ไฟป่าอนุรักษ์ : ผลพวงของนโยบายที่ผิดพลาดและสัญญานเตือนของของภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ

ไฟเผาผลาญพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา เกิดปรากฏการณ์ไฟรุนแรงในพื้นที่ป่าหลายแห่ง เริ่มจาก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ส่งผลให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ป่าสนเขาเป็นวงกว้าง การวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า พื้นที่ป่าสนเขาถูกเผาไหม้ประมาณ 3,700 ไร่ กระจายทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุทยานฯ (ทางตอนใต้ของผาเมษาและผาหมากดูก) ซึ่งเป็นรอยต่อกับพื้นที่การเกษตร ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ไฟป่าบนเทือกเขาบรรทัดซึ่งเผาผลาญพื้นที่ราว 5,600 ไร่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดตราดและพื้นที่ใกล้เคียง ถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศจากไฟป่า รวมถึงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ในเขตกันชนรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดา มีพื้นที่ที่ได้ผลกระทบจากการเผาไหม้วันที่ 21–26 กุมภาพันธ์ 2563 รวมทั้งสิ้น 102,600 ไร่

ล่าสุด เกิดไฟป่ารุกหนักในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียม Sentinel-2ในวันที่ 25-30 มีนาคม ชี้ให้เห็นพื้นที่เสียหายจากไฟป่าเป็นบริเวณรวมกันมากกว่า 8,600 ไร่ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันไฟที่เกิดขึ้นจากไฟป่า และเชียงใหม่ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าว

ภาพถ่ายไฟป่าบริเวณดอยสุเทพของคืนวันที่ 29 มีนาคม © โดรนอาสา

การรายงานสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันจากปี พ.ศ.2528-2562 พบว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตภาคเหนือตอนบนมีพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ที่เป็นผลพวงจากไฟป่าเป็นจำนวนหลายล้านไร่ทุก ๆ ปี

อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า – พื้นที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ผืนป่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต ป่าให้ความชื้น ความร่มเย็นและถ่ายเทออกซิเจน รวมถึงรักษาสมดุล วัฏจักรคาร์บอน ต้นไม้ช่วยกันลมและกันแดด ต้นไม้หยั่งรากลงบนผืนดิน ดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิงและวัสดุก่อสร้างที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อดำรงชีวิต

พื้นที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Hotspot) หมายถึงบริเวณที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอันเป็นมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นบริเวณที่อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จนอาจทำให้ระบบนิเวศของผืนป่าในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ในทางนิเวศวิทยา ไฟป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่สมดุลในตัวเอง ป่าแห้ง ป่าไหม้ ป่ากลับฟื้นตัว เป็นวงจรปกติเช่นนี้เรื่อยไป อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ พ.ศ.2423 มาจนถึงปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1.09 องศาเซลเซียส(เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) โดยมีปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และฤดูกาลไฟป่ายาวนานขึ้นทั่วทั้ง 1 ใน 4 ของพื้นผิวโลกที่มีพืชพรรณปกคลุม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาที่ได้รับฝนและความแห้งแล้งต่างส่งผลกระทบต่อการพัฒนา เติบโตและขยายพันธุ์ของพืช การศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ระบบนิเวศป่าไม้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในบางพื้นที่รวมถึงป่าเขตร้อน

การใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ(Climate Model)ศึกษาการแพร่กระจายของระบบนิเวศป่าไม้เป็น ครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้การจำลองสภาพภูมิอากาศที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเป็นสองเท่า ในชั้นบรรยากาศในปี พ.ศ.2539 และการศึกษาเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือในปี พ.ศ.2551 พบว่าป่าในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพป่าที่แห้งแล้งขึ้นในแทบทุกพื้นที่ ป่าไม้ในพื้นที่เหล่านี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดเนื่องจากสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เคยอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นมาก่อนไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้และระบุว่า อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประมาณ 32 แห่งในประเทศไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ท้องถิ่นจัดการตนเอง : ทางออกจากวิกฤต

การปะทุอย่างรุนแรงของไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์นั้นแยกไม่ออกจากการดำเนินงานตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติและความลักลั่นของแผนปฏิบัติการต่างๆ เช่น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง เป็นต้น ที่มีลักษณะสั่งการจากบนลงล่างและละเลยองค์ความรู้และศักยภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่น

ป่าไม้เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดบนผืนแผ่นดิน ทั่วโลก ประมาณว่ามีผู้คนกว่า 1.6 พันล้านคน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 2,000 กลุ่มวัฒนธรรมทั่วโลกนั้นมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาป่าไม้โดยตรง ในประเทศไทย มีชุมชนที่พึ่งพาผืนป่าในรูปแบบป่าชุมชนอันเป็นวิถีปฏิบัติ การจัดการทรัพยากร และแนวทางในการรักษาพื้นที่ป่าและระบบนิเวศป่าไม้โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมอยู่ราว 2 ล้านครัวเรือน รวมเนื้อที่ป่าชุมชนทั้งในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติราว 3 ล้านไร่

การที่มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM2.5 จากไฟป่ากลายเป็นส่วนหนึ่ง ของวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ซ้อนทับลงไปบนความขัดแย้งที่ลงลึกในทุกมิติและทุกระดับของสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกจัดการความขัดแย้งและปฏิบัติการบนพื้นฐานของความร่วมมือ มองผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง

การที่ผืนป่าหลายแห่งของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อสร้างความมั่นคงและเข้มแข็ง(Resilience)ของ ชุมชน แทนการกีดกันโดยใช้อำนาจรัฐ เช่น การปิดป่า 100% เพื่อดับไฟป่า เป็นต้น นโยบายป่าไม้แห่งชาติต้องเปิดกว้างต่อศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการรับมือและปรับตัวต่อความสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศในอนาคตบนรากฐานของความเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

หมอกควันพิษปกคลุมไทยและเมียนมาร์

18 มีนาคม 2563

เช่นเดียวกับการติดตามตรวจสอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเผาในที่โล่งและไฟป่าก่อให้เกิดหมอกควันปกคลุมทางภาคเหนือตอนของไทยและเมียนมาร์ เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua ขององค์การนาซาบันทึกภาพในวันที่ 18 มีนาคม 2563 มลพิษทางอากาศจากหมอกควันอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลกหลายครั้งในเดือนมีนาคมนี้

ที่มา :|NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Text by Kasha Patel

มาตรการปิดยุโรปจาก COVID-19 ทำให้มลพิษทางอากาศลดลง

ภาพถ่ายดาวเทียมขององค์การอวกาศแห่งยุโรปแสดงการลดลงของมลพิษทางอากาศ(ไนโตรเจนไดออกไซด์)อันเป็นมาจากมาตรการปิดเมืองที่เกิดขึ้นในยุโรป (ที่มา : ESA)

การปิดเมืองทางตอนเหนือของอิตาลีเพื่อรับมือกับโคโรนาไวรัสนำไปสู่การลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ตามที่แสดงในการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม

ดาวเทียมขององค์การอวกาศแห่งยุโรปตรวจจับการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์อันเป็นมลพิษทาอากาศที่มีแหล่งกำเนิดมาจากยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ในทางตอนเหนือของอิตาลี

โครงการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service ขององค์การอวกาศแห่งยุโรปรายงานในวันอังคารที่ผ่านมา(17 มีนาคม 2563) ว่า จากการเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดของกิจกรรมต่างๆ ในทางตอนเหนือของอิตาลี ได้มีการติดตามถึงแนวโน้มการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2)ในช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมา

จนถึงขณะนี้ อิตาลีเป็นประเทศที่ประสบผลกระทบมากที่สุดในยุโรปจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส(โควิด-19) รัฐบาลอิตาลีใช้มาตรการปิดประเทศ ประกาศให้ประชาชน 62 ล้านคนอยู่ในที่พำนัก หากไม่มีความจำเป็นอย่างถึงที่สุดไม่ควรออกจากบ้าน

การลดลงของมลพิษทางอากาศยังตรวจพบในจีนหลังจากรัฐบาลดำเนินมาตรการปิดเมืองเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของโควิด-19

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) เป็นมลพิษที่มีอายุสั้น โดยทั่วไปอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ไม่เกิน 1 วันก่อนที่ตกลงสะสมหรือทำปฏิกิริยากับก๊าซตัวอื่นๆ ในบรรยากาศ นั่นหมายถึงว่า มลพิษไนโตรเจนไดอกไซด์นี้จะยังคงลอยตัวอยู่ ณ จุดที่เป็นแหล่งกำเนิด

แหล่งกำเนิดของไนโตรเจนไดออกไซด์ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การจราจร การผลิตไฟฟ้า การทำความร้อนในบ้านเรือนและกิจการอุตสาหกรรม

Vincent-Henri Peuch ผู้อำนวยการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service กล่าว่า “มันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่เราสามารถติดตามตรวจสอบตัวชี้วัดของระดับกิจกรรมที่ลดลงของสังคมมนุษย์ได้

เป็นการแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของมาตรการที่เกิดขึ้นในอิตาลี

SOURCE : AAP – SBS

มาตรการปิดพื้นที่จากโคโรนาไวรัสช่วยปกป้องชีวิตคนจากมลพิษทางอากาศได้มากกว่าการติดเชื้อไวรัส

แปลเรียบเรียงจาก Jeff McMahon Senior Contributor Green Tech ใน https://www.forbes.com/sites/jeffmcmahon/2020/03/11/coronavirus-lockdown-may-save-more-lives-from-pollution-and-climate-than-from-virus/#26f583465764

มาตรการปิดเมืองเพื่อจัดการกับวิกฤตการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 นำไปสู่การลดการเดินทางและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปิดตัวลง ผลคือมลพิษทางอากาศที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพก็ลดลง รวมถึงก๊าซเรือนกระจกซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตโลกร้อน

François Gemenne ผู้อำนวยการ The Hugo Observatory กล่าวว่า การปิดเมืองอาจช่วยชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศที่ลดลงได้มากกว่าการแพร่ของไวรัส François Gemenne อ้างอิงถึงการศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธุ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม การย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ และการเมือง

Gemenne ยกตัวอย่างอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ 48,000 คนต่อปีในฝรั่งเศส และมากกว่า 1 ล้านคนในจีน เขากล่าวว่า “มันแปลกอยู่ไม่น้อย ผมคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว ความสูญเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสน้อยกว่า เมื่อเราพิจารณาถึงการเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากมลพิษ ทางอากาศ”

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศในสหรัฐอเมริกามากกว่า 100,000 ต่อปี และองค์การอนามัยโลกประมาณว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกอยู่ที่ 7 ล้านคน

ส่วนการเสียชีวิตโรคระบาดที่ยังไม่สามารถควบคุมได้นั้นยังไม่มีข้อสรุป การคาดการณ์ที่แรงที่สุดที่ยังไม่แน่ใจว่าผ่านการการทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน (Peerreview) ระบุว่าน่าอยู่ราวๆหลายล้านคน—โดยเป็นจำนวนรวม ไม่ใช่รายปี การประเมินที่น่าเชื่อถือได้นั้นประเมินต่ำกว่านี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนเปรียบเทียบตัวเลขกับการระบาดของไข้หวัดปี ค.ศ. 1957ที่คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน การสูญเสียชีวิตจากการแพร่ระบาดที่ควบคุมได้ก็จะน้อยกว่านี้มาก

การลดมลพิษทางอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถลดการสูญเสียชีวิตคนได้มากกว่า

Gemenne พูดในรายการทีวีFrance 24’s The Debate ว่า “จำนวนคนที่หายจากโรคไวรัสระบาดจากมาตรการปิดเมืองจะมากกว่าจำนวนคนที่จะต้องเสียชีวิตไปจากการติดเชื้อไวรัส”

เราต้องมาหยุดคิดพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า ทำไมเราจึงตอบรับอย่างแรงกับสิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยกว่าเทียบกับการตอบรับที่อ่อนปวกเปียกกับวิกฤตที่ร้ายแรงถึงชีวิตมากกว่า

François Gemenne

Gemenne บอกว่า เป็นห้วงเวลาที่น่าสนใจ สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ มาตรการที่เราพร้อมที่รับมือกับโคโรนนาไวรัสนั้นเป็นมาตรการที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุดกว่ามาตรการที่เราใช้เพื่อเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ

สิ่งหนึ่งที่เราต้องตั้งคำถามกับตัวเราเองในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมคือ ทำไมเราจึงเกรงกลัวต่อโคโรนาไวรัสมากกว่าภัยคุกคามที่เป็นหายนะและเกิดขึ้นแล้วจากวิกฤตโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ อะไรที่เป็นเรื่องพิเศษเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสที่เราพร้อมจะหยุดโลกโดยการปิดเมืองหรือปิดประเทศเพราะว่าไวรัสนั้น?

มลพิษทางอากาศลดลงหลังจากทางตอนเหนือของอิตาลีถูกปิดจากมาตรการสู้ไวรัสโควิด-19

ข้อมูลใหม่จากภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่า มลพิษทางอากาศมีระดับลดลงทางตอนเหนือของอิตาลีหลังจากมาตรการปิดเมืองอันเนื่องมาจากโคโรนาไวรัส

ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์จะเป็นสีส้มเข้ม ระดับความเข้มข้นลดลงไปตามลำดับจากรูปภาพด้านบน ภาพถ่ายดาวเทียมมาจากเครื่องมือที่บันทึกบนดาวเทียม Sentinel 5 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป

การติดตามตรวจสอบความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในยุโรปดำเนินการในช่วงสามสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 24 กุมภาพันธ์ 4 มีนาคม และ 8 มีนาคม พ.ศ.2563

ภาพถ่ายเหล่านี้อัพโหลดขึ้น Twitter โดย Santiago Gassò – นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Washington และที่นาซา ในวันเดียวกับองค์การอนามัยโลกประกาศให้โคโรนาไวรัสเป็นโรคระบาด(pandemic)

Santiago Gassò เขียนลงไปใน social media ของเขาว่า “ผลการวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม เพียง 1 เดือน มีการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์อย่างชัดเจนในทางตอนเหนือของอิตาลี”

จับตาถ่านหินโลก

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกถูกซ้ำเติมโดยการตกต่ำทางการเงินหลังจากรัสเซียและซาอุดิอาราเบียสัญญาว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน โดยที่ผลกระทบต่อตลาดพลังงานในวงกว้างนั้นยังไม่ชัดเจน ในขณะที่ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลให้ภาคการลงทุนเอกชนหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ลง แต่แนวโน้มที่เห็นคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคสาธารณะในจีนอาจฟื้นฟูโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่หลายแห่งที่เดิมถูกพับเก็บไว้

รายงานใหม่เปิดเผยให้เห็นว่าในปี พ.ศ.2562 การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกลดลงร้อยละ 3 ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลดลงร้อยละ 2 นี่เป็นข่าวดี ข่าวที่ไม่ดีนักเป็นเรื่องที่ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส the Paris Agreement target)เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ไห้เพิ่มมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินต้องลดลงร้อยละ 11 ต่อปี  เอกสารใหม่พบว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ช้าลง ในขณะที่ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้หยิบยกว่าเขามีเป้าหมายผลักดันให้มีข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นในการให้เงินกู้ระหว่างประเทศในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่

การผลักดันให้มีการนำเอาพลังงานไฮโดรเจนมาแทนเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตเหล็กยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กของจีนเช่น Baowu ซึ่งต้องการเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี ใน แคนาดา การลดลงของประชากรปลาเทร้าท์ในลุ่มน้ำตอนล่างจากเหมืองถ่านหินที่มีมลพิษสูงชี้ให้เห็นว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหมืองถ่านหินนั้นเหมือนกันไม่ว่าจะขุดถ่านหินไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าหรือเป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมเหล็ก

มลพิษทางอากาศในจีนไม่ได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสเท่านั้น

การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 เป็นประเด็นพูดคุยบนโลกออนโลน์อีกครั้งหลังจากที่ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษของนาซาหรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Aeronautics and Space Administration:NASA) และอีซาหรือองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency:ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ ในภาพรวมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 36

นอกจากการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เป็นคู่หูของฝุ่นพิษ PM2.5 แล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในจีนก็ลดลงด้วย ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด ออกมาระบุว่า มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ผลิตผล(Output)ทางอุตสาหกรรมทั้งหมดของจีนลดลงร้อยละ 15-40 รวมถึงการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน(โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งที่มีอัตราการผลิตต่ำสุด) การผลิตเหล็กและการเดินทางโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ

ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่ลดลงทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงผลคือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนหายไปมากกว่า 1 ใน  4 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการควบคุมการระบาดของไวรัสในจีน

กราฟแสดงแนวโน้มของการใช้ถ่านหินรายวันในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6 แห่งในจีนเทียบก่อนและหลังจากเทศกาลตรุษจีน ระหว่างปี พ.ศ.2557-2563 เส้นสีแดงแสดงถึงแนวโน้มการใช้ที่ลดลงหลังเทศกาลตรุษจีนอันเนื่องมาจากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส

แต่มลพิษทางอากาศยังเพิ่มสูงที่กรุงปักกิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ที่ปักกิ่ง แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อคุณภาพอากาศของปักกิ่งคืออุตสาหกรรมเหล็กและการทำความร้อนในบ้านเรือน โรงถลุงเหล็กรอบๆ ปักกิ่งยังคงทำการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีวัตถุดิบรอป้อนเข้าสู่การผลิตสะสมมากขึ้นทุบสถิติ นอกจากนี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ยังเป็นช่วยทำให้มีการไหลเวียนของกระแสลมจากแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศรอบๆ เข้ามาในตัวเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส มลพิษทางอากาศของปักกิ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รู้จักไนโตรเจนไดออกไซด์

ไนโตรเจนไดออกไซด์คือสารมลพิษทางอากาศหลัก(creteria pollutants) ที่ประเทศทั่วโลกทำการติดตามตรวจสอบ เป็นหนึ่งในสารตั้งต้น(precursor)ของ PM2.5 โดยเป็นก๊าซสีน้ำตาลแดงที่เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ รวมถึงกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลสารประกอบหลัก 2 ชนิดที่ปล่อยออกจากกระบวนการดังกล่าวคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และไนตริกออกไซด์(NO) โดยทั่วไป สารมลพิษสองชนิดนี้เรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx)

กรีนพีซใช้ข้อมูลจากเครื่องมือวัด TROPOMI บนดาวเทียม Sentinel 5P ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป(The European Space Agency) เพื่อระบุจุดที่มีการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ข้อมูลที่เที่ยงตรงและมีรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศนี้ ทำให้เราเห็นภาพตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายและทำลายสุขภาพประชาชน

ผลกระทบสุขภาพ

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx) เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

การรับเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระยะยาว(Long-term exposure) สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหภาพยุโรป การรับเอา NO2 เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 75,000 คนต่อปี ในจีน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยระบุว่า ผลจากการสัมผัส NO2 นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ

ทางออกจากวิกฤตรอบด้าน

แม้ว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในกรณีของจีนเป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรละเลยแนวทางป้องกันมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิด  การศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ในภาพรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าความเข้มข้นในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งส่งผลให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล – โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงงานอุตสาหกรรมและระบบการคมนาคมที่ไม่ยั่งยืน แหล่งกำเนิด(ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์)อื่นๆ ยังรวมถึงระบบเกษตรกรรมและการจัดการป่าไม้ที่ไม่ยั่งยืน ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมี “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน(energy transition)” เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพพลังงาน ระบบการเดินทางและการคมนาคมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพายานยนต์ส่วนตัวและสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

กฏเกณฑ์ที่หย่อนยานในการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดสำหรับโรงไฟฟ้านั้นเป็นเหตุผลหลักประการสำคัญของการปล่อยมลพิษทางอากาศในจุดต่างๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิด นอกเหนือจากการที่สาธารณะชนต้องเข้าถึงรายงานการวัดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปลายปล่องแล้ว มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเข้มงวดมากขึ้น

ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล(Diesel Engines) จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มากกว่ายานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซีน(Gasoline vehicles) อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่ใหญ่กว่านั่นคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน(the internal combustion engine) ยานยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของสาเหตุมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีแผนการจัดการลดการพึ่งพายานยนต์แบบสันดาปภายใน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง เน้นระบบขนส่งมวลชนหรือระบบร่วมเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน