ทรัพยากรสูญไปในเปลวไฟ : มายาคติทางเศรษฐกิจ ระหว่าง “การเผาขยะ” กับ “ของเสียเหลือศูนย์” ในซีกโลกใต้

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปริมาณวัสดุเหลือใช้ที่ถูกทิ้งในประเทศอุตสาหกรรม[i] มีจำนวนมากจนเข้าขั้นวิกฤต ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น[ii]การย้ายถิ่น ลัทธิบริโภคนิยมที่ขยายตัวไปทั่วโลก และการเกิดขึ้นอย่างมากมายของบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ประเภท ‘ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง’เหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น หลุมฝังกลบซึ่งโดยทั่วไปไม่มีอะไรมากไปกว่ากองทิ้งไว้เฉย ๆ กำลังจะเต็ม และการคัดค้านของประชาชนที่ขยายวงกว้างมากขึ้น กลายเป็นข้อจำกัดของการก่อสร้างหลุมฝังกลบแห่งใหม่

เพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ หลายประเทศหันไปพึ่งพาภาคเอกชน อ้าแขนรับแนวทางการจัดการโดยใช้เทคโนโลยี และถอยหลังกลับไปใช้เทคนิคดั้งเดิมคือการเผาขยะ  อย่างไรก็ตาม โรงงานเผาขยะไม่ว่าจะสร้างที่ไหนก็ตาม มีข้อเสียอยู่หลายประการ ดังต่อไปนี้ :

    • ก่อให้เกิดมลพิษ
    • ทำลายสุขภาพของประชาชน
    • สร้างภาระทางการเงินก้อนใหญ่ให้กับชุมชนเจ้าของพื้นที่
    • ทำให้ชุมชนสูญเสียทรัพยากรทางการเงิน
    • สูญเสียพลังงานและวัสดุ
    • เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
    • เป็นบ่อนทำลายการจัดการวัสดุเหลือใช้ในแนวทางที่เหมาะสมและแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดของเสีย
    • เกิดปัญหาในประเทศอุตสาหกรรมเป็นผลให้โรงงานเผาขยะชะลอตัวลงหรือยุติไป
    • ปลดปล่อยมลพิษอากาศเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้บ่อยครั้ง
    • มีการจัดการเถ้าที่ไม่ถูกต้อง
    • นำไปสู่ภาวะล้มละลายทางการเงิน เนื่องจากขาดแคลนของเสียที่นำมาเป็นเชื้อเพลิง
    • เพิ่มค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้เสียภาษี

เป็นที่คาดหมายได้ว่า เทคโนโลยีการเผาขยะซึ่งถูกออกแบบเพื่อเผาวัสดุเหลือใช้ในประเทศอุตสาหกรรมจะมีประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าเมื่อนำมาใช้ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของวัสดุเหลือใช้มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรมยังมีหน่วยงานที่รับผิดชอบและโครงสร้างกฎหมายที่ใช้ควบคุมไม่เพียงพอ ขาดงบประมาณในการซื้อชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์สำรอง ขาดคนงานที่มีทักษะ และมีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพิงแรงงาน

มักมีข้อเสนอว่า โครงการก่อสร้างโรงงานเผาขยะซึ่งมาพร้อมกับโครงการรวมศูนย์การจัดการของเสียและแปรรูปให้เป็นเอกชน เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะรับมือกับปริมาณวัสดุเหลือใช้ที่กำลังเพิ่มขึ้น แต่โชคดีที่ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ แท้จริงแล้ว ทางเลือกที่ไม่ใช้การเผานี้สามารถทำได้กว้างขวาง รองรับวัสดุเหลือใช้จากเมืองขนาดใหญ่ได้ และสามารถทำในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรมโดยใช้ทรัพยากรเพียงน้อยนิดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นทางเลือกเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายเพียงเศษเสี้ยวของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับโรงงานเผาขยะ อีกทั้งยังมีการจ้างงานมากกว่า และก่อให้เกิดปัญหามลพิษน้อยมาก ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โครงการคัดแยกวัสดุเหลือใช้ที่จุดกำเนิดเพื่อการรีไซเคิลและการหมักทำปุ๋ย(ในที่ซึ่งมีการแยกวัสดุรีไซเคิลได้และวัสดุอินทรีย์จากบ้านเรือน)มีศักยภาพในการนำวัสดุเหลือใช้จากบ้านเรือนกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากถึงร้อยละ90 ซึ่งเป็นศักยภาพที่โรงงานเผาขยะไม่มีวันทำได้

นิยามของการเผาขยะ

การเผาขยะไม่ได้หมายถึงแค่การเผาระดับโรงงาน (Mass Burn)(โดยจะได้พลังงานกลับคืนมาหรือไม่ก็ตาม) และระบบการผลิตเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะซึ่งพัฒนาเป็นอย่างดีในประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมแล้วเท่านั้น หากยังรวมถึงระบบที่ใช้ความร้อนจัดการกับวัสดุเหลือใช้ซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรอย่างสูญเปล่าและก่อมลพิษ โดยรวมถึงเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานมาจากการเผาไหม้ด้วยอากาศ (Combustion) Pyrolysisและการใช้ก๊าซเพื่อเผาไหม้ (Thermal Gasification)ทั้งระบบPyrolysis และระบบที่ใช้ก๊าซเพื่อเผาไหม้ มีลักษณะเดียวกับการเผาไหม้ด้วยอากาศ กล่าวคือทำให้เกิดสารไดอ็อกซีน ฟูรานและมลพิษคงทนอย่างอื่น ๆ 

กล่าวโดยย่อแล้ว การเผาไหม้ด้วยอากาศ คือการเผาโดยใช้ออกซิเจนในอากาศ การเผาไหม้สารไฮโดรคาร์บอนทำให้เกิดความร้อน แสง น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ ขี้เถ้าเป็นส่วนผสมของสารซึ่งหลงเหลือจากการเผาไหม้รวมกับธาตุของแข็งใหม่ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เทคโนโลยีการเผาไหม้ขยะแข็งที่พบกันมากที่สุดได้แก่ 

  • โรงงานเผาขยะ (Mass Burn) ซึ่งเป็นการเผาไหม้ขยะโดยตรง โดยทั่วไปความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้จะถูกใช้เพื่อต้มน้ำให้เดือดเป็นไอเพื่อปั่นกังหันผลิตไฟฟ้า
  • ระบบเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะ (Refuse-derived fuel: RDF) จะประกอบด้วยขั้นตอนการบำบัดขยะรวมก่อนการเผาไหม้ กระบวนการก่อนการเผาไหม้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละโรงงาน แต่โดยปกติมักประกอบด้วยการหั่นและการคัดแยกโลหะหรือวัสดุซึ่งให้ค่าความร้อนต่ำออกไป จากนั้นจะนำวัสดุซึ่งคัดแยกแล้วมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในลักษณะเดียวกับโรงงานเผาขยะแบบที่หนึ่ง หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานแบบอื่น เช่น เตาเผาซีเมนต์
  • Pyrolysis เป็นการใช้ความร้อนเพื่อย่อยสลายวัตถุโดยปราศจากออกซิเจนหรือมีออกซิเจนในปริมาณจำกัด ในโรงงานPyrolysisวัสดุจะถูกให้ความร้อนจนมีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 800-1400ฟาเรนไฮน์ (427-760เซลเซียส) การไม่ปล่อยออกซิเจนเข้าไปก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผาไหม้ (combustion) อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปในระหว่างการเผาไหม้เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศอาจเกิดขึ้นและส่งผลให้เกิดสารไดอ็อกซีนและสารประกอบอันตรายอย่างอื่น ๆ Pyrolysisทำให้เกิดผลลัพธ์สามอย่างคือ ก๊าซ น้ำมันเชื้อเพลิงและกากของแข็ง ซึ่งเรียกว่า “char” (ซึ่งมักประกอบด้วยโลหะหนัก)
  • การใช้ก๊าซเพื่อเผาไหม้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีการPyrolysisเว้นแต่ว่าการใช้ความร้อนเพื่อเผาขยะแข็งทำขึ้นในระบบที่มีออกซิเจนหรืออากาศจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดก๊าซซึ่งเผาไหม้ได้ (combustible gas)ก๊าซชนิดนี้อาจใช้กับหม้อต้มหรือเครื่องปั่นไฟที่ใช้อากาศ สิ่งที่หลงเหลือจากระบวนการนี้จะเป็นทั้งของแข็งและของเหลวซึ่งอาจประกอบด้วยสารพิษในระดับสูง

คำว่า“วัสดุเหลือใช้” แทนสิ่งที่เรามักจะเรียกว่า “กากของเสีย” วัสดุเหลือใช้หมายถึงวัสดุซึ่งใช้แล้วและสามารถนำมาใช้ใหม่ รีไซเคิล ย่อยสลายหรือนำมาทิ้ง กากของเสียจะเป็นวัสดุซึ่งถูกทิ้งออกจากระบบการค้า (หรือสิ่งแวดล้อม) และกลายเป็นวัสดุหลงเหลือซึ่งสูญเสียคุณค่าไปเพราะถูกทำลายด้วยการเผา การกลบฝังหรือวิธีการอื่น


เชิงอรรถ

[i]บทความนี้ใช้คำว่าประเทศ “กำลังพัฒนาอุตสาหกรรม” หรือประเทศ “พัฒนาอุตสาหกรรมน้อยกว่า” แทนการใช้คำว่าประเทศ “กำลังพัฒนา” หรือประเทศ “ไม่พัฒนา” และใช้คำว่า“ซีกโลกใต้” ในความหมายเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอุตสาหกรรม

[ii] สหประชาชาติรายงานสถิติประชากรในเมืองของภูมิภาคกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจาก981 ล้านคนเมื่อปี 2523 เป็น 1.9พันล้านในปี 2543 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น2 เท่าภายในปี 2573

8 ขั้นตอนในการกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร

ทะเลและมหาสมุทรให้ทุกสิ่งที่เราต้องการ : อาหาร ออกซิเจน แรงบันดาลใจและการงาน ทะเลและมหาสมุทรยังช่วยรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าความสำคัญของมหาสมุทรที่มีต่อชีวิต มนุษย์ยังคงทำประหนึ่งทะเลและมหาสมุทรเป็นดังที่ระบายของเสีย ประมาณว่าทุกๆ นาที ขยะพลาสติกที่เท่ากับปริมาณที่บรรจุในรถบรรทุกขยะหนึ่งคันถูกทิ้งลงทะเล และเป็นความเร่งด่วนในการทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา และเรามีเวลาไม่มากในการทำอะไรบางอย่างกับปัญหา ข่าวดีคือเรามีทางออกของปัญหา

มันน่าเศร้าแต่เป็นวันที่สำคัญเมื่อ วาฬ Cuvier’s beaked) ขึ้นเกยตื้นบนหาด Sotra ในนอร์เวย์โดยมีพลาสติก 30 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน เราทั้งหลายที่ทำงานในประเด็นมหาสมุทรมาหลายปีต่างรับรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิจัยทำงานศึกษาเรื่องมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2513 สำหรับหลายๆ คน ปี พ.ศ.2560 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รับรู้อย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องพลาสติกมันใหญ่โตมากโดยที่เราสามารถเห็นได้บนชายหาด/ชายฝั่งทะเลทั่วทุกมุมโลก

ประมาณว่า ทุกๆ ปี พลาสติกราว 8 ล้านตันลงไปอยู่ในมหาสมุทร ผลิตภัณฑ์ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานแห่งอัจริยะได้กลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มันยากที่จะจินตนาการว่าขยะพลาสติก 8 ล้านตันมันมากแค่ไหน ถ้าจะให้เทียบ มันก็ประมาณกับนำหนักของประชากรทั้งหมดของประเทศสเปนและสพราชอาณาจักรรวมกัน ประมาณว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 60 ตันต่อนาทีภายในปี พ.ศ.2593 หากแนวโน้มการใช้พลาสติกและการขาดการจัดการของเสียที่เพียงพอยังคงเป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน

พลาสติกสร้างปัญหาใหญ่ต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชและต่อมนุษย์ นกทะเล เต่าทะเล และสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ เข้าไปติดอยู่ในถุงพลาสติก ติดอยู่ในเครื่องมือประมงที่ทิ้งไว้ไม่ใช้แล้ว และเสียชีวิตจากการกินพลาสติกเข้าไปในท้องของมัน พลาสติกหลุดเข้าห่วงโซ่อาหารและอาหารที่เรากิน และพบอยู่ในสายพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิดที่มีการสำรวจ รวมถึงหอยและปู และนี่อาจเป็นเพียงการเร่ิมต้น พลาสติกเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นปัญหาที่มีทางออก เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้

8 ขั้นตอนที่เราสามารถทำได้

1. ลดการพึ่งพาพลาสติก

เราใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในปริมาณที่เหลือเชื่อ ทั้ง หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้วพลาสติก ถ้วย ชาม ช้อนและซ่อมพลาสติก เราต้องยุติการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งเหล่านี้ ประเทศต่างๆ มากขึ้นได้นำเอามาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกใช้แล้วทิ้ง หรือตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลาสติกและของเสียพลาสติก ความพยายามดังกล่าวนี้ต้องถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การใช้พลาสติกในระดับโลกลดลง และพวกเราสามารถทำในส่วนของเราได้เพื่อปฏิเสธผลิตภัณฑ์เหล่านี้

2. ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การผลิตพลาสติกของโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ผลิตพลาสติกชั้นนำวางแผนจะเพิ่มการผลิตอีกหนึ่งในสามในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ.2517 การใช้พลาสติกต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2 กิโลกรัม 2kg ปัจจุบันเพิ่มเป็น 43 กิโลกรัมต่อหัวต่อปี! โลกกำลังเดินไปผิดทิศทาง จำต้องมีการพัฒนาทางเลือกต่อพลาสติกที่ไม่อาจย่อยสลายได้ และจะต้องมีการพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่รับผิดชอบต่อขยะพลาสติกโดยข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงและข้อตกลงว่าด้วยภาระรับผิดชอบของผู้ผลิตในการจัดการ เก็บจัดเก็บ และการนำมาใช้ใหม่

A member of Algeria's Under the Sea diving club collects plastic bottles.

3. เพิ่มค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับพลาสติกที่เป็นมลพิษ

พลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้ในปัจจุบันผลิตมาจากน้ำมันและเป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ ในนอรเวย์ มีพลาสติกเพียงร้อยละ 0.5 ที่ผลิตมาจากทรัพยากรที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ พลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงถูกว่า รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมพลาสติกที่เป็นมลพิษเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่มีราคาถูกกว่า

4. ขยายการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ

พลาสติกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การขยายตัวของประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การใช้พลาสติกเพิ่มได้รวดเร็วกว่าศักยภาพในการจัดการขยะพลาสติก พลาสติกจึงถูกทิ้งและออกสู่ทะเลในที่สุด  จีนและอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุด จำเป็นต้องมีโครงการในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล

5. ผลักดันให้เกิดวิสัยทัศน์ขยะพลาสติกในทะเลเป็นศูนย์

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมยกร่างเป้าหมายระดับโลกเพื่อยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ขั้นตอนต่อมาคือการจัดทำข้อตกลงนานาชาติที่มีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อรับรองว่าจะมีการจัดทำแผนที่ของแหล่งกำเนิดขยะทะเล ความรับผิดชอบทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่หลายของขยะพลาสติกในทะเล และเพิม่ความเข้มแข็งในการจัดการของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

6. เพิ่มการวิจัย การติดตามตรวจสอบและแผนที่แหล่งกำเนิดขยะพลาสติก

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับพลาสติก นักวิจัยคาดว่าร้อยละ 70 ของขยะพลาสติกลงไปอยู่ในพื้นใต้ทะเล เมื่อเวลาผ่านไป พลาสติกเหล่านี้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ หรือ เราจะกำจัดมันอย่างไร ความพยายามจะสร้างแผนที่และติดตามตรวจสอบ ตลอดจนการวิจัยถึงผลกระทบเชิงลบนั้นจะต้องถูกยกระดับขึ้น ดูข้อมูงเพิ่มเติมจาก การริเริ่ม นี้

7. ยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

ประมาณร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกในทะเลมาจากกิจกรรมต่างๆ และอุตสาหกรรมบนบก ทุกๆ อย่างตั้งแต่ยางรถยนต์ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ไปจนถึงก้นบุหรี่และก้านสำลีเช็ดหู ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ลดการใช้พลาสติกลงในชีวิตประจำวัน

8. ช่วยกันทำความสะอาดและฟื้นฟูแหล่งปนเปื้อนขยะพลาสติก

ปฏิบัติทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่และชายฝั่งทะเลที่เผชิญกับวิกฤตมลพิษ แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมการแก้ปัญที่ปลายเหตุ ก็ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้คนมารวมตัวกันในความพยายามยุติมลพิษพลาสติก

เบื้องหลังดำมืดของโครงการรีไซเคิลของสวีเดนที่ถือว่าพลิกโฉมโลก

แปลเรียบเรียงจาก Dominic Hogg อังคาร 13 ธันวาคม 2559 จาก The Independent Online

สวีเดนพิจารณาว่าการเผาขยะคือการรีไซเคิล อังกฤษกำลังจะซ้ำรอยความผิดพลาด

recycling-sweden-2

สวีเดนถือเป็นเจ้าแห่งการแยกและรีไซเคิลขยะ แต่มีความลับอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้

ทุกคนต่างพูดถึงระบบรีไซเคิลขยะของสวีเดน ตามการรายงานข่าว มันเป็นสิ่งที่ดีที่สวีเดนสามารถนำเอาขยะจากประเทศอื่นมาจัดการได้อีกด้วย นักข่าวคนหนึ่งรายงานว่า “เราฝันถึงระบบที่มีประสิทธิภาพแบบนี้ในสหราชอาณาจักร

นี่ทำให้ผมสงสัย ในฐานะที่ผมเคยทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสถิติเรื่องขยะและเข้าใจถึงประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปว่ามีการจัดการขยะอย่างไร ผมพยายามเข้าใจจริงๆ ว่า ทำไมสวีเดนจึงถูกสร้างภาพให้เป็นแบบนั้น ตามข้อเท็จจริงแล้ว หลายๆส่วนของสหราชอาณาจักร อัตราการรีไซเคิลขยะของเราดีกว่าของสวีเดนเสียอีก

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น

สวีเดนมีอัตราการรีไซเคิลที่สูงคิดเป็นร้อยละ 49.8 แต่อัตราดังกล่าวนี้คงที่มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีอัตราการรีไซเคิลแซงหน้าของสหราชอาณาจักรซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 44.6 แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก และยังน้อยกว่าอัตรารีไซเคิลของเวลส์(Wales) ซึ่งต้องยกให้กับการริเริ่มเชิงนโยบายที่เข้มแข็งจากรัฐบาลท้องถิ่นใน Cardiff อัตราการรีไซเคิลของ Welsh สูงเกือบร้อยละ 60 ในปี 2558

ความสับสนนี้เองที่ทำให้ทุกคนมองไปที่สวีเดนจากความตื่นตาตื่นใจที่เกิดจากการจำแนกวิธีการจัดการขยะโดยการเผา รายงานข่าวได้ยกย่องสวีเดนที่ทำการผนวกให้การเผาขยะเป็นรูปแบบหนึ่งของการรีไซเคิล แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ การเผาขยะมากขึ้นเป็นตัวบ่อนทำลายการรีไซเคิล

ถูกต้องที่สวีเดนมีสัดส่วนขยะที่นำไปฝังกลบน้อยกว่าของสหราชอาณาจักร สาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่าขยะส่วนใหญ่ถูกนำไปเผา สวีเดนมีการเผาขยะเทศบาลราวร้อยละ 49.5 ในปี 2557-2558 ส่วนในสหราชอาณาจักร การเผาขยะเทศบาลคิดเป็นร้อยละ 27.1

โรงงานเผาขยะของสวีเดนเกิดขึ้นส่วนหนึ่งจากการที่มีการห้ามการฝังกลบขยะในช่วงต้นศตวรรษ 2000 ในขณะนั้น หลายคนในสวีเดนกังวลว่าการสร้างโรงงานเผาขยะมากเกินไปจะทำให้การรีไซเคิลลดลง การสร้างโรงงานเผาขยะที่ต้องใช้ต้นทุนสูงนั้นต้องหาขยะมาป้อนเป็นเชื้อเพลิง

โชคดีสำหรับสวีเดน ในช่วงเปลี่ยนทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการลดความเข้มงวดในข้อห้ามการส่งออกเศษขยะ (วัสดุที่ไม่สามารถรีไซเคิล) ของสหภาพยุโรป และในทันที โรงงานเผาขยะที่มีมาตรฐานประสิทธิภาพทางพลังงานในระดับหนึ่งสามารถนำเข้าขยะจากประเทศอื่นในสหภาพยุโรปได้

หลายประเทศ เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์กและสวีเดน ได้เริ่มนำเข้าขยะ ประเทศเหล่านี้ต้องการยกระดับอันตราการรีไซเคิลให้มากขึ้นโดยที่ไม่เกิดอุปสรรคต่อความเป็นไปได้ในการดำเนินงานโรงงานเผาขยะของตน ความจริง เศษขยะส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากสหราชอาณาจักรนั้นถูกส่งเข้าโรงงานเผาขยะในเนเธอร์แลนด์ นั่นก็หมายถึงว่า รัฐบาลท้องถิ่นและนักธุรกิจชาวดัชต์สามารถดำเนินงานเพื่อยกระดับความสามารถในการรีไซเคิลโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้โรงงานเผาขยะขาดขยะที่จะมาเป็นเชื้อเพลิง

มันมีความหวังว่าสหราชอาณาจักรจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของสวีเดนและประเทศอื่นๆ เพื่อรับรองว่าจะไม่มุ่งสร้างโรงงานเผาขยะ แต่มันก็ยังคาดหวังไม่ได้

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา กลุ่ม Eunomia Research & Consulting ทำการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดถึงปริมาณเศษขยะที่สหราชอาณาจักรผลิตขึ้นและศักยภาพของโรงงานเผาขยะที่มีอยู่ ทั้งโรงงานเผาขยะที่กำลังก่อสร้างและอยู่ในแผนงาน จากการประมาณพบว่า หากทั้งสหราชอาณาจักรจะดำเนินรอบตามตัวอย่างของเวลส์ ภายในจุดสิ้นสุดของทศวรรษนี้ ศักยภาพของโรงงานเผาขยะจะมีมากกว่าขยะที่เหมาะสมแก่การเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผา

เมื่อพิจารณาถึงนโยบายของสหภาพยุโรปที่ตั้งเป้าอัตราการีไซเคิลร้อยละ 65 ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สูงกว่าอัตราการรีไซเคิลที่เป็นอยู่ในเกือบทุกประเทศในสหภาพยุโรป ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีเศษขยะที่นำเข้ามาพอที่เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานเผาขยะที่มีแผนการขยายให้เพิ่มมากขึ้น อย่าลืมว่า การเผาขยะไม่ใช่การรีไซเคิล

การที่เราควรพยายามลดปริมาณขยะและรีไซเคิลให้มากขึ้น ดังนั้น เราพอจะเห็นปริมาณเศษขยะที่จะมาเผาในโรงงานเผาขยะจะลดลงเรื่อยๆ ทางออกไม่ใช่การสร้างโรงงานเผาขยะให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากแต่คือการให้คำมั่นต่อยุทธศาสตร์การลดปริมาณขยะและการรีไซเคิลให้มากขึ้น ยุทธศาสตร์นี้ต้องประยุกต์ใช้กับสวีเดนด้วย

———

Dr Dominic Hogg เป็นประธานกลุ่ม Eunomia Research & Consulting

ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต: เครื่องมือเพื่อการออกแบบการผลิตที่สะอาดขึ้น

ความรับผิดชอบของผู้ผลิตครอบคลุมไปถึงการจัดการกับของเสียที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ด้วย เครื่องมือที่ใช้ผลักดันเรื่องนี้คือ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR) ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบทางการเงินและทางกายภาพในการรับคืนผลิตภัณฑ์ของตนเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นหมดอายุการใช้งานแล้ว กิจกรรมที่ดำเนินไปภายใต้แนวความคิดนี้ก็เช่น การที่ผู้ผลิตรับผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุใช้งานของตนกลับคืนจากผู้บริโภค (นั่นคือเมื่อทิ้งแล้ว) ซึ่งอาจดำเนินการโดยผู้ผลิตเองหรือบุคคลอื่นก็ได้ ศัพท์อื่นที่ใช้ในกิจกรรมนี้ได้แก่  “รับคืน (take-back)” “พันธะผลิตภัณฑ์ (product liability” หรือ “การรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ (product responsibility)”

ขอบเขตความรับผิดชอบ

โดยหลักการแล้ว  วิธีที่ดีที่สุดในการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตคือการเช่าซื้อ  ด้วยวิธีนี้ ผู้ผลิตยังคงเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นอยู่ ดังนั้นความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์จึงยังไม่หมดไป บริษัทหลายแห่ง เช่น ซีร็อกซ์  ใช้การเช่าซื้อกับผลิตภัณฑ์ของตน เพราะการเช่าซื้อทำให้บริษัทสามารถควบคุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด สามารถซ่อมแซมและใช้ซ้ำชิ้นส่วนต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้ ไม่สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภท  จึงต้องใช้วิธีการอื่นแทน  เช่น

  • ความรับผิดชอบทางกายภาพ โดยผู้ผลิตมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว หรือผลกระทบจากผลิตภัณฑ์โดยการพัฒนาทางเทคโนโลยีหรือปรับปรุงการบริการ
  • ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ คือผู้ผลิตรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียเมื่อหมดอายุการใช้งาน (อันได้แก่การจัดเก็บ ผ่านกระบวนการ บำบัดหรือกำจัด)
  • ความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ ทั้งในระหว่างการผลิต การใช้งานและการกำจัดทำลาย เป็นของผู้ผลิต

ความรับผิดชอบเรื่องข้อมูล โดยผู้ผลิตต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และผลที่เกิดจากผลิตภัณฑ์  ในทุกขั้นตอนตลอดวงจรชีวิตของมัน

กระดาษ พลาสติกและถุงผ้า

ถึงจะเป็นกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นต้องใช้อย่างรอบคอบระมัดระวัง  ถ้าเรายังคงบริโภคกระดาษในอัตราเท่ากับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และกระตุ้นให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษแบบใช้แล้วทิ้งในอัตราดังกล่าว ป่าไม้ของโลกจะหมดสิ้นไปภายในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปฏิบัติสิ่งต่อไปนี้ได้ทันที  โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์กระดาษหรือการฟอกขาว  พื้นฐาน 3 ประการที่ทุกคนทำได้มีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์กระดาษชนิดที่ใช้แล้วทิ้ง
  • รีไซเคิลกระดาษ
  • ใช้กระดาษอย่างประหยัด

เพราะฉะนั้น  นักสิ่งแวดล้อมตัวจริงจะไม่เลือกระหว่างถุงกระดาษที่(ไม่) ฟอกขาว และถุงพลาสติกที่(ไม่) ย่อยสลาย แต่ใช้ตะกร้าหรือถุงผ้าเวลาจ่ายตลาด

นักสิ่งแวดล้อมตัวจริงจะไม่ซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปปลอดคลอรีน  หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าย่อยสลายด้วยชีววิธีได้ แต่จะใช้ผ้าอ้อมผ้าเท่านั้น

นักสิ่งแวดล้อมตัวจริงจะไม่ใช้กล่องนมกระดาษแม้ว่าผลิตด้วยกระดาษแข็งไม่ฟอกขาว  เพราะขวดนมที่ทำด้วยแก้วอย่างแข็งแรงไม่เพียงแต่เก็บรักษานมได้นานกว่า  แต่ช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรและลดภูเขาขยะลง  ข้อเท็จจริงนี้ใช้ได้กับภาชนะบรรจุน้ำผลไม้ด้วย

ผลิตภัณฑ์กระดาษที่รีไซเคิลได้และรีไซเคิลไม่ได้

กระดาษที่รีไซเคิลได้กระดาษที่รีไซเคิลไม่ได้
กระดาษเขียน

กระดาษถ่ายเอกสาร

กระดาษแบบฟอร์มต่างๆ

กระดาษเขียนบันทึก

ซองจดหมาย

แฟ้มเอกสาร

บัตรรายการ

แฟ้มกระดาษ (ป่าน) มะนิลา

บัตรคอมพิวเตอร์

กระดาษพิมพ์คอมพิวเตอร์

กระดาษรายงาน

สมุดโทรศัพท์

หนังสือพิมพ์

นิตยสาร

กระดาษคาร์บอน

ฉลากสำเร็จ (ติดกาวเหนียว)

กระดาษเครื่องโทรสาร

ซองจดหมายที่มีช่องติดพลาสติก

ซองจดหมายแบบมีกาวในตัว

กระดาษไข

กล่องนมหรือกล่องเครื่องดื่ม

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

กระดาษม้วนใช้ในครัว

ถุงใส่อาหารกลางวัน

กล่องบุหรี่

ถ้วยและจานกระดาษทุกชนิด

กระดาษห่อขนมและกระดาษตะกั่ว

กระดาษเช็ดหน้า

 

แนวคิดของเสียเหลือศูนย์

เทคโนโลยีนิเวศเป็นแนวคิดที่รวมเอาเทคโนโลยีหรือการผลิตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติของนิเวศมณฑล  เทคโนโลยีนิเวศคือการย่อยสลายได้โดยชีววิธี และอาจใช้กระบวนการทางชีววิทยาในลักษณะที่สอดคล้องและไม่ย่ำยีธรรมชาติ โดยความช่วยเหลือของวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเชิงนิเวศสอดคล้องกับแบบแผนทางสังคมและวัฒนธรรม และรองรับความต้องการของมนุษย์

ของเสียเหลือศูนย์ หมายถึงการกำจัดขยะหรือของเสียให้หมดไปด้วยการเลียนแบบวงจรธรรมชาติซึ่งของเสียเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นในวงจรนิเวศ  กุนเธอร์ พอลลิ วิศวกรสิ่งแวดล้อมได้นำเอาวิธีการดังกล่าวนี้ไปใช้ในโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศฟิจิ แทนซาเนีย จีน และนามิเบีย  โรงงานผลิตเบียร์ทำให้เกิดของเสียจากข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นไฟเบอร์และมีโปรตีนปะปนอยู่เช่นเดียวกับของเสียที่เป็นของเหลว  เห็ดเจริญเติบโตได้ในไฟเบอร์ซึ่งพบอยู่ในของเสีย และสามารถเก็บผลผลิตได้ 5 ครั้งต่อข้าวบาร์เลย์เหลือทิ้ง 1 กอง รวมถึงสามารถนำไปใช้เพาะเห็ดคุณภาพสูงอย่างเห็ดชิตาเกะได้ด้วย  ผู้ชำนาญการการเพาะเห็ดทั่วโลกเองยังนึกไม่ถึงว่าสามารถเพาะเห็ดด้วยของเสียจากเบียร์ได้  ไม่เพียงเท่านั้นเห็ดยังสามารถเปลี่ยนลิกนินที่อยู่ในของเสียให้เป็นคาร์โบไฮเดรตคุณภาพสูงซึ่งนำไปใช้เลี้ยงฝูงปศุสัตว์ได้

ในของเสียหนึ่งตันจะมีส่วนที่เป็นโปรตีนซึ่งจะผลิตไส้เดือนได้ 287 ปอนด์ ไส้เดือนเหล่านี้ใช้เลี้ยงไก่ในฟาร์มไก่ที่สร้างคู่กับโรงงานผลิตเบียร์ ไก่ในฟาร์มก็จะเป็นอาหารของคนในชุมชนนั้น มูลไก่และปศุสัตว์ที่รวบรวมได้สามารถนำไปหมักเพื่อผลิตก๊าซมีเทน ซึ่งนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้าได้  โรงงานเบียร์ขนาดกำลังผลิต 8 แสนลิตรต่อปีซึ่งเป็นโรงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซมีเทนที่ได้จากของเสียจากการเลี้ยงไก่และปศุสัตว์  จากนั้นของเสียที่เป็นของเหลวข้นๆ ซึ่งมีค่าบีโอดีสูงก็จะถูกนำไปทิ้งลงในบ่อเลี้ยงปลาที่มีสวนลอยน้ำสำหรับปลูกดอกไม้ต่างๆ ข้าวไรย์ และมะเขือเทศ ภายใน 24 ชั่วโมงของเหลวข้นๆนี้จะแตกตัวและช่วยผลิตปลา 7 ชนิด

เมื่อนำกฎของวงจรชีวิตในธรรมชาติมาดัดแปลงใช้ก็ทำให้เกิดผลิตผลที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย  โรงงานผลิตเบียร์มีผลผลิตเพิ่มจากเดิม 7 เท่า นอกจากนี้ยังผลิตอาหาร เชื้อเพลิง และปุ๋ยได้มากขึ้น 7 เท่าด้วย น่าสังเกตว่าวิธีการแบบนี้ใช้ได้ดีกับโรงงานผลิตเบียร์ขนาดเล็ก เพราะความจำกัดทางชีวภาพของตัวระบบเอง วงจรการผลิตแบบนี้สร้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าของโรงงานผลิตเบียร์ปกติ เพราะต้องใช้แรงงานเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลการผลิตอื่นๆ ในระบบที่เกี่ยวข้องกัน ข้อดีอีกข้อก็คือ ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะเป็นของเสียที่ต้องทิ้งอยู่แล้ว  ค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานถือว่าต่ำเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เพราะทุกอย่างตั้งอยู่รอบโรงเบียร์  โรงเบียร์จึงมักตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการบริโภค เพื่อนำ เห็ด ไก่ ไข่ไก่ ปลา ที่ผลิดได้ไปขายให้กับชุมชน