สถานการณ์นำ้ในวิกฤตโลกร้อน

วันน้ำโลกในปี พ.ศ.2563 นี้ยกประเด็น น้ำในวิกฤตโลกร้อน เป็นเรื่องสำคัญ สหประชาชาติระบุว่า การรับมือกับวิกฤตน้ำจากผลกระทบที่เป็นหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยปกป้องสุขภาพและช่วยชีวิตผู้คน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกู้วิกฤตโลกร้อน

วิกฤตนำ้ทั่วโลก

  • แหล่งน้ำจืดของโลกร้อยละ 70 ใช้ในการเพาะปลูกพืชในระบบชลประทาน และการผลิตอาหารเลี้ยงประชากร ร้อยละ 22 ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน(น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้าและเขื่อนผลิตไฟฟ้า) ขณะที่ร้อยละ 8 ใช้เพื่อบริโภค การสุขาภิบาล และนันทนาการในภาคครัวเรือนและธุรกิจ
  • ความต้องการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี นับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1980s(พ.ศ.2523-2532) และภายในปี พ.ศ.2593 จะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20-30 ของระดับการใช้น้ำในปัจจุบัน
  • โดยเฉลี่ย ในจำนวนประชากร 10 คน จะมี 3 คน ที่เข้าไปถึงน้ำดื่มที่สะอาด
  • มี 17 ประเทศซึ่งมีประชากรรวมกัน 1 ใน 4 ของประชากรโลก กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำที่รุนแรงอย่างยิ่งยวด
  • ร้อยละ 25 ของประชากรโลกประสบกับวิกฤตน้ำแล้ว และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ภายในปี พ.ศ. 2568
  • มากกว่า 2 พันล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่ประสบกับวิกฤตน้ำในระดับสูง
  • ประชากรราว 4 พันล้านคนทั่วโลกเผชิญกับการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงอย่างน้อยที่สุด 1 เดือนต่อปี คาดว่าจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 ถึง 5.7 พันล้านคนภายในปี พ.ศ. 2593 ก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างผู้ใช้น้ำ โดยที่น้ำจืดร้อยละ 60 มาจากลุ่มน้ำที่มีแม่น้ำไหลผ่านหลายประเทศ
  • ภายในปี พ.ศ.2583 เด็กอายุต่ำกว่า 18 ราว 600 ล้านคน จะมี 1 ใน 4 อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีวิกฤตน้ำรุนแรงอย่างยิ่ง
  • สตรีและเด็กหญิงในทุกๆ 8 ครัวเรือนจาก 10 ครัวเรือนต้องแบกภาระในการออกไปหาน้ำจากพื้นที่ไกลออกไป
  • มากกว่า 68 ล้านคน ทั่วโลก(ในปี พ.ศ.2560) ต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำในการอุปโภคและบริโภคได้
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงรายงานว่า ภายในปี พ.ศ.2583 ร้อยละ 97 ของการไหลของตะกอนไปยังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอาจถูกดักไว้ หากโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่วางแผนไว้ถูกสร้างขึ้น

ถ่านหินใช้น้ำและก่อมลพิษต่อแหล่งน้ำของเราอย่างไร

น้ำสะอาด ราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนที่สุดในโลกของเรายังถูกคุกคามโดยอุตสาหกรรมถ่านหิน น้ำจืดปริมาณมหาศาลถูกนํามาใช้และปนเปื้อนมลพิษจากการทําเหมืองถ่านหิน รวมถึงการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,000 เมกะวัตต์หนึ่งแห่งในอินเดียใช้น้ำพอๆ กับความต้องการพื้นฐานของคนเกือบ 700,000 คน โดยทั่วไป โรงไฟฟ้าถ่านหินใช้น้ำประมาณร้อยละ 8 จากความต้องการน้ำทั้งหมด แต่ความต้องการน้ำอันไร้ขีดจํากัดของอุตสาหกรรมถ่านหินซ้ำเติมวิกฤตน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย จีน ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้

มลพิษเกิดขึ้นในทุกกระบวนการในวัฐจักรถ่านหิน ทำให้น้ำปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและสารพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ป่าอย่างมีนัยสำคัญ การได้รับพิษนี้จะเพิ่มโอกาสความพิการแต่กำเนิด ความเจ็บป่วย และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การปนเปื้อนมลพิษจากถ่านหินคือภัยคุกคามที่มองไม่เห็นต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การทำเหมืองถ่านหิน การชะล้างและการเผาไหม้ได้ปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษและโลหะหนักออกสู่สิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดถ่านหินทุก ๆ 1 ตัน น้ำใต้ดินราว 1 ถึง 2.5 ลูกบาศก์เมตร จะไม่สามารถนำไปใช้อุปโภคและบริโภคได้ กลุ่มเหมืองถ่านหินขนาดยักษ์ในออสเตรเลีย (Galilee Basin) จะต้องสูบน้ําทิ้งมากถึง 1.3 พันล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณท่ีมากกว่าน้ําในอ่าวซิดนีย์ถึง 2.5 เท่า การสูบน้ำออกนี้จะทําให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างมาก ผลคือบ่อน้ําชุมชนโดยรอบใช้การไม่ได้และยังส่งผลกระทบต่อแม่น้ําในบริเวณใกล้เคียง

วิกฤตน้ำ 2020 ในประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเจอกับความแห้งแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ราวครึ่งหนึ่งของบรรดาอ่างเก็บน้ำในประเทศมีน้ำต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่กักเก็บน้ำไว้ได้ น้ำในแม่น้ำต่ำในระดับที่ทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามาถึงพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำบริโภค

แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติของความชื้นในดิน(soil moisture anomalies) ซึ่งเป็นดัชนีที่ระบุว่าน้ำในผิวดินมีค่าสูงหรือต่ำกว่าปกติในพื้นที่แถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์2563 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากปฏิบัติการ Soil Moisture Active Passive (SMAP) ซึ่งเป็นดาวเทียมขององค์การนาซาดวงแรกที่ใช้วัดปริมาณน้ำในผิวดิน เครื่องมือวัด Radiometer บนดาวเทียมทำการตรวจจับปริมาณน้ำลึก 2 นิ้วจากผิวดิน นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดังกล่าวนี้ในแบบจำลองอุทกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมเพื่อประเมินว่ามีปริมาณน้ำในชั้นดินที่ลึกลงไปอยู่มากน้อยเท่าไร (ที่มา:ที่มา : NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin using soil moisture data from NASA-USDA and the SMAP Science Team)

การที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำจืดต่อหัวน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำมากขึ้นแล้ว ทรัพยากรน้ำของประเทศไทยกำลังถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรมจากการกำหนดนโยบายของรัฐซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเหนือทรัพยากรน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและเมืองที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่ แต่รากเหง้าคือวิธีการจัดการทรัพยากรน้ำและการกระจายน้ำอย่างเท่าเทียมกัน

ในยุคที่สภาพภูมิอากาศมีความสมดุล เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถวางแผนล่วงหน้า สร้างบ้านแปงเมือง และทำการเพาะปลูกตามสภาพดินฟ้าอากาศและน้ำ แต่การแทรกแซงธรรมชาติทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นกำลังหมดลง จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะโหดร้ายทารุณ วิกฤตน้ำจะรุนแรงขึ้นภายใต้สภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายขึ้น

น้ำกำหนดชะตากรรมของเรา และเรากำหนดชะตากรรมของน้ำ

จับตาถ่านหินโลก

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกถูกซ้ำเติมโดยการตกต่ำทางการเงินหลังจากรัสเซียและซาอุดิอาราเบียสัญญาว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน โดยที่ผลกระทบต่อตลาดพลังงานในวงกว้างนั้นยังไม่ชัดเจน ในขณะที่ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลให้ภาคการลงทุนเอกชนหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ลง แต่แนวโน้มที่เห็นคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคสาธารณะในจีนอาจฟื้นฟูโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่หลายแห่งที่เดิมถูกพับเก็บไว้

รายงานใหม่เปิดเผยให้เห็นว่าในปี พ.ศ.2562 การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกลดลงร้อยละ 3 ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลดลงร้อยละ 2 นี่เป็นข่าวดี ข่าวที่ไม่ดีนักเป็นเรื่องที่ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส the Paris Agreement target)เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ไห้เพิ่มมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินต้องลดลงร้อยละ 11 ต่อปี  เอกสารใหม่พบว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ช้าลง ในขณะที่ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้หยิบยกว่าเขามีเป้าหมายผลักดันให้มีข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นในการให้เงินกู้ระหว่างประเทศในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่

การผลักดันให้มีการนำเอาพลังงานไฮโดรเจนมาแทนเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตเหล็กยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กของจีนเช่น Baowu ซึ่งต้องการเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี ใน แคนาดา การลดลงของประชากรปลาเทร้าท์ในลุ่มน้ำตอนล่างจากเหมืองถ่านหินที่มีมลพิษสูงชี้ให้เห็นว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหมืองถ่านหินนั้นเหมือนกันไม่ว่าจะขุดถ่านหินไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าหรือเป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมเหล็ก

หรือปี พ.ศ.2562 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติถ่านหินในยุโรป ? 

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Staudinger ของบริษัท Uniper ที่ Grosskrotzenburg  30 กิโลเมตรจากเมือง Frankfurt ถ่ายเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562. ภาพโดย REUTERS/Kai Pfaffenbach – RC159CB62AB0

การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในยุโรปลดลงราวหนึ่งในห้าในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ.2562 นี้ โดยที่ลดลงในทุกประเทศที่มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

ข้อมูลของ Sandbag ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในยุโรปตะวันตก มีการลดลงของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถึงร้อยละ 79 ในไอร์แลนด์ และมีหลายครั้งที่ลดลงเกือบศูนย์หรือเหลือศูนย์ เช่นในสหราชอาณาจักร มีการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสองสัปดาห์ในเดือนพฤษภาคมเป็นครั้งแรก

Image: Sandbag

ในแง่ของการลดลงแบบสัมบูรณ์ เยอรมนีมีการลดลงของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากที่สุด เป็นการลดลงทั้งถ่านหินและลิกไนต์ แต่โดยรวมก็ยังคงมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสหภาพยุโรปในปีนี้

การมุ่งสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดคือหัวใจสำคัญของการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานชะลอตัวลง การใช้และการผลิตพลังงานยังคงเป็นสองในสามของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกและร้อยละ 81 ของระบบพลังงานของโลกยังคงเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล สัดส่วนเดียวกันกับเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา

นโยบายที่มีประสิทธิภาพ ปฎิบัติการของภาคเอกชน และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาคสาธารณะมีความจำเป็นในการสร้างระบบพลังงานโลกที่ปลอดภัย ราคาที่เหมาะสม มีความยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ความก้าวหน้าที่วัดได้มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างประสบความสำเร็จ ดัชนีการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของเวทีเศรษฐกิจโลก( The World Economic Forum’s Energy Transition Index) ซึ่งทำการจัดอันดับ 115 ประเทศ ว่ามีความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย(ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและพลังงาน) แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดที่เราเผชิญอยู่เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน นั่นก็คือ การขาดความพร้อมของประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก รวมถึง สหรัฐอเมริกา จีน อินเดียและรัสเซีย จากดัชนีดังกล่าวพบว่า ในจำนวน  10 ประเทศที่มีคะแนนความพร้อมมากที่สุดนั้นรวมกันแล้วมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.6 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก

เพื่อรับประกันถึงอนาคตของระบบพลังงานโลก เวทีเศรษฐกิจโลกทำงานร่วมกับโครงการต่างๆ ได้แก่ the Partnering for Sustainable Energy Innovation, the Future of Electricity, the Global Battery Alliance and Scaling Renewable Energy  เพื่อกระตุ้นและเอื้ออำนวยการลงทุนด้านพลังงาน เทคโนโลยีและทางออกที่สร้างสรรค์

การเติบโตของพลังงานหมุนเวียน

พลังงานหมุนเวียนเอาชนะถ่านหินอย่างช้าๆ โดยที่การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมเพิ่มขึ้นทั่วทั้งยุโรป อย่างไรก็ตาม การใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นฟอสซิลอีกชนิดหนึ่งก็เพิ่มขึ้นด้วยเมื่อถ่านหินหายไปและราคาตลาดคาร์บอนมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของแรงจูงใจ

การลดลงของการใช้ถ่านหินมีน้อยกว่าในประเทศยุโรปตะวันออกซึ่งมีการรับเอาระบบพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนตำ่กว่า ในบางกรณี เช่น สโลเวเนียและบุลกาเรีย การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินยังเพิ่มขึ้น หลายประเทศ เช่น โปแลนด์ สาธารณรัฐเชก โรมาเนีย บุลกาเรียและกรีซ ยังคงพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์

Image: Sandbag

แนวโน้มที่ลดลงของการใช้ถ่านหินในสหภาพยุโรปเป็นทิศทางไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 1.5 ปีต่อปี แต่การลด ละ เลิกถ่านหินยังคงค่อนข้างช้า จนถึงปี พ.ศ.2562 นี้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนหนึ่งปิดตัวลง ส่วนใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ถ่านหินจะยังคงมีบทบาทในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 12 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปทั้งหมดในปี พ.ศ.2562 นี้

Image: IEA

ข้อมูลของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ ถ่านหินยังคงมีสัดส่วนในภาคการผลิตไฟฟ้าราว 2 ใน 5 ทั่วทั้งโลก และยังคงมีความจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ในขณะที่การใช้ถ่านหินลดลงในบางภูมิภาค เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ความต้องการถ่านหินใช้ยังคงเพิ่มขึ้นในจีนและอินเดีย

ที่มา : http://econews.com.au/61814/2019-could-be-beginning-of-the-end-for-coal-in-europe/

ถ่านหินในประเทศ VS ถ่านหินนำเข้า (1976-2013)

coal import to Thailand

ระหว่างปี ค.ศ. 1976-2013 การผลิตถ่านหิน(Primary Coal Production)ในประเทศไทย(แรเงาสีเทา) มีระดับคงตัวอยู่ที่ 20,000 Short Ton ต่อปี และมีแนวโน้มลดลง ส่วนการนำเข้าถ่านหิน(Primary Coal Imports) ของประเทศไทย (กราฟแท่ง) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าถ่านหินสุทธิในอนาคตอันใกล้

เทใจให้เทพา โบกมือลาให้ถ่านหิน

พาดหัวข่าว “ปล่อย 15 แกนนำ พลังงานเล็งถอย” “รื้อแผนพีดีพีรับเทรนด์โลก” บนหน้าหน้าหนังสือพิมพ์ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ศาลจังหวัดสงขลาอนุญาตให้ประกันตัวเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน หลังจากถูกจับกุมจากการเดินเท้าอย่างสงบ #เทใจให้เทพา นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560 เพื่อไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมือง สงขลา

อีกครั้งหนึ่ง การคัดค้านถ่านหินของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแสงสว่างส่อง ตรงไปยัง “ภาระรับผิดและตรวจสอบได้(accountability)” ของการวางแผนภาคการผลิตไฟฟ้า และท้าทายกระบวนการวางแผนผลิตไฟฟ้าที่เป็นปัญหาถึงขั้นวิกฤต

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(Power Development Plan) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า แผนพีดีพี เป็นแผนแม่บทเพื่อการลงทุนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ โดยกำหนดว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าแบบใดขึ้นบ้าง เป็นจำนวนเท่าไร ที่ไหนและเมื่อไร แผนพีดีพีมีนัยยะที่ครอบคลุมกว้างขวาง ไม่เพียงแต่จะกำหนดอนาคตของการผลิตไฟฟ้า ภูมิทัศน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ หากยังส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอีกด้วย ด้วยเหตุที่เลือกที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมากที่ก่อมลพิษ สร้างความขัดแย้ง มีต้นทุนและความเสี่ยงสูง

มี 3 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย แผนพีดีพีฉบับใหม่ที่จะมีขึ้นและแนวโ้น้มการผลิตไฟฟ้าของโลก

1) แม้ว่ารัฐบาลจะรื้อแผนพีดีพีรับแนวโน้มโลก แต่การผลักดันถ่านหินที่กระบี่และเทพายังมีอยู่ต่อไป

คณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า นำเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2579 (ปลายแผนพีดีพี2015) ลดลงกว่า 2 หมื่นล้านหน่วย
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า GDP เฉลี่ย ช่วงปี 2560-2579 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.78 ลดลงจากสมมุติฐานในแผนพีดีพี2015 ที่คาดว่า GDP จะเติบโต ร้อยละ 4-5
  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ 54,771 เมกะวัตต์ในปี 2579 (ปลายแผนพีดีพี2015) ลดลงประมาณ 4,500 เมกะวัตต์
  • การเติบโตของผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Isolated Power Supply) ทั้งประชาชนและเอกชนโดยเฉพาะ โซลาร์รูฟท็อปเพิ่มจาก 3,300 เมกะวัตต์หรือ 24,000 ล้านหน่วยในปี 2560 เป็น 5,277 เมกะวัตต์หรือ 44,412 ล้านหน่วยในปี 2579
  • คาดว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ 3 โครงการคือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 1.2 ล้านคัน และโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมกันจะทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3,033 เมกะวัตต์หรือ 9,872 ล้านหน่วยในปี 2579 แต่ไม่ได้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า ของประเทศสูงขึ้นมากนัก เพราะมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

อย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับปรุงแผนพีดีพีฉบับใหม่ ยังคงนำเอาประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้า ในภาคใต้ที่ล่าช้า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจังหวัดสงขลา มาพิจารณาด้วย โดยอ้างว่าเพื่อวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตให้สอดรับกับความต้องการ ใช้ไฟฟ้าตามแผนพีดีพีฉบับใหม่ต่อไป ในภาพแสดงถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้แผนพีดีพี 2015 (2558-2579) ส่วนที่ไฮไลท์เป็นสีแดงคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จากการคัดค้าน/ไม่ยอมรับของชุมชน

Screen Shot 2560-12-01 at 1.36.42 PM

2) การผลิตไฟฟ้าของไทยจะเข้า “แนวโน้มโลก” ไม่เกินปี 2563 เป็นจุดผลิกผันจากถ่านหินสกปรก สู่ระบบ พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

Screen Shot 2560-12-01 at 5.11.27 PM

การวิเคราะห์ของ Bloomberg New Energy Finance ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ยที่ ผลิตได้จากระบบโซล่าร์เซลล์ (ในระดับ utility scale) จะเท่ากับหรือถูกกว่าถ่านหินไม่เกินปี 2563 Bloomberg ระบุว่าในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในจำนวนมูลค่าการลงทุนใหม่ในภาคพลังงานของไทยประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 48 จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม แผนที่ที่ตีพิมพ์ล่าสุดโดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนของเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย จะลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2583

จุดผลิกผันไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดของประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการวางแผนพีดีพีนั้นเปิดกว้างเพียงใด แนวทางการจัดทำแผนพีดีพีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการสร้างแบบจำลอง การพินิจอนาคต (Scenario)ในแบบเดียวโดยอาจเพิ่มความเป็นไปได้อีกสองทางคือการเติบโต ทางเศรษฐกิจ “สูง” และ “ตำ่” โดยที่ไม่มีการพิจารณาความไม่แน่นอนหรือปัจจัยความเสี่ยงอย่างอื่นเลย การปฏิรูปกระบวนการวางแผนไฟฟ้าแบบ Integrated resource planning ที่ผลักดันโดยสาธารณชนมาโดยตลอดจำต้องนำตัวแปรหรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มาผสมผสานให้มีแบบจำลองการพินิจอนาคต (Scenario) หลากหลายแบบให้มากที่สุด จากนั้นต้องมีกระบวนการสาธารณะเพื่อให้สังคมเลือกแผนที่มีต้นทุนต่ำสุดภายใต้ระดับความเสี่ยงต่างๆ ที่พอรับได้

แม้ว่าข้อเรียกร้องของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเน้นไปยังกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพรายโครงการ แต่ถ้าหากประชาสังคมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการพิจารณาและจัดทำแผนการผลิตไฟฟ้าซึ่งนำไปสู่การกำหนดอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง เชื่อเหลือเกินว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งกระทำโดยรัฐก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงและหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

3) โบกมือลาถ่านหิน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

มีการโบกมือลาถ่านหินทั่วโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือแนวโน้มโลกในภาคการผลิตไฟฟ้า ในบางประเทศ ธุรกิจถ่านหินกลายเป็นสินทรัพย์ที่กลายเป็นภาระผูกพัน (Stranded Assets) และแน่นอน การต่อสู้ที่เทพา กระบี่และพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ มีผู้คนทั่วโลกที่ร่วมต่อสู้ ยืนหยัดเพื่อยุติถ่านหินมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Global Coal Plant Tracker เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เมื่อวัดจากกำลังผลิตติดตั้ง (หน่วยเมกะวัตต์)น้อยกว่า ดังนั้น แทนที่จะมองความมั่นคงทางพลังงาน ในมุมมองที่คับแคบว่าเราจำเป็นจะต้องแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้น นี่คือโอกาสที่จะโบกมือลาถ่านหินสกปรก และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเต็มร้อยซึ่งยั่งยืนและเป็นธรรม ผลประโยชน์ร่วมกัน (co-benefits) ทั้งสังคมคือการออกแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งไปสู่อนาคตข้างหน้าอย่างมีอารยะ และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยกซึ่งมุ่งมั่นที่จะลดความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางสังคมก็จะอยู่ไม่ไกล

ความจริงเรื่องเทคโนโลยี Ultra-Supercritical ที่อุตสาหกรรมถ่านหินไม่อยากให้คุณรู้

วิวาทะ “พลังงาน” อันดุเดือด เข้มข้นและร้อนแรงประเด็นหนึ่งคือวาทกรรม “ถ่านหินสะอาด” ผู้ผลักดันถ่านหินพากันหยิบยกว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตั้งแต่การออกแบบโรงไฟฟ้า ใช้หม้อไอน้ำและระบบเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพซึ่งลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อรวมเอาการเลือกใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพไปจนถึงเทคโนโลยีกำจัดของเสียและควบคุมคุณภาพอากาศ จะทำให้คุณภาพอากาศดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก

หน่วยงานระดับชาติอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือแม้กระทั่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ก็นำเสนอในทำนองเดียวกัน ต่างกล่าวถึงข้อดีของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra-supercritical และผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานของไทยเองก็ถูกโน้มน้าวอย่างผิดๆ ว่าการเลือกเทคโนโลยี ultra-supercritical สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างมาก

3 เรื่องต่อไปนี้เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมถ่านหินไม่อยากให้คุณรู้

1) เทคโนโลยีหม้อไอน้ำที่นำมาใช้ในโรงไฟฟ้าไม่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้ถ่านหินในแต่ละตัน

เพื่อเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีหม้อไอน้ำชนิด sub-critical supercritical และ ultra-supercritical ที่เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน สิ่งที่สำคัญคือ เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแต่ละชนิดดังกล่าวนี้ไม่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้ถ่านหินในแต่ละตัน

การปล่อยมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อถ่านหิน 1 ตันขึ้นอยู่กับปริมาณซัลเฟอร์ที่อยู่ในถ่านหินซึ่งทั้งหมดจะถูกสันดาปเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ระหว่างการเผาไหม้และสุดท้ายเป็นก๊าซร้อน(Flue gas)ปลายปล่อง

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รายงาน EHIA ระบุว่าถ่านหินบิทูมินัส/ซับบิทูมินัสที่ใช้จะมีค่าซัลเฟอร์ไม่เกินร้อยละ 1 ดังนั้น ถ่านหิน 1 ตันจะประกอบด้วยซัลเฟอร์ 10 กิโลกรัม เมื่อนำถ่านหินเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ ซัลเฟอร์ในถ่านหินจะเปลี่ยนเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 20 กิโลกรัม (ซัลเฟอร์ 1 อะตอมจะรวมกับออกซิเจน 2 อะตอมเป็น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 1 โมเลกุลซึ่งจะหนักเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับซัลเฟอร์หนึ่งอะตอม)

เมื่อพิจารณาถึงการปล่อยมลพิษทางอากาศ ความแตกต่างประการเดียวระหว่างเทคโนโลยีหม้อไอน้ำชนิดต่างๆ คือ ค่าความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน 1 ตัน

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ sub-critical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 38 กล่าวคือ ร้อยละ 38 ของความร้อนในเชื้อเพลิง(ถ่านหิน)จะเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่สายส่ง ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ supercritical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 42 และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra supercritical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 44

ดังนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ subcritical จะต้องเผาถ่านหินโดยใช้ความร้อน 1,000 เมกะวัตต์/ร้อยละ 38 ซึ่งเท่ากับ 2,630 เมกะวัตต์ความร้อน เพื่อที่จะผลิตกำลังไฟฟ้าให้ได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น ต้องใช้ถ่านหิน 410 ตันต่อชั่วโมง และประมาณว่ามีค่าความร้อน 5,500 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 4,100 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในก๊าซร้อน(Flue gas)ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ถ่านหิน

ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra-supercritical จะต้องใช้ความร้อน 1,000 เมกะะวัตต์/ร้อยละ 44 ซึ่งคือ 2,270 เมกกะวัตต์ความร้อน ดังนั้น จะต้องใช้ถ่านหิน 350 ตันต่อชั่วโมง และเกิดและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 3,500 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในก๊าซร้อน(Flue gas)

การระบายมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อมให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ

ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาก็คือการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล (Seawater Flue Gas Desulphurization) เพื่อให้อัตราการระบายก๊าซจากหม้อน้ำแต่ละชุดไม่เกิน 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือ 50 ส่วนในล้านส่วน

Screen Shot 2560-09-07 at 9.29.36 AM

ที่มา : http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/, อัตราการระบายซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและตามค่ามาตรฐานของประเทศไทยคำนวณให้เป็นกิโลกรัมต่อชั่วโมงจากข้อมูลในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา http://www.cot.co.th/home/images/stories/Environment_News/Coal_Fired_Power_Plant.pdf

2) การเน้นโฆษณาเทคโนโลยี ultra supercritical ทำให้มองข้ามความเข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษ

ความแตกต่างระหว่าง sub-critical และ ultra-supercritical อยู่ที่ปริมาณรวมของไอเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ ultra-supercritical จะมีน้อยกว่าร้อยละ 14 ด้วยเหตุนี้ในกรณีทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการเดินระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็จะน้อยกว่า และทำให้การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่สัมพันธ์กับมาตรฐานการปล่อยมลพิษจะน้อยกว่าร้อยละ 14 ด้วย

ตรรกะแบบเดียวกันนี้สามารถใช้กับการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นละออง ปรอทและโลหะหนักอื่นๆ จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลกระทบด้านสุขภาพจากคุณภาพอากาศนั้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับการปล่อยมลพิษ การควบคุมการปล่อยมลพิษเป็นประเด็นสำคัญมาก ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญ

คำถามคือว่า ทำไมอุตสาหกรรมถ่านหินและผู้สนับสนุนถ่านหิน มักจะโฆษณาเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไม่ค่อยพูดถึงข้อกำหนดในการควบคุมการปล่อยมลพิษ

คำตอบคือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี ultra-supercritical โดยทั่วไป จะมีกำไรมากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี supcritical เพราะใช้เชื้อเพลิง(ถ่านหิน)น้อยกว่าและต้นทุนในการดำเนินงานน้อยกว่า

การเน้นให้ความสำคัญกับข้อกำหนดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการติดตั้งและดำเนินงานระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ ในกรณีของประเทศไทย แท้ที่จริงแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรที่จะออกประกาศกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่จากเดิมที่มีความเข้มข้นของการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ 180 ส่วนในล้านส่วน(หรือที่อัตราการระบาย 1,800-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ให้เป็น 50 ส่วนในล้านส่วน (หรือที่อัตราการระบาย 1,800-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ด้วยซ้ำไป

ที่น่าสนใจคือ ออสเตรเลีย ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE) รวมถึงญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องติดระบบควบคุมการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สกปรกที่สุดในโลก

Screen Shot 2560-09-07 at 9.29.50 AM

ที่มา : http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/

3) เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE) ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) ตามความตกลงปารีส(Paris Agreement)

การบรรลุเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสที่เป็นวัตถุประสงค์อันดับต้นในความตกลงปารีสนั้น ประชาคมโลกต้องมุ่งหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากรายงานการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ระบุว่า ภายในปี พ.ศ.2593 ภาคการผลิตไฟฟ้าของโลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้เหลือศูนย์ อุตสาหกรรมถ่านหินและรัฐบาลบางประเทศเสนอให้นำเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE)มาใช้โดยให้เหตุผลว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศและเมื่อรวมเข้ากับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ก็จะสามารถทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์หรือแม้กระทั่งติดลบได้ด้วย

โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำอ้างว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จาก 1,000 กรัมต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหลือเป็น 670 กรัมต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพแห่งใหม่ในอนาคต

การศึกษาโดย Ecofys ในปี พ.ศ. 2559 เสนอว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำนั้นไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส งบดุลคาร์บอนของโลกและเวลาที่เหลืออยู่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นไม่มีที่ว่างให้กับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ ยังไม่นับถึงแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั่วโลกที่มีกำลังผลิตรวมกันอีกกว่า 1,400 กิกะวัตต์ ซึ่งหากมีการก่อสร้างขึ้นมาจริงๆ การบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อมและโอกาสที่จะกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นยิ่งเลือนลาง

อ่านเพิ่มเติม

http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/

http://www.ecofys.com/files/files/ecofys-2016-incompatibility-of-hele-coal-w-2c-scenarios.pdf

http://www.smh.com.au/environment/black-hole-pollution-from-coalfired-power-worse-than-overseas-survey-finds-20170813-gxvhce.html

การลดลงของเหมืองถ่านหินในสหราชอาณาจักร

decline in old country

ที่ เซอร์ เดวิด คิง เสนอให้ประเทศไทยละทิ้งถ่านหิน เพราะประวัติศาสตร์เขียนบอกไว้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่เชียว

จากนักล่าเมืองขึ้น จักรวรรดิอันเกรียงไกรและศูนย์กลางการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตเมื่อร้อยปีก่อน ขณะนี้ สหราชอาณาจักรมีการผลิตถ่านหิน การจ้างงานในอุตสาหกรรมถ่านหินและผลผลิตที่เกิดขึ้นอุตสาหกรรมถ่านหินเหลืออยู่จิ๊ดเดียว อาจมีการนำเข้าถ่านหินอยู่บ้างเพื่อใช้ป้อนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใกล้จะปลดระวางเต็มที

ในปี พ.ศ.2407 มีการคาดการณ์ของแหล่งสำรองถ่านหินในอนาคตของสหราชอาณาจักรว่าถ่านหินมีเหลือเฟือใช้ได้ไปอีก 900 ปี การคาดการณ์ในช่วงศตวรรษต่อมาระบุว่ายังเหลือใช้อีก 500 ปี จนถึงปี พ.ศ.2527 แหล่งสำรองถ่านหินในอังกฤษลดลงเหลือ 90 ปี จนถึงปี 2551 อุตสาหกรรมถ่านหินของสหราชอาณาจักรซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าเข้าสายส่ง ปัจจุบันหายไปโดยสิ้นเชิงอันเนื่องจากการหร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วของแหล่งสำรองที่เคยมีเหลือเฟือ

จากสถิติของกระทรวงยุทธศาสตร์ธุรกิจ พลังงานและอุตสาหกรรม ไฟฟ้าที่ใช้มาจากก๊าซกว่าร้อยละ40 ตามมาด้วยนิวเคลียร์อีกราวร้อยละ 20 จากถ่านหินอีกร้อยละ 10 จากกังหันลมอีกร้อยละ 10 และอื่นๆ ในขณะเดียวกัน มีข้อเสนอและแผนการละทิ้งนิวเคลียร์และถ่านหินเพื่อสร้างระบบการผลิตไฟฟ้าแห่งศตวรรษที่ 21 ในสหราชอาณาจักร บนพื้นที่ฐานของระบบกระจายศูนย์พลังงาน อ่านได้จาก http://www.greenpeace.org.uk/…/Mul…/Live/FullReport/7753.pdf และหลักปฎิบัติสี่ประการในการผลิตไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรโดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Hinkley http://energydesk.greenpeace.org/…/4-ways-the-uk-can-get-a…/