เมื่อ”ฝุ่น” กับ “พายุ” มาเจอกัน

ในเดือนกันยายน 2563 ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ทำให้กลุ่มฝุ่นควันไฟยกตัวขึ้นสูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ อิทธิพลของกระแสลมบนพัดพาให้ฝุ่นลอยจากตะวันตกไปตะวันออก ดาวเทียมต่างๆ ทำการติดตามฝุ่นควันไฟป่าเมื่อมันแพร่กระจายครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ อันตรายที่สอง พายุหมุนเขตร้อน(Tropical cyclones)—ก็ช่วยการกระจายตัวของฝุ่นควันที่ลอยตัวในระดับสูง ในขณะที่พายุเคลื่อนตัวอยู่เหนือตอนกลางและตะวันออกเฉียงเหนือ(ของสหรัฐ) ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน ภาพชุดด้านบนแสดงความเข้มข้นและการกระจายตัวของ black carbon ซึ่งเป้นละอองลอย(aerosol) ที่พบในควันไฟป่าโดยที่มันฝ่าขึ้นไปจนถึงชั้นกระแสลมกรด(jet stream … More

Rate this:

กำแพงหมอกควันไฟป่าตามแนวชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ

ไฟป่ายังคงเกิดขึ้นทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 9 กันยายน 2563 เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซาบันทึกภาพสีธรรมชาติของกลุ่มควันหนาทึบจากไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนีย ประชาชนในพื้นที่ต่างเผชิญกับคุณภาพอากาศที่แย่และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ กลุ่มควันไฟป่ามีความหนาทึบและกระจายในวงกว้างซึ่งสามารถสังเกตได้ชัดเจนในระยะทาง 1.5 ล้านกิโลเมตรจากอวกาศ เมื่อเครื่องมือ Earth … More

Rate this:

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์สร้างความเสียหายรุนแรงตลอดชายฝั่งแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านไฟคาดการณ์มานานแล้วว่าการเกิดไฟทางด้านตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจะขยายเพิ่มขึ้น เข้มข้นมากขึ้นและเป็นหายนะมากขึ้น แต่แม้กระทั่งบรรดาผู้มีประสบการณ์มากที่สุดในชุมชนนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่อาจสรรหาคำบรรยายถึงขอบเขตและความเข้มข้นของการเกิดไฟในรัฐต่างๆ ตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันตกในเดือนกันยายน 2563 นี้ได้ แม้ฟ้าผ่าจากพายุฤดูร้อนเป็นตัวช่วยให้เกิดไฟหลายแห่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะสภาพทางอุตุนิยมวิทยาที่ไม่ปกติและสุดขั้วที่เปลี่ยนการเกิดไฟให้กลายเป็นไฟป่ามหากาฬที่ร้ายแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิอากาศที่ทำลายสถิติ ช่วงอากาศที่แห้งผิดปกติและกระแสลมอันเกรี้ยวกราดคือปัจจัยที่มีต่อภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ไฟลุกลามเข้าทำลายพื้นที่ป่าไม้และเกิดกลุ่มควันไฟขนาดมหึมาในระดับความสูงที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน Vincent Ambrosia ผู้จัดการโครงการวิจัยไฟป่าของ NASA’s Earth Applied Sciences Program … More

Rate this: