายใยแห่งฟ้าและดิน คนปลูกข้าวเขียนโลกด้วยเมล็ดพืชและวิถีทางที่ชีวิตทั้งมวลดำรงอยู่ ในโลกสมัยใหม่ ข้าวคือสินค้า ยุคสมัยแห่งการเดินทางของเมล็ดข้าวสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงด้วย น้ำมือของปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและเครื่องจักรกล คนปลูกข้าวในหุบเขาและทุ่งราบถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่เขียนขึ้นจากการทำลายล้างแผ่นดินต้นกำเนิด

หมายเหตุ : ศรี โอเวน ชาวอินโดนีเซีย เธอเกิดและเติบโตท่ามกลางทุ่งข้าว มีชีวิตอยู่กับชาวนาบนเกาะสุมาตราตะวันตก อินโดนีเซีย เมล็ดข้าวเป็นของแท้ เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งมนต์ขลังของพวกเขา หนังสือชื่อ The Rice Book ของศรี โอเวนตีพิมพ์ในปี 2536 เล่าเรื่องเมล็ดข้าวและวัฒนธรรมการกินข้าว ทั่วโลก เธอค้นคว้ารายการอาหารจากตรุกี ฟินแลนด์ อินโดนีเซีย อินเดีย จาไมก้า สหรัฐอเมริกา อิตาลีและญี่ปุ่น โดยเดินทางเก็บข้อมูลและชิมอาหาร การเดินทางของเมล็ดข้าวเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ โรเจอร์ โอเวน ชาวอังกฤษ ผู้เป็นคู่ชีวิต ได้ร่วมบันทึกในหนังสือของเธอ

ปัจจุบันศรี โอเวนพำนักอยู่ในอังกฤษ เธอเห็นข้าวหลายชนิดในซุปเปอร์มาเก็ต และคิดว่ามีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าข้าวมาจากไหน สำหรับเธอ มนต์ขลังแห่งเมล็ดข้าว ยังตรึงตราในใจมิเสื่อมคลาย

ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ได้ทันท่วงที

ธารา บัวคำศรี

หลังจากช่วงท่ีเกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2561 กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำ “โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพและปริมณฑล” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการมลพิษฝุ่น PM2.5 และ “เพื่อเตรียมการรับมือและลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่อาจเกิดขึ้นอีก ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 และปีต่อๆ ไป”

บทความนี้ตั้งคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในเดือนธันวาคม 2561-มกราคม 2562 ทั้งที่มีแผนและมาตรการอยู่ในมือ” ขณะเดียวกัน จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตบางประการถึงแผนและมาตรการต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน

1) การเพิกเฉยต่อวิกฤต

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เรามักจะได้ยินคำกล่าว เช่น “สถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต” หรือ “แม้ปริมาณฝุ่นเกินมาตรฐานแต่ไม่ได้วิกฤต เป็นปกติของช่วงเปลี่ยนฤดู”  หรือ “ฝุ่นยังไม่วิกฤต ตรวจเจอแค่ 70-100” นี่คือทัศนคติที่มองว่า มลพิษทางอากาศไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งเป็นแนวโน้มของกระแสการเพิกเฉยเรื่องมลพิษทางอากาศของกลุ่มผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศทั่วโลก

ส่วนหนึ่งของการเพิกเฉยก็เนื่องมาจากกรอบคิดที่ว่า “มลพิษทางอากาศต้องมีความเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง จึงจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ในกรณีของประเทศไทย “หากฝุ่น PM2.5 เกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรถึงจะมีผลต่อสุขภาพ และหากมีค่าเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเกิน 3 วันติดต่อกันจะเข้าสู่สภาวะวิกฤต” ในขณะที่ ข้อมูลที่รวบรวมระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยตั้งแต่ 9-21 วัน และเกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ 24-29 วัน แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉยและไม่ได้คิดว่าเป็นวิกฤต

แม้ว่ามติการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ 4 ก.พ. 2562 จะให้ใช้ค่าความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของฝุ่น PM2.5 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 แต่การดำเนินงานก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานของอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO, 2011) ระบุว่า ไม่มีหลักฐานท่ีชี้ว่ามีระดับฝุ่นละอองท่ีปลอดภัยหรือระดับฝุ่นละอองท่ีไม่แสดงผลเสียต่อสุขภาพอนามัย (There is no evidence of a safe level of exposure or a threshold below which no adverse health effects occur) ถือเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งในด้านสุขภาพอนามัยและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องพยายามปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดข้ึนในระยะยาว

2) นโยบาย แผนงานและมาตรการที่มีอยู่และยึดโยงกับทุกส่วนราชการไม่มีประสิทธิภาพเมื่อวิกฤตมาเยือน

การเพิกเฉยกับวิกฤตทำให้ขาดโอกาสในการรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ความเชื่อที่ว่า “สถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและเราเอาอยู่” และการชี้แจงว่า“ ขอให้ประชาชนมีความตระหนักแต่อย่าตระหนก เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งค่าสูงสุดเคยไปแตะที่ 120 -130 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรในช่วง 1-2 วัน” รวมถึงการปลอบประโลมว่า “ถ้ามันเกิดวิกฤตจริงๆ PM2.5 ขึ้นสูง 2-3 วันติดๆ กัน ทางหน่วยราชการจะออกมาแจ้งเตือนและเราก็จะมีมาตรการเข้มงวดขึ้นไปอีกกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

นำไปสู่ข้อกังขาและคำถามของสาธารณชนถึงมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การฉีดน้ำเป็นละอองฝอย ตามถนนและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการตรวจวัดของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและงานวิจัย ยืนยันตรงกันว่าฝนโปรยไม่ได้ช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศลงมากนัก และการล้างถนนและการฉีดน้ำเป็นละอองฝอยก็ยิ่งไร้ประโยชน์ การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ การลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดเท่านั้น

เมื่อวิกฤตมลพิษทางอากาศมาเยือน รัฐบาลควรตั้งทีมงานปฏิบัติการตอบสนองเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response Team) ขึ้นมาสำหรับปัญหามลพิษอากาศเป็นการเฉพาะ เพราะแนวทางที่มีอยู่ในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศและการรับมือและลดความรุนแรงของฝุ่น PM2.5 หรือแม้กระทั่งแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งยึดโยงอยู่กับอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

3) ช่องว่างมหาศาลระหว่างนโยบาย องค์ความรู้และการปฏิบัติ

รัฐบาลมักจะร่างนโยบายบริหารจัดการมลพิษทางอากาศไว้อย่างสวยหรู แต่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง

3.1 ความย้อนแย้งเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับและต้นทุนเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5

การดำเนินงานในต่างประเทศพบว่าการลงทุนเพื่อควบคุม/ป้องกันฝุ่นละอองให้ประโยชน์ตอบแทน มากกว่าต้นทุนหลายเท่า ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาความคุ้มทุนของมาตรการตามกฎหมายอากาศ สะอาด(The 1990 Clean Air Act Amendment)ในรอบ 30 ปี (พ.ศ.2533-2563) พบว่าการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดข้ึนจะป้องกันการเสียชีวิตของผู้คน 230,000 รายในปี ค.ศ. 2020 ท้ังนี้ ประโยชน์ท่ีได้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85) มาจากผลท่ีได้จากการลดระดับฝุ่นละออง ในกรณีของไทย มาตรการทั้งหมดในโครงการกลยุทธในการควบคุมฝุ่น PM10 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี พ.ศ.2540 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV-net present value) เป็นบวก และมีมูลค่าในระยะ 5 ปี สูงระหว่างร้อยล้านเหรียญถึงหมื่นล้านเหรียญ หรืออีกนัยหนึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการลดอัตราความเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษฝุ่นละออง PM10 มีมากมหาศาลเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในมาตรการต่างๆ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง และในบทคัดย่อของโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระบุชัดเจนว่า การลงทุนเพื่อควบคุมมลพิษ PM2.5 “น่าจะ” เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

แต่เมื่อพิจารณาถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนและนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน มิติของการลงทุนเพื่อควบคุมและป้องกันมลพิษ PM2.5 ถูกละเลยโดยสิ้นเชิง เช่น ประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฉบับที่ 7/2558 ยกเว้นการจัดทำอีไอเอในโรงไฟฟ้าขยะทุกขนาด และคำสั่งมาตรา 44 ที่ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมในกิจการบางประเภทประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล หรือล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับ คสช. ที่จะซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้มากขึ้น

3.2 การยื้อเวลาหลีกเลี่ยงปรับมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศ

ข้อเสนอในรายงานโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑลของกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มาตรการด้านกฎหมายในการควบคุมแหล่งกำเนิดเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติและการกำกับดูแลและมีผลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง และในการบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดกว่าหรือการตั้งเป้าหมายท่ีสูงขึ้นจะให้ผลประโยชน์ท่ีมากกว่า และการนำมาตรการที่เข้มงวดกว่ามาใช้และเร่งรัดใช้มาตรการให้เร็วขึ้นจะให้ผลประโยชน์ที่สูงขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลัก(Criteria Pollutants)ตัวอื่นๆ ไม่ถูกทบทวนและปรับปรุงในทุกๆ 5 ปี โดยที่มีเป้าหมายและกำหนดเวลาให้เข้าสู่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ตามที่ระบุเอาไว้ และในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าน่าจะมีวาระการพิจารณาเรื่องนี้ โดยที่การปรับจากค่าเฉลี่ย PM2.5 (24 ชั่วโมง) จาก 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตรนั้นสามารถทำได้โดยการปรับให้เป็นรูปแบบเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 กล่าวคือยอมให้มีจำนวนวันที่เกิดมาตรฐานได้ร้อยละ 5 ใน 365 วัน หรือเท่ากับ 18 วันในรอบปี  แต่สุดท้ายคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ปรับลดมาตรฐานฝุ่น PM2.5 และให้คณะกรรมการควบคุมมลพิษพิจารณาใหม่ โดยให้เหตุผลว่าก่อนประกาศใช้ค่าเฉลี่ยเกณฑ์ใหม่ในอนาคต ระบบคมนาคมขนส่งต้องเสร็จสมบูรณ์และตรวจสอบจากสถิติค่าฝุ่นละอองในช่วง 6-7 ปี ต้องลงอยู่ในระดับมาตรฐานเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

นั่นหมายถึงว่ามาตรฐานใหม่ของคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลักตัวอื่นๆ จะต้องรอไปอีก 6-7 ปีข้างหน้าด้วย

3.3 ขาดกรอบทางกฎหมายที่เอื้อให้มีฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ

เรามีองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการได้มาซึ่งข้อมูลและฐานข้อมูลแหล่งที่มาของฝุ่น PM2.5 ได้ แม้ว่าขณะนี้เราจะยังไม่มีก็ตาม แต่ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือสิทธิการรับรู้ของชุมชน(Community Right to Know) ถึงฐานข้อมูลเหล่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ขับเคลื่อนผลักดัน กฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) ซึ่งจะเป็นกรอบในการพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำมลพิษ PM2.5 และสารตั้งต้นของ PM2.5 อยู่ในรายชื่อมลพิษเป้าหมาย (target substances/pollutants) กฎหมาย PRTR นี้จะแตกต่างไปจาก   ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจัดทํารายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษท่ีระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558 ในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและระบบฐานข้อมูลที่สาธารณชนเข้าถึงได้

หากกฏหมาย PRTR มีผลบังคับใช้ก็จะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยภาครัฐให้มีฐานข้อมูลฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ ช่วยเสริมประสิทธิภาพและความเข้มแข็งแก่หน่วยงานของรัฐ ในการประเมินสถานการณ์มลพิษ PM2.5 ได้อย่างถูกต้อง มีข้อมูลที่ดีเพื่อประกอบการวางแผนการป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนการจัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมตรวจสอบระบบและกระบวนการผลิตของตนให้รัดกุม ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการและการแข่งขันทางการค้าในระยะยาว  

กฏหมาย PRTR จะรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  อีกทั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

ขณะนี้ เรามีโครงการนำร่อง และจนถึงปัจจุบัน เรายังไม่มีกฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR)

4) ความล้าหลังในเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ข้อเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละออง PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษระบุไว้ชัดเจนในหัวข้อ “ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” ว่า

“…ความสนใจของประชาชนต่อภาวะมลพิษอากาศดังปรากฏเมื่อต้นปี 2561 เป็นปรากฏการณ์ใหม่ซึ่งชี้ถึงความสนใจต่อสภาวะแวดล้อมของคนช้ันกลางรุ่นใหม่ ประกอบกับการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิคส์และข้อมูลจากต่างประเทศ เป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานราชการต้องให้ความสาคัญต่อการเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมและไม่น้อยกว่าสื่อทางอื่น เพื่อสร้างความเข้าใจถูกต้องและระดมกำลังของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพอากาศ…เนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศมีจำนวนจำกัด อาจไม่อยู่ในพื้นท่ีท่ีประชาชนให้ความสนใจ ประกอบกับปัจจุบันมีเครื่องวัดมลพิษอากาศราคาถูกที่ประชาชนสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง หน่วยงาน ของรัฐควรมีมาตรการในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์…”

นอกเหนือจากที่รัฐบาลจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร (communication specialists) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร (communication consultants) ไว้ใน Emergency Response Team เมื่อเกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศขึ้น รัฐบาลสามารถจัดทำระบบการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไว แม่นยำ เที่ยงตรง เอาไว้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจปัญหาที่แท้จริงอย่างแท้จริง แต่จนถึงปัจจุบันรัฐบาลสอบตกในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ล้าหลังอย่างมากในการที่หน่วยงานของรัฐจะมีมาตรการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษทางอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์

วิกฤตฝุ่น PM2.5 เผยให้เห็นถึงกระบวนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายและกลไกการทำงานของรัฐที่ยังพิกลพิการ จำเป็นต้องมีการรื้อสร้างใหม่(deconstruct) ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนยังต้องมุ่งมั่นทำงานขับเคลื่อนต่อไปเพื่อสุขภาวะที่ดีของทุกคนในสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น