ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี(the Irrawaddy Delta)

โดยการใช้เลนส์สั้นเพื่อให้ได้ภาพมุมกว้าง นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานชาติ (the International Space Station-ISS) โฟกัสไปยังพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่มีความกว้าง 100 ไมล์ แม่น้ำอิระวดีเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในเมียนมาร์ และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยมีย่างกุ้ง เมืองหลวงเดิมและเมืองท่าหลักตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลบนแม่น้ำสาขาหลัก

พื้นที่ที่สว่างใกล้ๆ กับชายฝั่งคือแสงจากดวงอาทิตย์(sunglint point) ที่สะท้อนผ่านกล้อง นักบินอวกาศใช้เทคนิคตามแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เพื่อเน้นรายละเอียดของชายฝั่งทะเล

แม่น้ำอิระวดีไหลงทะเลอันดามัน นำพาตะกอนและโคลนปริมาณมหาศาลซึ่งทำให้น้ำเปลี่ยนสีที่บริเวณปากแม่น้ำ

หมู่เกาะอันดามันวางตัวเป็นแนวกับหมู่เกาะนิโคบาร์ (ใต้เมฆด้านซ้ายบนของภาพ) ตามแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก ระหว่างเปลือกโลกอินเดีย(the Indian Plate)และเปลือกโลกพม่า(the Burma Plate) หมู่เกาะอ้นดามันประสบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ขนาด 9.0 ในเดือนธันวาคม 2547

ภาพถ่ายของนักบินอวกาศ ISS058-E-25364 บันทึกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ด้วยกล้องดิจิตอล Nikon D5 เลนส์ 24 มม. โดยสมาชิกของ Expedition 58 crew

สถานีอวกาศนานาชาติ ช่วยในเรื่อง ห้องปฏิบัติการทดลองational เพื่อให้นักบินอวกาศถ่ายภาพพื้นผิวโลกที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักวิทญาศาสตร์และสาธารณะชนและภาพถ่ายเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เนตโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เราสามารถเข้าไปดูภาพถ่ายเพิ่มเติมได้ที่  Gateway to Astronaut Photography of Earth

ข้อตกลงโลกว่าด้วยขยะพลาสติก – พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ : ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการเป็นถังขยะพิษของโลกหรือไม่?

ธารา บัวคำศรี

นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลผสมในเดือนมกราคมปี ..2561 นอกจากส่งผลสะเทือนต่อระบบรีไซเคิลพลาสติกทั่วทั้งโลกและเผยให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอันตรายและสิ้นเปลืองของระบบการค้าขยะรีไซเคิลแล้ว ผลที่ตามมาคือ การค้าขยะพลาสติกส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งขาดมาตรการที่รัดกุมเพื่อยุติการนำเข้าหรือไม่มีขีดความสามารถอย่างแท้จริงในการจัดการของเสีย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง(..2559-2561) การส่งออกพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ส่งออกรายเดิมต้องจัดการกับขยะตกค้างทั้งส่วนที่ไม่แปรรูปและกึ่งแปรรูปในประเทศของตน แรงกดดันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น หากการผลิตพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามท่ีคาดการณ์ไว้ร้อยละ 40ในอีกทศวรรษหน้า

มาเลเซีย เวียดนามและไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ช่วงกลางปี ..2561 รัฐบาลทั้งสามประเทศออกมาตรการควบคุมทำให้การส่งออกขยะพลาสติกทั่วโลก(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี

กราฟแสดงการนำเข้าเศษพลาสติกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2559-พฤศจิกายน พ.ศ.2561 มายังประเทศไทยจากประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรก (ที่มา : ข้อมูลการค้าขยะพลาสติกโลกปี พ.ศ. 2559-2561 และผลกระทบจากนโยบายห้ามนำเข้าของเสียของสาธารณรัฐประชาชนจีน, กรีนพีซ เอเชียตะวันออก)

เมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน หรือรู้จักกันในชื่อว่าอนุสัญญาบาเซล(Basel Convention) เพื่อทำให้การค้าขยะพลาสติก(plastic waste)” มีความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน รับประกันว่าจะมีการจัดการขยะพลาสติกที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

การแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยมุ่งหมายที่จะลดมลพิษพลาสติก ภายใต้กลไกของอนุสัญญาบาเซลนี้บรรลุข้อตกลง การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสามในเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาร็อตเตอร์ดัมและอนุสัญญาสต็อกโฮล์มที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-10 พฤษภาคม 2562 ในหัวข้อร่วมClean Planet, Healthy People : Sound Management of Chemicals and Waste

นี่คือโอกาสของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล (ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 24 พฤศิจกายน 2540 อนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้สำหรับไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541) สามารถใช้สิทธิตามกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศนี้ในการปฏิเสธนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ว่าด้วยขยะพลาสติกภายใต้อนุสัญญาบาเซลนี้ส่งสัญญานทางการเมืองที่ชัดเจนต่อประชาคมโลก ต่อภาคธุรกิจ และต่อตลาดผู้บริโภคว่าถึงเวลาต้องจัดการกับปัญหาการค้าขยะพลาสติกอย่างจริงจัง ข้อตกลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศในซีกโลกใต้ในการยุติการทิ้งขยะพลาสติกระหว่างประเทศ และปกป้องประเทศของตนมิให้กลายเป็นถังขยะและกากของเสียเป็นพิษของโลก

ประเทศที่ริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยขยะพลาสติกคือ นอร์เวย์ ซึ่งเดินหน้าไปเร็วกว่ากระบวนการเจรจาตามมาตรฐานของสหประชาชาติ ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ แต่ยังรับรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกขยะพลาสติกที่ต้องดำเนินตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซล สภาอุตสาหกรรมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกาและสถาบันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษวัสดุถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักในเวทีเจรจาของอนุสัญญาบาเซลโดยมีจุดยืนคัดค้านข้อตกลงเพื่อควบคุมการส่งออกและนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงควบคุมขยะพลาสติกนี้ยังนำไปสู่การที่หน่วยงานศุลกากรจะต้องทำการตรวจตราขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายให้ละเอียดรอบคอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจะมีระบบที่มีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบย้อนกลับของการนำเข้าและส่งออกขยะพลาสติก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นจังหวะที่ก้าวหน้าในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จัดการกับขยะที่เกิดขึ้นในประเทศ ตลอดจนปรับปรุงระบบการกำจัดของเสียที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แต่การจัดการขยะพลาสติกในสังคมไทยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติโรงงานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ..2562 ที่ผ่านมา เนื้อหาสำคัญของกฎหมายคือ การให้เอกชนไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปี เป็นผลให้ 60,000 โรงงานทั่วประเทศได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แย้งว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมกระจายออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม  ซึ่งจะนำไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

ที่สำคัญ โรงงานขนาดเล็กกว่า 50 แรงม้าส่วนใหญ่ประกอบกิจการเป็นประเภทโรงงานหล่อหลอมโลหะ รีไซเคิล คัดแยกขยะ ฝังกลบขยะ ถือเป็นกลุ่มโรงงานที่อันตรายต่อชุมชนหากไม่มีมาตรฐานการดำเนินกิจการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง ในขณะที่ การยกเลิกระบบต่ออายุใบอนุญาตยิ่งเปิดช่องให้การกำกับดูแลจากรัฐอ่อนแอลงหรือแทบไม่มีเลย

ในขณะที่เรามีสิทธิทางกฎหมาย(ระหว่างประเทศ)ที่จะปฏิเสธการนำเข้าขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา ...โรงงานฉบับใหม่กลับเปิดประตูกว้างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นถังขยะพิษของโลกต่อไป!

ชาวเมือง Toledo รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกาลงประชามติให้ทะเลสาบอีรี่( Lake Erie) หนึ่งในทะเลสาบใหญ่ทั้ง 5 ในทวีปอเมริกาเหนือมีสิทธิและสถานะบุคคลทางกฎหมาย

แพลงตอนบูมในทะเลสาบอีรี่ (ที่มา : NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Mike Carlowicz)
แพลงตอนบูมในทะเลสาบอีรี่ (ที่มา : NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Mike Carlowicz)

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.smithsonianmag.com/smart-news/toledo-ohio-just-granted-lake-erie-same-legal-rights-people-180971603/

ในช่วง 50 ปีท่ีผ่านมา เกิดแพลงตอนบูมเป็นประจำในช่วงฤดูร้อนในทะเลสาบอีรี่ แพลงตอนบูมจะขยายตัวในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมเมื่ออุณหภูมิน้ำเพิ่มสูงขึ้นและน้ำทะเลสาบมีลักษณะเป็นชั้น แพลงตอนจะบูมสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน บางครั้งส่งผลกระทบต่อระบบการจ่ายน้ำประปาในเมืองที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

การผ่านประชามติที่มีข้อถกเถียงนี้นำไปสู่บัญญัติสิทธิ(Bill of Rights) สำหรับทะเลสาบอีรี่พื้นที่ 9,940 ตารางไมล์และได้รับสถานะในฐานะบุคคลที่มีสิทธิในการฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษ

Sigal Samuel จากสำนักข่าว Vox ระบุว่าประชามตินี้ถือเป็นครั้งแรกของทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับสถานะทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศในเมื่อเร็วๆ นี้

ตำนานของเรื่องราวสถานะบุคคลของทะเลสาบอีรี่เริ่มต้นในฤดูร้อนปี ค.ศ.2014 เมื่อเกิดการบูมของสาหร่ายพิษในทะเลสาบอันเกิดมาจากมลพิษทางน้ำจากภาคเกษตรกรรมและมลพิษอื่นๆ มีเหตุเกิดขึ้นนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน ทำให้ประชาชนกว่าครึ่งล้านขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้เป็นเวลา 3 วัน เหตุดังกล่าวนี้ทำให้เกิดกลุ่ม Toledoans for Safe Water ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อทำความสะอาดและปกป้องแม่น้ำตามการรายงานของ Yessenia Funes ใน Earther

กลุ่มเครือข่ายประชาชนร่วมมือกับองค์กร Community Environmental Legal Defense Fund ผลักดัน Lake Erie Bill of Rights Charter Amendment ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ระบุว่า “ทะเลสาบมีสิทธิในการดำรงอยู่ เติบโตและวิวัฒน์ตามธรรมชาติ” ให้มีการลงประชามติ กระบวนการลงประชามติได้ผ่านกฎหมายนี้ร้อยละ 61 ต้องกล่าวในที่นี้ว่า ประชาชนออกมาลงประชามติน้อยกว่าร้อยละ 9 ของผู้มีสิทธิลงคะแนน อย่างไรก็ตาม Nicole Javorsky ที่ CityLab ระบุว่าการที่คนไม่ออกมาลงคะแนนเป็นเรื่องปกติในการเลือกตั้งแบบพิเศษ

กฎหมายที่ให้ทะเลสาบมีสิทธิในทางกฏหมายและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนให้ส่งเสริมสิทธิดังกล่าวเมื่อมีการถูกละเมิด เช่น การฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษ Markie Miller จากกลุ่ม Toledoans for Safe Water กล่าวว่า “เราใช้กฎหมายเดิมมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วเพื่อปกป้องทะเลสาบ แต่ชัดเจนว่ามันไม่ได้ผล ในวันนี้ จากการลงคะแนนครั้งประวัติศาสตร์ ชาวเมือง Toledo และแนวร่วมของเราภูมิใจกับยุคใหม่ของสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมโดยรับรองถึงสิทธิของทะเลสาบอีรี่

บัญญัติสิทธิแห่งทะเลสาบอีรี่(The Lake Erie Bill of Rights) เป็นหนึ่งในกระบวนการเคลื่อนไหวสิทธิตามกฎหมายของธรรมชาติตามแนวคิดของนักกฎหมายสิ่งแวดล้อมชื่อ Christopher Stone ที่ตีพิมพ์ในวารสาร the Southern California Law Review ในปี ค.ศ.1972 แนวคิดนี้วางอยู่บนพื้นฐานของสิทธิในอันที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี(the legal concept of standing) โดยหลักการคือ ก่อนที่จะมีการเยียวยาแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น ฝ่ายโจทก์ต้องแสดงว่าให้เห็นว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากกิจกรรมนั้นๆ โดยการให้สิทธิต่อทะเลสาบ ทะเลสาบอีรี่มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ก่อมลพิษได้ (ด้วยความช่วยเหลือจากทนายที่เป็นบุคคล)

ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายนี้มีความก้าวหน้าในส่วนอื่นของโลก เช่น แม่น้ำวังกานูอิที่มีความยาว 200 ไมล์ ของประเทศนิวซีแลนด์มีสิทธิและสถานะทางกฎหมายขเป็นบุคคลในปี ค.ศ. 2017 ในปีเดียวกัน ศาลในอินเดียก็ดำเนินการแบบเดียวกันกับแม่น้ำคงคาและยมมุนา ถึงแม้ว่าศาลสูงจะพลิกข้อเสนอในอีก 2-3 เดือนต่อม

นักกิจกรรมในชิลี กำลังหวังว่าจะสามารถรับรองสถานะทางกฎหมายในฐานะบุคคลให้กับแม่น้ำของตนซึ่งเป็นเป้าหมายของสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ประเทศอื่นๆ เช่นโบลีเวียและเอกวาดอร์ก็มีการรับรองยุทธศาสตร์แบบเดียวกันเพื่อให้ธรรมชาติมีสถานะเป็นบุคคลทางกฎหมาย

ยังไม่ชัดเจนว่าประชามติของชาวเมืองจะผ่านด่านในชั้นศาลของสหรัฐอเมริกาไปได้หรือไม่ เพราะหลังจากการลงประชามติ กลุ่ม the Drewes Farm Partnership ยื่นคัดค้าน ประชามติว่าขัดหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ไม่ว่ากฎหมายที่ลงประชามติจะผ่านไปได้หรือไม่ ทนาย Madeline Fleisher จาก ศูนย์ Environmental Law & Policy Center ในเมืองโคลัมบัสบอกกับ Javorsky ของ CityLab ว่า กฎหมายนี้บอกให้รู้ว่าชาวเมือง Toledo ไม่พอใจกับมาตรการปกป้องคุ้มครองทะเลสาบที่เป็นอยู่

โอกาสของการรีไซเคิล : เกิดอะไรขึ้นเมื่อแผงโซลาร์เซลหมดอายุการใช้งาน

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.greenmatch.co.uk/blog/2017/10/the-opportunities-of-solar-panel-recycling

อุตสาหกรรมพลังงานต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐากและเป็นที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงได้มุ่งสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงวัฐจักรชีวิต ดูเหมือนว่ามีคำถามเรื่องความยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ แผงโซล่าร์เซล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนที่พึ่งพาการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าใช้ในบ้านเรือนและธุรกิจ

แต่เกิดอะไรขึ้นกับแผงโซลาร์เซลเมื่อมันไม่อาจทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ? อินโฟกราฟฟิกด้านล่างจะพาผู้อ่านสำรวจถึงกระบวนการรีไซเคิลของแผงโซลาร์เซล:

อายุของแผงโซลาร์เซล

แผงโซลาร์เซลใข้งานได้นานเพียงใด? เป็นคำถามที่หลายคนมีอยู่ในใจ จากการศึกษาพยว่า อายุของแผงโซลาร์เซล(life expectancy of solar panels) อยู่ในราว 30 ปี ก่อนถูกปลดระวาง

ตลอดช่วงอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซล อาจมีการลดลงของศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 20 ในช่วง 10-12 ปีแรก ประสิทธิภาพของแผงจะลดลงสูงสุดประมาณร้อยละ 10 และร้อยละ 20 เมื่อใช้งานไป 25 ปี ตัวเลขนี้ได้รับการยืนยันจากผู้ผลิตส่วนใหญ่

ถึงกระนั้น จากประสบการณ์พบว่า ในความเป็นจริง ประสิทธิภาพของแผงจะลดลงเพียงร้อยละ 6-8 เมื่อใช้งานไป 25 ปี ช่วงชีวติการใช้งานของแผงโซลาร์เซลจึงอาจนานกว่าที่มีการประมาณอย่างเป็นทางการ ช่วงชีวิตการใช้งานของแผงโซลาร์เซลที่มีคุณภาพสูงอาจมากกว่า 30-40 ปี และยังคงสามารถทำงานได้หลังจากนั้นแม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงก็ตาม

การจัดการขั้นสุดท้ายของแผงโซลาร์เซล

ในเชิงกฏหมาย ขยะแผงโซลาร์เซลยังถูกจำแนกให้เป็นของเสีย ในกรณีของอียู แผงโซลาร์เซลจัดให้เป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์(e-waste) ภายใต้ กฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า(Waste Electrical and Electronic Equipment (WEEE) Directive) ดังนั้นการจัดการแผงโซลาร์เซลจะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายนี้ เพิ่มเติมจากกรอบข้อบังคับอื่นๆ

ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จะต้องทำตามข้อกำหนดเฉพาะที่วางไว้ในกฎหมายและมาตรฐานการรีไซเคิลเพื่อที่รับประกันว่าแผงโซลาร์เซลจะไม่กลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อหมดอายุการใช้งาน นี่เป็นตอนที่เทคโนโลยีในการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลเริ่มปรากฎขึ้นมา

ผู้ผลิต แผงโซลาร์เซล(Photovoltaic) ทำงานร่วมกับสถาบันของรัฐบาลในการหาทางแนวทางจัดการกับซากแผงโซลาร์เซล

ซากแผงโซลาร์เซล

ในความเป็นจริง หากไม่มีกระบวนการรีไซเคิล ภายในปี ค.ศ.2050 จะมีซากแผงโซลาร์เซล 60 ล้านตันสะสมอยู่ในหลุมฝังกลบ การที่แผงโซลาร์เซลทุกชิ้นจะมีส่วนประกอบของสารพิษ นั่นก็เท่ากับเป็นแนวทางการผลิตไฟฟ้าที่ดูเหมือนจะไม่ยั่งยืนนัก

ในแผนที่ interactive map ต่อไปนี้ เราสามารถตรวจสอบได้ถึงการเกิดซากแผงโซลาร์เซลของแต่ละประเทศทั่วโลก

<p>Created by <a href=”https://www.greenmatch.co.uk/”>GreenMatch</a></p&gt;

มีความเชื่อร่วมกันว่าแผงโซลาร์เซลไม่สามารถรีไซเคิลได้ นี่เป็นมายาคติประการหนึ่ง กระบวนการรีไซเคิลต้องการเวลาในการดำเนินงานอย่างกว้างขวางและต้องมีการวิจัยต่อไปเพื่อให้บรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่ในการนำเอาชิ้นส่วนทุกชิ้นของแผงโซลาร์เซลมารีไซเคิล ด้วยเหตุนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยการออกแบบและหน่วยการรีไซเคิลจะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดโดยคำนึงถึงการออกแบบชิงนิเวศ

กระบวนการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซล

แผงโซลาร์เซลมีสองชนิดซึ่งจะต้องมีแนวทางการรีไซเคลิที่แตกต่างกัน ทั้งชนิดซิลิกอน(silicon based)และชนิดฟิล์มบาง(thin-film based) สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลโดยใช้กระบวนการทางอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ปัจจุบัน แผงโซลาร์เซลชนิด silicon based เป็นแบบที่มีการใช้โดยทั่วไปซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ในวัสดุที่ใช้กับแผงโซลาร์เซลชนิด thin-film based

งานวิจัยที่ศึกษาถึงการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลได้ผลออกมาในเชิงเทคโนโลยีแบบต่างๆ เทคโนโลยีบางแบบสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรีไซเคิลได้ถึงร้อยละ 96 มุ่งที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอน

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอนเริ่มจากการแยกชิ้นส่วนการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลอกกเป็นอะลูมิเนียมและแก้ว แก้วร้อยละ 95 สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ในขณะที่ส่วนประกอบที่เป็นโลหะภายนอกก็ใช้ทำกรอบแผงโซลาร์เซลได้อีก วัสดุที่เหลือถูกนำไปหลอมโดยกระบวนการความร้อนที่อุณหภูมิ 500 องศาเซลเซียส ด้วยความร้อนที่สูงมาก พลาสติกที่หุ้มอยู่จะระเหยเหลือแต่เพียงแผงซิลิกอนที่พร้อมจะนำไปสู่กระบวนการใหม่ เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยจะรับประกันว่าพลาสติกจะไม่เสียไปเฉยๆ แต่จะนำมาใช้เป็นแหล่งความร้อนเพื่อกระบวนการให้ความร้อนต่อไป

หลังจากผ่านกระบวนการความร้อน ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกแยกออกจากกัน ร้อยละ 80 ของชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ทันที ในขณะที่ส่วนที่เหลือจะนำไปแปรรูปต่อ ชิ้นส่วนซิลิกอนที่เรียกว่า เวเฟอร์(wafers) จะถูกนำสกัดด้วยกรด แผ่นเวดเฟอร์ที่แตกเป็นชิ้นๆ จะนำไปหลอมเพื่อผลิตเป็นแผงซิลิกอนใหม่(silicon module) ผลคืออัตราการรีไซเคิลวัสดุซิลิกอนจะเป็นร้อยละ 85

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดฟิล์มบาง

โดยเปรียบเทียบ แผงโซลาร์เซลชนิดฟิล์มบางมีกระบวนการรีไซเคิลที่ไปไกลกว่า ขั้นตอนแรกคือการใส่ลงไปในเครื่องบดแยก หลังจากนั้น จะต้องทำให้ชิ้นส่วนที่ผ่านการบดย่อยมีความหนาไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร ซึ่งจะเป็นขนาดที่ทำให้ชิ้นส่วนที่อยู่ภายในแยกออกจากกันทั้งหมดและสามารถนำออกมาได้ ตรงกันข้ามกับแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอน ส่วนที่เหลืออยู่จะประกอบด้วยวัสดุที่เป็นของแข็งและของเหลว เพื่อแยกมันออกจากกัน จะใช้ rotating screw ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำให้วัสดุที่เป็นของแข็งหมุนอยู่ในภายในท่อในขณะที่ส่วนที่เป็นของเหลวจะไหลหยดลงในถังรองรับ

วัสดุที่เป็นของเหลวจะผ่านกระบวนการทำให้แห้ง(precipitation and dewatering process) เพื่อให้คงความบริสุทธิ์ วัสดุที่ได้จะผ่านเข้าสู่กระบวนการทางโลหะ(metal processing) เพื่อแยกวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต่างๆ ออกจากกันโดยสิ้นเชิง ขั้นตอนหลังนี้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีจริงๆ ที่มีการใช้ตอนที่ผลิตแผงโซลาร์เซล อย่างไรก็ตาม มีการนำวัสดุเซมิคอนดักเตอร์มาใช้ใหม่ร้อยละ 95 โดยเฉลี่ย

วัสดุส่วนที่เป็นของแข็งจะมีการปนเปื้อนกับสิ่งที่เรียกว่า วัสดุระหว่างชั้นฟิล์ม(interlayer materials) ซึ่งมีน้ำหลักเบาและสามารถแยกออกโดยใช้พื้นผิวที่มีการสั่น สุดท้าย วัสดุจะเข้าสู่กระบวนการผ่านน้ำ(rinsing) สิ่งที่เหลืออยู่คือแก้วบริสุทธิ์ โดยสมารถนำแก้วมาแปรรูปใช้ใหม่อย่างง่าย ได้ถึงร้อยละ 90

ประโยชน์ในอนาคตของการจัดการซากแผงโซลาร์เซล

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าแผงโซลาร์เซลสามารถรีไซเคิลได้ คำถามคือประโยชน์อื่นๆ ในเชิงเศรษฐกิจ แน่นอนว่า จำต้องมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลที่เหมาะสมในการจัดการกับปริมาณแผงโซลาร์เซลที่หมดอายุการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เมื่อเกิดขึ้น เราจะได้เป็นประจักษ์ต่อปัจจัยเชิงบวกต่างๆ และโอกาสใหม่ในทางเศรษฐกิจ

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลไม่เพียงแต่สร้างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังสร้างมูลค่าของการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่คิดเป็นมูลค่า 11 พันล้านปอนด์ภายในปี ค.ศ.2050 ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตแผงโซลาร์เซลใหม่ 2 พันล้านแผงโดยไม่ต้องลงทุนในการนำเอาวัตถุดิบขั้นต้นมาใช้ นั่นหมายถึงว่า จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นราว 630 กิกะวัตต์จากการนำเอาวัสดุแผงโซลาร์เซลเดิมมาใช้อีกครั้ง

ด้วยราคาที่ลดลง บ้านเรือนและภาคธุรกิจเลือกที่จะลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ผลคือโอกาสทางเศรษฐกิจของภาครีไซเคิลแผงโซลาร์เซลจะก่อเกิดขึ้น

โศกนาฎกรรมของสินค้าโภคภัณฑ์ The Tragedy of the Commodity

สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ commodity product เป็นลักษณะของสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้า เช่น ข้าวที่เราส่งเป็นสินค้าออก ปิโตรเลียมและถ่านหินที่เรานำเข้า เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง อิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อระบบนิเวศทางทะเล/มหาสมุทรที่เราพึ่งพาอาศัย เราเข้าไปเปลี่ยนทรัพยากรทางทะเลจนกระทั่งถึงจุดวิกฤต มิใช่วิกฤตเพียงจุดใดจุดหนึ่งแต่ทั่วทั้งพิภพโลก 

ผู้เขียนหนังสือสามคนคือ Stefano B. Longo, Rebecca Clausen และ Brett Clark เป็นนักสังคมวิทยาได้ทำการสำรวจบทบาทของมนุษย์ต่อวิกฤตดังกล่าว และหยิบยกพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นใจกลางของความท้าทายทางนิเวศวิทยาและวิกฤตที่คืบคลานเข้ามานี้

ชื่อหนังสือเล่มนี้คล้ายๆกับทฤษฎีคลาสสิก “โศกนาฏกรรมของส่วนรวม-the tragedy of the commons” ที่เขียนโดย Garrett Hardin นักนิเวศวิทยา แต่ผู้เขียนทั้งสามไปไกลกว่า Hardin ที่เป็นการอธิบายแบบพื้นๆ เช่น ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ไม่มีขีดจำกัดหรือเรื่องการเติบโตของประชากร

The Tragedy of Commodity แย้งว่า มันเป็นเพราะกระบวนการทำให้กลายเป็นสินค้า (commodification) ของทรัพยากรทางทะเลนั่นแหละที่นำไปสู่การหร่อยหรอลงของการประมงและการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/บนฝั่งที่อ้างว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียนยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากๆ – ประวัติศาสตร์พันปีของการทำประมงปลาทูน่าครีบฟ้า(Bluefin Tuna) ในแถบทะเลเมติเตอร์เรเนียน และการประมงปลาแซลมอนแปซิฟิก

Longo, Clausen และ Clark อธิบายว่า เทคโนโลยีการประมงแบบใหม่ การปรับเปลี่ยนเรือประมง และขนาดของห้องเย็น และการขยายตัวของตลาดอาหารทะเล ได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลอย่างถอนรากถอนโคนและถาวรได้อย่างไร

การอธิบายของพวกเขาได้เน้นให้เห็นบทบาทของการจัดองค์กรที่มีความเฉพาะเจาะจงและของการผลิตทางสังคมที่มีส่วนสำคัญต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มแรงกดดันให้กับมหาสมุทร

อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ไม่มีกลุ่มประเทศไหนในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050

อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด

เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018#1531904804037-423d5c88-a7a7

เรามีแผนรับมือและผู้เชี่ยวชาญ PM2.5 มากมาย เรายังขาดอะไร?

เมื่ออ่านรายงาน “โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล” ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ https://bit.ly/2MLTDOO เราจะพบว่า เรามีแทบทุกอย่างที่พร้อมรับมือกับวิกฤตมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น( Note : ที่เรียกว่าวิกฤตนั้นดูจากวันที่เกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา https://bit.ly/2WDDm2U)

รายงานดังกล่าวที่ตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2561 มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการรวม 60 คน จากกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กองบังคับการตำรวจจราจร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มหาวิทยาลัย 6 แห่ง และสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ข้อเสนอจากรายงานแบ่งเป็น “…แนวทางระยะสั้นที่ต้องดำเนินการในขณะที่เกิดปัญหา และแนวทางระยะยาว เพื่อเตรียมการรับมือและลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่อาจเกิดขึ้นอีกในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 และปีต่อๆ ไป…”

เรามีแผนรับมือและผู้เชี่ยวชาญมากมาย เรายังขาดอะไร?

เครดิตภาพ:

http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/825901