ตรวจสอบนโยบายรัฐบาลในฤดูฝุ่นพิษ PM2.5 ที่จะมาถึง

ธารา บัวคำศรี

นับตั้งแต่แถลงการณ์ #พอกันทีขออากาศดีคืนมา ที่เป็นข้อเสนอยื่นต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาในวันที่ 23 มกราคม 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันซึ่งวิกฤตฝุ่น PM2.5 กำลังมาเยือนอีกครั้ง เรามาดูกันว่ามาตรการและนโยบายรัฐในเรื่องนี้ไปถึงไหนอย่างไร ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์ของเรา

รัฐบาลไม่สนใจเปลี่ยนสถานการณ์โควิดให้เป็นโอกาสในการจัดการมลพิษ PM2.5

เราได้เห็นหลายพื้นที่ทั่วโลกมีอากาศดีขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากการล็อกดาวน์ของหลายเมืองทั่วโลก แต่เมื่อผ่อนคลายมาตรการลง มลพิษทางอากาศกลับมาอีกครั้ง ในกรณีของกรุงเทพฯ วันที่มีอากาศดีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ดัง 2 ตารางด้านบน

แผนภาพด้านบนแสดงดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index) PM2.5 ในกรุงเทพมหานครย้อนหลังไปถึง พ.ศ.2560 เส้นสีดำคือดัชนีคุณภาพอากาศ PM2.5 ในปี พ.ศ.2563 จนถึงวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งหากไม่มีมาตรการการจัดการที่ชัดเจน แนวโน้มของคุณภาพอากาศในช่วงปลายปี 2563 ในกรุงเทพฯ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับอดีตที่ผ่านมาคือ คนกรุงเทพฯ จะเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น

New normal ของเราไม่ได้ช่วยทำให้อากาศดีขึ้นเลย เราต้องมี #BetterNormal

แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ที่ดำเนินมาเกือบปีไม่ตอบโจทย์แม้แต่น้อย

เมื่อฝุ่น PM2.5 มาเยือน รัฐบาลก็จะประกาศมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวออกมา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ผล นอกจากการรับมือเฉพาะหน้าแล้ว ทางออกจากวิกฤตนี้ ต้องอาศัยแผนปฏิบัติการที่มุ่งมั่น ซึ่งเราก็พบว่า แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ที่ดำเนินมาเกือบปีไม่ตอบโจทย์แม้แต่น้อย

อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลยเพื่อปกป้องประชาชนจากผลกระทบฝุ่นพิษ PM2.5 เห็นได้จากประเด็นต่อไปนี้

  • ผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว รัฐบาลยังไม่ได้ปรับ “มาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศ” ของประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายชั่วคราวที่ 3 ของ WHO(Interim Target 3) โดยที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีคือ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายกำหนดมาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก(Emission standard) ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมหรือกระทั่งรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรมยังถูกควบคุมด้วยค่ามาตรฐานของ ‘ฝุ่นละอองรวม’ ทั้งที่ความเป็นพิษของฝุ่นแต่ละขนาดมีไม่เท่ากัน และการตรวจวัดก็ต่างกัน
  • มาตรการลดการเผายังปราศจากความเข้มงวดให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานยุติการรับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผาทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยน การพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดการเศษซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อฟื้นฟูพัฒนาดิน
  • รัฐบาลไร้ซึ่งเจตจำนงทางการเมือง เครื่องมือทางกฏหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register) กฏหมายว่าด้วยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment – EIA) ที่คำนึงถึงความสามารถในการรองรับของมลพิษในพื้นที่และผลกระทบข้ามพรมแดน กฏหมายกำหนดระยะแนวกันชนระหว่างแหล่งกำเนิดมลพิษกับแหล่งชุมชน (Buffer zone) และหลักเศรษฐศาสตร์รวมถึงมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ การประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผนวกอยู่ในกรอบ (ร่าง)พระราชบัญญัติการบริการจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่เสนอโดยเครือข่ายอากาศสะอาด(Clean Air network) แม้ว่าเสนอผ่านไปที่รัฐสภา ก็จำเป็นต้องขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็งโดยภาคประชาชน

สุดท้าย การฝ่าฟันวิกฤตมลพิษทางอากาศ รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะถอดรื้ออุปสรรคเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ถูกต้อง หาไม่แล้ว สุขภาพที่ดีของประชาชนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมไทยก็จะเป็นเพียงฝุ่นในสายลม

ทำไมเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับไฟ

บทความเรื่อง “โลกที่กำลังถูกเผาผลาญ ทำไมเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับไฟ” นี้เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ Stephen J. Pyne แห่ง Arizona State University ท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับไฟไว้หลายเล่ม รวมถึงหนังสือชื่อ Between Two Fires: A Fire History of Contemporary America and To the Last Smoke

Stephen J. Pyne พูดถึงความย้อนแย้งไว้ 3 ประการด้วยกันครับ

ประการแรก – เราพยายามมากที่จะไม่ให้เกิดไฟ ไฟซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการร่วมหรือการมีอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่งในระบบนิเวศ การทำไม่ให้เกิดไฟมันได้สร้างเงื่อนไขให้การเกิดไฟรุนแรงขึ้น ชีวมณฑลเสื่อมลง เชื้อไฟถูกอัพเกรดขึ้น ไฟเริ่มควบคุมได้ยากขึ้น เมื่อไฟที่ดีหายไปก็เหลืออยู่แต่ไฟที่เลว

ประการที่สอง อันนี้โคตรย้อนแย้งเลย คือ แม้ว่า เปลวไฟจะดุเดือดรุนแรง และกลายเป็นข่าวที่เห็นกันทั่วโลก แต่จำนวนพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้บนโลกลดลง

A tally of actively burning fires — both natural and human-caused — across the globe from 2000-2019. Credit: NASA
The total area burned globally each year dropped 25 percent between 2003 and 2019. NASA

ข้อนี้ผู้เขียนอธิบายยาวและเป็นวิชาการ สิ่งแรกที่ Stephen J. Pyne ระบุนั้นอ้างอิงมาจากข้อมูลดาวเทียมที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลกในช่วงเวลาหลายสิบปี และพื้นที่เผาไหม้ที่ลดลงนั้นอยู่ในพื้นที่เกษตรแบบดั้งเดิม ในบ้านเราก็คือไร่หมุนเวียน

พูดง่ายๆ ก็คือ “ไฟที่ดี” ลดลง “ไฟที่ล้างผลาญรุนแรง” เพิ่มขึ้น ไม่แปลกครับ เราได้เห็นการแย่งชิงทรัพยากรที่ดิน การขยายตัวของเกษตรเชิงเดี่ยว(ที่อาศัยนามของคนยากจนเข้าไปแผ้วถางผืนป่าเพื่อบิ๊กเนมอุตสาหกรรมเกษตร) การทำเหมืองแร่ การขุดเจาะปิโตรเลียมในภาคพื้นดิน เหล่านี้คือเหตุของการปะทุของ “ไฟที่เลว(bad fire)”

ประการสุดท้าย แม้ว่าอารยธรรมมนุษย์จะสามารถยุติยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน ไปสู่ยุคที่เราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่อยู่ในสมดุลได้แล้วก็ตาม สังคมมนุษย์ยังจะต้องรักษา “ไฟดี(good fire)” ให้อยู่ในภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ รักษาสมดุล ดิน น้ำ ลม ไฟ ในระบบนิเวศ

อาจารย์ Stephen J. Pyne เป็นฝรั่งตะวันตก นำเสนอผ่านการทำงานวิชาการแบบเชิงประจักษ์(empirical study) ยังเสนอให้ประยุกต์ภูมิปัญญาโบราณ นั่นคือ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับไฟ แกปิดท้ายบทความของแกว่า

“We have a lot of fire coming at us. We can fight it and lose. Or we can renew our ancient alliance and turn what has become an implacable enemy back into an indispensable friend. That is not a paradox peculiar to our new age of fire. But it is one, it seems, we must continually relearn.”

“เราต้องเจอกับไฟอีกมาก เราต่อกรและแพ้พ่าย หรือเราสามารถรื้อฟื้นแนวร่วมโบราณของเราและเปลี่ยนศัตรูที่ไร้ความปราณีให้เป็นมิตรที่มีความสำคัญ แยกจากกันมิได้ นี่มิใช่ความย้อนแย้งที่แปลกแยกต่อยุคแห่งไฟยุคใหม่ แต่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง”

ที่มา : https://e360.yale.edu/features/our-burning-planet-why-we-must-learn-to-live-with-fire?fbclid=IwAR1rTKuEfEwTRzKFEEodbJH6IFSSaYsSC_lnGDOMBoc350jauVluZ4AiLiA