วิกฤตอุตสาหกรรมถ่านหินในช่วง Covid-19

ด้วยความที่วิกฤต COVID-19 ยังไม่สิ้นสุดลงในเร็ววัน ผลกระทบต่อภาคการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและเหมืองถ่านหินยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในโปแลนด์การระบาดของ COVID-19 ในเขตถ่านหินของแคว้นซิลีเซียได้ทำให้เหมืองถ่านหินและภาคพลังงานที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนมีความอ่อนแอมากยิ่งขึ้น ในสาธารณรัฐเช็กการระบาดของโรคที่มีผลกระทบต่อร้อยละ 20 ของกำลังแรงงานของบริษัท OKD ทำให้ต้องปิดเหมืองถ่านหินอีกสามแห่งเป็นเวลาหกสัปดาห์ ในแอฟริกาใต้ ก็มีรายงานการติดเชื้อ Covid19 ในเหมืองถ่านหิน

วิกฤต COVID-19 ยังส่งผลให้การนำเข้าถ่านหินของอินเดียลดลงเกือบหนึ่งในสามระหว่างเดือนเมษายนและมิถุนายน ในอินโดนีเซียซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ผู้ส่งออกถ่านหินกำลังวางแผนลดการผลิตลง 50 ล้านตันในปีนี้ ในโคลอมเบีย บริษัทลูกของ Glencore ได้ขออนุญาตถอนตัวออกจากเหมืองถ่านหินสองแห่งเนื่องจากการชะลอตัวของตลาด ราคาถ่านหินที่ต่ำ และการที่ชุมชนปิดล้อมเส้นทางรถไฟที่ใช้ขนส่งถ่านหินไปยังท่าเรือส่งออก

ในขณะที่ภาคการผลิตถ่านหินกำลังดิ้นรน การลด ละ เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ในเยอรมนี ได้มีการผ่านกฎหมายการลด ละ เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินกำหนดวันสิ้นสุดปี พ.ศ.2581 พร้อมกับการชดเชยอย่างเต็มที่ให้กับหน่วยงานด้านไฟฟ้าและภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าแผนการนี้จะเผชิญกับอุปสรรคทางการเงินและทางกฎหมายในการเร่งการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ได้ตอกย้ำว่าวันจุดจบของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ที่นี่ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นทำให้หลาย ๆ คนประหลาดใจด้วยการกำหนดให้ปลดระวางโรงงานถ่านหินชราภาพ 100 แห่งภายในปี พ.ศ.2573 ในขณะที่ รายละเอียดของการประกาศนั้นคลุมเครือและไม่ได้รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังก่อสร้างและไม่ได้พูดถึงการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญครั้งแรกโดยรัฐบาลญี่ปุ่นถึงแผนการลด ละ เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญ

ในขณะที่แนวโน้มในการลดละเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น เหมืองถ่านหินหลายแห่งประสบปัญหาในการขออนุมัติ ในสหราชอาณาจักร การขยายเหมืองถ่านหินขนาดเล็กถูกปฏิเสธโดยสภาเมืองเดอแรม ชื่อเสียงของบริษัทเหมืองถ่านหินและหน่วยงานผลิตไฟฟ้าเผชิญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในออสเตรเลีย Whitehaven Coal กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาการแย่งชิงน้ำ และตำรวจรัฐควีนส์แลนด์กำลังพิจารณาว่าจะทำการสอบสวนเรื่องการปลอมแปลงใบรับรองคุณภาพถ่านหินสำหรับสินค้าที่ถูกส่งไปยังตลาดต่างประเทศหรือไม่ ในอินเดีย เหมืองถ่านหินที่รัฐบาลเป็นเจ้าของและบริษัทด้านไฟฟ้าเผชิญกับการคัดค้านของชุมชนและแรงกดดันทางการเมืองหลังจากการระเบิดที่หม้อไอน้ำซึ่งทำให้คนงานเสียชีวิต 11 คน มีผู้บาดเจ็บอีกมากต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและอยู่ในสภาวะวิกฤติ

ที่มา : https://endcoal.org/2020/07/coalwire-330-july-9-2020/

อัพเดทสถานการณ์ถ่านหินโลก

CoalWire 314, March 19, 2020

เมื่อผลกระทบระดับโลกจากการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสหยั่งลงลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ผลกระทบทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมถ่านหินและระบบแหล่งพลังงานในภาพกว้างนั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ใน ออสเตรเลีย มีการยกเลิกการขายถ่านหินเพื่อส่งออกรายใหญ่ ในอินเดีย คาดกันว่าไวรัสจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงและชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ รวมถึงโครงการพลังงานหมุนเวียน ความกังวลในเรื่องการระบาดของไวรัสอาจส่งผลกระทบต่อลูกเรือที่ทำงานบนเรือเดินสมุทรขนส่งสินค้า การท่าเรือของอินเดียและจีนต้องกักกันเรือขนส่งถ่านหินของอินโดนีเซีย รัฐมนตรีพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย หยิบยกถึงกรณีผู้พัฒนาโครงการดรงไฟฟ้าถ่านหิน 6 โครงการได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) อันเนื่องมาจากผลกระทบจากมาตรการจำกัดการระบาดของโคโรนาไวรัส

ขณะที่วิกฤตโคโรนาไวรัสเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ยังมีการพัฒนาที่สำคัญในภาคพลังงานที่ควรจะกล่าวไว้ในที่นี้ รายงานล่าสุดจาก Carbon Tracker Initiative ประมาณว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความไม่คุ้มทุนเพิ่มขึ้นในตลาดหลักที่มีการใช้ถ่านหิน เช่น จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยที่ระบบพลังงานหมุนเวียนได้ตัดราคาทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่และที่สร้างขึ้นใหม่

ใน โคโซโว บริษัทได้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าลิกไนต์ 500 เมกะวัตต์ (MW) ใน เกาหลีใต้ พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเผยโฉมเวทีการเลือกตั้งที่มีเรื่องของการยุติความช่วยเหลือทางการเงินต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินต่างประเทศเข้าไปด้วย เหมืองถ่านหินและหน่วยงานด้านพลังงานในโปแลนด์ ออสเตรเลีย และ ไต้หวัน กำลังเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมาย ในสหรัฐอเมริกา บริษัทถ่านหินและผู้ดำเนินการท่าเรือพยายามหาทางกลับลำการยกเลิกการขนส่งและการจัดเก็บถ่านหินของสภาเมือง Richmond

สถานการณ์นำ้ในวิกฤตโลกร้อน

วันน้ำโลกในปี พ.ศ.2563 นี้ยกประเด็น น้ำในวิกฤตโลกร้อน เป็นเรื่องสำคัญ สหประชาชาติระบุว่า การรับมือกับวิกฤตน้ำจากผลกระทบที่เป็นหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยปกป้องสุขภาพและช่วยชีวิตผู้คน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกู้วิกฤตโลกร้อน

วิกฤตนำ้ทั่วโลก

  • แหล่งน้ำจืดของโลกร้อยละ 70 ใช้ในการเพาะปลูกพืชในระบบชลประทาน และการผลิตอาหารเลี้ยงประชากร ร้อยละ 22 ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน(น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้าและเขื่อนผลิตไฟฟ้า) ขณะที่ร้อยละ 8 ใช้เพื่อบริโภค การสุขาภิบาล และนันทนาการในภาคครัวเรือนและธุรกิจ
  • ความต้องการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี นับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1980s(พ.ศ.2523-2532) และภายในปี พ.ศ.2593 จะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20-30 ของระดับการใช้น้ำในปัจจุบัน
  • โดยเฉลี่ย ในจำนวนประชากร 10 คน จะมี 3 คน ที่เข้าไปถึงน้ำดื่มที่สะอาด
  • มี 17 ประเทศซึ่งมีประชากรรวมกัน 1 ใน 4 ของประชากรโลก กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำที่รุนแรงอย่างยิ่งยวด
  • ร้อยละ 25 ของประชากรโลกประสบกับวิกฤตน้ำแล้ว และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ภายในปี พ.ศ. 2568
  • มากกว่า 2 พันล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่ประสบกับวิกฤตน้ำในระดับสูง
  • ประชากรราว 4 พันล้านคนทั่วโลกเผชิญกับการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงอย่างน้อยที่สุด 1 เดือนต่อปี คาดว่าจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 ถึง 5.7 พันล้านคนภายในปี พ.ศ. 2593 ก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างผู้ใช้น้ำ โดยที่น้ำจืดร้อยละ 60 มาจากลุ่มน้ำที่มีแม่น้ำไหลผ่านหลายประเทศ
  • ภายในปี พ.ศ.2583 เด็กอายุต่ำกว่า 18 ราว 600 ล้านคน จะมี 1 ใน 4 อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีวิกฤตน้ำรุนแรงอย่างยิ่ง
  • สตรีและเด็กหญิงในทุกๆ 8 ครัวเรือนจาก 10 ครัวเรือนต้องแบกภาระในการออกไปหาน้ำจากพื้นที่ไกลออกไป
  • มากกว่า 68 ล้านคน ทั่วโลก(ในปี พ.ศ.2560) ต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำในการอุปโภคและบริโภคได้
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงรายงานว่า ภายในปี พ.ศ.2583 ร้อยละ 97 ของการไหลของตะกอนไปยังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอาจถูกดักไว้ หากโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่วางแผนไว้ถูกสร้างขึ้น

ถ่านหินใช้น้ำและก่อมลพิษต่อแหล่งน้ำของเราอย่างไร

น้ำสะอาด ราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนที่สุดในโลกของเรายังถูกคุกคามโดยอุตสาหกรรมถ่านหิน น้ำจืดปริมาณมหาศาลถูกนํามาใช้และปนเปื้อนมลพิษจากการทําเหมืองถ่านหิน รวมถึงการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,000 เมกะวัตต์หนึ่งแห่งในอินเดียใช้น้ำพอๆ กับความต้องการพื้นฐานของคนเกือบ 700,000 คน โดยทั่วไป โรงไฟฟ้าถ่านหินใช้น้ำประมาณร้อยละ 8 จากความต้องการน้ำทั้งหมด แต่ความต้องการน้ำอันไร้ขีดจํากัดของอุตสาหกรรมถ่านหินซ้ำเติมวิกฤตน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย จีน ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้

มลพิษเกิดขึ้นในทุกกระบวนการในวัฐจักรถ่านหิน ทำให้น้ำปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและสารพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ป่าอย่างมีนัยสำคัญ การได้รับพิษนี้จะเพิ่มโอกาสความพิการแต่กำเนิด ความเจ็บป่วย และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การปนเปื้อนมลพิษจากถ่านหินคือภัยคุกคามที่มองไม่เห็นต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การทำเหมืองถ่านหิน การชะล้างและการเผาไหม้ได้ปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษและโลหะหนักออกสู่สิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดถ่านหินทุก ๆ 1 ตัน น้ำใต้ดินราว 1 ถึง 2.5 ลูกบาศก์เมตร จะไม่สามารถนำไปใช้อุปโภคและบริโภคได้ กลุ่มเหมืองถ่านหินขนาดยักษ์ในออสเตรเลีย (Galilee Basin) จะต้องสูบน้ําทิ้งมากถึง 1.3 พันล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณท่ีมากกว่าน้ําในอ่าวซิดนีย์ถึง 2.5 เท่า การสูบน้ำออกนี้จะทําให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างมาก ผลคือบ่อน้ําชุมชนโดยรอบใช้การไม่ได้และยังส่งผลกระทบต่อแม่น้ําในบริเวณใกล้เคียง

วิกฤตน้ำ 2020 ในประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเจอกับความแห้งแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ราวครึ่งหนึ่งของบรรดาอ่างเก็บน้ำในประเทศมีน้ำต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่กักเก็บน้ำไว้ได้ น้ำในแม่น้ำต่ำในระดับที่ทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามาถึงพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำบริโภค

แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติของความชื้นในดิน(soil moisture anomalies) ซึ่งเป็นดัชนีที่ระบุว่าน้ำในผิวดินมีค่าสูงหรือต่ำกว่าปกติในพื้นที่แถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์2563 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากปฏิบัติการ Soil Moisture Active Passive (SMAP) ซึ่งเป็นดาวเทียมขององค์การนาซาดวงแรกที่ใช้วัดปริมาณน้ำในผิวดิน เครื่องมือวัด Radiometer บนดาวเทียมทำการตรวจจับปริมาณน้ำลึก 2 นิ้วจากผิวดิน นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดังกล่าวนี้ในแบบจำลองอุทกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมเพื่อประเมินว่ามีปริมาณน้ำในชั้นดินที่ลึกลงไปอยู่มากน้อยเท่าไร (ที่มา:ที่มา : NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin using soil moisture data from NASA-USDA and the SMAP Science Team)

การที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำจืดต่อหัวน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำมากขึ้นแล้ว ทรัพยากรน้ำของประเทศไทยกำลังถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรมจากการกำหนดนโยบายของรัฐซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเหนือทรัพยากรน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและเมืองที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่ แต่รากเหง้าคือวิธีการจัดการทรัพยากรน้ำและการกระจายน้ำอย่างเท่าเทียมกัน

ในยุคที่สภาพภูมิอากาศมีความสมดุล เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถวางแผนล่วงหน้า สร้างบ้านแปงเมือง และทำการเพาะปลูกตามสภาพดินฟ้าอากาศและน้ำ แต่การแทรกแซงธรรมชาติทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นกำลังหมดลง จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะโหดร้ายทารุณ วิกฤตน้ำจะรุนแรงขึ้นภายใต้สภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายขึ้น

น้ำกำหนดชะตากรรมของเรา และเรากำหนดชะตากรรมของน้ำ