ทรัพยากรสูญไปในเปลวไฟ : มายาคติทางเศรษฐกิจ ระหว่าง “การเผาขยะ” กับ “ของเสียเหลือศูนย์” ในซีกโลกใต้

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปริมาณวัสดุเหลือใช้ที่ถูกทิ้งในประเทศอุตสาหกรรม[i] มีจำนวนมากจนเข้าขั้นวิกฤต ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น[ii]การย้ายถิ่น ลัทธิบริโภคนิยมที่ขยายตัวไปทั่วโลก และการเกิดขึ้นอย่างมากมายของบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ประเภท ‘ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง’เหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น หลุมฝังกลบซึ่งโดยทั่วไปไม่มีอะไรมากไปกว่ากองทิ้งไว้เฉย ๆ กำลังจะเต็ม และการคัดค้านของประชาชนที่ขยายวงกว้างมากขึ้น กลายเป็นข้อจำกัดของการก่อสร้างหลุมฝังกลบแห่งใหม่

เพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ หลายประเทศหันไปพึ่งพาภาคเอกชน อ้าแขนรับแนวทางการจัดการโดยใช้เทคโนโลยี และถอยหลังกลับไปใช้เทคนิคดั้งเดิมคือการเผาขยะ  อย่างไรก็ตาม โรงงานเผาขยะไม่ว่าจะสร้างที่ไหนก็ตาม มีข้อเสียอยู่หลายประการ ดังต่อไปนี้ :

    • ก่อให้เกิดมลพิษ
    • ทำลายสุขภาพของประชาชน
    • สร้างภาระทางการเงินก้อนใหญ่ให้กับชุมชนเจ้าของพื้นที่
    • ทำให้ชุมชนสูญเสียทรัพยากรทางการเงิน
    • สูญเสียพลังงานและวัสดุ
    • เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
    • เป็นบ่อนทำลายการจัดการวัสดุเหลือใช้ในแนวทางที่เหมาะสมและแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดของเสีย
    • เกิดปัญหาในประเทศอุตสาหกรรมเป็นผลให้โรงงานเผาขยะชะลอตัวลงหรือยุติไป
    • ปลดปล่อยมลพิษอากาศเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้บ่อยครั้ง
    • มีการจัดการเถ้าที่ไม่ถูกต้อง
    • นำไปสู่ภาวะล้มละลายทางการเงิน เนื่องจากขาดแคลนของเสียที่นำมาเป็นเชื้อเพลิง
    • เพิ่มค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้เสียภาษี

เป็นที่คาดหมายได้ว่า เทคโนโลยีการเผาขยะซึ่งถูกออกแบบเพื่อเผาวัสดุเหลือใช้ในประเทศอุตสาหกรรมจะมีประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าเมื่อนำมาใช้ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของวัสดุเหลือใช้มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรมยังมีหน่วยงานที่รับผิดชอบและโครงสร้างกฎหมายที่ใช้ควบคุมไม่เพียงพอ ขาดงบประมาณในการซื้อชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์สำรอง ขาดคนงานที่มีทักษะ และมีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพิงแรงงาน

มักมีข้อเสนอว่า โครงการก่อสร้างโรงงานเผาขยะซึ่งมาพร้อมกับโครงการรวมศูนย์การจัดการของเสียและแปรรูปให้เป็นเอกชน เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะรับมือกับปริมาณวัสดุเหลือใช้ที่กำลังเพิ่มขึ้น แต่โชคดีที่ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ แท้จริงแล้ว ทางเลือกที่ไม่ใช้การเผานี้สามารถทำได้กว้างขวาง รองรับวัสดุเหลือใช้จากเมืองขนาดใหญ่ได้ และสามารถทำในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรมโดยใช้ทรัพยากรเพียงน้อยนิดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นทางเลือกเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายเพียงเศษเสี้ยวของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับโรงงานเผาขยะ อีกทั้งยังมีการจ้างงานมากกว่า และก่อให้เกิดปัญหามลพิษน้อยมาก ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โครงการคัดแยกวัสดุเหลือใช้ที่จุดกำเนิดเพื่อการรีไซเคิลและการหมักทำปุ๋ย(ในที่ซึ่งมีการแยกวัสดุรีไซเคิลได้และวัสดุอินทรีย์จากบ้านเรือน)มีศักยภาพในการนำวัสดุเหลือใช้จากบ้านเรือนกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากถึงร้อยละ90 ซึ่งเป็นศักยภาพที่โรงงานเผาขยะไม่มีวันทำได้

นิยามของการเผาขยะ

การเผาขยะไม่ได้หมายถึงแค่การเผาระดับโรงงาน (Mass Burn)(โดยจะได้พลังงานกลับคืนมาหรือไม่ก็ตาม) และระบบการผลิตเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะซึ่งพัฒนาเป็นอย่างดีในประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมแล้วเท่านั้น หากยังรวมถึงระบบที่ใช้ความร้อนจัดการกับวัสดุเหลือใช้ซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรอย่างสูญเปล่าและก่อมลพิษ โดยรวมถึงเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานมาจากการเผาไหม้ด้วยอากาศ (Combustion) Pyrolysisและการใช้ก๊าซเพื่อเผาไหม้ (Thermal Gasification)ทั้งระบบPyrolysis และระบบที่ใช้ก๊าซเพื่อเผาไหม้ มีลักษณะเดียวกับการเผาไหม้ด้วยอากาศ กล่าวคือทำให้เกิดสารไดอ็อกซีน ฟูรานและมลพิษคงทนอย่างอื่น ๆ 

กล่าวโดยย่อแล้ว การเผาไหม้ด้วยอากาศ คือการเผาโดยใช้ออกซิเจนในอากาศ การเผาไหม้สารไฮโดรคาร์บอนทำให้เกิดความร้อน แสง น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ ขี้เถ้าเป็นส่วนผสมของสารซึ่งหลงเหลือจากการเผาไหม้รวมกับธาตุของแข็งใหม่ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เทคโนโลยีการเผาไหม้ขยะแข็งที่พบกันมากที่สุดได้แก่ 

  • โรงงานเผาขยะ (Mass Burn) ซึ่งเป็นการเผาไหม้ขยะโดยตรง โดยทั่วไปความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้จะถูกใช้เพื่อต้มน้ำให้เดือดเป็นไอเพื่อปั่นกังหันผลิตไฟฟ้า
  • ระบบเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะ (Refuse-derived fuel: RDF) จะประกอบด้วยขั้นตอนการบำบัดขยะรวมก่อนการเผาไหม้ กระบวนการก่อนการเผาไหม้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละโรงงาน แต่โดยปกติมักประกอบด้วยการหั่นและการคัดแยกโลหะหรือวัสดุซึ่งให้ค่าความร้อนต่ำออกไป จากนั้นจะนำวัสดุซึ่งคัดแยกแล้วมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในลักษณะเดียวกับโรงงานเผาขยะแบบที่หนึ่ง หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานแบบอื่น เช่น เตาเผาซีเมนต์
  • Pyrolysis เป็นการใช้ความร้อนเพื่อย่อยสลายวัตถุโดยปราศจากออกซิเจนหรือมีออกซิเจนในปริมาณจำกัด ในโรงงานPyrolysisวัสดุจะถูกให้ความร้อนจนมีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 800-1400ฟาเรนไฮน์ (427-760เซลเซียส) การไม่ปล่อยออกซิเจนเข้าไปก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผาไหม้ (combustion) อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปในระหว่างการเผาไหม้เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศอาจเกิดขึ้นและส่งผลให้เกิดสารไดอ็อกซีนและสารประกอบอันตรายอย่างอื่น ๆ Pyrolysisทำให้เกิดผลลัพธ์สามอย่างคือ ก๊าซ น้ำมันเชื้อเพลิงและกากของแข็ง ซึ่งเรียกว่า “char” (ซึ่งมักประกอบด้วยโลหะหนัก)
  • การใช้ก๊าซเพื่อเผาไหม้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีการPyrolysisเว้นแต่ว่าการใช้ความร้อนเพื่อเผาขยะแข็งทำขึ้นในระบบที่มีออกซิเจนหรืออากาศจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดก๊าซซึ่งเผาไหม้ได้ (combustible gas)ก๊าซชนิดนี้อาจใช้กับหม้อต้มหรือเครื่องปั่นไฟที่ใช้อากาศ สิ่งที่หลงเหลือจากระบวนการนี้จะเป็นทั้งของแข็งและของเหลวซึ่งอาจประกอบด้วยสารพิษในระดับสูง

คำว่า“วัสดุเหลือใช้” แทนสิ่งที่เรามักจะเรียกว่า “กากของเสีย” วัสดุเหลือใช้หมายถึงวัสดุซึ่งใช้แล้วและสามารถนำมาใช้ใหม่ รีไซเคิล ย่อยสลายหรือนำมาทิ้ง กากของเสียจะเป็นวัสดุซึ่งถูกทิ้งออกจากระบบการค้า (หรือสิ่งแวดล้อม) และกลายเป็นวัสดุหลงเหลือซึ่งสูญเสียคุณค่าไปเพราะถูกทำลายด้วยการเผา การกลบฝังหรือวิธีการอื่น


เชิงอรรถ

[i]บทความนี้ใช้คำว่าประเทศ “กำลังพัฒนาอุตสาหกรรม” หรือประเทศ “พัฒนาอุตสาหกรรมน้อยกว่า” แทนการใช้คำว่าประเทศ “กำลังพัฒนา” หรือประเทศ “ไม่พัฒนา” และใช้คำว่า“ซีกโลกใต้” ในความหมายเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอุตสาหกรรม

[ii] สหประชาชาติรายงานสถิติประชากรในเมืองของภูมิภาคกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจาก981 ล้านคนเมื่อปี 2523 เป็น 1.9พันล้านในปี 2543 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น2 เท่าภายในปี 2573

การขับเคลื่อนหลายระดับเพื่อพลิกวิกฤติมลพิษทางอากาศ

ธารา บัวคำศรี

มลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในยุคมนุษย์ครองโลก ถูกจัดให้เป็นวาระหลักภายใต้หัวข้อ Beat Air Pollution ของวันสิ่งแวดล้อมโลกในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2562 นี้ ส่วนเจ้าภาพใหญ่คือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก 1.39 พันล้านคน มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกและขยายตัวรวดเร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก ในขณะที่มลพิษทางอากาศในกรุงปักกิ่งกลับมาอีกครั้งหลังจากอัตราการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2593 อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในมหานครที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน (megacities) และพึ่งพาระบบเชื้อเพลิงฟอสซิลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วาระ Beat Air Pollution เน้นถึงเรื่องที่เราทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดมลพิษทางอากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพของตัวเราเอง ปฏิบัติการลดมลพิษทางอากาศยังช่วยชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน มลพิษทางอากาศกลางแจ้งเป็นสาเหตุอันดับ 4 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลก และคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับโลกถึง 2.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ชุดข้อมูลมลพิษ PM2.5 ในรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก พ.ศ.2561 ระบุว่าร้อยละ 64 ของเมืองกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก มีความเข้มข้น PM2.5 สูงเกินกว่าข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก ส่วนการจัดอันดับเมืองมลพิษ PM2.5 โดยกรีนพีซ ช่วงปี พ.ศ.2561 ในประเทศไทย 39 เมืองจากทั้งหมด 53 เมืองใน 29 จังหวัดมีความเข้มข้น PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐานของประเทศไทย(50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยมีวันที่เกินมาตรฐานตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 68 วัน ร้อยละ 98 ของเมืองในประเทศไทยมีความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยรายปีสูงเกินกว่าข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก

แผนที่แสดงปริมาณละอองลอย(aerosol)ในบรรยากาศโลกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2543-เมษายน 2562 จากการเก็บข้อมูลโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา เป็นการวัดความทึบแสงของละอองลอย(aerosol optical thickness) ค่าความทึบแสงที่น้อยกว่า 0.1 (สีเหลืองจางในแผนที่)แสดงถึงท้องฟ้าแจ่มใสและทัศนวิสัยดี)  ส่วนค่าความทึบแสงเป็น 1 (สีน้ำตาลเข้มในแผนที่) แสดงถึงสภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกควัน) ที่มา : https://earthobservatory.nasa.gov/global-maps/MODAL2_M_AER_OD

ไม่ต้องกล่าวเลยว่าผู้คนต้องเผชิญกับผลที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจากการรับสัมผัสมลพิษ ทางอากาศที่เกินมาตรฐานเป็นระยะเวลานาน และหากไร้ซึ่งมาตรการจัดการที่ก้าวหน้า ผลที่ตามมา คือวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

การพลิกวิกฤตมลพิษทางอากาศต้องมีการขับเคลื่อนหลายระดับ ดังนี้

เริ่มจากตนเองและครอบครัว

  • ตรวจสอบรายงานและการพยากรณ์คุณภาพอากาศในพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่โดยใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Air4Thai แต่เนื่องจากยังไม่มีการรายงานตามเวลาจริง(real time) และโครงข่ายสถานีตรวจวัดยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ทางเลือกคือ Dustboy โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน หรือ AirVisual, AQICN, Plume ซึ่งใช้กันแพร่หลายทั่วโลกโดยรายงานข้อมูลและคาดการณ์โดยใช้เกณฑ์ดัชนีคุณภาพของ USEPA ที่ยึดโยงกับผลกระทบสุขภาพตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก การเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริงนั้นมีความสำคัญไม่เพียงสร้างความเข้มแข็งของประชาชนให้รับมือกับมลพิษทางอากาศและปกป้องสุขภาพ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความ ตระหนักและขับเคลื่อนแนวทางต่างๆเพื่อต่อกรกับมลพิษทางอากาศในระยะยาวอีกด้วย
  • ร่วมขยายเครือข่ายการตรวจวัดคุณภาพอากาศ รวมข้อมูลการตรวจวัดโดยภาคประชาชน โดยใช้นวัตกรรม
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมและการออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่คุณภาพอากาศไม่ดี หากจะต้องออกนอกบ้าน ใช้หน้ากากปิดจมูกเพื่อลดการสัมผัสกับมลพิษ แม้ว่าจะไม่ใช่การป้องกันที่ดีที่สุด รวมถึงปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศ และเพิ่มความชุ่มชื่นของอากาศภายในบ้าน

ตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

  • มีการศึกษาผลกระทบของมลพิษอากาศต่อสุขภาพประชาชนอันเป็นรากฐานท่ีสำคัญของยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศหรือไม่อย่างไร?
  • มีการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทุก 5 ปี และกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาในการปรับปรุงมาตรฐานมลพิษ PM2.5 ให้เข้าสู่เป้าหมายขององค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร หรือไม่อย่างไร?
  • มีการบูรณาการมาตรการควบคุมมลพิษจากรถยนต์และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกชึ่งให้ผลประโยชน์เพิ่มข้ึนเป็นทวีคูณ เช่น การใช้ระบบขนส่งมวลชนซึ่งลดปริมาณการจราจร ลดปริมาณการระบายมลพิษ ลดการจราจรติดขัด ลดการใช้เชื้อเพลิง เป็นต้น หรือไม่อย่างไร?
  • มีการกำหนดค่ามาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษ PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก (Emission Standard) ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ เช่น รถยนต์ เป็นต้น ตลอดจนหรือไม่อย่างไร?
  • มีกรอบเวลาในการผ่าน(ร่าง)กฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ(PRTR) หรือไม่อย่างไร?
  • มีการนำ Emission Standard มาใช้เป็นฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศของรถยนต์ในถนน หรือตำแหน่งการเผาในที่โล่ง หรือไม่อย่างไร? ทั้งนี้เพื่อทำให้เห็นภาพรวมการพัฒนาและศักยภาพการรองรับมลพิษทั้งหมด และพิจารณาได้ว่าควรอนุมัติโครงการใดให้เข้ามาตั้งในพื้นที่เพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ รวมทั้ง หากเกิดวิกฤติมลพิษขึ้นอย่างในปัจจุบัน จะเข้าไปควบคุมแหล่งกำเนิดในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ
  • มีระบบการจัดเก็บภาษีจากการปล่อยมลพิษหรือระบบการประกันความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเงินที่เก็บได้มาใช้ป้องกันเยียวยาชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศรวมถึง PM2.5 หรือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการจัดการมลพิษที่แหล่งกำเนิด (Mitigation) (เช่น การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ หรือสร้างสถานีเติมไฟให้รถยนต์ไฟฟ้า) หรือไม่อย่างไร?
  • มีการติดตามตรวจสอบและรายงานความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศอื่น ๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพอนามัยของประชาชน เช่น โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมาย (targeted substances/pollutants) ที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) หรือไม่อย่างไร?
  • มีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และการปรับแก้กฏระเบียบในการเบิกจ่ายเงินในกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร กลุ่มชุมชน หรือนักวิจัย ศึกษาวิธีการนำวัสดุที่มักจะถูกเผาจนก่อมลพิษมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของใหม่ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมและอาชีพใหม่ในชุมชนหรือไม่อย่างไร?
  • มีมาตรการและกฎหมายบังคับให้บริษัทและภาคเอกชนในการจัดตั้งกองทุนความเสี่ยง ป้องกัน และเยียวยาต่อประชาชนที่ได้รับหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศและข้ามพรมแดนหรือไม่อย่างไร?
  • มีความจริงจังในการสร้างความร่วมมือและประสานประเทศเพื่อนบ้านให้ลดการเผาและหมอกควัน ผ่านการผลักดันการดาเนินงานตาม Roadmap on ASEAN Cooperation towards Transboundary Haze Pollution Control with Means of Implementation เพื่อเปลี่ยนให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 มากน้อยเพียงใด?
  • จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนในระดับอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญา หรือไม่อย่างไร?

จับตาบรรษัท(บริษัทและภาคธุรกิจเอกชน)

ในโลกปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้เล่นหลัก (Keystone Actors) ทั้งในประเทศและ ข้ามพรมแดน ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศที่เกิดจากภาคธุรกิจหรือเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายตลอดห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain)

เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือเพื่อรับรองว่าบรรษัทจะไม่บิดพริ้วต่อภาระรับผิดในทางสาธารณะ(Corporate Accountability) มีการการติดตามผลการรายงานและตรวจสอบพฤติกรรมความรับผิดชอบของบรรษัท ในกรณีที่เกิดมลพิษทางอากาศที่สร้างความเสียหายต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนขึ้น เครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วยสิทธิการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การชดเชยความเสียหาย และการฟื้นฟู รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อพลิกวิกฤตมลพิษทางอากาศ(Beat Air Pollution)เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกและการขับเคลื่อนเพื่อ “ขออากาศดีคืนมา” ได้ที่ https://www.greenpeace.org/thailand/act/righttocleanair/

อ้างอิง :

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี the Irrawaddy Delta

โดยการใช้เลนส์สั้นเพื่อให้ได้ภาพมุมกว้าง นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ (the International Space Station-ISS) โฟกัสไปยังพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่มีความกว้าง 100 ไมล์ แม่น้ำอิระวดีเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในเมียนมาร์ และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยมีย่างกุ้ง เมืองหลวงเดิมและเมืองท่าหลักตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลบนแม่น้ำสาขาหลัก

พื้นที่ที่สว่างใกล้ๆ กับชายฝั่งคือแสงจากดวงอาทิตย์(sunglint point) ที่สะท้อนผ่านกล้อง นักบินอวกาศใช้เทคนิคตามแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เพื่อเน้นรายละเอียดของชายฝั่งทะเล

แม่น้ำอิระวดีไหลลงทะเลอันดามัน นำพาตะกอนและโคลนปริมาณมหาศาลซึ่งทำให้น้ำเปลี่ยนสีที่บริเวณปากแม่น้ำ

หมู่เกาะอันดามันวางตัวเป็นแนวกับหมู่เกาะนิโคบาร์ (ใต้เมฆด้านซ้ายบนของภาพ) ตามแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก ระหว่างเปลือกโลกอินเดีย(the Indian Plate)และเปลือกโลกพม่า(the Burma Plate) หมู่เกาะอ้นดามันประสบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ขนาด 9.0 ในเดือนธันวาคม 2547

ภาพถ่ายของนักบินอวกาศ ISS058-E-25364 บันทึกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ด้วยกล้องดิจิตอล Nikon D5 เลนส์ 24 มม. โดยสมาชิก ลูกเรือ Expedition 58

สถานีอวกาศนานาชาติ ช่วยในเรื่อง ห้องปฏิบัติการทดลอง เพื่อให้นักบินอวกาศถ่ายภาพพื้นผิวโลกที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักวิทยาศาสตร์และสาธารณะชนและภาพถ่ายเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เนตโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เราสามารถเข้าไปดูภาพถ่ายเพิ่มเติมได้ที่  Gateway to Astronaut Photography of Earth

ข้อตกลงโลกว่าด้วยขยะพลาสติก – พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ : ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการเป็นถังขยะพิษของโลกหรือไม่?

ธารา บัวคำศรี

นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลผสมในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2561 นอกจากส่งผลสะเทือนต่อระบบรีไซเคิลพลาสติกทั่วทั้งโลกและเผยให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอันตรายและสิ้นเปลืองของระบบการค้าขยะรีไซเคิลแล้ว ผลที่ตามมาคือ การค้าขยะพลาสติกส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งขาดมาตรการที่รัดกุมเพื่อยุติการนำเข้าหรือไม่มีขีดความสามารถอย่างแท้จริงในการจัดการของเสีย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง(พ.ศ.2559-2561) การส่งออกพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ส่งออกรายเดิมต้องจัดการกับขยะตกค้างทั้งส่วนที่ไม่แปรรูปและกึ่งแปรรูปในประเทศของตน แรงกดดันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น หากการผลิตพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามท่ีคาดการณ์ไว้ร้อยละ 40ในอีกทศวรรษหน้า

มาเลเซียเวียดนามและไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ช่วงกลางปี พ.ศ.2561 รัฐบาลทั้งสามประเทศออกมาตรการควบคุมทำให้การส่งออกขยะพลาสติกทั่วโลก(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี

กราฟแสดงการนำเข้าเศษพลาสติกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2559-พฤศจิกายน พ.ศ.2561 มายังประเทศไทยจากประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรก (ที่มา : ข้อมูลการค้าขยะพลาสติกโลกปี พ.ศ. 2559-2561 และผลกระทบจากนโยบายห้ามนำเข้าของเสียของสาธารณรัฐประชาชนจีน, กรีนพีซ เอเชียตะวันออก)

เมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อนุสัญญาบาเซล(Basel Convention) เพื่อทำให้การค้าขยะพลาสติก(plastic waste)” มีความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการนำเข้าส่งออกและนำผ่านขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน รับประกันว่าจะมีการจัดการขยะพลาสติกที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

การแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยมุ่งหมายที่จะลดมลพิษพลาสติก ภายใต้กลไกของอนุสัญญาบาเซลนี้บรรลุข้อตกลง ณ การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสามในเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาร็อตเตอร์ดัมและอนุสัญญาสต็อกโฮล์มที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-10 พฤษภาคม 2562 ในหัวข้อร่วม “Clean Planet, Healthy People : Sound Management of Chemicals and Waste

นี่คือโอกาสของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล (ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 24 พฤศิจกายน 2540 อนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้สำหรับไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541) สามารถใช้สิทธิตามกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศนี้ในการปฏิเสธนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ว่าด้วยขยะพลาสติกภายใต้อนุสัญญาบาเซลนี้ส่งสัญญานทางการเมืองที่ชัดเจนต่อประชาคมโลก ต่อภาคธุรกิจ และต่อตลาดผู้บริโภคว่าถึงเวลาต้องจัดการกับปัญหาการค้าขยะพลาสติกอย่างจริงจัง ข้อตกลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศในซีกโลกใต้ในการยุติการทิ้งขยะพลาสติกระหว่างประเทศ และปกป้องประเทศของตนมิให้กลายเป็นถังขยะและกากของเสียเป็นพิษของโลก

ประเทศที่ริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยขยะพลาสติกคือ นอร์เวย์ ซึ่งเดินหน้าไปเร็วกว่ากระบวนการเจรจาตามมาตรฐานของสหประชาชาติ ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ แต่ยังรับรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกขยะพลาสติกที่ต้องดำเนินตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซล สภาอุตสาหกรรมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกาและสถาบันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษวัสดุถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักในเวทีเจรจาของอนุสัญญาบาเซลโดยมีจุดยืนคัดค้านข้อตกลงเพื่อควบคุมการส่งออกและนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงควบคุมขยะพลาสติกนี้ยังนำไปสู่การที่หน่วยงานศุลกากรจะต้องทำการตรวจตราขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายให้ละเอียดรอบคอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจะมีระบบที่มีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบย้อนกลับของการนำเข้าและส่งออกขยะพลาสติก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นจังหวะที่ก้าวหน้าในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จัดการกับขยะที่เกิดขึ้นในประเทศ ตลอดจนปรับปรุงระบบการกำจัดของเสียที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แต่การจัดการขยะพลาสติกในสังคมไทยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติโรงงานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา เนื้อหาสำคัญของกฎหมายคือ การให้เอกชนไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปี เป็นผลให้ 60,000 โรงงานทั่วประเทศได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แย้งว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมกระจายออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม  ซึ่งจะนำไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

ที่สำคัญ โรงงานขนาดเล็กกว่า 50 แรงม้าส่วนใหญ่ประกอบกิจการเป็นประเภทโรงงานหล่อหลอมโลหะ รีไซเคิล คัดแยกขยะ ฝังกลบขยะ ถือเป็นกลุ่มโรงงานที่อันตรายต่อชุมชนหากไม่มีมาตรฐานการดำเนินกิจการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง ในขณะที่ การยกเลิกระบบต่ออายุใบอนุญาตยิ่งเปิดช่องให้การกำกับดูแลจากรัฐอ่อนแอลงหรือแทบไม่มีเลย

ในขณะที่เรามีสิทธิทางกฎหมาย(ระหว่างประเทศ)ที่จะปฏิเสธการนำเข้าขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่กลับเปิดประตูกว้างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นถังขยะพิษของโลกต่อไป!

ชาวเมือง Toledo รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกาลงประชามติให้ทะเลสาบอีรี่( Lake Erie) หนึ่งในทะเลสาบใหญ่ทั้ง 5 ในทวีปอเมริกาเหนือมีสิทธิและสถานะบุคคลทางกฎหมาย

แพลงตอนบูมในทะเลสาบอีรี่ (ที่มา : NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Mike Carlowicz)
แพลงตอนบูมในทะเลสาบอีรี่ (ที่มา : NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Mike Carlowicz)

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.smithsonianmag.com/smart-news/toledo-ohio-just-granted-lake-erie-same-legal-rights-people-180971603/

ในช่วง 50 ปีท่ีผ่านมา เกิดแพลงตอนบูมเป็นประจำในช่วงฤดูร้อนในทะเลสาบอีรี่ แพลงตอนบูมจะขยายตัวในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมเมื่ออุณหภูมิน้ำเพิ่มสูงขึ้นและน้ำทะเลสาบมีลักษณะเป็นชั้น แพลงตอนจะบูมสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน บางครั้งส่งผลกระทบต่อระบบการจ่ายน้ำประปาในเมืองที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

การผ่านประชามติที่มีข้อถกเถียงนี้นำไปสู่บัญญัติสิทธิ(Bill of Rights) สำหรับทะเลสาบอีรี่พื้นที่ 9,940 ตารางไมล์และได้รับสถานะในฐานะบุคคลที่มีสิทธิในการฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษ

Sigal Samuel จากสำนักข่าว Vox ระบุว่าประชามตินี้ถือเป็นครั้งแรกของทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับสถานะทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศในเมื่อเร็วๆ นี้

ตำนานของเรื่องราวสถานะบุคคลของทะเลสาบอีรี่เริ่มต้นในฤดูร้อนปี ค.ศ.2014 เมื่อเกิดการบูมของสาหร่ายพิษในทะเลสาบอันเกิดมาจากมลพิษทางน้ำจากภาคเกษตรกรรมและมลพิษอื่นๆ มีเหตุเกิดขึ้นนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน ทำให้ประชาชนกว่าครึ่งล้านขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้เป็นเวลา 3 วัน เหตุดังกล่าวนี้ทำให้เกิดกลุ่ม Toledoans for Safe Water ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อทำความสะอาดและปกป้องแม่น้ำตามการรายงานของ Yessenia Funes ใน Earther

กลุ่มเครือข่ายประชาชนร่วมมือกับองค์กร Community Environmental Legal Defense Fund ผลักดัน Lake Erie Bill of Rights Charter Amendment ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ระบุว่า “ทะเลสาบมีสิทธิในการดำรงอยู่ เติบโตและวิวัฒน์ตามธรรมชาติ” ให้มีการลงประชามติ กระบวนการลงประชามติได้ผ่านกฎหมายนี้ร้อยละ 61 ต้องกล่าวในที่นี้ว่า ประชาชนออกมาลงประชามติน้อยกว่าร้อยละ 9 ของผู้มีสิทธิลงคะแนน อย่างไรก็ตาม Nicole Javorsky ที่ CityLab ระบุว่าการที่คนไม่ออกมาลงคะแนนเป็นเรื่องปกติในการเลือกตั้งแบบพิเศษ

กฎหมายที่ให้ทะเลสาบมีสิทธิในทางกฏหมายและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนให้ส่งเสริมสิทธิดังกล่าวเมื่อมีการถูกละเมิด เช่น การฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษ Markie Miller จากกลุ่ม Toledoans for Safe Water กล่าวว่า “เราใช้กฎหมายเดิมมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วเพื่อปกป้องทะเลสาบ แต่ชัดเจนว่ามันไม่ได้ผล ในวันนี้ จากการลงคะแนนครั้งประวัติศาสตร์ ชาวเมือง Toledo และแนวร่วมของเราภูมิใจกับยุคใหม่ของสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมโดยรับรองถึงสิทธิของทะเลสาบอีรี่

บัญญัติสิทธิแห่งทะเลสาบอีรี่(The Lake Erie Bill of Rights) เป็นหนึ่งในกระบวนการเคลื่อนไหวสิทธิตามกฎหมายของธรรมชาติตามแนวคิดของนักกฎหมายสิ่งแวดล้อมชื่อ Christopher Stone ที่ตีพิมพ์ในวารสาร the Southern California Law Review ในปี ค.ศ.1972 แนวคิดนี้วางอยู่บนพื้นฐานของสิทธิในอันที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี(the legal concept of standing) โดยหลักการคือ ก่อนที่จะมีการเยียวยาแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น ฝ่ายโจทก์ต้องแสดงว่าให้เห็นว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากกิจกรรมนั้นๆ โดยการให้สิทธิต่อทะเลสาบ ทะเลสาบอีรี่มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ก่อมลพิษได้ (ด้วยความช่วยเหลือจากทนายที่เป็นบุคคล)

ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายนี้มีความก้าวหน้าในส่วนอื่นของโลก เช่น แม่น้ำวังกานูอิที่มีความยาว 200 ไมล์ ของประเทศนิวซีแลนด์มีสิทธิและสถานะทางกฎหมายขเป็นบุคคลในปี ค.ศ. 2017 ในปีเดียวกัน ศาลในอินเดียก็ดำเนินการแบบเดียวกันกับแม่น้ำคงคาและยมมุนา ถึงแม้ว่าศาลสูงจะพลิกข้อเสนอในอีก 2-3 เดือนต่อม

นักกิจกรรมในชิลี กำลังหวังว่าจะสามารถรับรองสถานะทางกฎหมายในฐานะบุคคลให้กับแม่น้ำของตนซึ่งเป็นเป้าหมายของสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ประเทศอื่นๆ เช่นโบลีเวียและเอกวาดอร์ก็มีการรับรองยุทธศาสตร์แบบเดียวกันเพื่อให้ธรรมชาติมีสถานะเป็นบุคคลทางกฎหมาย

ยังไม่ชัดเจนว่าประชามติของชาวเมืองจะผ่านด่านในชั้นศาลของสหรัฐอเมริกาไปได้หรือไม่ เพราะหลังจากการลงประชามติ กลุ่ม the Drewes Farm Partnership ยื่นคัดค้าน ประชามติว่าขัดหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ไม่ว่ากฎหมายที่ลงประชามติจะผ่านไปได้หรือไม่ ทนาย Madeline Fleisher จาก ศูนย์ Environmental Law & Policy Center ในเมืองโคลัมบัสบอกกับ Javorsky ของ CityLab ว่า กฎหมายนี้บอกให้รู้ว่าชาวเมือง Toledo ไม่พอใจกับมาตรการปกป้องคุ้มครองทะเลสาบที่เป็นอยู่

โอกาสของการรีไซเคิล : เกิดอะไรขึ้นเมื่อแผงโซลาร์เซลหมดอายุการใช้งาน

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.greenmatch.co.uk/blog/2017/10/the-opportunities-of-solar-panel-recycling

อุตสาหกรรมพลังงานต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐากและเป็นที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงได้มุ่งสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงวัฐจักรชีวิต ดูเหมือนว่ามีคำถามเรื่องความยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ แผงโซล่าร์เซล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนที่พึ่งพาการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าใช้ในบ้านเรือนและธุรกิจ

แต่เกิดอะไรขึ้นกับแผงโซลาร์เซลเมื่อมันไม่อาจทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ? อินโฟกราฟฟิกด้านล่างจะพาผู้อ่านสำรวจถึงกระบวนการรีไซเคิลของแผงโซลาร์เซล:

อายุของแผงโซลาร์เซล

แผงโซลาร์เซลใข้งานได้นานเพียงใด? เป็นคำถามที่หลายคนมีอยู่ในใจ จากการศึกษาพยว่า อายุของแผงโซลาร์เซล(life expectancy of solar panels) อยู่ในราว 30 ปี ก่อนถูกปลดระวาง

ตลอดช่วงอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซล อาจมีการลดลงของศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 20 ในช่วง 10-12 ปีแรก ประสิทธิภาพของแผงจะลดลงสูงสุดประมาณร้อยละ 10 และร้อยละ 20 เมื่อใช้งานไป 25 ปี ตัวเลขนี้ได้รับการยืนยันจากผู้ผลิตส่วนใหญ่

ถึงกระนั้น จากประสบการณ์พบว่า ในความเป็นจริง ประสิทธิภาพของแผงจะลดลงเพียงร้อยละ 6-8 เมื่อใช้งานไป 25 ปี ช่วงชีวติการใช้งานของแผงโซลาร์เซลจึงอาจนานกว่าที่มีการประมาณอย่างเป็นทางการ ช่วงชีวิตการใช้งานของแผงโซลาร์เซลที่มีคุณภาพสูงอาจมากกว่า 30-40 ปี และยังคงสามารถทำงานได้หลังจากนั้นแม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงก็ตาม

การจัดการขั้นสุดท้ายของแผงโซลาร์เซล

ในเชิงกฏหมาย ขยะแผงโซลาร์เซลยังถูกจำแนกให้เป็นของเสีย ในกรณีของอียู แผงโซลาร์เซลจัดให้เป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์(e-waste) ภายใต้ กฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า(Waste Electrical and Electronic Equipment (WEEE) Directive) ดังนั้นการจัดการแผงโซลาร์เซลจะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายนี้ เพิ่มเติมจากกรอบข้อบังคับอื่นๆ

ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จะต้องทำตามข้อกำหนดเฉพาะที่วางไว้ในกฎหมายและมาตรฐานการรีไซเคิลเพื่อที่รับประกันว่าแผงโซลาร์เซลจะไม่กลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อหมดอายุการใช้งาน นี่เป็นตอนที่เทคโนโลยีในการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลเริ่มปรากฎขึ้นมา

ผู้ผลิต แผงโซลาร์เซล(Photovoltaic) ทำงานร่วมกับสถาบันของรัฐบาลในการหาทางแนวทางจัดการกับซากแผงโซลาร์เซล

ซากแผงโซลาร์เซล

ในความเป็นจริง หากไม่มีกระบวนการรีไซเคิล ภายในปี ค.ศ.2050 จะมีซากแผงโซลาร์เซล 60 ล้านตันสะสมอยู่ในหลุมฝังกลบ การที่แผงโซลาร์เซลทุกชิ้นจะมีส่วนประกอบของสารพิษ นั่นก็เท่ากับเป็นแนวทางการผลิตไฟฟ้าที่ดูเหมือนจะไม่ยั่งยืนนัก

ในแผนที่ interactive map ต่อไปนี้ เราสามารถตรวจสอบได้ถึงการเกิดซากแผงโซลาร์เซลของแต่ละประเทศทั่วโลก

<p>Created by <a href=”https://www.greenmatch.co.uk/”>GreenMatch</a></p&gt;

มีความเชื่อร่วมกันว่าแผงโซลาร์เซลไม่สามารถรีไซเคิลได้ นี่เป็นมายาคติประการหนึ่ง กระบวนการรีไซเคิลต้องการเวลาในการดำเนินงานอย่างกว้างขวางและต้องมีการวิจัยต่อไปเพื่อให้บรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่ในการนำเอาชิ้นส่วนทุกชิ้นของแผงโซลาร์เซลมารีไซเคิล ด้วยเหตุนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยการออกแบบและหน่วยการรีไซเคิลจะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดโดยคำนึงถึงการออกแบบชิงนิเวศ

กระบวนการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซล

แผงโซลาร์เซลมีสองชนิดซึ่งจะต้องมีแนวทางการรีไซเคลิที่แตกต่างกัน ทั้งชนิดซิลิกอน(silicon based)และชนิดฟิล์มบาง(thin-film based) สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลโดยใช้กระบวนการทางอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ปัจจุบัน แผงโซลาร์เซลชนิด silicon based เป็นแบบที่มีการใช้โดยทั่วไปซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ในวัสดุที่ใช้กับแผงโซลาร์เซลชนิด thin-film based

งานวิจัยที่ศึกษาถึงการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลได้ผลออกมาในเชิงเทคโนโลยีแบบต่างๆ เทคโนโลยีบางแบบสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรีไซเคิลได้ถึงร้อยละ 96 มุ่งที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอน

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอนเริ่มจากการแยกชิ้นส่วนการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลอกกเป็นอะลูมิเนียมและแก้ว แก้วร้อยละ 95 สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ในขณะที่ส่วนประกอบที่เป็นโลหะภายนอกก็ใช้ทำกรอบแผงโซลาร์เซลได้อีก วัสดุที่เหลือถูกนำไปหลอมโดยกระบวนการความร้อนที่อุณหภูมิ 500 องศาเซลเซียส ด้วยความร้อนที่สูงมาก พลาสติกที่หุ้มอยู่จะระเหยเหลือแต่เพียงแผงซิลิกอนที่พร้อมจะนำไปสู่กระบวนการใหม่ เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยจะรับประกันว่าพลาสติกจะไม่เสียไปเฉยๆ แต่จะนำมาใช้เป็นแหล่งความร้อนเพื่อกระบวนการให้ความร้อนต่อไป

หลังจากผ่านกระบวนการความร้อน ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกแยกออกจากกัน ร้อยละ 80 ของชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ทันที ในขณะที่ส่วนที่เหลือจะนำไปแปรรูปต่อ ชิ้นส่วนซิลิกอนที่เรียกว่า เวเฟอร์(wafers) จะถูกนำสกัดด้วยกรด แผ่นเวดเฟอร์ที่แตกเป็นชิ้นๆ จะนำไปหลอมเพื่อผลิตเป็นแผงซิลิกอนใหม่(silicon module) ผลคืออัตราการรีไซเคิลวัสดุซิลิกอนจะเป็นร้อยละ 85

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดฟิล์มบาง

โดยเปรียบเทียบ แผงโซลาร์เซลชนิดฟิล์มบางมีกระบวนการรีไซเคิลที่ไปไกลกว่า ขั้นตอนแรกคือการใส่ลงไปในเครื่องบดแยก หลังจากนั้น จะต้องทำให้ชิ้นส่วนที่ผ่านการบดย่อยมีความหนาไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร ซึ่งจะเป็นขนาดที่ทำให้ชิ้นส่วนที่อยู่ภายในแยกออกจากกันทั้งหมดและสามารถนำออกมาได้ ตรงกันข้ามกับแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอน ส่วนที่เหลืออยู่จะประกอบด้วยวัสดุที่เป็นของแข็งและของเหลว เพื่อแยกมันออกจากกัน จะใช้ rotating screw ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำให้วัสดุที่เป็นของแข็งหมุนอยู่ในภายในท่อในขณะที่ส่วนที่เป็นของเหลวจะไหลหยดลงในถังรองรับ

วัสดุที่เป็นของเหลวจะผ่านกระบวนการทำให้แห้ง(precipitation and dewatering process) เพื่อให้คงความบริสุทธิ์ วัสดุที่ได้จะผ่านเข้าสู่กระบวนการทางโลหะ(metal processing) เพื่อแยกวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต่างๆ ออกจากกันโดยสิ้นเชิง ขั้นตอนหลังนี้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีจริงๆ ที่มีการใช้ตอนที่ผลิตแผงโซลาร์เซล อย่างไรก็ตาม มีการนำวัสดุเซมิคอนดักเตอร์มาใช้ใหม่ร้อยละ 95 โดยเฉลี่ย

วัสดุส่วนที่เป็นของแข็งจะมีการปนเปื้อนกับสิ่งที่เรียกว่า วัสดุระหว่างชั้นฟิล์ม(interlayer materials) ซึ่งมีน้ำหลักเบาและสามารถแยกออกโดยใช้พื้นผิวที่มีการสั่น สุดท้าย วัสดุจะเข้าสู่กระบวนการผ่านน้ำ(rinsing) สิ่งที่เหลืออยู่คือแก้วบริสุทธิ์ โดยสมารถนำแก้วมาแปรรูปใช้ใหม่อย่างง่าย ได้ถึงร้อยละ 90

ประโยชน์ในอนาคตของการจัดการซากแผงโซลาร์เซล

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าแผงโซลาร์เซลสามารถรีไซเคิลได้ คำถามคือประโยชน์อื่นๆ ในเชิงเศรษฐกิจ แน่นอนว่า จำต้องมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลที่เหมาะสมในการจัดการกับปริมาณแผงโซลาร์เซลที่หมดอายุการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เมื่อเกิดขึ้น เราจะได้เป็นประจักษ์ต่อปัจจัยเชิงบวกต่างๆ และโอกาสใหม่ในทางเศรษฐกิจ

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลไม่เพียงแต่สร้างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังสร้างมูลค่าของการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่คิดเป็นมูลค่า 11 พันล้านปอนด์ภายในปี ค.ศ.2050 ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตแผงโซลาร์เซลใหม่ 2 พันล้านแผงโดยไม่ต้องลงทุนในการนำเอาวัตถุดิบขั้นต้นมาใช้ นั่นหมายถึงว่า จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นราว 630 กิกะวัตต์จากการนำเอาวัสดุแผงโซลาร์เซลเดิมมาใช้อีกครั้ง

ด้วยราคาที่ลดลง บ้านเรือนและภาคธุรกิจเลือกที่จะลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ผลคือโอกาสทางเศรษฐกิจของภาครีไซเคิลแผงโซลาร์เซลจะก่อเกิดขึ้น

โศกนาฎกรรมของสินค้าโภคภัณฑ์ The Tragedy of the Commodity

สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ commodity product เป็นลักษณะของสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้า เช่น ข้าวที่เราส่งเป็นสินค้าออก ปิโตรเลียมและถ่านหินที่เรานำเข้า เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง อิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อระบบนิเวศทางทะเล/มหาสมุทรที่เราพึ่งพาอาศัย เราเข้าไปเปลี่ยนทรัพยากรทางทะเลจนกระทั่งถึงจุดวิกฤต มิใช่วิกฤตเพียงจุดใดจุดหนึ่งแต่ทั่วทั้งพิภพโลก 

ผู้เขียนหนังสือสามคนคือ Stefano B. Longo, Rebecca Clausen และ Brett Clark เป็นนักสังคมวิทยาได้ทำการสำรวจบทบาทของมนุษย์ต่อวิกฤตดังกล่าว และหยิบยกพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นใจกลางของความท้าทายทางนิเวศวิทยาและวิกฤตที่คืบคลานเข้ามานี้

ชื่อหนังสือเล่มนี้คล้ายๆกับทฤษฎีคลาสสิก “โศกนาฏกรรมของส่วนรวม-the tragedy of the commons” ที่เขียนโดย Garrett Hardin นักนิเวศวิทยา แต่ผู้เขียนทั้งสามไปไกลกว่า Hardin ที่เป็นการอธิบายแบบพื้นๆ เช่น ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ไม่มีขีดจำกัดหรือเรื่องการเติบโตของประชากร

The Tragedy of Commodity แย้งว่า มันเป็นเพราะกระบวนการทำให้กลายเป็นสินค้า (commodification) ของทรัพยากรทางทะเลนั่นแหละที่นำไปสู่การหร่อยหรอลงของการประมงและการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/บนฝั่งที่อ้างว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียนยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากๆ – ประวัติศาสตร์พันปีของการทำประมงปลาทูน่าครีบฟ้า(Bluefin Tuna) ในแถบทะเลเมติเตอร์เรเนียน และการประมงปลาแซลมอนแปซิฟิก

Longo, Clausen และ Clark อธิบายว่า เทคโนโลยีการประมงแบบใหม่ การปรับเปลี่ยนเรือประมง และขนาดของห้องเย็น และการขยายตัวของตลาดอาหารทะเล ได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลอย่างถอนรากถอนโคนและถาวรได้อย่างไร

การอธิบายของพวกเขาได้เน้นให้เห็นบทบาทของการจัดองค์กรที่มีความเฉพาะเจาะจงและของการผลิตทางสังคมที่มีส่วนสำคัญต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มแรงกดดันให้กับมหาสมุทร