พันธนากรแห่งภูมิศาสตร์ : แผนที่ทั้ง 10 ที่บอกเล่าทุกสิ่งเกี่ยวกับโลก


วิจารณ์หนังสือ Prisoners of Geography : Ten Maps That Explain Everything About The World เขียนโดย Tim Marshall


Tim Marshall ผู้เขียนเคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสถานีโทรทัศน์ Sky News ของสหราชอาณาจักร เขารายงานข่าวจาก 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเขตสงคราม 6 พื้นที่ หลังจากทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนแนวหน้ามา 25 ปี ปัจจุบันเขาเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ TheWhatAndTheWhy.com และอาศัยอยู่ในลอนดอน

หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนวิเคราะห์ทั้งมิติการเมืองและประวัติศาสตร์อย่างมีชีวิตชีวาในทุกบทตอน เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องจาก (1) รัสเซีย (2) จีน (3)สหรัฐอเมริกา (4) ยุโรปตะวันตก (5) แอฟริกา (6) ตะวันออกกลาง (7) อินเดีย-ปากีสถาน (8) เกาหลี-ญี่ปุ่น (9) อเมริกาใต้ และจบที่ (10) อาร์กติก

บทแรกว่าด้วยรัสเซียนั้นทำให้เรารู้ว่า ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นใหญ่แค่ไหน? รัสเซียมีขนาดเป็นสองเท่าของสหรัฐอเมริกาหรือจีน มีขนาดใหญ่กว่าอินเดีย 5 เท่าและมีขนาดใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรถึงเจ็ดสิบเท่า แต่มีประชากรค่อนข้างน้อย (144 ล้านคน) น้อยกว่าไนจีเรียหรือปากีสถาน นั้นยังไม่สมหวังกับความฝันอันยิ่งใหญ่ของตนในการที่กองทัพรัสเซียสามารถ “ล้างรองเท้าบู๊ตของพวกเขาในน้ำอุ่นของมหาสมุทรอินเดีย” โดยการรุกรานอัฟกานิสถานซึ่งประสบความล้มเหลว

Tim Marshall เขียนบรรยายว่า “ในคำพูดของนายวลาดิมีร์ ชิรินอฟสกี นักการเมืองรัสเซียและสิ่งที่รัสเซียไม่เคยมี นั่นคือ ท่าเรือน้ำอุ่นที่น้ำไม่แข็งตัวในฤดูหนาวพร้อมการเข้าถึงเส้นทางการค้าสำคัญของโลกได้ฟรี ท่าเรือในอาร์กติกอย่างเช่นเมือง Murmansk หยุดนิ่งเป็นเวลาหลายเดือนในแต่ละปี : Vladivostok ซึ่งเป็นท่าเรือรัสเซียที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิกถูกปิดกั้นด้วยน้ำแข็งเป็นเวลาประมาณสี่เดือนและถูกปิดล้อมด้วยทะเลญี่ปุ่นซึ่งถูกครอบงำโดยญี่ปุ่น สิ่งนี้ไม่เพียงแค่เป็นอุปสรรคทางการค้าเท่านั้น แต่เป็นการป้องกันไม่ให้กองเรือรัสเซียปฏิบัติการในฐานะมหาอำนาจระดับโลกด้วย นอกจากนี้ การขนส่งทางน้ำยังถูกกว่าเส้นทางบกหรือทางอากาศมาก”

การขาดท่าเรือน้ำอุ่นที่สามารถเข้าถึงมหาสมุทรได้โดยตรงถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย(ส้นเท้าของ Achilles) ของรัสเซียมาโดยตลอดและมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อที่ราบยุโรปเหนือ รัสเซียอยู่ในฐานะมีข้อเสียเปรียบทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นเพราะน้ำมันและก๊าซที่ช่วยให้รัสเซียยังมีอำนาจ ในความประสงค์ของปีเตอร์มหาราชในปี 1725 เขาบอกลูกหลานว่า “เข้าใกล้คอนสแตนติโนเปิลและอินเดียให้มากที่สุด ผู้ใดปกครองที่นั่นจะเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของโลก ด้วยเหตุนี้จึงกระตุ้นให้เกิดสงครามต่อเนื่องไม่เพียงแต่ในตุรกี รวมถึงเปอร์เซีย . . . เจาะไปไกลถึงอ่าวเปอร์เซียก้าวไปไกลถึงอินเดีย”

แต่ความฝัน “เส้นทางเดินเรือในเขตน้ำอุ่น” ได้จางหายไปจากมอสโกว์มานานกว่าสองร้อยปีแล้ว ประสบการณ์ที่อัฟกานิสถาน(ของรัสเซีย)บางครั้งเรียกว่า“ เวียดนามของรัสเซีย” และมากกว่านั้น ที่ราบกันดาฮาร์และเทือกเขาฮินดูกูชพิสูจน์ให้เห็นกฎที่ว่าอัฟกานิสถานคือ “สุสานแห่งจักรวรรดิ(Graveyard of Empires)”

Tim Marshall ปิดท้ายบทแรกว่าด้วยรัสเซียว่า “ตั้งแต่ราชรัฐมัสโควี ถึงปีเตอร์มหาราช สตาลิน และปัจจุบันปูติน ผู้นำรัสเซียแต่ละคนต้องเผชิญความท้าทายเดียวกัน ไม่สำคัญว่าอุดมการณ์ของผู้ที่อยู่ในการควบคุมนั้นจะเป็นระบอบซาร์ คอมมิวนิสต์ หรือทุนนิยมตัวแสบ – ท่าเรือยังคงหยุดนิ่งในฤดูหนาวและที่ราบยุโรปเหนือยังคงราบเรียบ เมื่อนำเส้นเขตแดนแบ่งรัฐชาติออกไป แผนที่ที่พระเจ้าซาร์อีวาน จอมกระหายเลือด(Ivan the Terrible) เผชิญอยู่นั้น ก็เป็นแผนที่เดียวกับที่ Vladimir Putin ต้องเผชิญมาจนถึงทุกวันนี้


บทสุดท้ายเป็นบทสรุปซึ่งผู้เขียนชวนให้ผู้อ่านมองไปข้างหน้าว่า “พรมแดนสุดท้ายนั้นเรียกร้องจินตนาการของเรามาโดยตลอด แต่เราเป็นยุคที่มนุษยชาติใช้ชีวิตตามความฝันและผลักดันตนเองออกสู่อวกาศ จากมิลลิเมตรเป็นอนันต์ระหว่างทางไปสู่อนาคต จิตวิญญาณที่ไม่สงบของมนุษยชาติทำให้เชื่อมั่นได้ว่า พรมแดนของมนุษย์ไม่ได้จำกัดเพียงสิ่งที่คาร์ล เซแกน เรียกว่า“ Pale Blue Dot”

แต่เราต้องกลับลงมาที่ผืนโลก เจอกับแรงกระแทกในบางครั้งเพราะเรายังไม่เคยพิชิตภูมิศาสตร์ของเราเอง ภูมิศาสตร์เป็นที่จองจำของสิ่งต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดว่ารัฐชาติคืออะไร เป็นสิ่งที่ผู้นำโลกทั้งหลายพยายามดิ้นรนเพื่อปลดแอกจากมัน

รัสเซียน่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด โดยธรรมชาติขยายตัวจากพื้นที่ราบเล็กๆ ที่ถูกควบคุมจนกระทั่งพื้นที่ศูนย์กลางของรัสเซียครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและทะเลโดยมีจุดเปราะบางเพียงจุดเดียวในที่ราบยุโรปเหนือ หากผู้นำรัสเซียต้องการสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่แบบที่พวกเขาทำ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกว่าจะทำอย่างไรกับจุดอ่อนนั้น ในทำนองเดียวกัน ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมาในยุโรป ไม่มีการตัดสินใจอย่างมีสำนึกเพื่อให้ภูมิภาคกลายเป็นพื้นที่การค้าขนาดใหญ่ แม้นว่าเครือข่ายแม่น้ำที่ยาวในระดับที่จะทำให้เป็นเช่นนั้นได้

ในขณะที่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดดำเนินไป ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ช่วยกำหนดประวัติศาสตร์ของเราส่วนใหญ่จะยังคงกำหนดอนาคตของเราต่อไป :

อีกหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ รัสเซียจะยังคงมองไปทางตะวันตกอย่างใจจดใจจ่อว่าจะเป็นอย่างไร อินเดียและจีนจะยังคงถูกแบ่งแยกด้วยเทือกเขาหิมาลัย ในที่สุดพวกเขาอาจขัดแย้งกัน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นภูมิศาสตร์จะเป็นตัวกำหนดแบบแผนการต่อสู้: พวกเขาจะต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้กองกำลังทหารขนาดใหญ่สามารถข้ามภูเขาได้ หรือถ้าเป็นไปไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ต้องการ ทั้งสงครามนิวเคลียร์หรือเผชิญหน้ากันในทะเล

ฟลอริดาจะยังคงเป็นยามเฝ้าทางออกและทางเข้าอ่าวเม็กซิโก หัวใจสำคัญคือทำเลที่ตั้งของอ่าว ไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นผู้ควบคุม ลองนึกภาพฉายอนาคตแบบสุดๆ และไม่น่าจะเกิดขึ้น : ชาวสเปนในฟลอริดาส่วนใหญ่แยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกาและเป็นพันธมิตรกับคิวบาและเม็กซิโก สิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงเฉพาะพลวัตของผู้ที่ควบคุมอ่าวไม่ใช่ความสำคัญของทำเลที่ตั้ง

แน่นอนว่าภูมิศาสตร์ไม่ได้กำหนดทิศทางของเหตุการณ์ทั้งหมด ความคิดที่ยอดเยี่ยมและผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของการดันและดึงประวัติศาสตร์ไปมา แต่ทั้งหลายทั้งปวงกระทำการภายในขอบเขตของภูมิศาสตร์

ผู้นำของบังกลาเทศอาจใฝ่ฝันที่จะป้องกันไม่ให้น้ำท่วมอ่าวเบงกอล แต่พวกเขารู้ว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศตั้งอยู่บนที่ราบน้ำท่วมและไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เป็นประเด็นที่กษัตริย์คานูเต้ ผู้นำชาวสแกนดิเนเวียและอังกฤษมอบให้กับข้าราชบริพารผู้ตื่นกลัวในศตวรรษที่สิบเอ็ด เมื่อสั่งให้คลื่นถอยกลับไป : ธรรมชาติหรือพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์คนใด ในบังกลาเทศ สิ่งที่ทำได้คือการรับมือต่อความเป็นจริงของธรรมชาติ : สร้างแนวป้องกันน้ำท่วมให้มากขึ้น และหวังว่าแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤติโลกร้อนจะประเมินสูงเกินจริง

ความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ใหม่ ๆ เช่น วิกฤติสภาพภูมิอากาศเปิดให้เห็นถึงโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ภาวะโลกร้อนอาจส่งผลให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของประชากร หากมัลดีฟส์และเกาะอื่น ๆ อีกมากมายต้องจมน้ำทะเลจริง ๆ ผลกระทบจะไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับผู้ที่อพยพออกไปก่อนที่จะสายเกินไป แต่ยังรวมถึงประเทศที่พวกเขาไปอยู่อาศัยด้วย

หากเหตุการณ์น้ำท่วมในบังกลาเทศเลวร้ายลง อนาคตของประเทศและผู้คน 160 ล้านคนจะต้องตกระกำลำบาก หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นมาก ประเทศที่ยากจนแห่งนี้อาจจมอยู่ใต้น้ำ และหากการกลายเป็นทะเลทรายของดินแดนใต้ทะเลซะฮารายังคงดำเนินต่อไปสงครามเช่นในดาร์ฟูร์ ซูดาน (บางส่วนเกิดจากการที่ทะเลทรายรุกล้ำเข้ากับคนเร่ร่อนทางตอนเหนือซึ่งจะผลักดันให้พวกเขาไปทางทิศใต้เข้าหาชนเผ่าเฟอร์) จะทวีความรุนแรงขึ้น และกระจายออกไป

สงครามทางน้ำเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลางในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า หากน้ำในแม่น้ำมูรัตในตุรกีแห้งเหือดลงก่อนที่จะเติมให้กับแม่น้ำยูเฟรติส ดังนั้นเขื่อนที่ตุรกีจะต้องสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเอง น้ำ-แหล่งที่มาของชีวิตอาจเป็นสาเหตุของสงครามกับซีเรียและอิรักได้อย่างง่ายดาย

เมื่อมองไปข้างหน้า ในขณะที่เราพยายามจะแหกออกจากที่จองจำแห่งภูมิศาสตร์ไปสู่จักรวาล การต่อสู้ทางการเมืองก็ตามไปในอวกาศอย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้

มนุษย์ทะลุผ่านชั้นบนสุดของชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ครั้งแรกในปี 2504 เมื่อยูริกา การิน นักบินอวกาศโซเวียตวัยยี่สิบเจ็ดปีขึ้นสู่อวกาศโดยยานวอสต็อก 1 เป็นภาพสะท้อนที่น่าเศร้าต่อมนุษยชาติที่ชื่อของเพื่อนชาวรัสเซีย คาลาชนิคอฟ เป็นที่รู้จักดีกว่า

Gagarin, Buzz Aldrin และคนอื่น ๆ อีกมากมาย ตามรอยมาร์โคโปโลและโคลัมบัสผู้บุกเบิกที่ขยายพรมแดนและเปลี่ยนแปลงโลกในรูปแบบที่พวกเขาไม่สามารถจินตนาการได้ในช่วงชีวิตของพวกเขาเอง จะดีขึ้นหรือแย่ลง นั้นไม่ใช่ประเด็น ; พวกเขาค้นพบโอกาสใหม่ ๆ และช่องว่างใหม่ที่ผู้คนจะแข่งขันกันเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่ธรรมชาติวางไว้ที่นั่น จะต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน

ในอวกาศ มนุษย์จะยังคงปักธง “ยึดครอง” ดินแดน อ้างสิทธิ และเอาชนะอุปสรรคที่จักรวาลขวางทางไว้

ในช่วงเวลาที่ผู้เขียนเขียนหนังสือนี้ มีดาวเทียมที่ใช้งานได้ประมาณ 1,100 ดวงในอวกาศและอย่างน้อย 2,000 ดวงที่ไม่ทำงาน รัสเซียและอเมริกันเปิดตัวดาวเทียมประมาณ 2,400 ดวง ญี่ปุ่นมีประมาณ 100 ดวง จีนมีจำนวนใกล้เคียงกันตามด้วยประเทศอื่น ๆ ที่มีจำนวนน้อยกว่ามาก ใต้วงโคจรดาวเทียมคือสถานีอวกาศซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้คนอาศัยและทำงานกึ่งถาวรนอกขอบเขตแรงโน้มถ่วงของโลก ยิ่งไปกว่านั้น ธงอเมริกันอย่างน้อยห้าธงน่าจะยังคงปักอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ และยิ่งไปกว่านั้น ยานอวกาศออกไปสู่ดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีซึ่งบางส่วนกำลังมุ่งหน้าไปไกลกว่าที่เราเห็น

น่าตื่นเต้นที่จะนึกถึงความพยายามของเราในอวกาศที่เชื่อมโยงมนุษยชาติเข้ากับอนาคตร่วมกันและร่วมมือกัน แต่ก่อนอื่น ยังคงมีการแข่งขันเพื่ออำนาจสูงสุดในอวกาศ ดาวเทียมไม่ได้มีไว้เพื่อกระจายสัญญาณภาพทีวีของเราหรือทำนายสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังสอดแนมประเทศอื่นๆ เพื่อดูว่าใครกำลังเคลื่อนที่ไปที่ไหนและทำอะไร นอกจากนี้อเมริกาและจีนกำลังพัฒนาเทคโนโลยีเลเซอร์ซึ่งสามารถใช้เป็นอาวุธได้ และทั้งสองมหาอำนาจพยายามที่จะตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขามีระบบขีปนาวุธที่สามารถทำงานในอวกาศ และทำให้ของอีกฝ่ายหนึ่งตกรุ่น หลายประเทศที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเตรียมการในกรณีที่จำเป็นต้องทำสงครามอวกาศ

เมื่อเราต้องไปให้ถึงดวงดาว ความท้าทายข้างหน้าคือการร่วมมือกันเพื่อไปให้ถึง เพื่อท่องจักรวาลไม่ใช่ในฐานะชาวรัสเซีย อเมริกัน หรือจีน แต่ในฐานะของมนุษยชาติ แต่จนถึงขณะนี้ แม้ว่าเราจะหลุดพ้นจากพันธนาการของแรงโน้มถ่วง แต่จิตใจของเรายังถูกคุมขัง ความไม่ไว้วางใจในตัว “ผู้อื่น” และการแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรอันเป็นสัญชาติญาณแรกของเรา

หนทางยังอีกยาวไกล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s