จดหมายถึงเปลว สีเงิน

สืบเนื่องมาจากการเขียนพาดพิง “กรีนพีซ” ในคอลัมน์ “คนไทยที่ไม่มีราคาให้ตัวเอง” ของคุณเปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 2 ตุลาคม 2553 โดยระบุว่า “…อีกตัวอย่างที่สดๆ ร้อนๆ คุณสุทธิ อัชฌาศัย เขานำพวกเอ็นจีโอไปชุมนุมที่มาบตาพุด ระยอง เมื่อวาน (๑ ต.ค. ๕๓) ลำพังผู้ชุมนุมในเครือข่ายของเขาซึ่งเป็นคนไทย คงจะขยี้ขยำบ้านเมืองตัวเอง ให้พังทรุดมุดดินไม่ได้ ก็ไปสมคบพวกฝรั่งต่างชาติในคราบ “กรีนพีซ” ลอยเรือเข้ามา ในอ่าวไทย ชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน อลังการงานสร้างไปเลย! เห็นไอ้พวกกรีนพีซ ลอยเรือเข้ามา ผมเพิ่งอ่านคร่าวๆ รอบแรกหนังสือ “ธิราชเจ้าจอมสยาม” ที่ธนาคารกสิกรไทยพิมพ์จำหน่ายและนำรายได้ทั้งหมดมอบให้ “สภากาชาดไทย” ก็อดนึกถึงเมื่อครั้ง ร.ศ. ๑๑๒ ที่ฝรั่งเศสลอยเรือเข้ามาเล่นบทอันธพาลบีบบังคับเอา ดินแดนสยามประเทศของเราไม่ได้ ห่างมาอีกแค่ ๑๑๗ ปี วันนี้คนไทยไปเอาฝรั่งต่างชาติ มาลอยเรือ “บีบบังคับไทย” ให้ทำโน่น-ทำนี่ตามใจมันอีกแล้ว!!!”

ผมในฐานะ “สามัญชนพลเมืองไทย” คนหนึ่ง และผู้แทนของของมูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานประเทศ ไทย) ขอชี้แจงดังนี้

1) มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว หรือ “กรีนพีซ” ในประเทศไทยเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่แสวงหากำไรโดยจดทะเบียนเป็น “มูลนิธิ” ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลตาม กฎหมายไทย ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 โดยมีประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่เป็นคนไทยที่ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์และนักวิชาการของคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บุคคลากรที่ทำงานกับ “กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ในประเทศไทย ล้วนเป็นคนไทยที่ปรารถนาจะเห็นประเทศไทยพัฒนาและเจริญก้าวหน้าเฉกเช่นสังคมอื่นๆ ในโลกบนพื้นฐานของความสมดุลและความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ผู้ที่สนับสนุนการทำงานของกรีนพีซก็เป็นคนไทยที่มีจำนวนมากขึ้นในช่วง 10 ปี ของการทำงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ดังนั้น มุมมองที่ว่า “กรีนพีซเป็นฝรั่ง” จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่รอบด้าน แท้จริงแล้ว “กรีนพีซ” ประกอบด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายภาษาจากทุกทวีป ซึ่งมุ่งมั่นทำงานร่วมกันด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ

2) สิ่งที่กรีนพีซทำคือ “การเป็นประจักษ์พยาน” ต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยลงมือปฏิบัติการอย่างสันติ กรีนพีซใช้แนวทางปฏิบัติการเผชิญหน้าโดยไม่ใช้ความรุนแรงในการรณรงค์ เพื่อยกระดับและคุณภาพของการอภิปรายถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะ

กรีนพีซเป็นอิสระทางการเงินโดยปราศจากผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจ กรีนพีซไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลหรือบริษัท แต่พึ่งพาเงินบริจาคจากผู้สนับสนุนรายบุคคลมาจากคนทั่วไปกว่า 2.8 ล้านคนทั่วโลก

กรีนพีซมุ่งมั่นหาทางออกของปัญหา และสนับสนุนการอภิปรายถกเถียงที่เปิดกว้างและโปร่งใสเกี่ยวกับทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมในสังคม คุณเปลว สีเงิน สามารถดูข้อมูลการทำงานของกรีนพีซในประเทศไทยเพิ่มเติมได้ที่ http://www.greenpeace.or.th

3) การเปรียบเทียบว่า “เรือกรีนพีซ” กับ “กองทัพเรือฝรั่งเศส” ที่มาปิดล้อมประเทศไทยในอดีต เป็นการอุปมาอุปไมยที่ “เกินจริง”
ระหว่างการรณรงค์ของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ในประเทศไทยนั้น เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำงานร่วมกับชุมชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับ “การลงทุนสกปรก” ของนักลงทุนข้ามชาติ กรีนพีซทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนบนพื้นฐานของหลัก “นิติธรรม” ของประเทศต่าง ๆ ในกรณีของประเทศไทย และได้ขออนุญาตอย่างเป็นทางการเพื่อเข้ามาจอดเรือ ณ ท่าเรือคลองเตย และการเดินเรือไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในอ่าวไทย ก็มีการประสานงานเป็นอย่างดีกับเจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่า และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ในกรณีของจังหวัดระยอง เราได้แจ้งขอใช้ท่าเรือมาบตาพุดล่วงหน้าซึ่งต่อมาได้รับการประสานงานให้ไปจอด ทอด สมอ “นอกเขตท่าเรือ” ดังนั้น ภาพที่ถูกสร้างขึ้นว่า “…ก็ไปสมคบพวกฝรั่งต่างชาติในคราบ “กรีนพีซ” ลอยเรือเข้ามา ในอ่าวไทย ชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน อลังการงานสร้างไปเลย! …” จึงเป็นการเสนอภาพเกินไปจากความเป็นจริง

4) การกล่าวหา “เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก” โดยเฉพาะคุณสุทธิ อัชฌาสัย ว่า “สมคบกับพวกฝรั่งต่างชาติ ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน” เป็นข้อกล่าวหาที่เป็น “มิจฉาทิฐิ”

กรณีมาบตาพุดได้แสดงให้เราเห็นว่าการมุ่งหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างไม่ยั้งของรัฐบาลไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สกปรก โดยมีผู้รับเคราะห์คือทรัพยากรต่างๆที่เป็นหัวใจสำคัญต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรเหล่านี้ กล่าวคือ วิถีชีวิตของประชาชนและสุขภาพ และระบบนิเวศทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นพื้นฐานการดำรงอยู่ของชีวิต ต้องถูกบังคับให้เสียสละเพื่อความรุ่งเรืองชั่วคราวและผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆในสังคม

เป็นที่ชัดเจนว่าการพัฒนาที่เป็นอยู่ในรูปแบบนี้ ไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน แท้จริงแล้ว ความเชื่อที่ว่าสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับความก้าวหน้า เป็นสาเหตุอันน่ากลัวที่ก่อให้เกิดวิกฤตทางมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลายประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญในขณะนี้ และยังเป็นวิธีคิดที่ผลักให้ประเทศชาติเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของความยากจนและความเสื่อมถอยทางสิ่งแวดล้อม อันเป็นแนวทางตรงกันข้ามกับแนวคิดการพัฒนาใดๆ

การทำงานของกรีนพีซในประเด็นนี้เป็นไปเพื่ออนาคตสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของประเทศไทย กรีนพีซได้ร่วมทำงานตรวจสอบมลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกับเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกมาหลายปี เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมถึงการร่วมกิจกรรมรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆในพื้นที่จังหวัดระยอง ด้วยเป้าประสงค์ร่วมกันนั่นคือ การผลักดันให้ประเทศไทยยุติการพัฒนาที่สกปรกเสียแล้วเปลี่ยนไปสู่การลงทุนสีเขียวหรือการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

คุณสุทธิ อัชฌาสัย ได้นำเสนอและเสนอแนวทางแก้ปัญหาของผลกระทบจากการการกัดเซาะชายฝั่งจากการถมทะเลของท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งได้รับเงินกู้จาก “หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก” จากเบลเยียม ณ รัฐสภาเบลเยียม กรุงบรัสเซล นอกจากนี้คุณสุทธิยังเป็นตัวแทนภาคประชาชนเพื่อเข้าเจรจากับประธานธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น เพื่อให้ยุติการกู้เงินให้กับโครงการพลังงานขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก และเรียกร้องให้ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียหันมาสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด จนในที่สุด ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียต้องออกนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านพลังานหมุนเวียนเป็นเม็ดเงินถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีนักลงทุนได้กู้เงินดังกล่าวเพื่อลงทุนในประเทศไทย เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่จังหวัดลพบุรี เป็นต้น การทำงานดังที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ เป็นไปเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นรู้เท่าทันเล่ห์กลของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก” ซึ่งหนุนหลังโดยกลุ่มทุนผลประโยชน์และบรรษัทข้ามชาติที่ต้องการตักตัวงผลประโยชน์บนฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ก็รับเลือกเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในกระแสเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ดังกล่าวนี้

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายที่อยู่ในมาบตาพุด หรือในที่อื่น ๆ ของประเทศไทย ต้องไม่จำกัดสิทธิทางสังคมและสิทธิความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐาน รัฐบาลไทยต้องคุ้มครองสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนของพลเมืองไทยโดยเฉพาะ สิทธิในชีวิต สิทธิที่จะทำงานในสถานที่ที่ปลอดภัย สิทธิในสิ่งที่แวดล้อมที่ดีและปลอดภัย สิทธิในการรักษาพยาบาลและรับค่าชดเชย จากการเจ็บป่วยและความเสียหายที่เกิดขึ้น สิทธิในการรับรู้ข้อมูล และสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของบุคคลและกลุ่มบุคคล บรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย ในมาบตาพุดและในที่อื่นๆ ของประเทศไทยต้องเคารพและสนับสนุนสิทธิเหล่านี้ รัฐบาลต้องรับประกันว่าบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายจะปฏิบัติตามหลักการสิทธิพื้นฐาน เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้มีการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาย

5) หากคุณเปลว สีเงิน พยายามติดตามข้อมูลโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทอร์นซีบอร์ดด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและเป็นธรรม ก็จะพบว่า ถ้าเราไม่ปรับเรื่องพื้นที่ทางการเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็จะหาทางออกจากปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นที่มาบตาพุดหรือที่อื่นๆ ไม่ได้ ผมขออนุญาตยกการวิเคราะห์ของคุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นักวิชาการอิสระที่มีบทบาทสำคัญระดับนโยบายกรณีมาบตาพุด ที่นำเสนอ 3 แนวทางในการบริการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุด ว่า “…การเปิดและขยายพื้นที่การเมืองด้านสิ่งแวดล้อม สืบเนื่องจากกระแสโลกา ภิวัตน์ก่อให้เกิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ระบอบเสรี ประชาธิปไตย และกระแสทางด้านสิ่งแวดล้อมโลก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยระบอบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้มีการถ่ายโอนอำนาจสู่ตลาด ทั้งการลงทุนข้ามชาติ ข้อตกลงระหว่างประเทศ อาทิ WTO FTA ที่อาจมีผลให้อำนาจรัฐลดลง ส่วนกระแสระบอบของเสรีประชาธิปไตย เห็นได้ชัดจากกรณีมาบตาพุด ซึ่งมีพลเมืองที่ตื่นตัวมากในทุกพื้นที่ เช่น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นอีกกลไกที่เข้ามาตรวจสอบมากกว่าที่รัฐจะสามารถตัดสินใจได้โดยลำพัง ด้านกระแสสิ่งแวดล้อมโลก ที่เข้ามาในกระบวนการมาตรา 67 เรื่องมาบตาพุดโดยตรง อาทิ การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA ) หรือองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กรีนพีซ ซึ่งถ้าไม่มีการปรับเรื่องพื้นที่ทางการเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ตรงนี้ก็ไม่สามารถลุล่วงไปได้ ทุกวันนี้ ในพื้นที่ จะเห็นว่ามีผู้เล่นหลายระดับ ทั้งหน่วยงานส่วนกลาง เช่น คณะกรรมการ 4 ฝ่าย คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หน่วยงานในพื้นที่ เช่น คณะกรรมการพัฒนาจังหวัด นิคมอุตสาหกรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีองค์กรอิสระ รวมทั้งยังมีเครือข่าย สิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก กรีนพีซ เป็นต้น ดังนั้นภายใต้กลไกที่มีผู้เล่นมากเช่นนี้ จึงอยากเสนอแนวคิด “การบริหารปกครองหลายระดับ (Multi level governance)” ในการนำไปปรับใช้ในออกแบบพัฒนา อาทิ โครงสร้างองค์กรบริหารจัดการ เพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้เครือข่ายทุกระดับได้เดินหน้าทำ หน้าที่ของตนเองต่อไปได้ ทำอย่างไรให้ทุกหน่วยงานทำงานเชื่อมโยงกัน มีกระบวนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจร่วมกัน อีกทั้งระบบการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้อง ไม่ใช่แค่มีเครื่องมือวัดซึ่งตั้งอยู่ตามสถานีต่างๆ แต่ทุกภาคส่วนต้องเข้าไปทำงานเชื่อมประสานกัน ตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความไว้ใจว่าข้อมูลที่ออกมาเชื่อถือได้มากที่สุด”

ธารา บัวคำศรี
ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย)
วันที่ 5 ตุลาคม 2553

No comments yet... Be the first to leave a reply!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

WORLD ORGANIC NEWS

News & Advocacy

Bucket List Publications

Indulge- Travel, Adventure, & New Experiences

Pimthika 'S BLOG

The Right Way To Walk For Coffee Lover

A-FAB

ASEAN for a Fair, Ambitious and Binding Global Climate Deal

TARAGRAPHIES

A view from within in a hyperconnected world

Burma Concern

A Creative Platform for Understanding Burma

AOr NOpawan

Let's the flowers bloom in your heart!!

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

%d bloggers like this: