ตรวจสอบนโยบายรัฐบาลในฤดูฝุ่นพิษ PM2.5 ที่จะมาถึง

ธารา บัวคำศรี

นับตั้งแต่แถลงการณ์ #พอกันทีขออากาศดีคืนมา ที่เป็นข้อเสนอยื่นต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาในวันที่ 23 มกราคม 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันซึ่งวิกฤตฝุ่น PM2.5 กำลังมาเยือนอีกครั้ง เรามาดูกันว่ามาตรการและนโยบายรัฐในเรื่องนี้ไปถึงไหนอย่างไร ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์ของเรา

รัฐบาลไม่สนใจเปลี่ยนสถานการณ์โควิดให้เป็นโอกาสในการจัดการมลพิษ PM2.5

เราได้เห็นหลายพื้นที่ทั่วโลกมีอากาศดีขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากการล็อกดาวน์ของหลายเมืองทั่วโลก แต่เมื่อผ่อนคลายมาตรการลง มลพิษทางอากาศกลับมาอีกครั้ง ในกรณีของกรุงเทพฯ วันที่มีอากาศดีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ดัง 2 ตารางด้านบน

แผนภาพด้านบนแสดงดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index) PM2.5 ในกรุงเทพมหานครย้อนหลังไปถึง พ.ศ.2560 เส้นสีดำคือดัชนีคุณภาพอากาศ PM2.5 ในปี พ.ศ.2563 จนถึงวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งหากไม่มีมาตรการการจัดการที่ชัดเจน แนวโน้มของคุณภาพอากาศในช่วงปลายปี 2563 ในกรุงเทพฯ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับอดีตที่ผ่านมาคือ คนกรุงเทพฯ จะเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น

New normal ของเราไม่ได้ช่วยทำให้อากาศดีขึ้นเลย เราต้องมี #BetterNormal

แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ที่ดำเนินมาเกือบปีไม่ตอบโจทย์แม้แต่น้อย

เมื่อฝุ่น PM2.5 มาเยือน รัฐบาลก็จะประกาศมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวออกมา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ผล นอกจากการรับมือเฉพาะหน้าแล้ว ทางออกจากวิกฤตนี้ ต้องอาศัยแผนปฏิบัติการที่มุ่งมั่น ซึ่งเราก็พบว่า แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ที่ดำเนินมาเกือบปีไม่ตอบโจทย์แม้แต่น้อย

อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลยเพื่อปกป้องประชาชนจากผลกระทบฝุ่นพิษ PM2.5 เห็นได้จากประเด็นต่อไปนี้

  • ผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว รัฐบาลยังไม่ได้ปรับ “มาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศ” ของประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายชั่วคราวที่ 3 ของ WHO(Interim Target 3) โดยที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีคือ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายกำหนดมาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก(Emission standard) ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมหรือกระทั่งรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรมยังถูกควบคุมด้วยค่ามาตรฐานของ ‘ฝุ่นละอองรวม’ ทั้งที่ความเป็นพิษของฝุ่นแต่ละขนาดมีไม่เท่ากัน และการตรวจวัดก็ต่างกัน
  • มาตรการลดการเผายังปราศจากความเข้มงวดให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานยุติการรับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผาทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยน การพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดการเศษซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อฟื้นฟูพัฒนาดิน
  • รัฐบาลไร้ซึ่งเจตจำนงทางการเมือง เครื่องมือทางกฏหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register) กฏหมายว่าด้วยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment – EIA) ที่คำนึงถึงความสามารถในการรองรับของมลพิษในพื้นที่และผลกระทบข้ามพรมแดน กฏหมายกำหนดระยะแนวกันชนระหว่างแหล่งกำเนิดมลพิษกับแหล่งชุมชน (Buffer zone) และหลักเศรษฐศาสตร์รวมถึงมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ การประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผนวกอยู่ในกรอบ (ร่าง)พระราชบัญญัติการบริการจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่เสนอโดยเครือข่ายอากาศสะอาด(Clean Air network) แม้ว่าเสนอผ่านไปที่รัฐสภา ก็จำเป็นต้องขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็งโดยภาคประชาชน

สุดท้าย การฝ่าฟันวิกฤตมลพิษทางอากาศ รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะถอดรื้ออุปสรรคเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ถูกต้อง หาไม่แล้ว สุขภาพที่ดีของประชาชนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมไทยก็จะเป็นเพียงฝุ่นในสายลม

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์สร้างความเสียหายรุนแรงตลอดชายฝั่งแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา

9 กันยายน 2563
9 กันยายน 2563

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านไฟคาดการณ์มานานแล้วว่าการเกิดไฟทางด้านตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจะขยายเพิ่มขึ้น เข้มข้นมากขึ้นและเป็นหายนะมากขึ้น แต่แม้กระทั่งบรรดาผู้มีประสบการณ์มากที่สุดในชุมชนนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่อาจสรรหาคำบรรยายถึงขอบเขตและความเข้มข้นของการเกิดไฟในรัฐต่างๆ ตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันตกในเดือนกันยายน 2563 นี้ได้

แม้ฟ้าผ่าจากพายุฤดูร้อนเป็นตัวช่วยให้เกิดไฟหลายแห่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะสภาพทางอุตุนิยมวิทยาที่ไม่ปกติและสุดขั้วที่เปลี่ยนการเกิดไฟให้กลายเป็นไฟป่ามหากาฬที่ร้ายแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิอากาศที่ทำลายสถิติ ช่วงอากาศที่แห้งผิดปกติและกระแสลมอันเกรี้ยวกราดคือปัจจัยที่มีต่อภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ไฟลุกลามเข้าทำลายพื้นที่ป่าไม้และเกิดกลุ่มควันไฟขนาดมหึมาในระดับความสูงที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน

Vincent Ambrosia ผู้จัดการโครงการวิจัยไฟป่าของ NASA’s Earth Applied Sciences Program กล่าวว่า “เรามีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาครบถ้วนที่เป็นดังพายุอันสมบูรณ์แบบในการกระตุ้นให้เกิดเพลิงไฟที่รุนแรงนี้ ที่เป็นเงื่อนไขต่อแบบแผนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป – แนวโน้มระยะยาวของสภาพแห้งผากและความร้อนทั้งในอากาศและพรรณพืชก็ถือเป็นตัวเร่งที่ทำให้เราได้เห็นการเกิดไฟที่เข้มข้นมากขึ้น ขยายวงกว้างมากขึ้นในทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา

การสะสมเชื้อเพลิงก็เป็นปัจจัยร่วมด้วย ความพยายามของมนุษย์ที่ป้องกันไม่ให้เกิดไฟในช่วง 120 ปีที่ผ่านมา นำไปสู่การเพิ่มชีวมวลจากใบไม้ในพื้นที่ป่าในแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาซึ่งเมื่อเกิดไฟจะมีการเผาไหม้อย่างรุนแรง

7กันยายน 2563

ไฟสร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สินและภูมิทัศน์ จนถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 มีพื้นที่ถูกเผาไหม้กว่า 3.1 ล้านเอเคอร์ ข้อมูลจาก Cal Fire เหตุการณ์เกิดไฟครั้งนี้ทุบสถิติการเกิดไฟในแคลิฟอร์เนียโดยพิจารณาจากพื้นที่เผาไหม้ต่อปี ในจำนวนการเกิดไฟครั้งใหญ่ที่สุด 20 ครั้งในแคลิฟอร์เนีย มี 6 ครั้งที่เกิดขึ้นในปี 2563 ทางการระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย 12คน เสียชีวิตจากเพลิงไฟ เมืองหลายแห่งในรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนียเสียหายหนัก บ้านเรือนอย่างน้อย 4,000 แห่งถูกทำลาย ต้องมีการอพยพประชาชนนับแสนคน

ภาพการเกิดไฟจากอวกาศนั้นดูน่ากลัว ตลอดระยะเวลาเหตการณ์ไฟ เครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) และ Ozone Mapping and Profiler Suite (OMPS) บนดาวเทียม NOAA-NASA Suomi NPP บันทึกภาพต่อเนื่องรายวันที่แสดงให้เห็นถึงกลุ่มควันหนาทึบและแผ่กว้างของอนุภาคละอองลอยที่กระจายตัวตลอดทั้งแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในระดับที่ดาวเทียมและนักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้พบเจอ

ในวันที่ 9 กันยายน 2563 เครื่องมือ OMPS บันทึกกลุ่มเมฆควันเหนือพื้นที่ตะวันตกของสหรัฐฯ โดยมีดัชนีละอองลอยสูงกว่าค่าอื่นๆ ซึ่ง Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่ Goddard Space Flight Center ของนาซา กล่าวว่าเป็นค่า OMPS ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ในวันนั้น แนวมวลอากาศเคลื่อนตัวเข้าไปในเขตที่ราบใหญ่(Great Basin)และเกิดลมที่เคลื่อนตัวลงจากเทือกเขา(downslope winds)ในรัฐวอชิงตัน โอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย กระแสลมได้ยกตัวเพลิงไฟป่าขึ้น ในขณะที่เมฆ pyrocumulus จาก Bear fire ในแคลิฟอร์เนียได้ปล่อยกลุ่มควันสูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ผลรวมของปรากฏการณ์เหล่านี้คือแนวหมอกควันหนามากๆ ที่เข้าปกคลุมท้องฟ้าตามแนวชายฝั่งตะวันตก

ค.ศ.1997-2020

สองสามวันก่อนหน้านั้น ดาวเทียม CALIPSO ของ NASA-CNES บันทึกเมฆ pyrocumulus ที่เกิดจากเหตุการณ์ไฟ Creek fire ในแคลิฟอร์เนีย เมฆยกตัวพร้อมหมอกควันไฟขึ้นสูง 17 กิโลเมตร(10 ไมล์) ในชั้นบรรยากาศ ถือเป็นสถิติของการเกิดไฟในทวีปอเมริกาเหนือที่นำเอาอนุภาคควันไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตรเฟียร์

หมอกควันไฟทั้งหมดคือการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งมโหฬาร Douglas Morton หัวหน้าห้องปฏิบัติการ the biospheric sciences laboratory ที่ Goddard ของนาซา กล่าวว่า “ปี ค.ศ. 2020 คือปีที่มีการปล่อยคาร์ไดออกไซด์มากที่สุดจากการเกิดไฟในแคลิฟอร์เนีย จากฐานข้อมูล Global Fire Emissions Database ซึ่งรวบรวมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 มาจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่เหตุการณ์ไฟในวันที่ 11 กันยายน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ก็แซงเกินหน้าของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเกิดไฟทั้งหมดในรอบปี

นักวิทยาศาสตร์ที่นาซาวางแผนใช้เหตุการณ์ที่ไม่ปกตินี้เพื่อทดสอบและปรับปรุงแบบจำลองและการพยากรณ์การกระจายตัวของหมอกควันไฟ John-Paul Vernier นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ โครงการ Applied Sciences Disasters program กล่าวว่า ดาวเทียม CALIPSO จะโคจรผ่านแคลิฟอร์เนียทำให้เราได้ข้อมูลเพื่อมายืนยันแบบจำลอง และปรับปรุงการคาดการณ์ใกล้เคียงกับเวลาจริงได้อย่างมาก โดยการใช้การสังเกตการณ์ที่ทันสมัยโดยดาวเทียม CALIPSO, MISR และ MODIS เราทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงการคาดการณ์คุณภาพอากาศ

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Ozone Mapping and Profiler Suite (OMPS) data and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership, CALIPSO data from NASA/CNES, and emissions data from the Global Fire Emissions Database (GFED). Story by Adam Voiland.

ข้อมูลอ้างอิง

คลื่นความร้อนในแคลิฟอร์เนียเร่งวิกฤตไฟป่ามหากาฬ

6 กันยายน 2563

ช่วงต้นเดือนกันยายน 2563 คลื่นความร้อนแบบเข้มข้นทำลายสถิติอุณหภูมิที่เคยมีมาในหลายพื้นที่ทางแคลิฟอร์เนียตอนใต้ สภาพที่แห้งและร้อนเป็นตัวช่วยโหมการเกิดไฟที่มีอยู่ก่อนแล้วและการเกิดไฟใหม่ ที่เผาทำลายพื้นที่นับหมื่นเอเคอร์ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าสภาวะสุดขั้วเหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวของคลื่นความร้อนที่เข้มข้นและยาวนานมากขึ้นในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย

แผนที่ด้านบนแสดงถึงแบบแผนการกระจายตวัของอุณหภูมิอากาศทั่งทั้งสหรัฐอเมริกาในวันที่ 6 กันยายน 2563 เมื่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เผชิญกับคลื่นความร้อนอย่างมาก แผนที่มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และนำเสนอถึงอุณหภูมิอากาศในระดับที่สูงจากพื้น 2 เมตร (ประมาณ 6.5 ฟุต) บริเวณสีแดงเข้มแสดงอุณหภูมิที่มีค่าเกิน 113°F (45°C)

ในวันที่ 6 กันยายน 2563 เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง เมืองลอสแองเจลิสบันทึกอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีมาได้ถึง 121°F (49°C) ที่ Woodland Hills อีกหลายเมือง เช่น Paso Robles และ Palmdale ก็ทุบสถิติอุณหภูมิรายวันเช่นเดียวกัน

แผนที่ด้านล่างแสดง อุณหภูมิพื้นผิว(land surface temperatures) ในวันที่ 6 กันยายน บริเวณอุทยานแห่งชาติ San Bernardino ข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือ ECOsystem Spaceborne Thermal Radiometer Experiment บนสถานีอวกาศของนาซา(ECOSTRESS)ซึ่งวัดรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาจากพื้นผิวโลก ในที่นี้ อุณหภูมิพื้นผิว จะเป็นคนละอย่างกันกับอุณหภูมิอากาศ : อุณหภูมิพื้นผิวจะบอกให้เราทราบว่า เรารับสัมผัสความร้อนของผิวโลกอย่างไร บางครั้ง สามารถร้อนได้มากกว่าเย็นได้มากกว่าอุณหภูมิอากาศ (แผนที่จับภาพไฟป่า the El Dorado fire ซึ่งเผาทำลายพื้นที่มากกว่า 11,000 เอเคอร์และสามารถควบคุมได้ราว 19 % ในวันที่ 9 กันยายน)

6 กันยายน 2563

ความร้อนสุดขั้วเกิดขึ้นหลังจากมีคลื่นความร้อนที่ทุบสถิติอีกอันหนึ่งในแคลิฟอร์เนียเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม 2563 พื้นที่ในแถบ Death Valley มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 130 องศาฟาเรนไฮต์—โดยน่าจะเป็นอุณหภูมิสูงสุดของโลกเท่าที่มีการบันทึกโดยเครื่องมือวัด สภาวะอุณหภูมิสุดขั้วแผ่กระจายเข้าไปปะทะกับความชื้นในภูมิภาคกึ่งร้อนชื้นซึ่งทำให้เกิดพายุฤดูร้อน ฟ้าผ่า และการเกิดไฟป่านับร้อยแห่ง ทั่วทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย

Glynn Hulley นักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่ Jet Propulsion Laboratory ของนาซาบอกว่า คลื่นความร้อนแบบสุดขั้วที่เกิดขึ้นนี้ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด คลื่นความร้อนหมายถึงช่วงเวลาเมื่ออุณหภูมิในพื้นที่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิ(ที่มีการบันทึกในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน)เป็นเวลาสองวันหรือมากกว่า “คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานมากขึ้น และอุณหภูมิและความชื้นในเวลากลางคืนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างเช่น แอ่งลอสแองเจลิส(the Los Angeles basin)”

Hulley และเพื่อนร่วมงานตีพิมพ์งานวิจัยในเดือนกรกฏาคม 2563 แสดงให้เห็นว่า นับจากปี ค.ศ. 1950 ถึง 2020 คลื่นความร้อนในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียจะเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานและเข้มข้นมากขึ้นได้อย่างไร โดยการใช้ข้อมูลภาคพื้นดินจาก National Oceanic and Atmospheric Administration ทีมวิจัยทำการตรวจสอบอุณหภูมิของเมืองและพื้นที่ชนบท ทั้งบริเวณชายฝั่งทะเลและพื้นที่ตอนใน การเกิดคลื่นความร้อนจะมีมากที่สุดในพื้นที่เมืองตอนใน เช่น ลอสแองเจลิส เนื่องจากอยู่ห่างจากการพัดพาของกระแสลมชายฝั่งทะเลและพื้นที่ของเมืองนั้นเป็น “เกาะความร้อน” มีพืชพรรณที่ดูดซับความร้อนน้อยลงและพื้นที่ผิวที่รับความร้อนและแผ่รังสีความร้อนออกมาในช่วงกลางวันมากขึ้น

กราฟด้านล่างแสดงจำนวนคลื่นความร้อนต่อปี ระยะเวลา และความเข้มข้นของคลื่นความร้อนในพื้นที่เมืองตอนในระหว่างปี ค.ศ. 1950 ถึง 2020 เส้นประแสดงค่าเฉลี่ยของนิยามคลื่นความร้อน 3 แบบ ซึ่งยอมรับโดยชุมชนวิทยาศาสตร์ พื้นที่ระบายสีแสดงความเบี่ยงเบนไปจากค่าปกติ ส่วนความเข้มนั้นคำนวณจากค่าอุณหภูมิสูงสุดของคลื่นความร้อนหักออกจากอุณหภูมิคลื่นความร้อนโดยเฉลี่ย

ค.ศ.1950 – 2020

Hulley และทีมงานพบการพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเกิดขึ้นของคลื่นความร้อนในช่วงที่มีความแห้งแล้งรุนแรง โดยเฉพาะ ภัยแล้งปี ค.ศ.2012-2016 ในแคลิฟอร์เนีย ในช่วงเวลาดังกล่าว คลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นจาก 4 เท่า เป็น 6 เท่าต่อปี และระยะเวลาที่เกิดคลื่นความร้อนก็เพิ่มขึ้นจาก 5 วันเป็น 6 วันโดยเฉลี่ย

สาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อนคืออุณหภูมิเวลากลางคืนที่อุ่นขึ้นในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.41°C ต่อทศวรรษ แนวโน้มดังกล่าวนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อรวมค่าความชื้น(เช่น ดัชนีความร้อน เป็นต้น)เข้าไปด้วย

Brian Kahn นักวิจัยที่ Jet Propulsion Laboratory กล่าวว่า “คลื่นความร้อนที่ทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตจะเป็นคลื่นความร้อนในช่วงกลางคืนที่อุ่นและมีความชื้นสูง และจะเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นเรื่องปกติมากขึ้นต่อไป กลางคืนเป็นเวลาที่ร่างกายของเราต้องผ่อนคลาย(จากความร้อน) แต่คลื่นความร้อนเวลากลางคืนทำให้ร่างกายเราผ่อนคลายน้อยลง”

Hulley กล่าวว่า คลื่นความร้อนเดือนกันยายน 2563 นี้ อาจไม่ใช่คลื่นความร้อนครั้งสุดท้ายของปีนี้ การวิจัยพบว่า คลื่นความร้อนแคลิฟอร์เนียตอนใต้จะเกิดขึ้นก่อนและอยู่ได้นานกว่า อันเป็นผลจากฤดูกาลคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น ในกลางศตวรรษที่ 20 คลื่นความร้อนครั้งแรกมักจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมและหยุดลงในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ปัจจุบัน คลื่นความร้อนจะเริ่มเดือนมีนาคมและหยุดลงในราวปลายเดือนกันยายนหรือตุลาคม

Hulley กล่าวว่า“คลื่นความร้อนส่งผลอย่างมากต่อฤดูกาลไฟในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ซึ่งเกิดขึ้นมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อลมทะเลทราย Santa Ana อันรุนแรง ทำให้ความแห้งแล้งทวีขึ้นและเกิดการแห้งตัวลงของพืชพรรณ”

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC, data from the ECOSTRESS science team at NASA/JPL-Caltech, and data from Hulley, G. C., Dousset, B., & Kahn, B. H. (2020). Story by Kasha Patel.

ข้อมูลอ้างอิง