Under the Dome ภาพยนตร์สารคดีเรื่องหมอกควันพิษในจีนกลายเป็นความรู้สึกร่วมในสังคมออนไลน์

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.chinadialogue.net/article/show/single/en/7757-China-documentary-on-smog-becomes-an-instant-internet-sensation

สารคดีที่ทำโดยอดีตผู้ประกาศข่าว CCTV เรื่องผลกระทบของหมอกควันพิษในปักกิ่งที่มีต่อลูกสาวของเธอ ได้มีคนนับล้านเข้าไปดูหลังจากมีการเผยแพร่ออนไลน์

หลังจากลูกสาวที่ยังอยู่ในครรภ์ของเธอตรวจพบว่ามีเนื้องอก Chai Jing ได้ลาออกจากงานที่โทรทัศน์ CCTV และระดมเงินทุนด้วยตัวเองทำสารคดีเกี่ยวกับหมอกควันพิษของจีนเรื่อง ‘Under the Dome’ ซึ่งใช้เวลา 1ปีเต็ม และนับแต่มีการเปิดตัวสารคดี ได้กลายเป็นความรู้สึกร่วมในโลกออนไลน์

ในวันที่ 1 มีนาคม 2558 Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งงานได้ 48 ชั่วโมง กล่าวชื่นชม Chai Jing ที่ใช้ประเด็นสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้ประชาขนได้ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

สารคดียาว 103 นาทีนี้เปิดตัวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงวันแรกมีผู้คนเข้าไปคลิกในเว๊บไซต์วิดีโอของจีน เช่น Youku ถึง 75 ล้านคลิก สองวันต่อมามีการเปิดเข้าไปดู 200 ล้านครั้ง เป็นสถิติใหม่ของสารคดีที่มีความยาวและมีเนื้อหาที่จริงจัง ถ้าจะเปรียบเทียบ house of cards ภาพยนตร์ชุดแนวการเมืองที่นิยมมากในสหรัฐมีการคลิก 20 ล้านเมื่อออกอากาศในจีนในช่วงสัปดาห์แรก

ในปี 2013 ลูกสาวในครรภ์ของ Chai ตรวจพบว่ามีเนื้องอก โชคดีที่ไม่ร้ายแรงมากและการรักษาหลังคลอดก็เป็นไปได้ด้วยดี Chai ลาออกจากงานในปี 2014 เพื่อดูแลลูกสาวของเธอ

Chai เป็นหนึ่งในอดีตนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของสถานีโทรทัศน์ CCTV หนังสือบันทึกความทรงจำของการทำงานที่สถานีโทรทัศน์เป็นหนังสือที่ขายดีในปี 2013 ส่วนแบ่งจากการเขียนหนังสือเล่มนั้นนำมาใช้ในการทำสารคดี

เมื่อหมอกควันพิษในปักกิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ความโกรธของ Chai ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเธอพบว่ามีความยากขึ้นที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติกับลูกน้อยที่เพิ่งลืมดูโลก

เธอกล่าวว่า “หมอกควันพิษเข้าปกคลุมชีวิตทั้งชีวิตของเรา” นครปักกิ่งมีวันที่หมอกควันพิษปกคลุม 175 วันในปี 2014 “ครึ่งปีที่ฉันต้องเก็บลูกสาวไว้ดังเช่นนักโทษ”

ในตอนเช้า บางครั้งฉันจะพบเธอยืนที่หน้าต่าง วางมือไว้ที่กระจก พยายามจะแสดงให้ฉันรู้ว่าเธออยากไปข้างนอก“

ชื่อสารคดีอิงจากชื่อนิยายวิทยาศาสตร์ของอเมริกาและภาพยนตร์ชุด ที่เขียนโดยสตีเฟนคิง นักเขียนนวนิยายขายดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับสนามพลังลึกลับและมองไม่เห็นที่คืบคลานเข้าสู่เมืองเล็กๆ กักขังเอาชาวเมืองไว้ข้างในและตัดขาดพวกเขาออกจากอารยธรรม

Chai ตัดสินใจสำรวจปัญหามลพิษทางอากาศอันเรื้อรังของจีน เธออธิบายว่าทุกๆ สิ่งที่ทำก็เพื่อที่ตอบคำถามที่เธอจะถาม อะไรคือหมอกควันพิษ(Smog) มันมาจากไหน เราทำอะไรได้บ้าง

เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เธอต้องเดินทางไปยังพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ยังเดินไปลอส แองเจลีส และลอนดอนเพื่อหาคำตอยว่าเมื่อเหล่านี้จัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร

สารคดี ’Under the Dome’ อธิบายว่าหมอกควันพิษ(Smog)คืออะไร อันตรายของมัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและปัญหาในการจัดการกับหมอกควันพิษ รวมถึงว่าเราแต่ะคนทำอะไรได้บ้าง Chaiบอกว่าหมอกควันพิษเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานซะเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ของมลพิษที่อากาศในกรณีภายในประเทศจีนมาจากการเผาใหม้ถ่านหินและน้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้า และในปี 2013 จีนเผาใหม้ถ่านหินมากกว่าทุกประเทศรวมกัน Chai ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบและการจัดการมลพิษทางอากาศและหมอกควันพิษนี้

คำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเจริญเติบโต

ในการสัมภาษณ์กับ People.com.cn Chai กล่าวว่าที่ผ่านมารายงานข่าวของเธอเรื่องหมอกควันพิษนั้นตรงตามข้อเท็จจริง รายงานข่าวเรื่องบริษัทผู้ก่อมลพิษ หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจ และตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจ เราต้องการการเจริญเติบโต หรือการปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่การทำงานสืบสวนเรื่องราวในสารคดีนี้ เธอรู้สึกว่าไม่มีความย้อนแย้งระหว่างสองสิ่งนั้น มลพิษทางอากาศมิใช่ผลของการปฏิรูปหรือการเปิดกว้าง และจริงๆ แล้วการปฏิรูปตลาดอย่างเต็มที่นั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

ในมุมมองของเธอ การปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้นมิใช่ภาระ สำหรับ Chai กฎหมายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือแหล่งของนวัตกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนมุมมองดังกล่าวของเธอ

จากการอธิบายของ Chai ปัญหาของหมอกควันพิษจัดการได้หากรัฐบาลลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นลงและปล่อยให้ตลาดเป็นผู้มีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร บทบาทของรัฐบาลที่จำเป็นคือการออกนโยบายและบังคับใช้กฏหมาย ตลาดที่มีการแข่งขันและมีความเป็นธรรมจะช่วยกระจายทางออกที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหามลพิษ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปฏิรูปของจีนในปัจจุบัน

Chai ส่งเอกสารและสื่อที่เธอรวมรวมในช่วงที่ถ่ายทำสารคดีไปให้คณะกรรมการที่ร่างการทบทวนกฏหมายมลพิษทางอากาศของจีน เธอยังได้รับการตอบรับเมื่อเธอส่งเอกสารและสื่อชุดเดียวกันไปให้คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของจีน

เงื่อนเวลา

The Sina columnist Entertainment Capitalism ชมเชยงานสารคดีชิ้นเอกของเธอในการที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนก่อนที่จะมีการประชุมประจำปีของผู็นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกกันในภาษจีนว่า ‘Lianghui’

Cao Jingxing นักวิพากษ์ที่โด่งดังจาก Phoenix TV commentator ส่งข้อความทวีตว่า “ขอบคุณ Chai Jing สมาชิก ตัวแทน และเจ้าหน้าที่คณะกรรมการทุกชุดที่ Lianghui ควรดูสารคดีนี้”

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์สารคดีของ Chai ก็มีคนวิจารณ์ ผู้ซึ่งกล่าวว่า มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่จะระบุว่าปัญหาสุขภาพของลูกสาวเธอมาจากผลกระทบของหมอกควันพิษ และการใช้กรณีของลูกสาวเธอ ทำให้สารคดีสืบสวนสอบสวนนั้นมีน้ำหนักน้อยลง

Cui Yongyuan ผู้ประกาศข่าวและอดีตเพื่อนร่วมงานของ Chai ที่สถานีโทรทัศน์ CCTV บอกกับสื่อมวลชนว่า Chai จะเจอกับการโจมตีด้วยคำถามและการกล่าวหาให้เสียหายทางออนไลน์ ปีก่อน Cui ทำงานสารคดี ‘The Gene Report’ ที่ใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอ ข้อคันพบของเขานั้นถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล

Cui เพิ่มเติมว่า สารคดีสองเรื่องนั้นส่งผลสะเทือนต่อผลประโยชน์ หากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทต้องขายหน้า และถ้าพวกเขาต้องสูญเสียเงินหรือไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาจะโจมตีคุณ

ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบเหงาแห่งจีน?

ความรู้สึกร่วมจากสารคดีของ Chai ได้ทำให้นักวิจารณ์ในจีนประหลาดใจ Li Jiangtao นักวิชาการอาวุโสที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวในบทความของเขาว่า ปัจจัยสามประการที่ทำให้ภาพยนตร์สารคดีนี้มีความน่าสนใจต่อผู้ชมคือ เหตการณ์ใหญ่ๆ (หมอกควันพิษในจีน) มุมแรงๆ ที่นำเสนอเรื่องมนุษย์ที่โยงกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง และความตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม

Li ระบุว่า ช่วงเวลาการนำเสนอนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีการประชุมสูงสุด การแต่งตั้งนาย Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นของผู้นำจีน

Chen กล่าวว่า เมื่อดูสารคดีทำให้นึกย้อนถึงความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกตอนที่หนังสือ “ความเงียบในฤดูใบไม้ผลิ Silent Spring ของราเชล คาร์สันตีพิมพ์ออกมาในปี 1962 และสารคดีของ Chai มีนัยะสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความตื่นตัวของสาธารณะชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพที่เกิดขึ้นจากมลพิษ

Chen กล่าวว่ากระทรวงของเขาและสื่อมวลชนนั้นอยู่ข้างเดียวกัน และภาพยนตร์สารคดี ‘Under the Dome’ แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล สังคมและสื่อมวลชน

ผลสะเทือนของสารคดียังเกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์ของจีนอีกด้วย โดยที่ส่วนแบ่งตลาดของบริษัทธุรกิจอุปกรณ์ลดมลพิษนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นกว่าขอบเขตที่มีการซื้อขายกัน

Is Thailand Walking on Sunshine?

Commentary by Tara Buakamsri

————————————

There is some wonderful news in Thailand. We are going to go solar.

Earlier this month on January 5th, the National Reform Council (NRC), with an overwhelming 206 votes in favour, passed the resolution on a solar rooftop expansion scheme. Over the next 5 years, solar rooftop module will be installed for 500,000 households with a total installed capacity of 5,000 megawatts (MW). In the next 20 years, the plan seeks to double the total amount of installed capacity from 5,000 to 10,000 MW. This could very well represent a massive step forward for renewable energy in our country.

If the Thai government stays on track and continues to actively promote investment in the renewable energy industry, including solar PV module production, Thailand can look forward to a future as a green leader, and ASEAN’s champion in the area of renewable energy.

There are still logistical hurdles to the newly approved solar roof system though. The residential Feed-in Tariff (FiT) still needs to receive Cabinet approval this month. Even after this obstacle is overcome, the implementing agencies – the Metropolitan Electricity Authority (MEA), the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), the Provincial Electricity Authority (PEA), the Energy Ministry, and the Energy Regulatory Commission (ERC) – will need to work hard to make this plan a reality, and not a lifeless paper tiger. Some of them, like EGAT, have a history of supporting fossil fuels, and it is unclear if they will truly embrace renewables.

Moreover, the devil is in the details: information about applicable rates and system sizes in this new scheme has not yet been made public. Regulations and criteria for the scheme must be made public. There is also still no official confirmation that applicants will be able to register through a one-stop service.

It will also be crucial to see, in practice, who benefits from this new scheme, and to make sure that those people least able to pay are prioritized. Household users should likewise remain first priority, rather than big businesses like importers of the solar materials and operators. So far, all this remain to be seen. The scheme should further give rates that are attractive and fair to homeowners so that they can sell the leftover electricity to the authorities at a good price.

What the government has proposed is in essence a net metering scheme – but such schemes vary enormously from country to country. Some are far more generous with homeowners (which encourage solar ownership and development) whereas others are stingier with homeowners and actually benefit utilities. The former is what Thailand needs right now.

Lastly, for this scheme to create a solar movement in Thailand and serve as a tipping point, the geographic distribution of the solar panels will be important. Will they be spread nationwide and their impact diluted? Will they be concentrated in groups of highly visible communities to serve as a kind of living, concrete showcase for solar energy?

Energy Reform Committee Chairman Dr. Thongchat Hongladaromp and Chairman of the National Reform Council (NRC) subcommittee on renewable energy Alongkorn Ponlaboot, both spoke optimistically about this project, talking about its expansion in schools, factories and government offices after 10 years. But the real question must be, how can this scheme boost a true renewable energy revolution in Thailand?

This is a litmus test to see exactly how green our future will be. The next step for Thailand’s NRC is to ensure that a Renewable Energy Law is passed by the parliament this year. This is vital to ensure a proper, just, fair and sustainable supporting mechanism for clean, renewable energy development.

Analysts are also eagerly awaiting news to see if Thailand will be the first ASEAN nation to launch a green bank (as Germany did with the KfW Development Bank or Connecticut with the Clean Energy Finance and Investment Authority). A green bank would use limited public funds to attract private funds that together would promote low-cost, long-term financing support to renewable energy projects. In the end, every public baht supports many more bahts of private investment, for example, by guaranteeing certain rates of return to private investors.

So, while we welcome this progress towards renewable energy, we hope we will maintain these steps forward so Thailand can really lead the green development in Southeast Asia.

————————————

Tara Buakamsri is Thailand Country Director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

เหตุผลที่ราคาแผงโซลาร์ลดลงร้อยละ 40 ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี

มันกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่การประชุมอนาคตพลังงานโลกที่อาบูดาบี เซลแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น กังหันลม ไม่ได้แพงมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายๆ ส่วนของโลก และแท้ที่จริง มันถูกกว่าด้วยซ้ำ

ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรับรู้เรื่องนี้ ดร. Adaba Sultan Ahmed al Jabber รัฐมนตรีแห่งสหรัฐอาหรับอิมิเรต ได้กล่าวในพิธิเปิดการประชุมว่า ราคาของพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันกับแหล่งพลังงานแบบเดิม และจะไม่มีผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน

เขายังเห็นด้วยว่า นี่ถือเป็นโอกาสในการเรียกร้องให้มีการยกเลิกอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลในด้านราคา ซึ่งเขาเห็นว่ามันคิดเป็น 5 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนในปี 2513 ถ้าเรามีความกล้าหาญและโอกาสที่จะพูดว่า ใช่เราต้องคิดต่าง ก็สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ นี่คือสิ่งที่มาจากประเทศที่ผลิตน้ำมันเป็นอันดับแปดและมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับเจ็ดของโลก

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ องค์การพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ(IRENA)คาดการว่าต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์จะลดลงอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เน้นให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันกับพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หากรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้วล่ะก็พวกเขาจะเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดในเรื่องอนาคตด้านพลังงานของประเทศ

สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ACWE ซึ่งมีทรัพย์สินราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐ ได้สร้างสถิติโลกโดยได้ราคาเซลแสงอาทิตย์ที่ต่ำในการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดของโลก นาย Paddy Padmanathan ผู้อำนวยการบริหารของ ACWE บอกว่าราคาของเซลแสงอาทิตย์จะลดลงอีกราวหนึ่งในสามในปีที่จะมาถึง เขาคาดว่ากำลังการผลิตติดตั้งกว่า 140,000 กิกะวัตต์ที่จะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและใต้ อย่างน้อยที่สุดจะมีครึ่งหนึ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในทศวรรษที่จะมาถึง

การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับการคาดการณ์โดย Deutsche Bank ที่ระบุว่า ไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์จะไปถึงจุดที่ต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม โดยครองตลาดพลังงานร้อยละ 80 ภายในอีก 2 ข้างหน้า และประมาณว่าตุ้นทุนจะลดลงร้อยละ 40 ภายในสิ้นปี

รายละเอียดที่อธิบายถึงการคาดการณ์ของการวิเคระห์ของ Deutsche Bank analysts มีดังนี้

นาย Vishal Shah แห่ง Deutsche Bank’s กล่าวถึงต้นทุนอนาคตของระบบเซลแสงอาทิตย์ว่า ส่วนใหญ่เน้นไปที่ตลาดเซลแสงอาทิตย์บนหลังคา แต่บทเรียนต่างๆ ก็เช่นเดียวกันกับระดับของหน่วยงานด้านไฟฟ้า จะเห็นว่าระบบเซลแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับสายส่งจะเป็นระบบเซลแสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์ และถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในตลาดพลังงานที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีในการมาถึงของการติดตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์บนหลังคานั้นอยู่จุดที่คุ้มทุน

ราคาการผลิตในปัจจุบัน

ธนาคาร Deutsche ระบุว่า ต้นทุนรวมของระบบเซลแสงอาทิตย์ของบริษัทชั้นนำของจีนลดลงจาก 1.31 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2554 เป็น 0.50 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2557 อันเนื่องมาจากการลดลงของต้นทุนในกระบวนการผลิต การลดลงของราคาแผงเซลโพลีซิลิกอนและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการแปลงให้เป็นกระแสไฟฟ้า

นั่นแสดงถึงการลดลงราวร้อยละ 60 ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่าต้นทุนรวมจะลดลงอีกร้อยละ 30-40 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยการลดลงมากที่สุดจะมาจากภาคครัวเรือนอันเนื่องมาจากการปรับปรุงด้านขนาดและประสิทธิภาพในการทำงาน

จะเห็นจุดเด่นในเรื่องนี้ในตลาดเซลแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก – เยอรมนี “ปัจจุบัน ต้นทุนในเยอรมนีต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกามาก และต้นทุนการติดตั้งในเยอรมนีลดลงร้อยละ 40 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุการลดลงนั้นแตกต่างกันไปแต่ละประเทศ แต่เราเชื่อว่า ตัวอย่างของเยอรมนีจะยังคงเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าต้นทุนระบบโดยรวมยังไม่ไปถึงจุดที่มีต้นทุนต่ำสุดแม้กระทั่งในตลาดพลังงานที่อิ่มตัวแล้วก็ตาม”

การลดต้นทุนโดยรวมไม่ได้มาจากโพลีซิลิกอน เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปีก่อนหน้านี้ ต้นทุนที่ลดลงในอนาคตจะมาจากส่วนที่ไม่เกี่ยวแผงเซลแสงอาทิตย์

ราคาแผงเซลแสงอาทิตย์ลดลงเป็น 0.5 เหรียญต่อวัตต์

ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่า ในขณะที่การค้าและตลาด หรือการตกลงราคาต่ำสุดของแผงเซลแสงอาทิตย์ยังอาจไม่ชัดเจนในระยะอันใกล้นี้ ความไม่สมบูรณ์จองตลาดจะทำงานของมันในระยะยาวและราคาที่ชัดเจนจะไปถึง 0.5 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น บริษัท SunEdison ได้ตั้งเป้าให้ราคาอยู่ที่ 0.40 เหรียญต่อวัตต์ภายในปี 2559 และผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของจีนนั้นบรรลุเป้าหมายที่ราคา 0.50เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ไปแล้วในปี 2557 เมื่อพิจารณาว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่ปรับปรุงราคาในราว 1-2 เซนต์ต่อไตรมาส การปรับราคาน้อยกว่า 10 เซนต์ (เพื่อให้ถึง 0.40 เหรียญต่อวัตต์) ในช่วง 12 ไตรมาสนั้นแทบเรียกได้ว่าเป็นเรื่องพื้นๆ

ราคาอินเวอร์เตอร์และโครงก็ลดลงด้วย

โดยทั่วไปแล้วราคาอินเวอร์เตอร์จะลดลงราวร้อยละ 10-15 ต่อปี และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผู้ติตตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์รายใหญ่นั้นทำราคาได้แล้วที่ 0.25 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์หรือต่ำกว่านั้นในการทำข้อตกลงขนาดใหญ่ การลดลงของราคาส่วนประกอบระบบแผงเซลแสงอาทิตย์ การปรับปรุงอุปกรณ์รุ่นใหม่ และประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดกาประหยัดในด้านการผลิต