“ปูพรม” : การผลิตที่สะอาด(5)

บริษัทอินเตอร์เฟส (Interface, Inc.)  – บริการปูพรมแต่ไม่ขายพรม

ในปี พ.ศ.2537 บริษัทอินเตอร์เฟส ซึ่งเป็นบริษัทผลิตพรมและเครื่องตกแต่งภายในชั้นนำของประเทศได้เปลี่ยนภาพของบริษัทมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ให้เป็น “บริษัทนิเวศอุตสาหกรรมและการค้ารายแรกของโลก”

แทนที่จะขายพรมชิ้นทั้งห้องบริษัทได้คิดออกแบบพรมที่เป็นแผ่นๆ มาประกอบกันและสามารถเปลี่ยนที่ละชิ้นได้เมื่อชำรุด บริษัททำสัญญากับผู้ซื้อว่าให้บริการพรมคุณภาพสูงและรับเปลี่ยนพรมที่ชำรุดให้ บริษัทยังคงเป็นเจ้าของพรมเหล่านี้และเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาซ่อมแซมและรีไซเคิลในที่สุด

การที่บริษัทรับผิดชอบสินค้าตลอดทั้งวงจรชีวิตจึงกล้ายืนยันเรื่องการรีไซเคิล และนำเอาวัตถุดิบมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งหลีกเลี่ยงการฝังกลบ

ปัจจุบันบริษัทได้คิดค้นพรมที่เป็นปุ๋ยได้ พรมนี้ทำจากเส้นใยธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ ซึ่งบริษัทหวังว่าจะทำขยายการผลิตให้มากขึ้น  ปัจจุบันบริษัทสามารถประหยัดได้กว่า 20 ล้านจากนโยบายการเช่าซื้อและการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้นในโรงงาน

“ประชาธิปไตย” ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง : การผลิตที่สะอาด(4)

หลัก 4 ประการของการผลิตที่สะอาด

หลักการระวังไว้ก่อน (The Precautionary Principle)

เมื่อปี พ.ศ. 2541 แถลงการณ์วิงสเปรด (Wingspread Statement) ในเรื่องหลักการระวังไว้ก่อนได้ให้นิยามหลักการนี้ว่า “ในการทำกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้น ควรนำมาตรการระวังไว้ก่อนมาใช้ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลกระทบอาจยังพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์”  ภายใต้หลักการนี้ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า วิธีประกอบการของตนปลอดภัยที่สุด แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าการประกอบกิจกรรมนั้นๆ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตน

หลักการป้องกัน (The Preventive Principle)

การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวิธีที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าความพยายามจัดการหรือ “ฟื้นฟู” ความเสียหายนั้น  การป้องกันทำได้ก็โดยการตรวจสอบทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบไปจนถึงการกำจัดเมื่อเลิกใช้  หลักการป้องกันกระตุ้นให้เกิดการหาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดขึ้น ตัวอย่างเช่น การป้องกันต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งตัวผลิตภัณฑ์และกระบวนการการผลิต – โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษจากวัสดุที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย หรือย่อยสลายได้ – เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างขยะซึ่งจะถูกทำลายโดยการเผา

หลักการประชาธิปไตย (The Democratic Principle)

การผลิตที่สะอาดเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมซึ่งได้แก่ คนงาน ผู้บริโภค และชุมชน การเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งในส่วนพลังงานและทรัพยากร  แสดงให้เห็นถึงกระบวนควบคุมที่เป็นประชาธิปไตย การผลิตที่สะอาดจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนงานและผู้บริโภคมีส่วนร่วมในสายการผลิตอย่างแท้จริง

หลักการแบบองค์รวม (The Holistic Principle)

สังคมต้องยอมรับแนวทางแบบบูรณาการในการใช้ทรัพยากรและการบริโภค เราต้องการการคิดอย่างเป็นระบบ เราต้องเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ พลังงาน และผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าทุกชิ้นที่เราซื้อ การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จะเอื้อให้เกิดการสร้างพันธมิตรเพื่อการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนขึ้นได้ เราต้องใช้แนวคิดแบบองค์รวม ดังนั้นเราจะไม่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาจากการแก้ปัญหาเก่า (เช่น ลดการใช้ยาฆ่าแมลงด้วยการปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม) หรือนำความเสี่ยงจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง

แซนด์วิชทูน่าคู่หนึ่ง จะมีสารปรอทปนอยู่สักแค่ไหน?

สารเคมีทั้งหลายที่เราได้รับเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านมาทางอากาศ น้ำและอาหารนั้น องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ(USEPA) รวมถึงหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้กำหนดปริมาณ “ที่ปลอดภัย” ให้ประชาชนทั่วไปเอาไว้ใช้เป็นแนวทาง กระนั้นก็ยังเป็นการยากที่จะปรับแปลงแนวทางซึ่งระบุบอกเป็นไมโครกรัมและเป็นจำนวนสัดส่วนในหนึ่งล้าน ให้กลายมาเป็นสาระที่มีความหมาย ใช้การได้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น จะตัดสินใจได้อย่างไรว่า แต่ละครั้งที่กินแซนด์วิชปลาทูน่าสักคู่หนึ่งนั้น จะได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายมากเพียงไร

มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับค่าเทียบเท่ากับข้อเท็จจริงในรูปย่นย่ออยู่บ้าง สำหรับใช้ช่วยในการคำนวณ เพื่อจะได้ระบุบอกได้ว่า ร่างกายของคุณอาจจะได้รับสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งเข้าไปมากเพียงไร

ขั้นตอนแรกในการระบุปริมาณ คือการเปลี่ยนมาตรต่าง ๆ ให้อยู่ในหน่วยเดียวกัน    ตัวเลขที่ใช้กันในสหรัฐอเมริกานั้น มักจะบอกน้ำหนักตัวคนเป็นปอนด์ และปริมาณอาหารที่กิน ก็ระบุเป็นออนซ์    ทว่าความเข้มข้นของสารเคมีต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม และปริมาณสารเคมี ที่รับเข้าสู่ร่างกายนั้น ปกติแล้ว จะคำนวณโดยใช้หน่วยเมตริก (กรัม, กิโลกรัม)     ขอให้สังเกตค่าเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

  • 1 กิโลกรัม (ใช้ตัวย่อว่า “กก.”)  = 2.2 ปอนด์
  • 1 ปอนด์      = 16 ออนซ์ = 454 กรัม
  • 1 ออนซ์ = 28 กรัม (ใช้ตัวย่อว่า “ก.”)

เนื่องจากเรามักจะกังวลกับการได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่น้อยมาก การได้รู้หน่วยวัดน้ำหนักที่แบ่งย่อยจากระดับกรัม ออกเป็นหน่วยเล็กจิ๋ว จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

  • มิลลิกรัม (“มก.”) = 1/1000 ก. (หนึ่งในพันของหนึ่งกรัม)
  • ไมโครกรัม (“มคก.”) = 1/1,000,000 ก. (หนึ่งในล้านของหนึ่งกรัม)
  • นาโนกรัม (“นก.”) = 1/1,000,000,000 (หนึ่งในพันล้าน)
  • ไพโคกรัม (“พก.”) =  1/1,000,000,000,000 (หนึ่งในล้านล้าน)

ตัวอย่างเช่น หนึ่งกรัม มีค่าเท่ากับ 1,000 มิลลิกรัม หรือ 1 ล้านไมโครกรัม

โดยทั่วไปแล้ว สารเคมีที่เรารับเข้าสู่ร่างกาย ล้วนอยู่ในอีกสื่อหนึ่งซึ่งจะเป็นตัวกลางส่งทอดมายังเราอีกทีหนึ่ง เป็นต้นว่าอากาศ น้ำ หรืออาหาร   การจะคำนวณปริมาณการรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย เราจะต้องคำนวณความเข้มข้นเสียก่อน นั่นก็คือปริมาณที่สารเคมีชนิดนั้น มีบรรจุอยู่ในน้ำที่เราดื่ม หรือในอาหารที่เรากิน    เป็นต้นว่า ถ้าหากว่า ปลา 1 กรัม เฉลี่ยแล้ว มีสารปรอทบรรจุอยู่ 1 ไมโครกรัม (มคก.) เราก็จะบอกความเข้มข้นนี้ออกมาว่า เท่ากับหนึ่งไมโครกรัมต่อหนึ่งกรัม หรือ 1 มคก./ก.    เนื่องจาก 1 กรัม มีค่าเท่ากับ 1 ล้านไมโครกรัม เราจึงสามารถระบุบอกความเข้มข้นนี้ได้อีกแบบหนึ่ง คือ มีสารปรอทอยู่ 1 ส่วน ต่อ 1 ล้านส่วน หรือ 1 พีพีเอ็ม. (ppm. ซึ่งย่อมาจาก part per million)    ตารางต่อไปนี้ ประมวลค่าที่เท่ากันมาแสดงไว้ให้เห็น

  • ก./กก. = มก./ก. = จำนวนส่วนที่มีอยู่ในหนึ่งพันส่วน หรือจำนวนส่วนต่อหนึ่งพันส่วน (parts per thousnad) นั่นคือค่า “พีพีเทาซัน” (1/1000)
  • มก./กก = มคก./ก. = จำนวนส่วนต่อหนึ่งล้านส่วน หรือ = ค่าพีพีเอ็ม. (1/1,000,000)
  • ไมโครกรัม/กก. = นก./ก. = จำนวนส่วนต่อหนึ่งพันล้านส่วน (parts per billion) หรือ = ค่าพีพีบี. (1/1,000,000,000)
  • นก./กก. = พก./ก. = จำนวนส่วนต่อหนึ่งล้านล้านส่วน (parts per trillion) หรือ = ค่าพีพีที. (1/1,000,000,000,000)

ในเมื่อเราระบุปริมาณความเข้มข้นของสารปรอทที่มีอยู่ในปลาทูน่าเอาไว้แล้ว เราจึงสามารถระบุได้ว่า คน ๆ หนึ่ง จะได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายเท่าไร เมื่อรับประทานปลาทูน่า ด้วยการคำนวณระดับเบื้องต้น เราก็สามารถคิดสะระตะออกมาได้ว่า ในกรณีที่ระดับสารปรอทในปลาทูน่า เฉลี่ยแล้ว มีปริมาณความเข้มข้นเท่ากับ 0.2 พีพีเอ็ม. สตรีที่บริโภคปลาทูน่าสัปดาห์ละ 7 ออนซ์ จะได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายเท่าไร (สมมุติว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้กินปูปลากุ้งหอยชนิดอื่นๆ  หรือได้รับสารปรอทจากแหล่งอื่นเข้าสู่ร่างกาย)

  • ขั้นแรก เราแปลงจากมาตราที่มีหน่วยเป็นออนซ์ ให้เป็นหน่วยเมตริก นั่นคือ ปลา 7 ออนซ์ = ปลา 196 กรัม
  • จากนั้น เราก็นำเอาปริมาณปลาที่บริโภคต่อสัปดาห์ มาคูณเข้ากับปริมาณความเข้มข้นของสารปรอทในปลา เพื่อจะได้รู้ว่า ร่างกายได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายสัปดาห์ละเท่าไร

ปลา 196 กรัม/สัปดาห์ X ปรอท 0.2 ไมโครกรัม/กรัม = ปรอท 39.2 ไมโครกรัม/สัปดาห์

  • คิดเป็นสารปรอทปริมาณเท่าไรต่อวัน
  • หารด้วย 7  เนื่องจากหนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน  นั่นคือ
  • ปรอท 39.2 ไมโครกรัม/สัปดาห์ = ปรอท 5.6 ไมโครกรัม/วัน นั่นคือปริมาณสารปรอทที่ได้รับในวันหนึ่ง ๆ

ปกติแล้ว เราจะปรับค่าปริมาณที่ได้รับนี้ ให้อยู่ในมาตรฐาน ด้วยการเอาน้ำหนักตัวมาหารค่าปริมาณทั้งหมด   การใช้หลักปริมาณที่ได้รับ “ต่อหนึ่งกิโลกรัม”  ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบปริมาณที่บุคคลที่มีขนาดตัวต่างกันได้รับ    ถ้าหากว่าเราสมมุติว่า สตรีคนที่รับประทานแซนด์วิชนั้นเป็นผู้มีน้ำหนักตัวตามค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป  (คือ 132 ปอนด์ หรือ 60 กก.) เราก็จะเอา 60 กิโลกรัม มาหารค่าปริมาณสารปรอทที่รับเข้าสู่ร่างกายทั้งหมด  ซึ่งจะได้เท่ากับ

  • สารปรอท 5.6 ไมโครกรัมต่อวัน / 60 กก. = 0.093 ไมโครกรัม/กก.

เท่ากับเราคำนวณออกมาได้แล้วว่า  ผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัว 132 ปอนด์ (60 กก.)  ซึ่งกินปลาทูน่า 7 ออนซ์ (196 กรัม) ต่อสัปดาห์ ได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายเท่ากับ 0.093ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน (0.093 มคก./กก./วัน)

ระดับการได้รับสารปรอทเท่านี้ อยู่ตรงขีดที่ USEPA กำหนดไว้ว่า “ปลอดภัย” นั่นคือไม่เกิน 0.1 ไมโครกรัม/กก./วัน

การคำนวณนี้ ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า สตรีคนนั้นหนัก 132 ปอนด์

แต่ปริมาณการได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย จะมีค่าเท่าไร ถ้าหากว่าเด็กหนัก 50 ปอนด์บริโภคปลาทูน่าในปริมาณที่เท่ากันตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์?

เด็กคนนี้จะได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายประมาณ 0.243 ไมโครกรัม/กก./วัน

แสงเหนือ แสงใต้ จรวดและมนุษย์

ภาพถ่ายแสงออโรรา ออสตราลีส หรือแสงใต้ จากสถานียานอวกาศที่โคจรรอบโลก

แสงเหนือและแสงใต้ (The aurora borealis and aurora australis) คือประจักษ์พยานความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก การระเบิดของพลังงานและอนุภาคที่มีประจุแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องออกสู่ห้วงอวกาศและเข้าปะทะกับแรงสนามแม่เหล็กของโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ

บนโลก พลังงานที่กระตุ้นอนุภาคต่างๆ และพลังงานถูกกักเก็บอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก (magnetosphere) ก่อให้เกิดแสงออโรรา (auroras) และเข้ารบกวนบรรยากาศชั้นบนสุดที่ห่อหุ้มโลก

ช่างภาพถ่ายภาพจรวด Black Brant ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการของนาซาศึกษาแสงออโรราในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 จรวดถูกปล่อยจาก Andøya Rocket Range ในนอร์เวย์ ขึ้นไปสูง 320 กิโลเมตร  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการไหลของความร้อน อนุภาคและคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า

จรวด Black Brant

ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ พาเราออกไปสู่พรมแดนอันกว้างไกลโพ้นเหนือจินตนาการ (อุปกรณ์ที่ใช้ศึกษาแต่ละชิ้นก็เหลือเกินจริงๆ)

แต่ก็มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลกเดียวกันนี้แหละ ที่ยังคงทะเลาะและขัดแย้งกันไม่เลิก

มีเวลาว่าง ให้มองขึ้นไปบนท้องฟ้าบ้าง เผื่อจิตใจจะได้ดีขึ้น

เรื่องของพีวีซี(PVC) : โฆษณาเกินจริง

กลุ่มผู้สนับสนุนการใช้พีวีซีอย่าง Norsk Hydro บริษัทยักษ์ใหญ่พีวีซีเชื้อสายสวีเดน พยายามโฆษณาพีวีซีว่าเป็น “พลาสติกที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้พลังงานต่ำสุด เนื่องจากร้อยละ 60 มาจากเกลือใต้โลกซึ่งมีปริมาณไม่จำกัด”

ในประเทศไทย ก็พยายามโฆษณาผ่าน CSR ของบริษัท ประมาณว่า “รักษาป่าไม้ ใช้พีวีซี” !!!???

สิ่งที่พวกเขาจงใจไม่บอกคือ ในกระบวนการผลิตพีวีซีนั้น เกลือเหล่านั้นถูกแปรเป็นก๊าซคลอรีนและสารประกอบอินทรีย์คลอรีนซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่อันตรายมากที่สุดชนิดหนึ่ง และคลอรีนนั่นเองที่ทำให้พีวีซีต่างออกไปจากพลาสติกชนิดอื่นๆ เท่า ๆ กับอันตรายของมัน

คำโฆษณายังทำให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องการใช้พลังงานเช่นกัน พีวีซีจริงแล้วก็ผลิตจากฟอสซิล แหล่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไปเช่นเดียวกับพลาสติกชนิดอื่น เช่นเดียวกับเอธิลีน

การผลิตพีวีซีและเอธิลีนล้วนใช้พลังงานมหาศาล ในเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตคลอรีนมากที่สุดในยุโรป ระดับการใช้พลังงานของอุตสาหกรรมคลอรีนใช้พลังงานมากถึงร้อยละ 25 ของการใช้พลังงานภาคอุตสาหกรรมของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 2 ของการบริโภคพลังงานทั่วเยอรมนี

การกล่าวอ้างของกลุ่มสนับสนุนพีวีซีจึงเลื่อนลอยและไม่เป็นจริง

ยิ่งไปกว่านั้น ราคาพลังงานที่น้อยกว่าของอุตสาหกรรมพีวีซีในหลายประเทศเกิดขึ้นได้ เพราะค่าใช้จ่ายที่เหลือถูกโอนไปยังผู้บริโภครายย่อยและประชาชนที่จ่ายภาษีอากร ในกรณีของออสเตรีย เนื่องจากมีผู้บริโภคผลิตภัณฑ์พีวีซีจำนวนมาก ทำให้อุตสาหกรรมพีวีซีจ่ายค่าพลังงานในอัตราต่อหน่วยที่น้อยกว่าอุตสาหกรรมเคมีอื่นๆ ถึงร้อยละ 30

การผลิตที่สะอาด VS การป้องกันมลพิษ (3)

ตอนนี้เป็นเรื่องว่าด้วยความแตกต่างเชิงแนวทางของ “การผลิตที่สะอาด” กับ “การป้องกันมลพิษ” ครับ

การผลิตที่สะอาดก้าวไปไกลกว่า “การป้องกันมลพิษ” ซึ่งส่งเสริมให้ลดการใช้วัสดุมีพิษในกระบวนการผลิต การป้องกันมลพิษจะมุ่งไปที่การควบคุมมลภาวะที่ปลายท่อและเทคโนโลยีการกำจัดของเสียต่างๆ  เช่น เตาเผาขยะ  มาตรการควบคุมที่ปลายท่อเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาการเกิดของเสีย แต่เป็นเพียงการส่งผ่านอันตรายจากสิ่งแวดล้อมหนึ่งไปยังอีกสิ่งแวดล้อมหนึ่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ในกรณีของการเผากากของเสียอันตรายและขยะจะถูกรวบรวมจากโรงงานและที่พักอาศัย ของเสียทั้งหมดจะถูกเผาทำลายทำให้เกิดมลภาวะในอากาศและน้ำ สารพิษจะสะสมเข้มข้นมากขึ้นในขี้เถ้าซึ่งจะถูกนำไปฝังในหลุมฝังกลบ หรือในบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ นำขี้เถ้าจากการเผาขยะไปใช้สร้างถนน แต่นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงเพราะในที่สุดหลุมฝังกลบก็จะรั่วซึมและพื้นผิวถนนก็จะแตกออก

การป้องกันมลพิษมุ่งไปสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากและทำให้เกิดสารพิษน้อย การผลิตที่สะอาดมองการผลิตอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม ปัจจุบันการผลิตที่สะอาดได้รับการพูดถึงในเวทีนานาชาติหลายแห่งด้วยกัน อย่างเช่น สนธิสัญญาออสโล-ปารีส (Oslo-Paris – OSPAR) สนธิสัญญาเพื่อแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ (Convention for the Northeast Atlantic) ปฏิญญาทะเลเหนือ (The North Sea Declaration) และสนธิสัญญาบาร์เซโลนาเพื่อภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (The Barcelona Convention for the Mediterranean Region)

หมายเหตุ : Series “การผลิตที่สะอาด” นี้ย่อยมาจากคู่มือประชาชนว่าด้วยการผลิตที่สะอาดซึ่งจะวิเคราะห์แนวคิดและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมกับเสนอแนวทางให้บุคคลและกลุ่มบุคคลร่วมกันทำให้การผลิตและบริโภคมีความปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะให้เป็นคู่มือที่ให้รายละเอียดในการนำไปปฏิบัติ  หากแต่สิ่งที่นำเสนอจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน และให้สามารถลงมือกระทำได้ คู่มือดังกล่าวนี้เขียนขึ้นเพื่อผู้บริโภค ผู้เสียภาษี ผู้ค้าปลีก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น องค์กรแรงงาน ผู้ผลิต และนักวางแผน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ความรู้พื้นฐาน เป็นเครื่องมือและเครื่องสนับสนุนนักสิ่งแวดล้อมและนักกิจกรรมที่ต้องการหาวิธีการรณรงค์เชิงบวกแบบใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

-ธารา บัวคำศรี –

 

อุตสาหกรรมพลาสติกภูมิใจกับคุณสมบัติที่ไม่ย่อยสลายของพีวีซี(PVC) !!!

พีวีซี(PVC) ได้รับการจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ในปี 2473 ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1930 คลอรีนปริมาณมหาศาลถูกใช้ในกองทัพนาซี ภายใต้โครงการทำให้เยอรมันปลดแอกตัวเองจากการนำเข้าฝ้ายในภาวะสงครามโดยหันไปผลิตเส้นใยเรยอนเพื่อนำมาทำผ้าสังเคราะห์แทน ซึ่งต้องใช้โซดาไฟจำนวนมาก จึงต้องพึ่งอุตสาหกรรมคลออัลคาไล หลังจากการทดลองหลายปีเพื่อหาสารทำให้คงตัว (Stabilisers) สารหล่อลื่น และสารทำให้อ่อนตัว (Softeners) นักวิจัยก็พบว่าพีวีซีสามารถทำมาทำเส้นใยได้ นับเป็นโบนัสก้อนโตของการวิจัยที่สามารถเปลี่ยนคลอรีน ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตโซดาไฟให้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าทำกำไรได้

เพียงแค่ไม่กี่ปีจากนั้น นอกจากโพลีเอธิลีน(Polyethylene หรือ PE) พีวีซีได้กลายเป็นวัสดุสังเคราะห์ตัวสำคัญที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในเยอรมนี ทศวรรษ 1950 เป็นยุคเริ่มต้นของพลาสติกพีวีซี ทศวรรษต่อมา การผลิตพีวีซีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากนั้นก็เป็นยุคที่ผลิตภัณฑ์คลอรีนรวมทั้งพีซีบีและซีเอฟซีถูกห้ามใช้ รวมทั้งการลดลงของการใช้คลอรีนในน้ำยาฆ่าเชื้อ ทำให้คลอรีนที่ผลิตได้ต้องหาที่ใช้งานใหม่ พีวีซีกลายเป็นทางออกของการใช้คลอรีนดังกล่าว ท่ามกลางการลดลงของผลิตภัณฑ์คลอรีนอื่นๆ ปัจจุบัน ร้อยละ 30 ของคลอรีนที่ผลิตได้ทั่วโลกนำมาผลิตพีวีซี

ตลอดช่วงชีวิตของพีวีซีได้ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย นับตั้งแต่การผลิตผงพีวีซีที่ต้องมีการขนส่งสารเคมีที่ระเบิดง่าย ก่ออันตราย อีกทั้งยังปล่อยกากพิษออกมาด้วย ต่อมาการผลิตพลาสติกพีวีซีจำต้องเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสารพิษอันตราย เนื่องจากพีวีซีนั้นไร้ประโยชน์หากไม่มีการเติมสารเติมแต่ง (Additives) เพื่อทำให้พลาสติกที่ผลิตออกมามีคุณสมบัติตามต้องการเช่น ความนุ่มและความหยุ่นตัว ความแข็งแรง การมีสี หรือคุณสมบัติด้านความสามารถในการต้านทานแบคทีเรีย

ผลิตภัณฑ์พลาสติกพีวีซีเองก็มีปัญหาไม่น้อยแม้กระทั่งเมื่อถึงมือผู้บริโภคแล้ว อย่างเช่นพื้นบ้านพีวีซี ผู้ใช้อาจจะมีอันตรายได้เนื่องจากพลาสติกชนิดนี้ต้องใช้สารเติมแต่งซึ่งเป็นสารเคมีระเหยสู่อากาศและคาดกันว่าอาจเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen)

การกำจัดพลาสติกพีวีซีก็ยิ่งก่อปัญหาหนักขึ้นไปอีก หากนำไปเผาคลอรีนจากพลาสติกก็จะปล่อยออกมาในรูปของ กรดอะซีติกและสารพิษไดออกซิน รวมทั้งสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอีกหลายชนิด หากนำไปฝังกลบ สารพิษจากส่วนผสมของสารเติมแต่งจะหลุดออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดินได้ ที่สำคัญ คุณสมบัติของการที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ซึ่งอุตสาหกรรมพีวีซีภูมิใจมาก กลับก่อปัญหาหากพลาสติกนั้นกลายเป็นขยะ เพราะต้องจะใช้เวลานานนับหลายศตวรรษกว่าจะย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

เนื่องจากปัจจุบัน พื้นที่ฝังกลบพลาสติกพีวีซีก็หายากขึ้นตามลำดับ ทำให้มีแนวคิดที่จะรีไซเคิลพลาสติกพีวีซี แต่เนื่องจากการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้การรีไซเคิลพีวีซีทำได้ยากมาก พลาสติกพีวีซีแต่ละชนิดเติมสารเติมแต่งเข้าไปแตกต่างกัน กระทั่งอุตสาหกรรมพีวีซีเองก็ยอมรับว่าการรีไซเคิลนั้นแพงกว่า และพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลมีคุณภาพน้อยกว่า

แต่การใช้พีวีซีก็ไม่ได้หยุดยั้ง กลับเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อุตสาหกรรมพีวีซีขยายสู่เอเชียและละตินอเมริกาอย่างหนักหน่วงเนื่องจากมีราคาถูก หลังจากที่มีแนวคิดที่จะกำจัดขยะพิษชนิดนี้ด้วยการส่งออกไปประเทศอื่น และราคาที่ต่ำกว่า เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้พีวีซีแพร่หลายอย่างมากขณะนี้

วัสดุท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ที่เคยใช้กันมาและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และโดยทั่วไปดีกว่าถูกแทนด้วยการใช้พีวีซีซึ่งมีราคาถูก ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยแทบจะไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตนใช้นั้นทำมาจากพีวีซีด้วยซ้ำ และผู้ผลิตเองออกมาต่อต้านอย่างรุนแรงที่จะให้มีการติดฉลากผลิตภัณฑ์ว่าทำมาจากพีวีซี แต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะการเข้ามาครองและคุมตลาดของวัสดุเสมือนจริงชนิดนี้เป็นไปด้วยความดุเดือด

หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการใช้ภาษาเยอรมัน และประเทศแถบแสกนดิเนเวีย ซึ่งตระหนักดีถึงพิษภัยของพีวีซี ได้มีการควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์พีวีซีอย่างเข้มงวด หน่วยงานท้องถิ่นมีการริเริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างที่ปลอดพีวีซี ขณะที่ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และร้านขายเฟอร์นิเจอร์ประกาศไม่ใช้วัสดุที่ทำจากพีวีซีอย่างสิ้นเชิง

อุตสาหกรรมพลาสติกพีวีซีพยายามอย่างมากที่จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์พีวีซีจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้มากมาย แต่นักวิทยาศาสตร์ และนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกยืนยันว่าผลิตภัณฑ์พีวีซีเป็นตัวอันตราย ตั้งแต่การผลิต การใช้และการกำจัด มีการเรียกร้องให้มีการใช้วัสดุอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ทดแทนการใช้พีวีซีเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นเราจึงควรจะคำนึงและตระหนักถึงผลพวงของมันทั้งต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม