เมื่อการลุกฮือต้านการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของผู้คน

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก http://time.com/5473618/france-yellow-vests-climate-macron/

…คนทั่วโลกต้องการให้ผู้นำทั้งหลายแสดงภาวะผู้นำในคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราต่างเผชิญผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ประธานาธิบดีมาครองนั้นพลาดที่ทึกทักไปว่า การกอบกู้วิกฤติสภาพภูมิอากาศนั้นต้องทำให้โลกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จริงๆ แล้ว มันคือการให้ประชาชนมาก่อนและทำให้สิทธิมนุษยชนนั้นยิ่งใหญ่ด้วย…

-คูมิ ไนดู : เลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล-

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครองเป็นจุดสนใจระดับโลกในขณะที่เขาเตรียมเวที “One Planet Summit” การประชุมสุดยอดที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้โลกของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง(Make Our Planet Great Again)โดยลงมือปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งปีผ่านไป สิ่งต่างๆ ดูเปลี่ยนแปลงไปมาก ฝรั่งเศสกำลังซวนเซจากการประท้วง อันเป็นของความพยายามโดย ปธน มาครองในการเพิ่มภาษีสิ่งแวดล้อมของน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฎิรูปทางเศรษฐกิจในภาพรวม

บทความ “การประท้วงการขึ้นภาษีน้ำมันของขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและผู้คน” คูมิ ไนดู เลขาธิการคนปัจจุบันขององค์กรนิรโทษกรรมสากลและนักกิจกรรมปกป้องสิทธิมนุษยชน วิเคราะห์เหตุการณ์ลุกฮือที่ขยายวงกว้างไปสู่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลฝรั่งเศสว่า การปกป้องดูแลวิถีชีวิตของผู้คน เอื้อให้คนทั้งหลายดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ แท้ที่จริงแล้วคือเรื่องเดียวกันและเป็นการต่อสู้เดียวกัน

คูมิมองว่า หากตีความความตกลงปารีส(Paris Agreement) ให้ลึกลงไป ความตกลงปารีสรับรู้ถึงความจำเป็นในการผนวกการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ว่าจะเป็น งาน มาตรฐานในการดำรงชีวิตและสุขภาพ

ประธานาธิบดีทรัมป์เหมือนกับผู้มีความกังขาเรื่องโลกร้อนหลายๆคน ที่ชอบวางกรอบวิวาทะว่าเราจำเป็นต้องเลือกระหว่างการแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนกับการดูแลคนและการจ้างงาน สำหรับ คูมิ ไนดู ให้ความเห็นว่า มันจะเป็นความผิดพลาดของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมหากไปอยู่ในเกมการเล่นของทรัมป์และไปตอบโต้ว่า เป็นเรื่องจำเป็นในการต่อกรกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะต้องให้คนเผชิญกับปัญหาความยากลำบากของชีวิตในระยะเฉพาะหน้าอันเนื่องมาจากมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน

คูมิเสนอว่า รัฐบาลฝรั่งเศสต้องวางนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นำไปสู่การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม แทนที่จะทำให้ช่องว่างนั้นขยายกว้างออกไป รวมถึงนโยบายการอุดหนุนทางการเงินที่เอื้อให้ประชาชนหันไปสู่ทางเลือกพลังงานที่สะอาดแทนวิธีการลงโทษหากประชาชนล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้น นั่นหมายถึงภาระรับผิดชอบจะต้องเป็นของบรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล แทนที่จะเป็นภาระของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่โยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ปี 2545 ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าการประชุมสุดยอดของโลกจะประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่งหากแต่ปราศจากรูปธรรมที่จับต้องได้ ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

ภายใต้วาทกรรม “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เรายังคงเห็นการแยกตัวระหว่างวิกฤตของระบบนิเวศและวิกฤตของความเป็นธรรม จนถึงปัจจุบัน เรายังเผชิญกับความท้าทายในการผนวกประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นการพัฒนาเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายไปพ้นจากทางสองแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนาที่ก่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมหรือการมุ่งแต่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่ละเลยความเป็นธรรม

นโยบาย 7 GO Green ของ 7-Eleven ช่วยกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกหรือไม่?

จากการที่ ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้าน 7-Eleven ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อครบวงจรในประเทศไทย เดินหน้านโยบาย 7 GO Green(เซเว่น โก กรีน) ได้ฤกษ์วันที่ 7 เดือน 11 ประกาศเจตนารมณ์ “ลด และเลิกใช้ถุงพลาสติก” ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ตามปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์  “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้น บทความสั้นนี้จะเน้นวิเคราะห์ถึงนโยบาย 7 GO Green รวมถึงโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Green Packaging ตามรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ เพื่อตอบคำถามว่า นโยบายดังกล่าวมีความมุ่งมั่นและส่งผลสะเทือนมากน้อยเพียงใดต่อการหาทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติกในประเทศไทย

ข้อมูลในปี พ.ศ.2560 ร้าน 7-Eleven มีจำนวนรวม 10,268 สาขาทั่วประเทศรวมถึงร้านสาขาบริษัท ซีพี ออลล์ ร้านสาขาประเภทร่วมลงทุน (store business partner) และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต (sub area) มีลูกค้าเข้าร้าน 7-Eleven เฉลี่ยวันละ 11.8 ล้านคน การดำเนินการเพื่อลดใช้ถุงพลาสติกในรูปแบบต่างๆ ในปี พ.ศ. 2560 สามารถลดได้ถึง 24.09 ล้านใบ

เนื่องจากรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ ที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะไม่มีข้อมูลว่าด้วย “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” จึงไม่สามารถประเมินได้อย่างถูกต้องว่ามาตรการของ 7-Eleven ที่ดำเนินการไปนั้นทำให้เกิดการลดถุงพลาสติกเป็นสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับปริมาณถุงพลาสติกทั้งหมดที่มีการใช้

“รอยเท้าพลาสติก” ที่ ซีพี ออลล์ เปิดเผยนั้นมีเพียงการยกเลิกการใช้วัสดุ PVC โดยระบุว่า ในปี พ.ศ.2560 สามารถยกเลิกการใช้วัสดุ PVC สำหรับกลุ่มสินค้าตราสินค้าของบริษัทประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เพิ่มอีก 3 รายการคิดเป็น 33% และมีเป้าหมายยกเลิกการใช้ PVC เป็นส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าวภายในปี 2563

”รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” คือปริมาณ (หน่วย)ของพลาสติกทั้งหมดที่บริษัทใช้ในห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และการขนส่งภายในช่วงเวลา 12 เดือนที่มีการระบุไว้ รวมถึงประเภทของผลิตภัณฑ์และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก ความโปร่งใสเรื่อง “รอยเท้าพลาสติก” นี้รวมถึงการรายงานว่ามีการใช้พลาสติกมากเท่าไร จำนวนของบรรจุภัณฑ์ ชนิดของพลาสติกและวัตถุประสงค์ในการใช้พลาสติกนั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างเส้นฐาน(baseline)ในการวัดผลการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอข้อมูลการขายอย่างเดียวหรือข้อมูลบางส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ได้เป็นการเปิดเผยถึง “รอยเท้าพลาสติก” ของบริษัท

โดยการตั้งสมมุติฐานว่า ลูกค้าทุกคนที่เข้าร้าน 7-Eleven รับถุงพลาสติกโดยเฉลี่ย 1 ถุงต่อวัน ในปีหนึ่งๆ จะมีถุงพลาสติกออกจากร้าน 7-Eleven จำนวน 4,307 ล้านใบ ดังนั้น การลดการใช้ถุงพลาสติก 24.09 ล้านใบของ 7-Eleven ในปี 2560 คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงร้านสะดวกซื้อครบวงจรอย่าง 7-Eleven ที่มีกระจายอยู่แทบทุกหัวระแหงของประเทศและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่เรียกว่า Fast Moving Consumer Goods (FMCGs)ให้กับผู้บริโภค นโยบาย 7 GO Green ดังกล่าวแม้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดูดี แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การลดปริมาณพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างมีนัยยะสำคัญใด ๆ

นอกเหนือจากถุงพลาสติกหูหิ้ว สิ่งที่ 7-Eleven ยังไม่ได้ระบุไว้ในนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) คือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตทั้งหมดที่นอกเหนือไปจากพลาสติก PVC

บรรจุภัณฑ์พลาสติกมีส่วนสำคัญในการก่อปัญหาขยะพลาสติกทั่วโลกสูงที่สุด แบรนด์ต่างๆ ได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้มีความโดดเด่นจากคู่แข่ง และเพื่อให้เกิดความจงรักภักดีจากลูกค้า (Brand Loyalty) พร้อมทั้งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวและทิ้งหลังใช้ได้เลย โดยแทบจะไม่ได้มีการคำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมาเลยแม้แต่น้อย การขยายธุรกิจในตลาดใหม่ ๆ บริษัทผู้ผลิต FMCGs จึงขายสินค้าที่บรรจุอยู่ในซองพลาสติกชั้นเดียวที่มีขนาดเล็ก (Single Portion) ให้มากขึ้นโดยซองพลาสติกชั้นเดียวขนาดเล็กเหล่านี้นำมารีไซเคิล (Recycle) ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  บริษัทผู้ผลิต FMCGs ทั้งหลายเหล่านี้เองก่อให้เกิดวิกฤติแห่งความสะดวกสบาย(Crisis of Convenience)

ในประเทศไทยพบว่ามีสัดส่วนการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์มากที่สุด และเป็นการใช้ในระยะสั้นก่อให้เกิดขยะมากที่สุด ในปี พ.ศ.2558 มีการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์สูงถึง 2.048 ล้านตัน

ผลการตรวจสอบแบรนด์ (Brand Audit) จากขยะพลาสติกโดยอาสาสมัครของกรีนพีซที่หาดวอนนภาซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ในเดือนกันยายน พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา ก็พบบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติก(food packaging)เป็นส่วนใหญ่โดยพบแบรนด์ของกลุ่ม CP มากเป็นลำดับที่ 2

หาก ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะทำนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) ให้เป็นแบบอย่างเพื่อร่วมกู้วิกฤตมลพิษพลาสติก ควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นกับแนวทางปฏิบัติ 4 ประการดังต่อไปนี้

  • เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสของ “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” ทั้งหมดโดยสาธารณชนเข้าถึงได้
  • มุ่งมั่นที่จะลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งโดยตั้งเป้าหมายที่มุ่งมั่นและชัดเจนในแต่ละปี
  • ขจัดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นปัญหาและไม่จำเป็นมากที่สุดภายปี 2562
  • ลงทุนกับระบบนำกลับมาใช้ซ้ำและระบบกระจายสินค้าแบบใหม่ 

ความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศของกลุ่มประเทศ G20

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป) เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  • ไม่มีประเทศใดในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050
  • อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด
  • เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018

สะตึงเซน(Stung Sen)แห่งโตนเลสาปขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติแล้ว

4 พฤศจิกายน 2561

10 เมษายน 2561

ฝนในฤดูกาลแห่งมรสุมทิ้งให้บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีน้ำขัง ภาพแรกแสดงสภาพของพื้นที่ในไทยและกัมพูชาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 หลังจากน้ำไหลบ่าจากแม่น้ำและทะเลสาปและทำให้พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ภาพที่สองถ่ายในวันที่ 10 เมษายน 2561 เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างก่อนฤดูมรสุมจะเริ่มขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียมสีผสมเท็จ(false-color images) ทั้งสองภาพได้มาจากเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา เป็นภาพที่มาจากแสงอินฟาเรดและแสงที่มองเห็นได้ซึ่งทำให้ง่ายต่อการระบุพื้นที่ที่มีน้ำท่วม พื้นที่ที่มีน้ำมีสีฟ้าเข้มไปถึงสีดำ พืชพรรณเป็นสีเขียวสด เมฆเป็นสีฟ้า และพื้นที่โล่งเป็นสีน้ำตาล

ในกัมพูชา ฝนตามฤดูกาลทำให้ระดับน้ำเอ่อท้นแม่น้ำโขงและและแผ่กระจายในที่ราบน้ำท่วมถึง มากบ้างน้อยบ้างในบางปี จากการรายงานข่าว มีปรากฏการณ์ฝนสลับแล้งในช่วงฤดูฝนของปี 2561 ทั่วทั้งกัมพูชา ส่งผลต่อการผลิตทางเกษตรกรรม

น้ำท่วมตามฤดูกาลยังมีความสำคัญต่อพื้นที่ชุ่มน้ำของโตนเลสาป เหล่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำ ในเดือนพฤศจิกายน 2561 สะตึงเซน(Stung Sen) พื้นที่ชุ่มน้ำชายขอบโตนเลสาปได้รับการขึ้นทะเบียนในแรมซาร์ไซต์—พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ

พื้นที่น้ำท่วมยังปรากฏให้เห็นใกล้ๆ กรุงเทพฯ ในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทางตอนใต้ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร มีนำ้ท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินหลังจากมีฝนตกหนักในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

แปลเรียบเรียงจาก NASA Earth Observatory images by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Kathryn Hansen.

ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลก

อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน

ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์เฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านบนแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000-2008 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า การบันทึกข้อมูลรวบรวมโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา

ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน

ดูเพิ่มเติม ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลจาก NASA Earth Observations (NEO) มากขึ้นได้ที่
Land Surface Temperature Anomaly

ประวัติศาสตร์ย่อของการเจรจากู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (ตอนที่ 2)

ก่อน COP15 ที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 การเจรจาโลกร้อนอยู่ในแนวทางจากบนลงล่างโดยที่พันธะกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นจำกัดอยู่เฉพาะประเทศอุตสาหกรรม ความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกนทำให้แนวทางจากบนลงล่างมาถึงจุดจบและเริ่มกระบวนการใหม่โดยที่แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน ในตอนเริ่มแรกเป็นแนวทางที่ไร้การจัดการนำไปสู่ความไม่แน่นอนและความเคลือบแคลง โดยเฉพาะอย่างเมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าเมื่อนำเอาเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศมารวมกัน ก็ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้นนี้เมื่อถูกผนวกเข้าไปในการกระบวนการที่เป็นทางการของความโปร่งใสตรวจสอบได้และการควบคุม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและเจตจำนงในการมีส่วนร่วมของทุกประเทศภาคี รูปแบบใหม่ของการเจรจาได้นำไปสู่โอกาสที่เป็นไปได้ของความตกลงที่มีประสิทธิภาพและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสำหรับ COP 21 ที่ปารีส

2554 : การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บัน ความพยายามอีกครั้งเพื่อความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

การประชุมเจรจาที่เดอร์บัน(COP 17) ซึ่งมีขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2554 ถือว่าเป็นความพยายามอีกครั้งในการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความตกลง “ที่สามารถใช้กับทุกประเทศที่เป็นภาคี” และเพื่อให้มีการรับรองที่ปารีสในปี พ.ศ. 2558 และเพื่อนำไปดำเนินการปฏิบัติจากปี พ.ศ.2563 เป็นต้นไป ในการนี้ การประชุมรัฐภาคี(COP)ได้เปิดตัวพื้นที่ของการเจรจาใหม่ภายใต้กรอบ UNFCCC เรียกว่า the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ซึ่งประกอบด้วยสองกลุ่มงาน(workstreams)

กลุ่มงานแรกเน้นไปที่ความตกลงปี พ.ศ.2558 ซึ่งได้กำหนดลำดับขั้นตอนชั่วคราว เช่น ร่างเนื้อหาการเจรจาที่ต้องเกิดขึ้นไม่เกินเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 ที่  COP 20 ในกรุงลิมา เปรู โดยมุ่งให้เกิดเนื้อหาการเจรจาฉบับใช้งานภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2558 เนื้อหาการเจรจารวมถึงชิ้นงาน “ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี การสร้างขีดความสามารถและความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการปฏิบัติการและการสนับสนุน”

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มงานที่สองเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อน พ.ศ.2563 โดยสำรวจทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อลดช่องว่างที่ใหญ่มากระหว่างเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศภาคี และแนวทางที่สอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 2 หรือ 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม รายงาน the UNEP Emissions Gap Report (2013) เตือนว่าจะต้องมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีกราว 8-12 พันล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2563 วัตถุประสงค์ของกลุ่มงานที่สองคือการสำรวจ “โอกาสในการปฏิบัติการที่มีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยรวมถึงการปรับตัวและผลประโยชน์ร่วมของการพัฒนาที่ยั่งยืน…ที่สามารถขยายผลและนำไปใช้ได้อีก โดยการสนับสนุนความร่วมมือแบบสมัครใจ…ที่สอดคล้องไปกับลำดับความสำคัญเร่งด่วนของการพัฒนาที่ได้ระบุไว้แล้วในระดับประเทศ”

พ.ศ.2557 การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บันเห็นชอบต่อพันธะกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต

ในฐานะมาตรการชั่วคราวจนกว่าจะเกิดความตกลงใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2563 COP 18 in ที่โดฮา(พ.ศ.2555) เปิดตัวพันธะกรณี(การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก)ช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโตหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า KP2 (a new commitment period)โดยมีช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 และได้รวมเอามาตราต่างๆ หลายมาตราของพิธีสารเกียวโตเข้าไปด้วย ในพันธะกรณีช่วงที่สองนี้ ประเทศภาคีในภาคผนวก 1 ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG)ลงอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 18 เปรียบเทียบกับปีฐาน พ.ศ.2553 อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีทุกประเทศภาคีที่รวมอยู่ในพิธีสารเกียวโตช่วงแรกที่ตัดสินใจให้คำมั่นต่อพิธีสารเกียวโต เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และรัสเซีย และประเทศภาคีที่เหลืออยู่(รวมถึงสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์รวมกันแล้วคิดเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึงร้อยละ 15 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต อย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ให้สัตยาบันในพิธีสารตั้งแต่แรก และแคนาดาซึ่งถอนตัวออกในปี พ.ศ.2555 แม้จะมีข้อจำกัด KP2 ก็ถือเป็นความสำเร็จในฐานะเป็นกลไกที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอันเดียวภายใต้ UNFCCC เพื่อส่งสัญญานไปยังประเทศภาคีที่ยังตัดสินใจไม่เข้าร่วมในพิธีสารเกียวโต ผู้แทนการเจรจาเห็นชอบในการจำกัดสิทธิของประเทศภาคีที่ไม่ได้ร่วมพิธีสารเกียวโตในการเข้าถึงกลไกที่ยืดหยุ่นภายใต้พิธีสาร

ประเด็นอื่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายที่โดฮา เช่น ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปรับตัว ป่าไม้ นั้นมีความคืบหน้าค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ประเด็นหลักเรื่องกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศ(climate finance) ยังเป็นแกนหลักของการยึดยื้อกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรม โดยที่ประเทศอุตสาหกรรมอ้างถึงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากที่จะไม่มีพันธะกรณีระยะกลางที่ขยายการให้เงินทุนเพิ่มขึ้น มีเพียงประเทศในยุโรปไม่กี่ประเทศที่เพิ่มการสนับสนุนเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศของตน

การประเมินครั้งที่ 5 ของ IPCC เตือนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้น

รายงานการประเมินครั้งที่ 5(Fifth Assessment Report-AR5) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(The Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) เผยแพร่ออกมาในปี พ.ศ. 2556  ก่อนจะมีการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 19 ที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์(COP 19) นำเสนอหลักฐานว่าแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเมินผลของนโยบายที่มีอยู่และนโยบายที่ถูกนำเสนอยังคงทำให้มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ (ปี พ.ศ.2643) เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และแม้ว่าประเทศภาคีของ UNFCCC จะมีการดำเนินการตามเป้าหมายของตนที่ตั้งไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเต็มที่ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็คงยังเพิ่มขึ้น 3.3 องศาเซลเซียส

การประเมินที่สูงขึ้นถูกพิจารณาจากแบบแผนของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต่อเนื่องมาจากทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการดำเนินการแผนการลดการปล่อยอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม ยังมีช่องว่างอีกราว 8 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ประเด็นที่เรียกว่า “ambition gap” กลายมาเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการเจรจา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะปิดช่องว่างดังกล่าวนี้ลงภายในปี พ.ศ.2563 มีทางเลือกเชิงเทคนิคในการทำให้ช่องว่างนี้แคบลง แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองในการดำเนินงานแผนปฏิบัติการให้มากไปกว่าเป้าหมายการลดการปล่อยที่แต่ละประเทศตั้งไว้ การประเมินโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ศักยภาพทางเทคนิคในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 17 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าโดยมีต้นทุนอยู่ที่ 50-100 เหรียญสหรัฐต่อตันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่ออย่างน้อยที่สุดจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกินกว่า 2 องศาเซลเซียส (UNEP The Emissions Gap Report, 2013)

พ.ศ. 2556 : การเจรจาที่วอร์ซอร์ยังคงไม่คืบหน้า

แม้มีประเด็นกังวลจากรายงานของ IPCC ก่อนการประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์ (COP 19) ในเดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.2556 การเจรจาได้รวมเนื้อหาและประเด็นที่เป็นกังวลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศภาคีในการบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีความคืบหน้าน้อยมาก เช่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการติดตามตรวจสอบ การรายงานและการยืนยันผลของปฏิบัติการในระดับประเทศรวมถึงประเด็นการปรับตัว COP ที่กรุงวอร์ซอร์มีการจัดตั้งกลไกระหว่างประเทศอันใหม่ขึ้นคือ International Mechanism for Loss and Damage ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเน้นถึงกรณีเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วในประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ ยังเห็นชอบต่อรายงานการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Rulebook)ในภาคป่าไม้และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือ กรอบเวลาในการพัฒนาความตกลง(the 2015 agreement)ที่ต้องเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์นำการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมที่สำคัญซึ่งทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการเจรจาไปอย่างมาก มีการลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ที่ให้ประเทศภาคีต่างๆ ส่ง การทบทวนและเสนอกติกาการทบทวนและส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน (intended nationally determined commitment, INDCs) และเกณฑ์สากลที่จะรับประกันถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้และกลไกการติดตามตรวจสอบที่เหมาะสมในการดำเนินงาน คำว่า “การมีส่วนร่วม(contribution)” เข้ามาใช้แทนคำว่า “เจตจำนง(commitment)” เพื่ออรรถาธิบายถึงความพยายามร่วมกันของประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา โดยการส่ง INDCs นั้นจะปราศจากการตัดสินไปก่อนล่วงหน้าถึงลักษณะในทางกฎหมายของ “การมีส่วนร่วม(contribution)” ตามความแตกต่างภายใต้หลักการ “Common but Differentiated Capabilities” กาประนีประนอมเปิดทางไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมากของการเจรจาในกรุงลิมา เปรู และกรุงปารีส ฝรั่งเศส

พ.ศ. 2557 การเจรจาผ่าทางตันที่ลิมา

ความคาดหวังสำหรับการประชุมรัฐภาคีที่กรุงลิมา เปรู (COP 20) มีลักษณะปนเปกัน อันเนื่องมาจากประสบการณ์ในกรุงวอร์ซอ โปแลนด์ เพื่อมุ่งไปสู่ความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในระดับโลกที่ปารีสในเดือนธันวาคม 2558 การเจรจาที่ลิมาต้องมีเกิดผลที่ชัดเจน มีการตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้นในลิมาเพื่อเตรียมปูพื้นฐานของความตกลง หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันเพื่อร่างเนื้อหาความตกลงเพื่อนำไปเข้าสู่เวทีการเจรจาที่ COP 21 โดยที่ประเทศภาคีต่างๆ เริ่มต้นเจรจาในช่วงการเตรียมประชุมรัฐภาคีที่กรุงปารีส นอกจากนี้ การเจรจาที่ลิมาก็ยังไปสู่การตัดสินใจสำคัญสองสามประการดังนี้ :

  • การปรับตัวได้รับการยกระดับให้มีความสำคัญเท่าเทียมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
  • การยอมรับอย่างเป็นทางการของแผนงานการปรับตัวระดับประเทศในฐานะเป็นแนวทางในการสร้างขีดความสามารถในการฟื้นคืนจากวิกฤต(resilience) โดยเป็นเครื่องมือที่สามารถเห็นได้และความเชื่อมโยงไปสู่กองทุนโลกร้อนที่เรียกว่า Green Climate Fund (GCF) การมีส่วนในกองทุน GCF ตั้งไว้ในช่วงแรกอยู่ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมการมีส่วนในกองทุนจากประเทศกำลังพัฒนา 5 ประเทศ
  • ประเทศภาคีบรรลุถึงระดับความเข้าใจใหม่ว่าด้วยการติดตามตรวจสอบ และการวัดผลเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศ(Intended Nationally Determined Contributions,INDCs)ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผลจากการประชุมเจรจาที่ลิมายังคงเหลืออีกหลายประเด็นให้จัดการต่อไป การเจรจาไม่ได้พิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของสถานะต่างๆ ที่แตกต่างกันในแง่ของการลดการปล่อย อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานที่ 1 ในเรื่อง the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ประสบผลในการประชุมที่เจนีวาโดยมีเนื้อหาการเจรจาความหนา 86 หน้า ในฐานะเป็นพื้นฐานของการเจรจาที่ปารีส โดยเป็นเอกสารที่เนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้นกว่าร่างเนื้อหาจากการประชุมที่ลิมา

พ.ศ.2558 ปารีส ความตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่แท้จริงฉบับแรก

  • กระบวนการที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เพื่อจะไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดในเชิงกระบวนการที่เกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 จุดเน้นหลักของประธานการประชุมรัฐภาคีของฝรั่งเศสได้รับรองว่ากระบวนการที่จะได้มาซึ่งความตกลงจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการรับฟังทุกมุมมองและรักษาไว้ซึ่งความโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นกระบวนการที่หาจุดประนีประนอมระหว่างประเทศภาคีต่างๆ ขณะเดียวกันมุ่งให้เกิดความตกลงที่มุ่งมั่น

เมื่อการประชุมเจรจาที่ดำเนินไปสองสัปดาห์ยุติลง ประธานการประชุมรัฐภาคีที่ปารีสได้รับการยกย่องต่อความสำเร็จในการเปิดให้ประเทศภาคีทั้งหมดมีความเป็นเจ้าของในกระบวนการเจรจา ทำให้ให้เกิดความตกลงพหุภาคีที่แท้จริง ความตกลงปารีสดึงเอาประชาชาติ 195 ประเทศ อยู่ภายใต้กรอบความตกลงเดียวกันและในการจัดการกระบวนการของตรรกะในการลดคาร์บอนระดับโลก

  • ทำไมความตกลงปารีสประสบความสำเร็จ

ความตกลงปารีสไม่เพียงแต่ตั้งเป้าหมายเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ยังตระหนักถึงความจำเป็นในการไปให้ถึงเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งผนวกความต้องการของกลุ่มประเทศที่เป็นหมู่เกาะซึ่งมีความเปราะบางเข้าไปด้วย

ความตกลงปารีสประสบผลในสร้างการมีส่วนร่วมที่มีความน่าจะเป็นมากที่สุดโดยการสร้างกลไกที่ยืดหยุ่นเพียงพอในการดึงให้ทุกประเทศภาคีมารวมอยู่ด้วยกัน โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคุณลักษณะต่างๆ ของความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ตามคำพูดของ Laurent Fabius ประธาน COP ที่ปารีส ความตกลงปารีสประสบผลในการเป็นความตกลงที่คำนึงถึงความแตกต่าง เป็นธรรม คงทน มีพลวัตร สมดุลและมีผลในทางกฎหมาย(“being differentiated, fair, durable, dynamic, balanced and legally binding”) ความตกลงมุ่งถึงความจำเป็นของทุกประเทศภาคี จากกลุ่มประเทศหมู่กาะที่มีความเปราะบางมากที่สุดต่อวิกฤตโลกร้อน ไปถึงกลุ่มประเทศอุตสากรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จำต้องทำการปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนด้านพลังงาน และในการสร้างกรอบและขอบเขตงานเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นลำดับ

ความตกลงปารีสบรรจุตรรกะของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยที่มีการเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยเป็นช่วงๆ และช่วงของการลดการปล่อยสูงสุดและค่อยๆ ลดลง โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการลด ละ เลิกเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพื่อให้เกิดสมดุลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์โดยทั้งหมด(anthropogenic emissions)ด้วยแหล่งดูดซับคาร์บอน(removal by sinks) เพื่อให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเต็มที่ ที่สำคัญที่สุด ภาษาที่อยู่ในความตกลงได้ส่งสัญญานชัดเจนสำหรับการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำไปยังผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุนและชุมชนธุรกิจ

  • สาระสำคัญของความตกลงปารีส

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) สิ่งที่ภาคีทุกประเทศจะต้องจัดทำเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของความตกลงปารีส คือ สิ่งที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น” (Nationally Determine Contribution: NDC) อย่างต่อเนื่อง เนื้อหาของ NCD อาจประกอบด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพในความตกลงปารีสก่อนกำหนด ให้ภาคีทุกประเทศมีการจัดส่ง NDC ทุกๆ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 โดยจะต้องให้ข้อมูลที่แสดงความโปร่งใส บทบัญญัติในข้อนี้นับเป็นพันธกรณีหลักของความตกลงปารีส ทั้งนี้ NDC จะต้องมีความก้าวหน้า และแสดงความพยายามสูงสุด โดยสะท้อนหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง คำนึงถึงศักยภาพและสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน

การปรับตัว(Adaptation) ความตกลงปารีสได้ตระหนักถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยง บรรเทาและจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางลบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และตระหนักถึงบทบาทของการพัฒนาที่ยั่งยืนในการลดความเสี่ยงของการสูญเสียและความเสียหาย

กลไกการเงิน (Finance) เป็นพันธกรณีของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะต้องให้ทรัพยากรทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวโดยเป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์ที่กำหนดโดยประเทศ ลำดับความสำคัญและความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนา และจะต้องมีการรายงานข้อมูลการให้การสนับสนุนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทุกๆ 2 ปี และจะต้องมีการทบทวนผลการดำเนินการระดับโลก

ในความตกลงปารีสได้กำหนดให้กลไก/หน่วยงานภายใต้อนุสัญญา ได้แก่ Green Climate Fund, Global Environment Facility (GEF), Least Developed Countries Fund และ Special Climate Change Fund สนับสนุนการดำเนินงานตามความตกลงนี้ โดยเน้นให้เข้าถึงการสนับสนุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างขั้นตอนการอนุมัติเงินสนับสนุนที่ไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ที่ประชุม COP 21 ได้ตัดสินใจให้ประเทศพัฒนาแล้วมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทางการเงินตามเป้าหมายเดิมที่ “หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี” ถึงปี 2025 โดยที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีสจะร่วมกันกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ในปี 2025 โดยกำหนดขั้นต่ำที่หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

บททดสอบ การดำเนินการภายใต้ความตกลงปารีส

ในขณะที่ความตกลงปารีสได้รับการยกย่องว่าเป็นปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนที่เดินหน้าไปทิศทางที่ถูกต้อง การเพิ่มเป้าหมายที่มุ่งมั่นในการลดการปล่อย และการเป็นความตกลงแบบพหุภาคีที่แท้จริง แต่ถึงกระนั้น ยังมีความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าและต้องการความชัดเจน มันเป็นการดำเนินการซึ่งท้ายที่สุดแล้วบอกเราว่าความตกลงปารีสจะสอดคล้องต้องกัน(fit)กับเป้าหมายหรือไม่ ทุกประเทศภาคีโดยการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ จำเป็นจะต้องแปรความตกลงนี้ไปสู่การลงมือทำ จุดที่สำคัญที่สุดคือการที่ NDCs ของแต่ประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 1.5 องศาเซลเซียส เป้าหมายการลดการปล่อยของแต่ละประเทศจะต้องถูกขยายเพิ่มในขณะที่กองทุนในการปรับตัวสำหรับกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางจะต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในลักษณะที่สามารถคาดการณ์ได้ ความตกลงปารีสยังขาดความชัดเจนในกลไกการดำเนินงานหลายประการ ซึ่งจะต้องมีการลงรายละเอียดในประชุมรัฐภาคีครั้งต่อๆ ไป

ประวัติศาสตร์ย่อของการเจรจากู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (ตอนที่ 1)

1980s-1990s (พ.ศ. 2523-2542) : ภาวะโลกร้อน(Global warming) ในฐานะนโยบายเกิดใหม่

earthrise_vis_1092

 ภาพ Earthrise โดยองค์การนาซา

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535 เป็นกรอบในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ และการประชุมในประเด็นเกิดใหม่เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) โดยในปี พ.ศ.2522 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) จัดประชุมสภาพภูมิอากาศโลกเป็นครั้งแรกที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์เพื่อประเมินองค์ความรู้ที่มีอยู่ว่าด้วยความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

จากมุมมองทางการเมือง ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ในช่วงเวลานั้นยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ทางทฤษฏีโดยที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เพียงพอและมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

ช่วงคริสตทศวรรษ 1980s มีการปรับปรุงแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ(climate models) ประชาชนและนักการเมืองมีความตื่นตัวเรื่องโลกร้อนมากขึ้น ใน พ.ศ.2531 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกและโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ(UNEP)จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับสถานะขององค์ความรู้และให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ IPCC ไม่ได้ดำเนินการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคณะทบทวนรายงานที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่ตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการพิจารณาตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer reviewed)ทุกๆ ปี และสรุป “สถานะขององค์ความรู้” ในรายงานการประเมินซึ่งตีพิมพ์ทุกๆ 5 ปี หรือมากกว่านั้น

ในปี พ.ศ.2532 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP)และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกริเริ่มเตรียมการเจรจากรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุสัญญานี้จะประกอบด้วยหลักการและข้อตกลงขั้นพื้นฐานซึ่งจะมีการทำงานในรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านพิธีสารและบทแก้ไขเพิ่มเติมอื่นๆ

ช่วงปี พ.ศ.2533 และ 2535 การเจรจาเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล(the Intergovernmental Negotiating Committee)ว่าด้วยกรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 5 ความท้าทายหลักของการเจรจานอกเหนือจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็คือ แต่ละประเทศจะแบ่งความรับผิดชอบร่วมกันในระดับโลกตามแบบแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตและระดับการพัฒนาเศรษฐกิจหรือที่รู้จักกันในหลักการความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง (Common but Differentiated Responsibilities) อย่างไร?

คณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลจัดทำเนื้อหาซึ่งได้รับการรับรองในวันที่ 9 พฤษภาคม 2535 ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อมที่กรุงริโอเดอจาเนโร บราซิล รู้จักกันในชื่อ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(the UN Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) เป้าหมายสูงสุด (Ultimate Objective) ของอนุสัญญาฯ คือ “เพื่อรักษาความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้มีค่าคงที่และอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดการรบกวนโดยมนุษย์ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบภูมิอากาศโลก”

พ.ศ.2538-2548 : ข้อตกลงว่าด้วยพันธะกรณีและกลไกของนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – พิธีสารเกียวโต

B398C38B-9B68-410C-B67B-EB7B831B23E7

การประชุมครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 การประชุมรัฐภาคี (the Conference of the Parties-COP) อนุสัญญาสหประชาชาติ(UNFCCCCOP) ตกลงเริ่มต้นกระบวนการเจรจาใหม่(the Berlin Mandate)มุ่งไปสู่พิธีสารที่มีการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถวัดได้ภายใต้กรอบเวลาที่แน่นอน เหตุผลสำคัญของขั้นตอนนี้เป็นข้อสรุปโดยรายงานการประเมินครั้งที่สองของ IPCC ที่ว่าสมดุลของหลักฐานเสนอถึงอิทธิพลของมนุษย์ที่มองเห็นได้ต่อสภาพภูมิอากาศโลก ผลของกระบวนการนี้คือการรับรองพิธีสารเกียวโตในเดือนธันวาคม พ.ศ.2540 ที่เมืองเกียวโต ญี่ปุ่น

หัวใจสำคัญของพิธีสารเกียวโตคือเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกันสำหรับประเทศอุตสาหกรรมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี พ.ศ.2533 ภายในช่วงเวลาพันธะกรณี 5 ปี จากปี พ.ศ. 2551 ถึง 2555 ในทางปฏิบัติ ประเทศอุตสาหกรรมจะได้รับโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขีดจำกัดของการปล่อยต่อปี ประเทศดังกล่าวสามารถเพิ่มโควต้าการปล่อยของตนผ่านความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการลดการปล่อยจากการซื้อคาร์บอนเครดิต(carbon credits) หรือผ่านการซื้อโควต้าการปล่อยจากประเทศอื่นๆ (ในกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริงของอีกประเทศหนึ่งต่ำกว่าโควตาการปล่อยของตน)ซึ่งเรียกว่า emissions trading ในขณะที่โครงการที่เป็นความร่วมมือในการซื้อขายคาร์บอนระหว่างประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยกันเรียกว่า “การดำเนินการร่วม(Joint Implementation-JI) ส่วนโครงการระหว่างประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาจะอยู่ภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism-CDM)

อย่างไรก็ดี การเจรจาของพิธีสารเกียวโต(พ.ศ.2538-2540) เป็นไปอย่างเชื่องช้า ประเทศต่างๆ ถกเถียงกันในหลักการ หลักการความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง ตัวอย่างเช่น ประเทศอุตสาหกรรมตั้งข้อสงสัยถึงประโยชน์ของพิธีสารโดยปราศจากพันธะกรณีของประเทศที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น จีน อินเดีย เม็กซิโกและบราซิล แม้กระทั่งก่อนเวทีเจรจาที่เกียวโต สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริการับรองมติ Byrd-Hagel Resolution ที่สั่งให้คณะเจรจาของสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับพิธีสารที่ปราศจากการเข้าร่วมอย่างมีความหมายของประเทศที่กำลังพัฒนา ท้ายที่สุดคณะเจรจาของสหรัฐฯ ยอมรับถึงพันธะกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถวัดได้ แต่สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ไม่ได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตและในเดือนมีนาคม พ.ศ.2544 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตัดสินใจถอนตัวจากพิธีสารซึ่งในความเห็นของเขาเป็นเนื้อหาที่มีจุดบกพร่องอย่างร้ายแรง

ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะถอนตัว ประเทศอื่นๆ โดยการนำของสหภาพยุโรปพยายามเดินหน้ากระบวนการเจรจาพิธีสารเกียวโตตลอดช่วงปี พ.ศ.2544 ส่วนหนึ่งโดยการเปิดให้ประเทศอุตสาหกรรมใช้การดูดซับคาร์บอนลงดินและต้นไม้ และตกลงให้มีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ถึงแม้ว่าแนวทางดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นบ่อนทำลายพิธีสารเกียวโต แต่ก็ได้รับการสนับสนุนโดยประเทศอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รัสเซีย แคนาดา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นต้น หนึ่งในหมุดหมายหลักของการเจรจาที่ดำเนินสืบเนื่องคือข้อตกลงมาราเกซ(the Marrakech Accords)ในเดือนพฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นแผนรายละเอียดและกระบวนการเพื่อดำเนินการพิธีสารเกียวโตและกลไกต่างๆ ของพิธีสาร หมุดหมายสำคัญอีกอันหนึ่งคือการให้สัตยาบันของสหพันธรัฐรัสเซียในเดือนพฤศจิกายน 2547 ทำให้พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

พ.ศ.2548-2553 : ความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนา

Screen Shot 2560-05-31 at 6.06.48 PM

แนวคิดเศรษฐกิจโดนัท (Doughnut Economics)

ทันทีหลังจากพิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในปี 2548 การเจรจารอบใหม่ที่เป็นพันธกรณีหลังปี 2012 การที่พิธีสารเกียวโตไม่ได้มีการให้สัตยาบันโดยประเทศอุตสาหกรรมทั้งหมด เช่น สหรัฐอเมริกา การเจรจา 2 แนวทางจึงเกิดขึ้น ในปี 2548 ณ ที่ประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจในการทำงานเรื่องพันธกรณีสำหรับประเทศภาคีในภาคผนวกที่ 1 ของพิธีสารเกียวโต ในปี 2550 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการบาหลี(the Bali Plan of Action-COP13) มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยปฏิบัติการความร่วมมือในระยะยาวโดยมีส่วนร่วมจากประเทศภาคีสมาชิกทั้งหมดรวมถึงสหรัฐอเมริกาภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในปี 2550 แผนปฏิบัติการบาหลี (COP13) ยกร่างกระบวนการเพื่อไปให้ถึงข้อตกลงความร่วมมือในระยะยาวหลังปี 2555 ช่วงปี 2550 และ 2552 ความคาดหวังถึงผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนขยายตัวในระดับสูง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมีคณะเจรจาและผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน แต่ในที่สุด การประชุมที่โคเปนเฮเกนล้มเหลวที่จะสรุปแผนปฏิบัติ การบาหลีโดยไม่มีเสียงเป็นเอกฉันท์ในการบรรลุข้อตกลงโคเปนเฮเกน ถึงกระนั้น ข้อตกลงโคเปนเฮเกน ก็มีประเด็นที่เป็นรากฐานในการเจรจารอบต่อมา ที่มีความสำเร็จมากขึ้น เช่น การกระตุ้นให้ประเทศกำลังพัฒนามีแผนปฏิบัติการ การลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งถือเป็นการผ่าทางตันครั้งแรกของหลักการความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง

ความตกลงแคนคูนที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2553 (COP-16 เมืองแคนคูน เม็กซิโก)สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนการเจรจานับตั้งแต่โคเปนเฮเกน จากโครงร่างแบบบนลงล่างโดยที่เป้าหมายที่ครอบคลุมจะถูกแปลงเป็นเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ(เช่นในกรณีของพิธีสารเกียวโต) ไปสู่การตั้งปฏิญานที่เป็นเป้าหมายของแต่ละประเทศต่างๆ มารวมกันเป็นความพยายามระหว่างประเทศ ความตกลงแคนคูนเปิดให้แต่ละประเทศตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนที่เรียกว่า pledges และเห็นชอบต่อขั้นตอนในการทบทวน pledges ในระดับโลก

ความตกลงแคนคูนถูกพิจารณาว่าเป็นความสำเร็จด้วยการแสดงให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของการเจรจาโลกร้อนในอนาคต จนถึงการเจรจาที่โคเปนเฮเกนที่พยายามจะตั้งเป้าหมายรวมของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ผนวกเข้ากับหลักการป้องกันไว้ก่อนของกรอบอนุสัญญา และนำไปสู่การตั้งเป้าหมายของประเทศต่างๆ การเจรจาที่แคนคูนแสดงให้เห็นว่าการสร้างนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ประเทศภาคียอมรับได้ถ้าหากแผนปฏิบัติการต่างๆ ผนวกรวมเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา เช่น ความตกลงแคนคูนรวมถึงการตัดสินใจว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะมีแผนปฏิบัติการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมในระดับประเทศ(Nationally Appropriate Mitigation Actions หรือ NAMAs) ภายใต้บริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมีการสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถ เงินทุนและเทคโนโลยีเพื่อไปให้ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ดำเนินไปตามปกติในปี พ.ศ. 2563