ความท้าทายและวิกฤตมลพิษพลาสติกของประเทศไทย

ธารา บัวคำศรี

ดังที่รับรู้กันว่า รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินมาตรการตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 โดยยกเลิกพลาสติกใช้แล้วทิ้งซึ่งรวมถึงถุงพลาสติกหูหิ้วนับตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา และมุ่งลดขยะพลาสติกลงร้อยละ 30 ภายในสิ้นปี 2563 นี้

แต่การแพร่ระบาดของ Covid-19 และผลจากมาตรการล็อกดาวน์ได้ผลิกผันสถานการณ์ขยะพลาสติกในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นจาก 2,120 ตันต่อวันในปี 2562 เป็น 3,440 ตันต่อวัน ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2563 เฉพาะเดือนเมษายนอย่างเดียว การเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกคิดเป็นเกือบร้อยละ 62

ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะกล่าวกันว่า พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เราต้องไม่ลืมว่า ขยะพลาสติกคือปัญหามลพิษ(plastic pollution) ไม่ใช่ปัญหาขยะ และเราต้องเน้นการแก้ปัญหาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงเมื่อพลาสติกหมดอายุการใช้งาน

บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า มีความท้าทายประการใดและสิ่งที่จะต้องทำคืออะไร หากสังคมไทยต้องการจะปลดแอกจากวิกฤตมลพิษพลาสติก (break free from plastic pollution)

ความท้าทาย : รัฐบาลขาดความมุ่งมั่นและเจตจำนงทางการเมือง

จริงอยู่ที่รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 ตลอดจนนโยบาย แผนแม่บท และมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินงานภายใต้กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ในขณะที่อีกหลายภาคเอกชนริเริ่มแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้งหลายเหล่านี้อยู่บนฐานความสมัครใจ(voluntary) อาศัยความร่วมมือร่วมใจและจิตสำนึก โดยไม่มีผลบังคับในทางกฏหมาย(legally-binding) ตลอดจนแรงจูงใจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของสาธารณะชนอย่างแท้จริง ดังที่กรีนพีซมีข้อเสนอต่อ Roadmap การจัดการพลาสติก ที่นี่

ดังนั้น เจตจำนงทางการเมืองอันแรงกล้าของรัฐบาลเพื่อออกแบบระบบกฏหมายสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ต่อยอดจากฐานทางกฏหมายที่เข้มแข็งอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติก

ความท้าทาย : นโยบายที่มีอยู่ตามไม่ทันกับวิกฤตมลพิษพลาสติก

สารจากรายงาน “Breaking the Plastic Wave” ของ The PEW Charitable Trust ซึ่งวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองระดับโลกเป็นครั้งแรก ระบุชัดเจนว่า ไม่มีทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติกหากไม่ให้ความสำคัญต่อการลงมือปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดใช้พลาสติกและการผลิตพลาสติก

ประเด็นสำคัญจากรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คำมั่นสัญญาของภาคอุตสาหกรรมและนโยบายรัฐบาลที่มีอยู่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเพื่อจัดการกับมลพิษพลาสติกนั้นไม่เพียงพอ รายงาน Breaking the Plastic Wave ย้ำว่า แผนการขยายอุตสาหกรรมพลาสติกจะยิ่งทำให้เกิดมลพิษพลาสติก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ต่อระบบนิเวศทะเลและมหาสมุทรมากขึ้น

หลายคนอาจเห็นข่าวล่าสุดที่ระบุว่า สหรัฐอเมริกาสร้างขยะพลาสติก 42 ล้านตัน ซึ่งมากที่สุดในโลก ในขณะที่ไทยขึ้นแท่นประเทศที่สร้างขยะพลาสติกต่อประชากร(กิโลกรัมต่อปี)สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และมีขยะพลาสติกในขยะทั่วไปในสัดส่วนมากเป็นอันดับ 3 ของโลกตัวเลขดังกล่าวข้างต้นมาจากงานวิจัยเรื่อง “The United States’ contribution of plastic waste to land and ocean” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยทำการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของธนาคารโลกที่เก็บรวบรวมจาก 217 ประเทศ พบว่าในปี พ.ศ. 2559 ปริมาณขยะพลาสติกในสหรัฐอเมริกาที่หลุดออกสู่สิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลในปี พ.ศ.2559 มีมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2553 ถือว่าเป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกออกสู่ทะเลมากที่สุดในโลก ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนลงมาเป็นอันดับ 2 จากที่เคยเป็นอันดับ 1 มาก่อน

ปริมาณขยะพลาสติก(ตัน/ปี)สัดส่วนขยะพลาสติกในขยะทั่วไป(%)การเกิดขยะพลาสติกต่อคน (กิโลกรัมต่อปี)
สหรัฐอเมริกา42,027,21512.9105.30
สหราชอาณาจักร6,471,650
20.2
 98.66
เกาหลีใต้4,514,18624.388.09
เยอรมนี6,683,41213.081.16
ไทย4,796,49417.669.54
มาเลเซีย2,058,50115.067.09
ตารางแสดงรายชื่อประเทศที่มีการผลิตขยะพลาสติกสูงที่สุด 5 อันดับของโลกในปี พ.ศ.2559 (คำนวณจากฐานข้อมูลใน What a Waste 2.0 – A Global Snapshot of Solid Waste Management to 2050 ของ World Bank Group) ที่มา : The United States’ contribution of plastic waste to land and ocean

กรีนพีซมีข้อสังเกตต่อข้อมูลที่นำมาอ้างอิงในงานวิจัยในวารสาร Science Advances โดยเฉพาะกรณีที่ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกของไทยอยู่ที่ 4,796,494 ตัน/ปี (หรือราว 69.54 กิโลกรัม/ปี/คน) เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่าการเกิดขยะพลาสติกอยู่ที่ 2 ล้านตันต่อปี (หรือราว 29 กิโลกรัม/ปี/คน) ดังนั้น ไทยจะไม่อยู่ในอันดับ 5 ของโลกที่สร้างขยะพลาสติกต่อหัวประชากรมากที่สุด

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นี่ควรเป็นเสียงปลุกให้ภาคการเมืองและรัฐสภาไทยตื่นขึ้น หากต้องการริเริ่มป้องกันมลพิษพลาสติกที่ปลดปล่อยสู่ระบบนิเวศทะเล/มหาสมุทรและสิ่งแวดล้อมของเรา แนวนโยบายที่จำเป็นคือการยุติการขยายการผลิตพลาสติก

สิ่งที่จะต้องทำ : ออกกฏหมายเพื่อจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติกบนหลักการ “การผลิตที่สะอาด(clean production) และ “การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต(Extended Producer Responsibility)”

บนฐานความคิดที่ว่า เราสามารถประสบความสำเร็จในการจัดการสิ่งแวดล้อมและป้องกันมลพิษควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน กรีนพีซจึงเสนอให้มีการจัดทำ “กฏหมายจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติก(Break Free From Plastic Pollution Act)” ขึ้น

กรอบกฏหมายนี้จะวางอยู่บนแนวคิด “การผลิตที่สะอาด” ซึ่งประกอบด้วย

(1) หลักการระวังไว้ก่อน (The Precautionary Principle) นิยามว่า “ในการทำกิจกรรมใดๆ (ในที่นี้คือกระบวนการผลิตพลาสติก) ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้น ควรนำมาตรการระวังไว้ก่อนมาใช้ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลกระทบอาจยังพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์”  ภายใต้หลักการนี้ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีประกอบการของตนปลอดภัยที่สุด แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าการประกอบกิจกรรมนั้นๆ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตน

(2) หลักการป้องกัน (The Preventive Principle) การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวิธีที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าความพยายามจัดการหรือ “ฟื้นฟู” ความเสียหายนั้น  การป้องกันทำได้โดยการตรวจสอบทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบไปจนถึงการกำจัดเมื่อเลิกใช้  หลักการป้องกันกระตุ้นให้เกิดการหาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดขึ้น

(3) หลักการประชาธิปไตย (The Democratic Principle) การผลิตที่สะอาดเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมซึ่งได้แก่ คนงาน ผู้บริโภค และชุมชน การเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การผลิตที่สะอาดจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนงานและผู้บริโภคมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตอย่างแท้จริง

(4) หลักการแบบองค์รวม (The Holistic Principle) รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ พลังงาน และผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าทุกชิ้นที่เราซื้อ การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จะเอื้อให้เกิดการสร้างแนวร่วมเพื่อการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนขึ้นได้ เราจะไม่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาจากการแก้ปัญหาเดิม หรือนำความเสี่ยงจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงพลาสติก เราต้องพิจารณาถึงต้นทุนผลกระทบภายนอกที่สังคมโลกต้องแบกรับซึ่งมีการประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน (350 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นทุนด้านสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรวมรวมและมลพิษพลาสติกในทะเล

หัวใจสำคัญของกรอบกฏหมายเพื่อจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติกคือ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ในปี 2552 กรีนพีซเสนอผลการวิจัยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตมาประยุกต์ใช้ในการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ซึ่งต่อยอดไปสู่การยกร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น พ.ศ.…. และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 โดยกรมควบคุมมลพิษ

การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” จะต้องเป็นหลักการสำคัญที่มีผลบังคับใช้ทางกฏหมายในการจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติกของประเทศไทย ซึ่งเราจะนำมาเสนอในรายละเอียดในโอกาสต่อไป

โอกาสของการรีไซเคิล : เกิดอะไรขึ้นเมื่อแผงโซลาร์เซลหมดอายุการใช้งาน

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.greenmatch.co.uk/blog/2017/10/the-opportunities-of-solar-panel-recycling

อุตสาหกรรมพลังงานต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐากและเป็นที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงได้มุ่งสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงวัฐจักรชีวิต ดูเหมือนว่ามีคำถามเรื่องความยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ แผงโซล่าร์เซล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนที่พึ่งพาการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าใช้ในบ้านเรือนและธุรกิจ

แต่เกิดอะไรขึ้นกับแผงโซลาร์เซลเมื่อมันไม่อาจทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ? อินโฟกราฟฟิกด้านล่างจะพาผู้อ่านสำรวจถึงกระบวนการรีไซเคิลของแผงโซลาร์เซล:

อายุของแผงโซลาร์เซล

แผงโซลาร์เซลใข้งานได้นานเพียงใด? เป็นคำถามที่หลายคนมีอยู่ในใจ จากการศึกษาพยว่า อายุของแผงโซลาร์เซล(life expectancy of solar panels) อยู่ในราว 30 ปี ก่อนถูกปลดระวาง

ตลอดช่วงอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซล อาจมีการลดลงของศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 20 ในช่วง 10-12 ปีแรก ประสิทธิภาพของแผงจะลดลงสูงสุดประมาณร้อยละ 10 และร้อยละ 20 เมื่อใช้งานไป 25 ปี ตัวเลขนี้ได้รับการยืนยันจากผู้ผลิตส่วนใหญ่

ถึงกระนั้น จากประสบการณ์พบว่า ในความเป็นจริง ประสิทธิภาพของแผงจะลดลงเพียงร้อยละ 6-8 เมื่อใช้งานไป 25 ปี ช่วงชีวติการใช้งานของแผงโซลาร์เซลจึงอาจนานกว่าที่มีการประมาณอย่างเป็นทางการ ช่วงชีวิตการใช้งานของแผงโซลาร์เซลที่มีคุณภาพสูงอาจมากกว่า 30-40 ปี และยังคงสามารถทำงานได้หลังจากนั้นแม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงก็ตาม

การจัดการขั้นสุดท้ายของแผงโซลาร์เซล

ในเชิงกฏหมาย ขยะแผงโซลาร์เซลยังถูกจำแนกให้เป็นของเสีย ในกรณีของอียู แผงโซลาร์เซลจัดให้เป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์(e-waste) ภายใต้ กฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า(Waste Electrical and Electronic Equipment (WEEE) Directive) ดังนั้นการจัดการแผงโซลาร์เซลจะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายนี้ เพิ่มเติมจากกรอบข้อบังคับอื่นๆ

ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จะต้องทำตามข้อกำหนดเฉพาะที่วางไว้ในกฎหมายและมาตรฐานการรีไซเคิลเพื่อที่รับประกันว่าแผงโซลาร์เซลจะไม่กลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อหมดอายุการใช้งาน นี่เป็นตอนที่เทคโนโลยีในการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลเริ่มปรากฎขึ้นมา

ผู้ผลิต แผงโซลาร์เซล(Photovoltaic) ทำงานร่วมกับสถาบันของรัฐบาลในการหาทางแนวทางจัดการกับซากแผงโซลาร์เซล

ซากแผงโซลาร์เซล

ในความเป็นจริง หากไม่มีกระบวนการรีไซเคิล ภายในปี ค.ศ.2050 จะมีซากแผงโซลาร์เซล 60 ล้านตันสะสมอยู่ในหลุมฝังกลบ การที่แผงโซลาร์เซลทุกชิ้นจะมีส่วนประกอบของสารพิษ นั่นก็เท่ากับเป็นแนวทางการผลิตไฟฟ้าที่ดูเหมือนจะไม่ยั่งยืนนัก

ในแผนที่ interactive map ต่อไปนี้ เราสามารถตรวจสอบได้ถึงการเกิดซากแผงโซลาร์เซลของแต่ละประเทศทั่วโลก

<p>Created by <a href=”https://www.greenmatch.co.uk/”>GreenMatch</a></p&gt;

มีความเชื่อร่วมกันว่าแผงโซลาร์เซลไม่สามารถรีไซเคิลได้ นี่เป็นมายาคติประการหนึ่ง กระบวนการรีไซเคิลต้องการเวลาในการดำเนินงานอย่างกว้างขวางและต้องมีการวิจัยต่อไปเพื่อให้บรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่ในการนำเอาชิ้นส่วนทุกชิ้นของแผงโซลาร์เซลมารีไซเคิล ด้วยเหตุนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยการออกแบบและหน่วยการรีไซเคิลจะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดโดยคำนึงถึงการออกแบบชิงนิเวศ

กระบวนการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซล

แผงโซลาร์เซลมีสองชนิดซึ่งจะต้องมีแนวทางการรีไซเคลิที่แตกต่างกัน ทั้งชนิดซิลิกอน(silicon based)และชนิดฟิล์มบาง(thin-film based) สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลโดยใช้กระบวนการทางอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ปัจจุบัน แผงโซลาร์เซลชนิด silicon based เป็นแบบที่มีการใช้โดยทั่วไปซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ในวัสดุที่ใช้กับแผงโซลาร์เซลชนิด thin-film based

งานวิจัยที่ศึกษาถึงการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลได้ผลออกมาในเชิงเทคโนโลยีแบบต่างๆ เทคโนโลยีบางแบบสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรีไซเคิลได้ถึงร้อยละ 96 มุ่งที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอน

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอนเริ่มจากการแยกชิ้นส่วนการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลอกกเป็นอะลูมิเนียมและแก้ว แก้วร้อยละ 95 สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ในขณะที่ส่วนประกอบที่เป็นโลหะภายนอกก็ใช้ทำกรอบแผงโซลาร์เซลได้อีก วัสดุที่เหลือถูกนำไปหลอมโดยกระบวนการความร้อนที่อุณหภูมิ 500 องศาเซลเซียส ด้วยความร้อนที่สูงมาก พลาสติกที่หุ้มอยู่จะระเหยเหลือแต่เพียงแผงซิลิกอนที่พร้อมจะนำไปสู่กระบวนการใหม่ เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยจะรับประกันว่าพลาสติกจะไม่เสียไปเฉยๆ แต่จะนำมาใช้เป็นแหล่งความร้อนเพื่อกระบวนการให้ความร้อนต่อไป

หลังจากผ่านกระบวนการความร้อน ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกแยกออกจากกัน ร้อยละ 80 ของชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ทันที ในขณะที่ส่วนที่เหลือจะนำไปแปรรูปต่อ ชิ้นส่วนซิลิกอนที่เรียกว่า เวเฟอร์(wafers) จะถูกนำสกัดด้วยกรด แผ่นเวดเฟอร์ที่แตกเป็นชิ้นๆ จะนำไปหลอมเพื่อผลิตเป็นแผงซิลิกอนใหม่(silicon module) ผลคืออัตราการรีไซเคิลวัสดุซิลิกอนจะเป็นร้อยละ 85

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลชนิดฟิล์มบาง

โดยเปรียบเทียบ แผงโซลาร์เซลชนิดฟิล์มบางมีกระบวนการรีไซเคิลที่ไปไกลกว่า ขั้นตอนแรกคือการใส่ลงไปในเครื่องบดแยก หลังจากนั้น จะต้องทำให้ชิ้นส่วนที่ผ่านการบดย่อยมีความหนาไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร ซึ่งจะเป็นขนาดที่ทำให้ชิ้นส่วนที่อยู่ภายในแยกออกจากกันทั้งหมดและสามารถนำออกมาได้ ตรงกันข้ามกับแผงโซลาร์เซลชนิดซิลิกอน ส่วนที่เหลืออยู่จะประกอบด้วยวัสดุที่เป็นของแข็งและของเหลว เพื่อแยกมันออกจากกัน จะใช้ rotating screw ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำให้วัสดุที่เป็นของแข็งหมุนอยู่ในภายในท่อในขณะที่ส่วนที่เป็นของเหลวจะไหลหยดลงในถังรองรับ

วัสดุที่เป็นของเหลวจะผ่านกระบวนการทำให้แห้ง(precipitation and dewatering process) เพื่อให้คงความบริสุทธิ์ วัสดุที่ได้จะผ่านเข้าสู่กระบวนการทางโลหะ(metal processing) เพื่อแยกวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต่างๆ ออกจากกันโดยสิ้นเชิง ขั้นตอนหลังนี้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีจริงๆ ที่มีการใช้ตอนที่ผลิตแผงโซลาร์เซล อย่างไรก็ตาม มีการนำวัสดุเซมิคอนดักเตอร์มาใช้ใหม่ร้อยละ 95 โดยเฉลี่ย

วัสดุส่วนที่เป็นของแข็งจะมีการปนเปื้อนกับสิ่งที่เรียกว่า วัสดุระหว่างชั้นฟิล์ม(interlayer materials) ซึ่งมีน้ำหลักเบาและสามารถแยกออกโดยใช้พื้นผิวที่มีการสั่น สุดท้าย วัสดุจะเข้าสู่กระบวนการผ่านน้ำ(rinsing) สิ่งที่เหลืออยู่คือแก้วบริสุทธิ์ โดยสมารถนำแก้วมาแปรรูปใช้ใหม่อย่างง่าย ได้ถึงร้อยละ 90

ประโยชน์ในอนาคตของการจัดการซากแผงโซลาร์เซล

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าแผงโซลาร์เซลสามารถรีไซเคิลได้ คำถามคือประโยชน์อื่นๆ ในเชิงเศรษฐกิจ แน่นอนว่า จำต้องมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลที่เหมาะสมในการจัดการกับปริมาณแผงโซลาร์เซลที่หมดอายุการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เมื่อเกิดขึ้น เราจะได้เป็นประจักษ์ต่อปัจจัยเชิงบวกต่างๆ และโอกาสใหม่ในทางเศรษฐกิจ

การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลไม่เพียงแต่สร้างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังสร้างมูลค่าของการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่คิดเป็นมูลค่า 11 พันล้านปอนด์ภายในปี ค.ศ.2050 ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตแผงโซลาร์เซลใหม่ 2 พันล้านแผงโดยไม่ต้องลงทุนในการนำเอาวัตถุดิบขั้นต้นมาใช้ นั่นหมายถึงว่า จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นราว 630 กิกะวัตต์จากการนำเอาวัสดุแผงโซลาร์เซลเดิมมาใช้อีกครั้ง

ด้วยราคาที่ลดลง บ้านเรือนและภาคธุรกิจเลือกที่จะลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ผลคือโอกาสทางเศรษฐกิจของภาครีไซเคิลแผงโซลาร์เซลจะก่อเกิดขึ้น

เบียร์ที่ยอดเยี่ยมต้องการน้ำที่สะอาด

ธารา บัวคำศรี แปลสรุปจาก Great Beer Needs Clean Water: NRDC Partners with Craft Brewers to Protect the Clean Water Act. http://www.nrdc.org/media/2013/130409.asp

หากไร้ซึ่งเบียร์ อาจไม่มีอารยธรรมของมนุษย์ หนึ่งหมื่นสองพันปีก่อน การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเร่ร่อนเก็บของป่าล่าสัตว์มาเป็นชุมชนเกษตรกรรมของมนุษย์นั้นต้องพึ่งพาอาศัยแหล่งอาหารเหลวที่ช่วยทำให้สดชื่นและเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกาย และน้ำไม่สามารถทำได้เพราะจะมีการปนเปื้อนได้ง่าย ยากที่จะทำให้น้ำสะอาดและน้ำยังเป็นตัวกลางในการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ดี

สตีพ จอห์นสันเขียนไว้ในหนังสือเกี่ยวกับโรคท้องร่วงที่ระบาดในลอนดอนในปี 1854 ว่า “ทางออกคือการดื่มแอลกอฮอล์”

ถึงแม้ว่าเบียร์จะไม่่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แรกสุดของมนุษย์ แต่มันเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการทำและเก็บไว้ในปริมาณมาก

ปัจจุบัน แทนที่เบียร์จะมาแทนน้ำสะอาด เบียร์ที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับน้ำสะอาด เบียร์ที่เราดื่มนั้นเป็นน้ำร้อยละ90 คนทำเบียร์ใช้เวลาอย่างมากกับการคิดถึงความบริสุทธ์และความมั่นคงของแหล่งน้ำที่นำมาใช้ทำเบียร์ เพราะว่าเบียร์มีส่วนผสมหลักสี่ส่วนคือน้ำ มอลต์ ฮอบส์ และยีสต์ รสชาติและคุณลักษณะของส่วนประกอบหลักนั้นมีผลมากต่อผลิตผลสุดท้าย หรือพูดให้ง่ายก็คือ ยิ่งน้ำดีมากเท่าไร เบียร์ก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

คนทำเบียร์ในปัจจุบันนั้นเข้าใจความสำคัญของน้ำสะอาดและยินดีที่จะต่อสู้เพื่อมัน ในสหรัฐอเมริกา กลุ่ม Natural Resources Defense Council ทำงานร่วมกับผู้ผลิตเบียร์รายย่อยให้ออกมาสนับสนุนกฏหมายน้ำสะอาดซึ่งออกมาตั้งแต่ปี 1972 แต่มีผลบังคับใช้ในการปกป้องแหล่งน้ำสะอาดในสหรัฐได้น้อยมาก การสำรวจขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐได้ระบุว่าร้อยละ 55 ของแหล่งน้ำในประเทศตกอยู่ในสภาวะวิกฤต มีระดับของฟอสเฟตและไนโตรเจนที่สูงมากๆ

เบียร์มิใช่เพียงอุตสาหกรรมเดียวที่ต้องพึ่งพาน้ำสะอาด แต่ในฐานะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ผลิตเบียร์รายย่อยมีความสนใจเป็นพิเศษในการปกป้องแหล่งน้ำสะอาดในพื้นที่ของตน การรณรงค์มีความสอดคล้องกันทางประวัติศาสตร์ อีกครั้งหนึ่งที่ เบียร์สามารถช่วยปกป้องแหล่งน้ำสะอาดได้