ถ่านหินในประเทศ VS ถ่านหินนำเข้า (1976-2013)

coal import to Thailand

ระหว่างปี ค.ศ. 1976-2013 การผลิตถ่านหิน(Primary Coal Production)ในประเทศไทย(แรเงาสีเทา) มีระดับคงตัวอยู่ที่ 20,000 Short Ton ต่อปี และมีแนวโน้มลดลง ส่วนการนำเข้าถ่านหิน(Primary Coal Imports) ของประเทศไทย (กราฟแท่ง) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าถ่านหินสุทธิในอนาคตอันใกล้

เทใจให้เทพา โบกมือลาให้ถ่านหิน

พาดหัวข่าว “ปล่อย 15 แกนนำ พลังงานเล็งถอย” “รื้อแผนพีดีพีรับเทรนด์โลก” บนหน้าหน้าหนังสือพิมพ์ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ศาลจังหวัดสงขลาอนุญาตให้ประกันตัวเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน หลังจากถูกจับกุมจากการเดินเท้าอย่างสงบ #เทใจให้เทพา นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560 เพื่อไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมือง สงขลา

อีกครั้งหนึ่ง การคัดค้านถ่านหินของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแสงสว่างส่อง ตรงไปยัง “ภาระรับผิดและตรวจสอบได้(accountability)” ของการวางแผนภาคการผลิตไฟฟ้า และท้าทายกระบวนการวางแผนผลิตไฟฟ้าที่เป็นปัญหาถึงขั้นวิกฤต

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(Power Development Plan) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า แผนพีดีพี เป็นแผนแม่บทเพื่อการลงทุนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ โดยกำหนดว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าแบบใดขึ้นบ้าง เป็นจำนวนเท่าไร ที่ไหนและเมื่อไร แผนพีดีพีมีนัยยะที่ครอบคลุมกว้างขวาง ไม่เพียงแต่จะกำหนดอนาคตของการผลิตไฟฟ้า ภูมิทัศน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ หากยังส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอีกด้วย ด้วยเหตุที่เลือกที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมากที่ก่อมลพิษ สร้างความขัดแย้ง มีต้นทุนและความเสี่ยงสูง

มี 3 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย แผนพีดีพีฉบับใหม่ที่จะมีขึ้นและแนวโ้น้มการผลิตไฟฟ้าของโลก

1) แม้ว่ารัฐบาลจะรื้อแผนพีดีพีรับแนวโน้มโลก แต่การผลักดันถ่านหินที่กระบี่และเทพายังมีอยู่ต่อไป

คณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า นำเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2579 (ปลายแผนพีดีพี2015) ลดลงกว่า 2 หมื่นล้านหน่วย
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า GDP เฉลี่ย ช่วงปี 2560-2579 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.78 ลดลงจากสมมุติฐานในแผนพีดีพี2015 ที่คาดว่า GDP จะเติบโต ร้อยละ 4-5
  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ 54,771 เมกะวัตต์ในปี 2579 (ปลายแผนพีดีพี2015) ลดลงประมาณ 4,500 เมกะวัตต์
  • การเติบโตของผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Isolated Power Supply) ทั้งประชาชนและเอกชนโดยเฉพาะ โซลาร์รูฟท็อปเพิ่มจาก 3,300 เมกะวัตต์หรือ 24,000 ล้านหน่วยในปี 2560 เป็น 5,277 เมกะวัตต์หรือ 44,412 ล้านหน่วยในปี 2579
  • คาดว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ 3 โครงการคือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 1.2 ล้านคัน และโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมกันจะทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3,033 เมกะวัตต์หรือ 9,872 ล้านหน่วยในปี 2579 แต่ไม่ได้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า ของประเทศสูงขึ้นมากนัก เพราะมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

อย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับปรุงแผนพีดีพีฉบับใหม่ ยังคงนำเอาประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้า ในภาคใต้ที่ล่าช้า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจังหวัดสงขลา มาพิจารณาด้วย โดยอ้างว่าเพื่อวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตให้สอดรับกับความต้องการ ใช้ไฟฟ้าตามแผนพีดีพีฉบับใหม่ต่อไป ในภาพแสดงถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้แผนพีดีพี 2015 (2558-2579) ส่วนที่ไฮไลท์เป็นสีแดงคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จากการคัดค้าน/ไม่ยอมรับของชุมชน

Screen Shot 2560-12-01 at 1.36.42 PM

2) การผลิตไฟฟ้าของไทยจะเข้า “แนวโน้มโลก” ไม่เกินปี 2563 เป็นจุดผลิกผันจากถ่านหินสกปรก สู่ระบบ พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

Screen Shot 2560-12-01 at 5.11.27 PM

การวิเคราะห์ของ Bloomberg New Energy Finance ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ยที่ ผลิตได้จากระบบโซล่าร์เซลล์ (ในระดับ utility scale) จะเท่ากับหรือถูกกว่าถ่านหินไม่เกินปี 2563 Bloomberg ระบุว่าในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในจำนวนมูลค่าการลงทุนใหม่ในภาคพลังงานของไทยประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 48 จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม แผนที่ที่ตีพิมพ์ล่าสุดโดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนของเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย จะลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2583

จุดผลิกผันไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดของประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการวางแผนพีดีพีนั้นเปิดกว้างเพียงใด แนวทางการจัดทำแผนพีดีพีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการสร้างแบบจำลอง การพินิจอนาคต (Scenario)ในแบบเดียวโดยอาจเพิ่มความเป็นไปได้อีกสองทางคือการเติบโต ทางเศรษฐกิจ “สูง” และ “ตำ่” โดยที่ไม่มีการพิจารณาความไม่แน่นอนหรือปัจจัยความเสี่ยงอย่างอื่นเลย การปฏิรูปกระบวนการวางแผนไฟฟ้าแบบ Integrated resource planning ที่ผลักดันโดยสาธารณชนมาโดยตลอดจำต้องนำตัวแปรหรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มาผสมผสานให้มีแบบจำลองการพินิจอนาคต (Scenario) หลากหลายแบบให้มากที่สุด จากนั้นต้องมีกระบวนการสาธารณะเพื่อให้สังคมเลือกแผนที่มีต้นทุนต่ำสุดภายใต้ระดับความเสี่ยงต่างๆ ที่พอรับได้

แม้ว่าข้อเรียกร้องของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเน้นไปยังกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพรายโครงการ แต่ถ้าหากประชาสังคมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการพิจารณาและจัดทำแผนการผลิตไฟฟ้าซึ่งนำไปสู่การกำหนดอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง เชื่อเหลือเกินว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งกระทำโดยรัฐก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงและหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

3) โบกมือลาถ่านหิน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

มีการโบกมือลาถ่านหินทั่วโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือแนวโน้มโลกในภาคการผลิตไฟฟ้า ในบางประเทศ ธุรกิจถ่านหินกลายเป็นสินทรัพย์ที่กลายเป็นภาระผูกพัน (Stranded Assets) และแน่นอน การต่อสู้ที่เทพา กระบี่และพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ มีผู้คนทั่วโลกที่ร่วมต่อสู้ ยืนหยัดเพื่อยุติถ่านหินมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Global Coal Plant Tracker เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เมื่อวัดจากกำลังผลิตติดตั้ง (หน่วยเมกะวัตต์)น้อยกว่า ดังนั้น แทนที่จะมองความมั่นคงทางพลังงาน ในมุมมองที่คับแคบว่าเราจำเป็นจะต้องแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้น นี่คือโอกาสที่จะโบกมือลาถ่านหินสกปรก และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเต็มร้อยซึ่งยั่งยืนและเป็นธรรม ผลประโยชน์ร่วมกัน (co-benefits) ทั้งสังคมคือการออกแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งไปสู่อนาคตข้างหน้าอย่างมีอารยะ และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยกซึ่งมุ่งมั่นที่จะลดความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางสังคมก็จะอยู่ไม่ไกล

ความจริงเรื่องเทคโนโลยี Ultra-Supercritical ที่อุตสาหกรรมถ่านหินไม่อยากให้คุณรู้

วิวาทะ “พลังงาน” อันดุเดือด เข้มข้นและร้อนแรงประเด็นหนึ่งคือวาทกรรม “ถ่านหินสะอาด” ผู้ผลักดันถ่านหินพากันหยิบยกว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตั้งแต่การออกแบบโรงไฟฟ้า ใช้หม้อไอน้ำและระบบเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพซึ่งลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อรวมเอาการเลือกใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพไปจนถึงเทคโนโลยีกำจัดของเสียและควบคุมคุณภาพอากาศ จะทำให้คุณภาพอากาศดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก

หน่วยงานระดับชาติอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือแม้กระทั่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ก็นำเสนอในทำนองเดียวกัน ต่างกล่าวถึงข้อดีของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra-supercritical และผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานของไทยเองก็ถูกโน้มน้าวอย่างผิดๆ ว่าการเลือกเทคโนโลยี ultra-supercritical สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างมาก

3 เรื่องต่อไปนี้เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมถ่านหินไม่อยากให้คุณรู้

1) เทคโนโลยีหม้อไอน้ำที่นำมาใช้ในโรงไฟฟ้าไม่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้ถ่านหินในแต่ละตัน

เพื่อเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีหม้อไอน้ำชนิด sub-critical supercritical และ ultra-supercritical ที่เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน สิ่งที่สำคัญคือ เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแต่ละชนิดดังกล่าวนี้ไม่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้ถ่านหินในแต่ละตัน

การปล่อยมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อถ่านหิน 1 ตันขึ้นอยู่กับปริมาณซัลเฟอร์ที่อยู่ในถ่านหินซึ่งทั้งหมดจะถูกสันดาปเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ระหว่างการเผาไหม้และสุดท้ายเป็นก๊าซร้อน(Flue gas)ปลายปล่อง

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รายงาน EHIA ระบุว่าถ่านหินบิทูมินัส/ซับบิทูมินัสที่ใช้จะมีค่าซัลเฟอร์ไม่เกินร้อยละ 1 ดังนั้น ถ่านหิน 1 ตันจะประกอบด้วยซัลเฟอร์ 10 กิโลกรัม เมื่อนำถ่านหินเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ ซัลเฟอร์ในถ่านหินจะเปลี่ยนเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 20 กิโลกรัม (ซัลเฟอร์ 1 อะตอมจะรวมกับออกซิเจน 2 อะตอมเป็น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 1 โมเลกุลซึ่งจะหนักเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับซัลเฟอร์หนึ่งอะตอม)

เมื่อพิจารณาถึงการปล่อยมลพิษทางอากาศ ความแตกต่างประการเดียวระหว่างเทคโนโลยีหม้อไอน้ำชนิดต่างๆ คือ ค่าความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน 1 ตัน

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ sub-critical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 38 กล่าวคือ ร้อยละ 38 ของความร้อนในเชื้อเพลิง(ถ่านหิน)จะเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่สายส่ง ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ supercritical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 42 และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra supercritical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 44

ดังนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ subcritical จะต้องเผาถ่านหินโดยใช้ความร้อน 1,000 เมกะวัตต์/ร้อยละ 38 ซึ่งเท่ากับ 2,630 เมกะวัตต์ความร้อน เพื่อที่จะผลิตกำลังไฟฟ้าให้ได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น ต้องใช้ถ่านหิน 410 ตันต่อชั่วโมง และประมาณว่ามีค่าความร้อน 5,500 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 4,100 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในก๊าซร้อน(Flue gas)ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ถ่านหิน

ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra-supercritical จะต้องใช้ความร้อน 1,000 เมกะะวัตต์/ร้อยละ 44 ซึ่งคือ 2,270 เมกกะวัตต์ความร้อน ดังนั้น จะต้องใช้ถ่านหิน 350 ตันต่อชั่วโมง และเกิดและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 3,500 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในก๊าซร้อน(Flue gas)

การระบายมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อมให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ

ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาก็คือการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล (Seawater Flue Gas Desulphurization) เพื่อให้อัตราการระบายก๊าซจากหม้อน้ำแต่ละชุดไม่เกิน 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือ 50 ส่วนในล้านส่วน

Screen Shot 2560-09-07 at 9.29.36 AM

ที่มา : http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/, อัตราการระบายซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและตามค่ามาตรฐานของประเทศไทยคำนวณให้เป็นกิโลกรัมต่อชั่วโมงจากข้อมูลในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา http://www.cot.co.th/home/images/stories/Environment_News/Coal_Fired_Power_Plant.pdf

2) การเน้นโฆษณาเทคโนโลยี ultra supercritical ทำให้มองข้ามความเข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษ

ความแตกต่างระหว่าง sub-critical และ ultra-supercritical อยู่ที่ปริมาณรวมของไอเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ ultra-supercritical จะมีน้อยกว่าร้อยละ 14 ด้วยเหตุนี้ในกรณีทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการเดินระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็จะน้อยกว่า และทำให้การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่สัมพันธ์กับมาตรฐานการปล่อยมลพิษจะน้อยกว่าร้อยละ 14 ด้วย

ตรรกะแบบเดียวกันนี้สามารถใช้กับการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นละออง ปรอทและโลหะหนักอื่นๆ จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลกระทบด้านสุขภาพจากคุณภาพอากาศนั้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับการปล่อยมลพิษ การควบคุมการปล่อยมลพิษเป็นประเด็นสำคัญมาก ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญ

คำถามคือว่า ทำไมอุตสาหกรรมถ่านหินและผู้สนับสนุนถ่านหิน มักจะโฆษณาเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไม่ค่อยพูดถึงข้อกำหนดในการควบคุมการปล่อยมลพิษ

คำตอบคือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี ultra-supercritical โดยทั่วไป จะมีกำไรมากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี supcritical เพราะใช้เชื้อเพลิง(ถ่านหิน)น้อยกว่าและต้นทุนในการดำเนินงานน้อยกว่า

การเน้นให้ความสำคัญกับข้อกำหนดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการติดตั้งและดำเนินงานระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ ในกรณีของประเทศไทย แท้ที่จริงแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรที่จะออกประกาศกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่จากเดิมที่มีความเข้มข้นของการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ 180 ส่วนในล้านส่วน(หรือที่อัตราการระบาย 1,800-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ให้เป็น 50 ส่วนในล้านส่วน (หรือที่อัตราการระบาย 1,800-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ด้วยซ้ำไป

ที่น่าสนใจคือ ออสเตรเลีย ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE) รวมถึงญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องติดระบบควบคุมการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สกปรกที่สุดในโลก

Screen Shot 2560-09-07 at 9.29.50 AM

ที่มา : http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/

3) เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE) ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) ตามความตกลงปารีส(Paris Agreement)

การบรรลุเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสที่เป็นวัตถุประสงค์อันดับต้นในความตกลงปารีสนั้น ประชาคมโลกต้องมุ่งหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากรายงานการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ระบุว่า ภายในปี พ.ศ.2593 ภาคการผลิตไฟฟ้าของโลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้เหลือศูนย์ อุตสาหกรรมถ่านหินและรัฐบาลบางประเทศเสนอให้นำเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE)มาใช้โดยให้เหตุผลว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศและเมื่อรวมเข้ากับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ก็จะสามารถทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์หรือแม้กระทั่งติดลบได้ด้วย

โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำอ้างว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จาก 1,000 กรัมต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหลือเป็น 670 กรัมต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพแห่งใหม่ในอนาคต

การศึกษาโดย Ecofys ในปี พ.ศ. 2559 เสนอว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำนั้นไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส งบดุลคาร์บอนของโลกและเวลาที่เหลืออยู่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นไม่มีที่ว่างให้กับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ ยังไม่นับถึงแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั่วโลกที่มีกำลังผลิตรวมกันอีกกว่า 1,400 กิกะวัตต์ ซึ่งหากมีการก่อสร้างขึ้นมาจริงๆ การบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อมและโอกาสที่จะกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นยิ่งเลือนลาง

อ่านเพิ่มเติม

http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/

http://www.ecofys.com/files/files/ecofys-2016-incompatibility-of-hele-coal-w-2c-scenarios.pdf

http://www.smh.com.au/environment/black-hole-pollution-from-coalfired-power-worse-than-overseas-survey-finds-20170813-gxvhce.html

การลดลงของเหมืองถ่านหินในสหราชอาณาจักร

decline in old country

ที่ เซอร์ เดวิด คิง เสนอให้ประเทศไทยละทิ้งถ่านหิน เพราะประวัติศาสตร์เขียนบอกไว้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่เชียว

จากนักล่าเมืองขึ้น จักรวรรดิอันเกรียงไกรและศูนย์กลางการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตเมื่อร้อยปีก่อน ขณะนี้ สหราชอาณาจักรมีการผลิตถ่านหิน การจ้างงานในอุตสาหกรรมถ่านหินและผลผลิตที่เกิดขึ้นอุตสาหกรรมถ่านหินเหลืออยู่จิ๊ดเดียว อาจมีการนำเข้าถ่านหินอยู่บ้างเพื่อใช้ป้อนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใกล้จะปลดระวางเต็มที

ในปี พ.ศ.2407 มีการคาดการณ์ของแหล่งสำรองถ่านหินในอนาคตของสหราชอาณาจักรว่าถ่านหินมีเหลือเฟือใช้ได้ไปอีก 900 ปี การคาดการณ์ในช่วงศตวรรษต่อมาระบุว่ายังเหลือใช้อีก 500 ปี จนถึงปี พ.ศ.2527 แหล่งสำรองถ่านหินในอังกฤษลดลงเหลือ 90 ปี จนถึงปี 2551 อุตสาหกรรมถ่านหินของสหราชอาณาจักรซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าเข้าสายส่ง ปัจจุบันหายไปโดยสิ้นเชิงอันเนื่องจากการหร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วของแหล่งสำรองที่เคยมีเหลือเฟือ

จากสถิติของกระทรวงยุทธศาสตร์ธุรกิจ พลังงานและอุตสาหกรรม ไฟฟ้าที่ใช้มาจากก๊าซกว่าร้อยละ40 ตามมาด้วยนิวเคลียร์อีกราวร้อยละ 20 จากถ่านหินอีกร้อยละ 10 จากกังหันลมอีกร้อยละ 10 และอื่นๆ ในขณะเดียวกัน มีข้อเสนอและแผนการละทิ้งนิวเคลียร์และถ่านหินเพื่อสร้างระบบการผลิตไฟฟ้าแห่งศตวรรษที่ 21 ในสหราชอาณาจักร บนพื้นที่ฐานของระบบกระจายศูนย์พลังงาน อ่านได้จาก http://www.greenpeace.org.uk/…/Mul…/Live/FullReport/7753.pdf และหลักปฎิบัติสี่ประการในการผลิตไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรโดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Hinkley http://energydesk.greenpeace.org/…/4-ways-the-uk-can-get-a…/

แผนการละทิ้งถ่านหินของสหภาพยุโรป

สรุปความจาก A Stress Test for Coal in Europe under the Paris Agreement – Scientific Goal Posts for A Coordinated Phased-Out and Divestment, February 2017, Climate Analytics.

การปิดตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเกือบทั้งหมดในสหภาพยุโรปในช่วงอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าถือเป็นความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประเทศต่างๆ ตกลงที่การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่กรุงปารีส นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้ไปพ้นจากถ่านหินจะช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันมหาศาล

เมื่อเร็วๆ นี้ การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นทำให้ถูกลงจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอย่างมากของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะมีความท้าทายในตัวของมันเอง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาสภาพอากาศ ทางเลือกต่างๆ เช่น การจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบสายส่งและระบบการกระจายศูนย์นั้นมีอยู่เพื่อจัดการกับความท้าทาย ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนนั้นมีประโยชน์จากการเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและขยายขนาดได้ซึ่งเอื้อให้เกิดแบบจำลองธุรกิจใหม่และนำไปสู่การจ้างงาน รวมถึงในพื้นที่ที่จะมีการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

img_4907

 

แผนที่แสดงแผนการละทิ้งถ่านหินของสหภาพยุโรป (แสดงในรูปของจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เหลืออยู่และถ่านหินที่ใช้ในโรงไฟฟ้าต่อคนในปี 2573) ผ่านกลไกทางข้อบังคับและกลไกทางการตลาด)

บทบาทของถ่านหินลดลงในประเทศที่เป็นสหภาพยุโรปและแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป และเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากความพยายามของแผนการที่ละทิ้งถ่านหิน ด้วยการเจาะทะลุทะลวงตลาดที่เพิ่มมากขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและจากการที่มันมีราคาลดลง นักลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงเผชิญกับความยากลำบาก

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมถ่านหินยังต้องเผชิญกับมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดขึ้นและการคัดค้านการเปิดเหมืองถ่านหินใหม่ ผลสะเทือนที่เห็นชัดเจนคือการลดลงของลงทุนด้านนี้

การไปให้ถึงเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในเป้าหมายเรื่องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว การละทิ้งถ่านหินจำเป็นต้องเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่มีนโยบายต่างๆ อยู่แล้ว เช่น ระบบการค้าคาร์บอน(EU ETS) หรือนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เป็นต้นซึ่งมีบทบาทสำคัญในการละทิ้งถ่านหินของสหภาพยุโรปหากมีการเสริมความเข้มแข็งและยกระดับ การละทิ้งถ่านหินจำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้องอย่างมีประสิทธิภาพตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่จะนำไปสู่การคาดการณ์และการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของการเปลี่ยนผ่านนี้

ช่วงขาลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน : ผลจากการติดตามจนถึงกลางปี 2559

เขียนวิเคราะห์โดย Christine Shearer, Aiqun Yu, และ Ted Nace

จากการสำรวจโดย CoalSwarm’s Global Coal Plant Tracker กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาทั่วโลกลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในเอเชีย

โดยรวม โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผน หรืออีกนัยหนึ่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ระหว่างกระบวนการวางแผน ลดลงจาก 1,090 กิกะวัตต์ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2559 เป็น 932 กิกะวัตต์ในเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน กล่าวคือลดลง 158 กิกะวัตต์ หรือร้อยละ 14 ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบจะเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในสหภาพยุโรป (162 กิกะวัตต์)screen-shot-2560-02-08-at-9-44-01-pm

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนที่ลดลงมากที่สุดคือในจีน (114 กิกะวัตต์) ตามมาด้วยอินเดีย(40 กิกะวัตต์) ทั้งสองประเทศได้มีนโยบายสำคัญที่จะไปให้พ้นจากยุคถ่านหิน

ในเดือนเมษายน 2559 จีนประกาศ จำกัดการขยายตัว ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีแผนการจะสร้างใน 13 มณฑล ในเดือนมิถุนายน 2559 กระทรวงพลังงานของอินเดียเปิด การประเมินที่เน้นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในอีก 3 ปีข้างหน้า และ ”โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใดที่ยังไม่เริ่มการก่อสร้างควรจะยุติลง”

หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าลดหรือเลื่อนการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ในเดือนมีนาคม 2559 เวียดนาม ทบทวน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับที่ 7 โดยการยกเลิกหรือเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 23 กิกะวัตต์ออกไป แผนงาน RUPTL 2016-2025  ของอินโดนีเซียซึ่งครอบคลุมแผนพัฒนาพลังงานทั้งหมดในทศวรรษหน้าได้ทำการปรับแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 7 กิกะวัตต์ ในเดือนกรกฎาคม 2559 Gina Lopez รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ ประกาศ แผนการใหม่เพื่อให้ความสำคัญกับกระบวนการออกใบอนุญาตโครงการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมากกว่าจากถ่านหิน

แม้ว่าในระดับโลกจะมีการลดลงของกำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผน แต่ระดับของการกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งที่เป็นโครงการที่กำลังวางแผนและกำลังก่อสร้างนั้นก็มากเกินกว่างบดุลคาร์บอนของโลกเพื่อที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ รายงานใหม่ ของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ระบุว่ามีคน 6.5 คนที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจากการปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ภาพรวมระดับภูมิภาค

เอเชียตะวันออกมีกำลังการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาในทุกขั้นตอนรวมกันมากที่สุด ยกเว้น โครงการที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ตามมาด้วยเอเชียใต้

screen-shot-2560-02-09-at-9-36-52-pm

รวมกันทั้งหมด มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในขั้นตอนก่อนการก่อสร้าง (การประกาศโครงการ การยื่นขอใบอนุญาต และการได้รับอนุญาต) รวมกันทั้งหมด 932 กิกะวัตต์ และอีก 350 กิกะวัตต์เป็นกำลังผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นในแอฟริกาและยูเรเชีย โดยเฉพาะอียิปต์ผลักดันอย่างมากให้มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพื่อเป็นทางเลือกต่อก๊าซธรรมชาติ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเพิ่มขึ้นในมองโกเลียโดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเพื่อส่งออกไฟฟ้าไปให้จีน

จีนและอินเดียยังคงเป็นหัวหอกในการผลักดันถ่านหิน แต่…

จีนยังเดินหน้าแผนการที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินมากที่สุดโดยมีกำลังการผลิตรวม 406 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญจากเดือนมกราคม 2559 โดยช่วงนั้นมีแผนที่จะสร้างซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกัน 519 เมกะวัตต์

การลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก แนวทางเชิงนโยบายที่ออกมาในเดือนเมษายน 2559 โดยรัฐบาลกลาง ประมาณถึงการยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมกัน 77.5 กิกะวัตต์ รัฐบาลจีนยังอาจจะเสนอให้ยุติ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั้งหมด ไปจนถึงปี 2561 นโยบายดังกล่าวเป็นการตอบรับต่อรายงานที่ระบุถึงเรื่องของ กำลังผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกิน การปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน และ อัตราการใช้งานของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลดลง ในจีน

จีนมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างรวมกำลังผลิต 205 กิกะวัตต์ และกำลังทำสัญญาว่าจ้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่รวมกำลังผลิต 11,580 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ เนื่องมาจากกระบวนการอนุมัติโครงการในระดับมณฑลที่เพิ่มสูงขึ้น ยังต้องจับตาดูว่ารัฐบาลกลางของจีนจะมีการควบคุมการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่นในระดับมณฑลในการออกใบอนุญาตโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

screen-shot-2560-02-09-at-9-37-37-pm

อินเดียมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนรวมกำลังผลิต 178 กิกะวัตต์ และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 65 กิกะวัตต์ มีรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ร้อยละ 35 ของกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินของอินเดีย นั้นเดินเครื่องเปล่า ก่อให้เกิดคำถามต่อความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีแบบ supercritical

มีข้อถกเถียงว่าการทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากข้อมูลว่าด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้ถ่านหิน การเผาไหม้แบบ supercritical นั้นคิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 246 กิกะวัตต์ ส่วนการเผาไหม้แบบ ultra-supercritical คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 233 กิกะวัตต์ และมีอยู่ไม่กี่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี subcritical กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 88 กิกะวัตต์ ในจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ supercritical และ ultra-supercritical

screen-shot-2560-02-09-at-9-39-53-pm

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะใช้งบดุลคาร์บอน(carbon budget) ทั้งหมดที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้มากไปกว่า 1.5 องศา

แม้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ supercritical และ ultra-supercritical ระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนั้นไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการกู้วิกฤตโลกร้อน

หากมีการดำเนินการ โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโครงการจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 220,241 ล้านตัน ในช่วงเวลา 40 ของอายุการทำงาน ซึ่งเกินขีดจำกัดการระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด  204,620 ล้านตัน โดยเป็นค่าความเป็นไปได้สูง (ร้อยละ 66) ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้มากไปกว่า 1.5 องศา

ร้อยละ 51 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาจะมาจากเอเชียตะวันออก

screen-shot-2560-02-09-at-9-40-35-pm

 

หยุดคิดเสียเถอะว่าเศรษฐกิจของออสเตรเลียขึ้นอยู่กับถ่านหิน

https://theconversation.com/ideas-for-australia-lets-retire-the-idea-that-australia-depends-on-digging-up-coal-and-other-resources-57219?utm_medium=email&utm_campaign=Latest+from+The+Conversation+for+April+15+2016+-+4674&utm_content=Latest+from+The+Conversation+for+April+15+2016+-+4674+CID_be18135eca5a748f4cb0055df43f28c5&utm_source=campaign_monitor&utm_term=Ideas+for+Australia+Lets+retire+the+idea+that+Australia+depends+on+digging+up+coal+and+other+resources

เรามักคิดกันว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศมักจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่างเช่น กรณีของออสเตรเลีย ที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ส่งออกถ่านหินอันดับต้นของโลก เป็นต้น

นักวิชาการหลายคนในออสเตรเลียแย้งว่า ไอ้ความคิดที่ว่าถ่านหินนั้นมีบทบาทหลักในเศรษฐกิจของออสเตรเลียนั้นไม่เป็นความจริงในแง่ของการจ้างงาน ข้อมูลจากเวบไซต์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน(industry’s Little Black Rock website) กิจการเหมืองถ่านหินมีการจ้างงาน 14,000 คน คิดเป็นร้อยละ 0.4 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ

หรือถ้าเป็นการจ้างงานทางอ้อม(ที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ดูใหญ่ขึ้น) ตัวเลขก็จะขึ้นมาเป็น 111,000 คน หรือร้อยละ 1.5 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ส่วนการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือนในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินคิดเป็น 6 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งดูน่าประทับใจ ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการจ้างงานเต็มเวลาที่มีฐานเงินเดือนที่สูงในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ในภาพรวม มันก็ยังน้อยกว่าร้อยละ 5 ของรายได้รวมทั้งหมดของออสเตรเลียทั้งประเทศ

คนออสเตรเลียได้ประโยชน์จากการที่บริษัทอุตสาหกรรมเหมืองแร่จ่ายภาษีและค่าภาคหลวงให้กับรัฐบาล ข้อมูลจากเวบไซต์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน(industry’s Little Black Rock website)ระบุว่าในช่วง 4 ปีคือ ปี 2015-16 และ 2018-19 ค่าภาคหลวงจากกิจการเหมืองถ่านหินรวมแล้วคาดว่าจะอยู่ในราว 15,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย

นั่นคือประมาณ 4 พันล้านเหรียญออสเตรเลียต่อปี หรือน้อยกว่าร้อยละ 1 ของการเก็บภาษีโดยรวมทั้งหมด เมื่อพิจารณาถึงความยากลำบากในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลออสเตรเลีย การเก็บภาษีได้จากทุกกิจการเล็กๆน้อยๆ ก็ช่วยได้ แต่สิ่งที่ได้จากอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินถือว่าน้อยมาก