Overconsumption

พุทธศักราช 2653

สามวันแล้วที่เขาเดินทางข้ามประเทศสารขัณฑ์

ด้วยยานพาหนะเพียงชนิดเดียวที่เหลืออยู่

คือสองขาที่อ่อนล้า

เขามิได้พานพบมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจเลยแม้แต่คนเดียว

มีเพียงซากปรักหักพัง

ลำคอของเขาแห้งผาก กระหายน้ำ ครุ่นคิดว่าจะไปได้อีกนานเพียงใด

ดวงตาบอดพร่าลงด้วยแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากพื้นผิวแวววาวบนตึกสูงลิบลิ่วแห่งหนึ่ง

เมื่อเข้าไปใกล้ ณ ฐานของอนุสาวรีย์รูปร่างแปลกประหลาดจารึกว่า

“พวกเขาหลงผิดแลถลำลึกลงทุกขณะ ในการตอบคำถามที่ผิด”

หากว่าอารยธรรมมนุษย์จะดำเนินผ่านไปสู่ศตวรรษใหม่

เราจักต้องระบุคำถามที่ถูกต้อง

ประชากรเพิ่มขึ้น กินใช้ฟุ่มเฟือย กินทิ้งกินขว้าง ทบทวีคูณขึ้น

เทคโนโลยีก้าวล้ำพัฒนาการทางสังคม

เราคุยข้ามโลกด้วยการกดปุ่มเคาะแป้นเพียงสองสามที

แทนที่จะสื่อสารกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง

กลับแข่งขันกันเร็วขึ้นและเร็วขึ้นจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

ดิ้นรนเพื่อที่จะกลับไปจมอยู่กับโซฟา

จ้องดูคนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของจอพลาสติก

เสพวัตถุมากขึ้นและมากขึ้น

เติมเต็มความว่างเปล่าของอาคารบ้านเรือนที่ตนเองไม่ได้สร้าง

เติมเต็มชีวิตอันโดดเดี่ยวแปลกแยก

ครอบครัวกลายเป็นหน่วยในอุดมคติของการซื้อขาย

ห้างสรรพสินค้าคือวัดโบสถ์

หนทางสู่นรกลาดปูด้วยนวัตกรรมชั้นยอด

ง่ายหรือที่จะหยั่งรู้วิถีทางที่เรามองโลก

ง่ายหรือที่จะสำเนียกถึงแว่นตาที่เราใช้มองโลก

จนกระทั่งมันแตกร้าวหรือพร่ามัวลง

เราอาศัยอยู่บนโลกใบนี้  ประหนึ่งว่ามีโลกอีกดวงที่จะอพยพไปอยู่ใหม่

ความเจริญทางเศรษฐกิจ

เป็นคำตอบสุดท้ายของบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดบนโลก

จากประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีจนถึง CEO ของบรรษัทข้ามชาติ

“โลกาภิวัตน์” คือ เร่งขูดรีด บริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุรุ่ยสุร่าย

เราอาจร่ำไห้กับโศกนาฏกรรมที่เขียนขึ้นเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว

ร่ำไห้กับซิมโฟนีที่รังสรรค์ขึ้นเมื่อสองสามร้อยปีก่อน

แต่ผู้คนในโลกอนาคตที่ลำบากยากเข็ญจากการดำรงชีวิตโดยปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ใครจะหลั่งน้ำตาให้

เราหลอกตัวเองว่ามีทรัพย์ในดิน สินในน้ำเหลือเฟือ

วิถีชีวิตของเราจึงกินทิ้งกินขว้าง

ก่อให้เกิดการเกษตรกรรมที่เป็นพิษ

ระบบการขนส่งคมนาคมที่ไร้ประสิทธิภาพ

คำถามอันใดเล่าที่หลีกเลี่ยงการก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม?

คำถามอันใดเล่าที่นำพาเราออกจากวิกฤตการณ์?

คำถามอันใดเล่าที่จะขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืน?

ง่ายเหลือเกิน เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นแล้วคำถามตามมา

วิถีทางใดเล่าที่คำถามมาก่อน

ขณะที่ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างปกติสามัญ

ก่อนภัยพิบัติ หายนะ และผลกระทบเจ็ดชั่วโคตรของสารพิษตกค้างจะมาเยือน?

ขยะเป็นด้านมืดของสังคม

ด้วยการละเลยและตั้งคำถามที่ผิด

เราปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญกำหนดอนาคตของเราบนโลกที่มีทรัพยากรอย่างจำกัด

เรานำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่งต่อไปสู่ผู้บริโภค

ผ่านการกระตุ้นของโฆษณาบ้าเลือด

และจากนั้นกลายเป็นขยะ

ความเจริญทางเศรษฐกิจ

คือการดูว่าเราเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ และขยะได้รวดเร็วเพียงใด

เราตั้งคำถามที่ชั่วร้าย “เราควรจะทิ้งขยะที่ไหน?”

เราทุ่มเทเวลา เงินทอง และทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพื่อกำจัดสิ่งของที่เรากินทิ้งกินขว้าง

ขณะเดียวกันข่มเหงสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์และสิทธิมนุษยชน

เราควรจะทิ้งขยะที่ไหน?”

คำตอบไม่หลุมฝังกลบก็โรงงานเผาขยะ

พื้นที่ไหนสักแห่งที่มีคนยากจนและอ่อนแอเสมอ

ความอยุติธรรมของการก่อกรรมทำเข็ญในสงครามขยะ ยากนักที่ใครจะเข้าใจ

ชุมชนที่ตกเป็นเหยื่อเท่านั้นที่เห็น”อุบายแก้ปัญหาขยะ”ของกลุ่มคนเจ้าเล่ห์ผู้ละโมบ

ในนามของที่ปรึกษา นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญอุปกรณ์โรงงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์

พวกเขามีความสามารถพิเศษในการปิดบังซ่อนเร้นประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้คลุมเครือ

การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพและการจัด Public Hearing

“ผู้เชี่ยวชาญด้านขยะ” จำนวนมากตั้งคำถามที่ผิด

พวกเขาคิดอย่างกลับทิศทาง

เป็นนักคิดปลายเหตุ

สังคมโลกมีวิศวกรผู้ฉลาดหลักแหลมมากมาย

ที่สร้างสรรงานออกแบบการฝังกลบขยะ

กลไกซับซ้อนเพื่อควบคุมมลพิษจากโรงงานเผาขยะ

คำถามควรจะเป็น “ทำอย่างไรที่เราจะไม่สร้างขยะ?”

กุญแจสำหรับไขปัญหาคือ

ไม่ต้องจัดการขยะแต่จัดการทรัพยากร

ไม่ต้องจัดการขยะแต่จัดการตัวเราเอง

ธรรมชาติไม่สร้างขยะ

มนุษย์สร้างขยะ

ขยะเป็นการกระทำไม่ใช่สิ่งของ

ขยะคือการทิ้งวัสดุเหลือใช้รวมกัน

เมื่อเราจำแนกวัสดุแต่ละชนิดแล้ว

เรากำลังเริ่นต้นการแก้ปัญหาอย่างสมเหตุสมผล

วัสดุทั้งหมดนำมาใช้ใหม่ได้ในรูปแบบต่างๆ กัน

วัสดุสังเคราะห์หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบการผลิตในโรงงาน

และวัสดุธรรมชาติย้อนคืนสู่ธรรมชาติ

ลดละความต้องการที่ไม่จำเป็นลง

โลกมีพอเพียงต่อความจำเป็นของมนุษย์ทุกคน

หากไม่เพียงพอต่อความโลภเพียงคนเดียว

ด้วยการก้มมองลงไปในถังขยะ

และตั้งคำถามที่สมเหตุสมผลว่าจะทำอย่างไรกับวัสดุต่างๆ ที่เราทิ้ง

ด้วยการโยนทิ้งของทุกอย่างที่เราไม่ต้องการลงไปในขยะ

รวบรวมใส่ถุงพลาสติกใบหนึ่ง

จากนั้นจ่ายเงินให้ใครสักคนนำไปทิ้ง

เราแก้ปัญหาอย่างไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นและแพงขึ้น

เงินภาษีอากรถ่ายโอนไปเพื่อปัญหาขยะ  ไปอยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ

ละทิ้งการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน

ละทิ้งโอกาสในการรับผิดชอบกับวิกฤตการณ์ทรัพยากรโลก

ชุมชนท้องถิ่นก้าวหน้าไปกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

อาจหาญที่กล่าวว่า

ถ้าไม่สามารถใช้ของเหลือทิ้งพวกนี้ได้ รีไซเคิลได้ หรือทำปุ๋ยได้

ไม่ควรสร้างมันขึ้นมา

ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบห่วยแตก ใช้แล้วทิ้ง

เป็นวิธีการแยบยลของอุตสาหกรรม

ในการเพิ่มราคาให้กับรูปลักษณ์ บรรจุภัณฑ์ และผลักภาระไปยังประชาชน

เราจะขับเคลื่อนสังคมกินทิ้งกินขว้างบนโลกที่มีทรัพยากรจำกัดไปข้างหน้าได้อย่างไร

การบริโภคอย่างล้นเกินและความยั่งยืน

ใครเล่าจะท้าทาย ?

เศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สัมฤทธิผลต้องการให้เราบริโภคมากขึ้น

การซื้อและใช้สอยสินค้ากลายเป็นพิธีกรรม

แสวงหาความพึงพอใจแด่จิตวิญญาณของเรา

ความพึงพอใจในอัตตา ในการบริโภค

ไขว่คว้าวัตถุ เสพ บริโภค เผาผลาญ ฉีกทึ้ง เปลี่ยนใหม่

และโยนทิ้งในอัตราที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นี่คือวิถีทางที่โลกสุดสิ้น

มิใช่ด้วยแรงระเบิดหากเป็นผู้ครวญคร่ำร่ำไห้

พวกเราร่ำรวยกว่าปู่ย่าตาทวดบรรพบุรุษของเราในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ

ทว่า เรามิได้มีความสุขที่แท้จริงเฉกเช่นพวกเขาเลย

เท่าไรจึงจะพอ?

เราต้องการสิ่งใดกันแน่จึงจะมีความสุข?

เราจะมีความสุขและมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืนควบคู่กันไปได้อย่างไร?

เราจะมีความสุขโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทั้งผู้อื่นที่อยู่ในดินแดนห่างไกลและในห้วงเวลาอนาคต

และไม่ละเมิดสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขาที่จะมีความสุข ได้อย่างไร?

การตั้งคำถามยากมากกว่าการหาคำตอบ

ความชั่วร้ายของปัจจุบัน คือ ผู้เชี่ยวชาญมัวค้นหาคำตอบและทำให้โลกของเราจมดิ่งลง

เราต้องทนอยู่กับความหยิ่งยโสของเหล่านักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่อไป

ความหยิ่งยโส คือ ความเขลาเบาปัญญาที่เสริมด้วยความมั่นใจเกินเหตุ

เราไม่รู้คำตอบทั้งหมด  แต่แสดงประหนึ่งว่าเรารู้

เราไม่รู้คำตอบเรื่องพลังปรมาณู แต่เรายังคงดึงดัน

เราไม่รู้คำตอบทั้งหมดของการปล่อยสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม แต่เรายังคงปฏิบัติ

เราไม่รู้คำตอบทั้งหมดของพิษภัยที่เกิดขึ้นจากการเผาขยะ  แต่เรายังคงทำให้มันเกิดขึ้นอยู่

เราไม่รู้คำตอบทั้งหมดของการสร้างพืชเทียม สัตว์เทียม มนุษย์เทียม แต่เรายังทดลองกับมันอยู่

เราไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาด

ความหยิ่งยโสโอหังจึงดำเนินต่อไป

ประวัติศาสตร์อาจมิหวนกลับมา

แต่ทว่าท่วงทำนองจะย้อนคืน

ถ้ามนุษย์คือผู้พิชิตในสงคราม

พวกเขาจักค้นพบตัวเองอยู่ร่วมกับผู้ปราชัย

เราขาดแคลนความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อภูมิปัญญาของชนพื้นเมือง

ทว่าสติปัญญาแห่งวิทยาศาสตร์ของชนพื้นเมือง

ระบบเกษตรกรรมและภูมิรู้ด้านสมุนไพรอันดำรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของธรรมชาติ

พวกเขากลับมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน

นี่มิใช่การเรียกร้องหาวันเวลาย้อนไปสมัยยุคหิน

หรือปฏิเสธวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งมวล

หากเป็นเวลาแห่งการแยกแยะความมีเหตุผลออกจากความเขลาเบาปัญญา

ความยั่งยืนจากความไม่ยั่งยืน

ในโลกที่กำลังจะมาถึงจะมีผู้พิชิตและผู้ปราชัย

คนพ่ายแพ้จะมากกว่าผู้ชนะด้วยปริมาณที่ไม่อาจคาดคะเนได้

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะสร้างชื่อเสียงในอนาคต

ต้องสง่างาม

เราต้องการวิธีการแก้ปัญหาที่สง่างาม

เราต้องลงทุนสำหรับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน

เราต้องการแหล่งผลิตพลังงานที่ดูเหมือนใบไม้มากกว่าโรงงานปรมาณู

ครองชีพด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถสร้างขึ้นทดแทนใหม่ได้

มิใช่ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดใช้แล้วหมดไป

จัดการกับวัตถุดิบด้วยวิธีที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนในอนาคตได้ใช้ด้วย

ปลูกอาหารในวิถีทางที่กลมกลืมกับระบบนิเวศวิทยาไม่ใช่ด้วยวิธีการที่ย่ำยีจนธรรมชาติย่อยยับ

เคารพต่อผืนปฐพี

เราอาจจะต้องการเครื่องจักร

ที่สำคัญกว่านั้นเราต้องรู้ว่าเมื่อไรที่เราไม่จำเป็นต้องใช้มัน

ความจริงในศตวรรษต่อไป

คือการเปลี่ยนจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปสู่ความก้าวหน้าทางสังคม

ปิดโทรทัศน์อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งคืน

ทำกิจกรรมบันเทิงสำหรับตัวเองในที่พำนักอาศัยของเรา

ไม่ใช่การรับสัญญาณภาพไฟฟ้าจากที่อื่น

สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบตัวเรามิใช่กับของสะสม

พัฒนาชุมชนอย่างจริงใจ

รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับผืนดินที่หล่อเลี้ยงเรา

รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา

ปราศจากซึ่งสายสัมพันธ์เหล่านี้  ชีวิตมีความหมายได้อย่างไร?

ให้ความเกื้อกูลเอาใจใส่เคลื่อนตัวจากเมืองไปสู่หมู่บ้าน

จากเด็กอัจฉริยะไปสู่คนเฒ่าชรา

จากเจ้าขุนมูลนาย ข้าราชการ ไปสู่ประชาธิปไตยที่ทุกคนมีส่วนร่วม

จากผู้เชี่ยวชาญไปสู่ประชาชนเดินดิน

จากนักวิทยาศาสตร์ไปสู่กวี

ก่อนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทุกประการให้เกิดขึ้นตามปรารถนา

จักต้องไถ่ถามถึงความยั่งยืนและสง่างาม

เหนือสิ่งอื่นใด ลด ละ ความเร่งรีบ เร่งร้อน !

ด้วยโลกใบนี้มิอาจทนต่อความปรารถนาที่ไม่สิ้นสุดของเราได้

สิ่งตรงกันข้ามของการบริโภคแบบล้นเกิน

คือการเป็นส่วนหนึ่งของที่ที่เราอาศัยอยู่ ณ ปัจจุบัน

บางครั้ง อาจง่ายกว่าการชื่นชมกับดวงดาวอันไกลโพ้น

หรืออ่านบทกวีสักบท

ท่านกล่าวว่าข้าพเจ้าใช้แผ่นดิน

และข้าพเจ้าตอบว่า  ใช่  เป็นเรื่องจริง แต่นั่นมิใช่ความจริงแท้

ความจริงประการแรกคือ ข้าพเจ้ารักแผ่นดิน

ข้าพเจ้ามองเห็นว่ามันงดงาม

ข้าพเจ้าปิติสุขในแผ่นดิน

ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในแผ่นดิน

เมื่อใครสักคนบอกว่าเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะร่าเริงกับท่วงทำนองเสนาะในขณะที่ท้องหิว

โศกนาฎกรรมที่ทัดเทียมกันนั้นคือ

ท้องอิ่มเอมเปรมปรี ทว่าปราศจากดนตรีให้ฟัง

ณ ปัจจุบัน มีท่วงทำนองหลากหลาย

แต่ละบทล้วนมีความพิเศษเฉพาะตัวและเป็นสากลจักรวาล

โยงใยกับกาลเวลาสถานที่

และแต่ละคนแบ่งปันให้กันได้

การแบ่งปันเป็นรูปแบบที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับการบริโภค

และเป็นความหวังที่งดงามที่สุดของเราสำหรับการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ

สำหรับการตระเตรียมวิถีอนาคตที่ยั่งยืน

ขึ้นอยู่คุณที่ท่วงทำนองเหล่านี้จะไม่ดูดกลืนหายไปกับโฆษณาบ้าเลือด

No comments yet... Be the first to leave a reply!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: