8 ขั้นตอนในการกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร

ทะเลและมหาสมุทรให้ทุกสิ่งที่เราต้องการ : อาหาร ออกซิเจน แรงบันดาลใจและการงาน ทะเลและมหาสมุทรยังช่วยรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าความสำคัญของมหาสมุทรที่มีต่อชีวิต มนุษย์ยังคงทำประหนึ่งทะเลและมหาสมุทรเป็นดังที่ระบายของเสีย ประมาณว่าทุกๆ นาที ขยะพลาสติกที่เท่ากับปริมาณที่บรรจุในรถบรรทุกขยะหนึ่งคันถูกทิ้งลงทะเล และเป็นความเร่งด่วนในการทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา และเรามีเวลาไม่มากในการทำอะไรบางอย่างกับปัญหา ข่าวดีคือเรามีทางออกของปัญหา

มันน่าเศร้าแต่เป็นวันที่สำคัญเมื่อ วาฬ Cuvier’s beaked) ขึ้นเกยตื้นบนหาด Sotra ในนอร์เวย์โดยมีพลาสติก 30 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน เราทั้งหลายที่ทำงานในประเด็นมหาสมุทรมาหลายปีต่างรับรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิจัยทำงานศึกษาเรื่องมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2513 สำหรับหลายๆ คน ปี พ.ศ.2560 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รับรู้อย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องพลาสติกมันใหญ่โตมากโดยที่เราสามารถเห็นได้บนชายหาด/ชายฝั่งทะเลทั่วทุกมุมโลก

ประมาณว่า ทุกๆ ปี พลาสติกราว 8 ล้านตันลงไปอยู่ในมหาสมุทร ผลิตภัณฑ์ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานแห่งอัจริยะได้กลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มันยากที่จะจินตนาการว่าขยะพลาสติก 8 ล้านตันมันมากแค่ไหน ถ้าจะให้เทียบ มันก็ประมาณกับนำหนักของประชากรทั้งหมดของประเทศสเปนและสพราชอาณาจักรรวมกัน ประมาณว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 60 ตันต่อนาทีภายในปี พ.ศ.2593 หากแนวโน้มการใช้พลาสติกและการขาดการจัดการของเสียที่เพียงพอยังคงเป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน

พลาสติกสร้างปัญหาใหญ่ต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชและต่อมนุษย์ นกทะเล เต่าทะเล และสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ เข้าไปติดอยู่ในถุงพลาสติก ติดอยู่ในเครื่องมือประมงที่ทิ้งไว้ไม่ใช้แล้ว และเสียชีวิตจากการกินพลาสติกเข้าไปในท้องของมัน พลาสติกหลุดเข้าห่วงโซ่อาหารและอาหารที่เรากิน และพบอยู่ในสายพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิดที่มีการสำรวจ รวมถึงหอยและปู และนี่อาจเป็นเพียงการเร่ิมต้น พลาสติกเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นปัญหาที่มีทางออก เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้

8 ขั้นตอนที่เราสามารถทำได้

1. ลดการพึ่งพาพลาสติก

เราใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในปริมาณที่เหลือเชื่อ ทั้ง หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้วพลาสติก ถ้วย ชาม ช้อนและซ่อมพลาสติก เราต้องยุติการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งเหล่านี้ ประเทศต่างๆ มากขึ้นได้นำเอามาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกใช้แล้วทิ้ง หรือตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลาสติกและของเสียพลาสติก ความพยายามดังกล่าวนี้ต้องถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การใช้พลาสติกในระดับโลกลดลง และพวกเราสามารถทำในส่วนของเราได้เพื่อปฏิเสธผลิตภัณฑ์เหล่านี้

2. ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การผลิตพลาสติกของโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ผลิตพลาสติกชั้นนำวางแผนจะเพิ่มการผลิตอีกหนึ่งในสามในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ.2517 การใช้พลาสติกต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2 กิโลกรัม 2kg ปัจจุบันเพิ่มเป็น 43 กิโลกรัมต่อหัวต่อปี! โลกกำลังเดินไปผิดทิศทาง จำต้องมีการพัฒนาทางเลือกต่อพลาสติกที่ไม่อาจย่อยสลายได้ และจะต้องมีการพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่รับผิดชอบต่อขยะพลาสติกโดยข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงและข้อตกลงว่าด้วยภาระรับผิดชอบของผู้ผลิตในการจัดการ เก็บจัดเก็บ และการนำมาใช้ใหม่

A member of Algeria's Under the Sea diving club collects plastic bottles.

3. เพิ่มค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับพลาสติกที่เป็นมลพิษ

พลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้ในปัจจุบันผลิตมาจากน้ำมันและเป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ ในนอรเวย์ มีพลาสติกเพียงร้อยละ 0.5 ที่ผลิตมาจากทรัพยากรที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ พลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงถูกว่า รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมพลาสติกที่เป็นมลพิษเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่มีราคาถูกกว่า

4. ขยายการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ

พลาสติกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การขยายตัวของประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การใช้พลาสติกเพิ่มได้รวดเร็วกว่าศักยภาพในการจัดการขยะพลาสติก พลาสติกจึงถูกทิ้งและออกสู่ทะเลในที่สุด  จีนและอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุด จำเป็นต้องมีโครงการในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล

5. ผลักดันให้เกิดวิสัยทัศน์ขยะพลาสติกในทะเลเป็นศูนย์

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมยกร่างเป้าหมายระดับโลกเพื่อยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ขั้นตอนต่อมาคือการจัดทำข้อตกลงนานาชาติที่มีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อรับรองว่าจะมีการจัดทำแผนที่ของแหล่งกำเนิดขยะทะเล ความรับผิดชอบทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่หลายของขยะพลาสติกในทะเล และเพิม่ความเข้มแข็งในการจัดการของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

6. เพิ่มการวิจัย การติดตามตรวจสอบและแผนที่แหล่งกำเนิดขยะพลาสติก

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับพลาสติก นักวิจัยคาดว่าร้อยละ 70 ของขยะพลาสติกลงไปอยู่ในพื้นใต้ทะเล เมื่อเวลาผ่านไป พลาสติกเหล่านี้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ หรือ เราจะกำจัดมันอย่างไร ความพยายามจะสร้างแผนที่และติดตามตรวจสอบ ตลอดจนการวิจัยถึงผลกระทบเชิงลบนั้นจะต้องถูกยกระดับขึ้น ดูข้อมูงเพิ่มเติมจาก การริเริ่ม นี้

7. ยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

ประมาณร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกในทะเลมาจากกิจกรรมต่างๆ และอุตสาหกรรมบนบก ทุกๆ อย่างตั้งแต่ยางรถยนต์ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ไปจนถึงก้นบุหรี่และก้านสำลีเช็ดหู ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ลดการใช้พลาสติกลงในชีวิตประจำวัน

8. ช่วยกันทำความสะอาดและฟื้นฟูแหล่งปนเปื้อนขยะพลาสติก

ปฏิบัติทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่และชายฝั่งทะเลที่เผชิญกับวิกฤตมลพิษ แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมการแก้ปัญที่ปลายเหตุ ก็ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้คนมารวมตัวกันในความพยายามยุติมลพิษพลาสติก

พ.ศ. 2561 คือปีที่ร้อนที่สุดอันดับสี่ ตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144510/2018-was-the-fourth-warmest-year-continuing-long-warming-trend

แผนที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561ร้อนที่สุดเป็นอันดับสี่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2423 เป็นต้นมา จากผลการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระโดยองค์การนาซาและองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ(NOAA).

นักวิทยาศาสตร์จาก Goddard Institute for Space Studies (GISS) ของนาซา ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.83 องศาเซลเซียส(1.5 องศาฟาเรนไฮท์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี พ.ศ.2494 และ 2523 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ตามหลังปี พ.ศ. 2559, 2560, และ 2558. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดตามที่มีการบันทึกเก็บข้อมูลในยุคสมัยใหม่ และในจำนวนปีที่ร้อนที่สุด 19 ปี มีจำนวน 18 ปีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวว่า “ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่ร้อนอย่างยิ่งอีกปีหนึ่งตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน” นับตั้งแต่ทศวรรษ 1880s อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์

แผนที่ด้านบนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

ภาพแอนนิเมชั่นนี้แสดงวัฐจักรฤดูกาลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวโลกในทุกๆ เดือนนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1880 แต่ละเส้นแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของโลกต่ำหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1980-2015 คอลัมน์ด้านขวาแสดงรายการแต่ละปีเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำสถิติใหม่ ค่าความแตกต่างในแต่ละฤดูกาลได้มาจากแบบจำลอง MERRA-2(the Modern-Era Retrospective analysis for Research and Applications, version 2) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานแบบจำลองโลกของนาซา

พลวัตรของสภาพอากาศมักส่งผลต่ออุณหภูมิในระดับภูมิภาค ดังนั้น ทุกๆ ส่วนของโลกจะไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นของความร้อนในแบบเดียวกัน เช่น NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีในปี ค.ศ.2018 สำหรับพื้นที่ 48 รัฐของสหรัฐอเมริกานั้นร้อนขึ้นเป็นอันดับที่ 14

แนวโน้มของภาวะโลกร้อนจะมีมากที่สุดในเขตขั้วโลก โดยในปี พ.ศ.2561 เราได้เห็นการสูญเสียทะเลน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอีก ภาวะโลกร้อนยังเร่งให้เกิดการสูญเสียมวลของพืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นยังนำไปสู่ฤดูกาลแห่งไฟที่ยาวนานขึ้นและเร่งให้เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วทบทวีขึ้น

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราสามารถรับรู้ถึงผลกระทบของแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อนแล้ว ดังจะเห็นได้จาก อุทกภัยตามแนวชายฝั่ง คลื่นความร้อน การตกของฝนที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NOAA ใช้ข้อมูลดิบแบบเดียวกันกับที่ใช้โดยนาซา แต่เป็นช่วงปีฐานที่แตกต่างกันและมีการคาดการณ์ที่แตกต่างกันในเขตขั้วโลกและภูมิภาคที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ การวิเคราะห์ของ NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 เพิ่มขึ้น 0.79 องศาเซลเซียส(หรือ 1.42 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงศตวรรษที่ 20

กราฟเส้นด้านบนแสดงการเบี่ยงเบนของอุณหภูมิรายปี ระหว่าง ค.ศ.1880 ถึง ค.ศ.2018 (โดยอ้างอิงค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1951-1980) ที่บันทึกโดยนาซา NOAA กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ทีมวิจัยของ Berkeley Earth และสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละปี การบันทึกข้อมูลของ 5 สำนักนี้แสดงถึงการขึ้นลงของอุณหภูมิที่สอดคล้องกัน ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนที่เร่งขึ้นในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมาและระบุตรงกันว่าทศวรรษล่าสุดนั้นร้อนที่สุด

การวิเคราะห์ของนาซารวมเอาการวัดอุณหภูมิพื้นผิวโลกจากสถานีตรวจวัดอากาศ เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิผิวทะเลจากทุ่นในทะเลและเรือ ตลอดจนสถานวิจัยที่แอนตาร์กติกรวม 6,300 จุด ข้อมูลนำไปวิเคราะห์โดยใช้อัลกอริทึมที่พิจารณาความแตกต่างของสถานีตรวจวัดอุณหภูมิทั่วโลก ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองที่อาจส่งผลต่อข้อสรุปจากการวิเคราะห์ การคำนวณเหล่านี้ออกมาเป็นความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกโดยเทียบปีฐาน ค.ศ.1951-1980

เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งและแนวปฏิบัติในการตรวจวัดของสถานีแต่ละแห่งเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จึงมีความไม่แน่นอนในการแปรผลความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกแบบปีต่อปี ด้วยเหตุนี้ นาซาประมาณว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะอยู่ที่ประมาณ 0.1 องศาฟาเรนไฮต์ ภายในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95

ชุดข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยในรายละเอียดค้นหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, based on data from the NASA Goddard Institute for Space Studies, and additional data from the NOAA National Centers for Environmental InformationMet Office Hadley CentreJapanese Meteorological Agency, and Berkeley Earth. Story by Ellen Gray, NASA Earth Science News Team, and Michael Carlowicz.

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

หมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งลอยได้สูงและไกลแค่ไหน?

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144658/how-the-smoke-rises

หมอกควันมีความลับอยู่มากมายที่ซ่อนเร้นไปจากสายตาของมนุษย์ หมอกควันสามารถลอยได้สูงและไกลแค่ไหน? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเคลื่อนตัว? ในหมอกควันมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กใดอยู่บ้าง?

คำถามข้างต้นกลายมาเป็นเรื่องด่วนมากขึ้นเมื่อฤดูกาลไฟป่าเพิ่มความเข้มข้นและยาวนานขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่เกิด ไฟป่า ลุกลามขยายตัวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2561 ดาวเทียม Terra ได้เก็บข้อมูลภาพของกลุ่มหมอกควันไฟ และภาพจากเครื่องมือตรวจวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่เหนือบริเวณเกิดไฟ(ภาพบนซ้าย) กล้อง MISR(Multi-angle Imaging SpectroRadiometer) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra แสดงถึงแนวหมอกควันไฟที่ลอยตัวขึ้นไปสูง 2-3 กิโลเมตร (ภาพบนขวา) เหนือพื้นที่ พอที่จะทำให้หมอกควันจากการเผายกตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เรียกว่า free troposphere ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมอกควันกระจายตัวกว้างขวางออกไป กลุ่มหมอกควันได้ค่อยๆ ลดตัวลงลอยสูงจากพื้นราว 1 กิโลเมตรเมื่อเคลื่อนตัวไปทางด้านใต้และตะวันตก และออกสู่มหาสมุทร(แปซิฟิก) แผนภาพด้านล่างแสดงถึงระดับความสูงของกลุ่มหมอกควันในระยะทางต่างๆ จากแหล่งกำเนิดที่มาจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่บางอันไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ของของหมอกควันที่บันทึกภาพด้วยเครื่องวัดต่างๆ เช่น MISR ทีมงานวิจัยทำการรวมรวมฐานข้อมูลมาเป็นเวลาหลายปีในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ.2553 Maria Val Martin และเพื่อนร่วมงาน ตีพิมพ์ข้อมูล การสังเกตการณ์ 5 ปีในอเมริกาเหนือ และทีมงานวิจัยนี้ได้ วิเคราะห์ขยายครอบคลุม การเกิดไฟทั่วโลกช่วง 3 ปี

พวกเขาพบว่าบางส่วนของหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือราวร้อยละ 4-12 ลอยตัวขึ้นไปบริเวณชั้นบรรยากาศโทรไพสเฟียร์ที่เรียกว่า planetary boundary layer ในทวีปอเมริกาเหนือ ไฟป่าดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดและมักจะเกิดขึ้นในเขตป่าบอเรียลของแคนาดาและอลาสะกาในช่วงฤดูแล้ง การเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรและพื้นที่ทุ่งหญ้าจะเกิดขึ้นทั่วไปใน 48 รัฐของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเกิดกลุ่มหมอกควันที่มีขนาดเล็กและมีทางยาวน้อยกว่า

นาย Val Martin นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่มหาวิทยาลัย Sheffield กล่าวว่า “ความสูงที่หมอกควันสามารถลอยขึ้นไปถึงนั้นมีความสำคัญ มันจะเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิตของมลพิษทางอากาศ เส้นทางใต้ลมที่มันจะเคลื่อนตัวไปและขนาดของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นี่คือข้อมูลที่เป็นหัวใจในการเตือนประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์มลพิษทางอากาศซึ่งจะช่วยลดหรือเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพได้

นักวิจัยกำลังทำงานเพื่อสรุปข้อมูลจาก MISR เข้าไปในแบบจำลองบรรยากาศที่สำคัญๆ แบบจำลองต่างๆ ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสูงของกลุ่มหมอกควัน “ถ้าแบบจำลองบรรยากาศของเราสามารถจัดการข้อมูลในโลกจริง เราก็มีโอกาสมากขึ้นในการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น กลุ่มหมอกควันจะเคลื่อนตัวไปที่ไหน และพื้นที่ใดที่หมอกควันจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของคน”