หมอกควันเข้าปกคลุมเซาเปาลู(São Paulo) เมืองที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตกให้อยู่ในความมืดมิดในเวลากลางวัน

ควันที่ลอยมาจากแหล่งกำเนิดหลายร้อยไมล์เข้าปกคลุมให้เมืองเซาเปาลูนกอยู่ในความมืดในช่วงกลางวัน (Courtesy of Leandro Mota)

ในช่วงกลางวันแสกๆ ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีดำในทันที กลางวันกลายเป็นกลางคืนในเซาเปาลู

แน่นอน หมอกควันคือข่าวร้ายในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตกโดยที่มีรถยนต์ติดยาวหลายไมล์บนท้องถนน

ผู้เชี่ยวชาญพยายามหาว่าเหตุกลางวันมืดในวันจันทร์(19 สิงหาคม 2562) เกิดจากอะไร แต่ข้อสรุปของพวกเขาในเวลานั้นกลับย้อนแย้งกัน สถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติระบุว่า เมืองเซาเปาลูซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,500 ฟุต นั้นตก”อยู่ในเมฆหมอก” ส่วนสำนักอื่นๆ บอกว่ามันเป็นแนวอากาศเย็น บริษัท MetSul ซึ่งเชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ตัวการคือหมอกควันที่มาจากไฟป่าในโบลิเวีย ปารากวัยและที่อันห่างไกลของบราซิล

ที่จริง ดูเหมือนมาจากปัจจัยสามอย่างนี้รวมกัน เมฆหมอก ควันและแนวอากาศเย็น ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของควันจากจุดกำเนิดในระยะไกล เข้าปกคลุมเมืองจนมืดมิดในเวลากลางวัน

Sao Paulo ในช่วงเที่ยงวันของวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562(Courtesy of Helena Artemis)

Josélia Pegorim นักอุตุนิยมวิทยาจาก Climatempo ให้สัมภาษณ์ กับ Globo ว่า “หมอกควันไม่ได้มาจากไฟในรัฐเซาเปาลู แต่มาจากควันไฟป่าที่หนาทึบที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนในเขตรัฐรอนโดเนีย(ของบราซิล)และโบลิเวีย มวลอากาศเย็นเปลี่ยนทิศทางและกระแสลมนั้นได้พาหมอกควันมายังเซาเปาลู

ข่าวสารต่างๆ รายงานถึงจำนวนการเกิดไฟในบราซิล โดยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 ในปี พ.ศ.2562 นี้ โดยเฉพาะข้อมูลที่ปล่อยออกมาจากสถาบันแห่งชาติว่าด้วยการวิจัยอวกาศ (the National Institute for Space Research หรือ INPE) ในช่วงสัปดาห์

Alberto Setzer นักวิจัยที่ INPE ให้สัมภาษณ์ กับสื่อท้องถิ่นว่า “พื้นที่แอมะซอนส่วนใหญ่นั้นครั้งหนึ่งเป็นพื้นที่ทนไฟ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทำลายป่าสร้างโลกใหม่ขึ้น ไฟป่าเพิ่มความถี่และความเข้มข้นขึ้น จากงานวิจัยต่างๆ ที่มีการศึกษาและนำเสนอไว้”

นักวิจัยชาวอังกฤษเขียน ลงใน the Conversation ปีนี้ ระบุว่า “ไฟป่าในแอมะซอนไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สาเหตุมาจากความแห้งแล้งและกิจกรรมของมนุษย์รวมกัน ทั้งวิกฤตโลกร้อนและการทำลายป่า นั้นเชื่อมโยงกัน นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความถี่และความเข้มข้นของความแห้งแล้งในพื้นที่แอมะซอน”

นักวิจัยเชื่อว่าหมอกควันที่ปกคลุมเมืองเซาเปาลูจนมืดมิดในเวลากลางวันของวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคมเดินทางมาไกลหลายร้อยกิโลเมตร (Courtesy of Juliana Muncinelli.)

วิวล้านไมล์ของหมอกควันไฟป่าในแคนาดา

May 30, 2019

หมอกควันจากไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ต่างๆของแคนาดานั้นมีความหนาทึบและแผ่กระจายกว้างออกไปโดยสามารถเห็นได้ชัดเจนในระยะ 1.5 ล้านกิโลเมตร(1 ล้านไมล์) จากผิวโลก ภาพจากกล้อง Earth Polychromatic Imaging Camera (EPIC) บนดาวเทียม DSCOVR ของ NOAA จับภาพนี้ไว้ได้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เมื่อกระแสหมอกควันกระจายออกไปทางตะวันออกทั่วทั้งรัฐอัลเบอร์ตา รัฐซัสแคตเชวัน และรัฐแมนิโทบา

แหล่งกำเนิดที่ใหญ่ที่สุดของหมอกควันคือไฟป่าที่ Chuckegg Creek ซึ่งเกิดไฟมาตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 กระแสลมแรงและสภาวะแห้งแล้งทำให้ไฟป่าขยายตัวในวันที่ 29 พฤษภาคม ทางการแคนาดาต้องออก คำสั่งอพยพ ประชาชนราว 1 หมื่นคน ในวันที่ 31 พฤษภาคม รัฐบาลท้องถิ่น ระบุว่า ยังไม่สามารถควบคุมไฟป่าอีกเก้าพื้นที่ ไฟป่าใน 5 พื้นที่อยู่ในการควบคุม(ไม่ขยายวงกว้างออกไปจากที่เป็นอยู่) และอีก 10 พื้นที่ สามารถจัดการได้แล้ว

การเกิดไฟที่เข้มข้นทำให้เกิด เมฆ pyrocumulus ซึ่งพาหมอกควันไฟป่ายกตัวลอยขึ้นไปในบรรยากาศระดับสูงที่ซึ่งมีกระแสลมแรงและเคลื่อนย้ายให้หมอกควันกระจายในระยะทางไกล ข้อแนะนำเรื่องคุณภาพอากาศฉบับพิเศษ ของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแคนาดา(Environment Canada) ในวันที่ 31 พฤษภาคม ระบุว่าประชาชนที่อาศัยทางตอนเหนือ ตอนกลางและตอนใต้ของรัฐอัลเบอร์ตาต้องเจอกับอากาศแย่และทัศนวิสัยที่เลวร้าย นำไปสู่อาการเจ็บป่วย เช่น ไอจาม เจ็บคอ ปวดหัว หรือหายใจลำบาก เด็ก ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ

การที่ฝุ่นละออง มีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ในอากาศที่เต็มไปด้วยหมอกควันไฟป่าในพื้นที่เกือบทั่วทั้งรัฐอัลเบอร์ตา ประชาชนต้องเผชิญกับท้องฟ้าขมุกขมัวเป็นสีแดง Matt Albers จากกรมอุตุนิยมวิทยาแคนาดากล่าวว่า “ที่เมือง Edmonton เหมือนกับว่าเราอยู่บนดาวอังคาร”

NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using data from DSCOVR EPIC Story by Adam Voiland.

การขับเคลื่อนหลายระดับเพื่อพลิกวิกฤติมลพิษทางอากาศ

ธารา บัวคำศรี

มลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในยุคมนุษย์ครองโลก ถูกจัดให้เป็นวาระหลักภายใต้หัวข้อ Beat Air Pollution ของวันสิ่งแวดล้อมโลกในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2562 นี้ ส่วนเจ้าภาพใหญ่คือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก 1.39 พันล้านคน มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกและขยายตัวรวดเร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก ในขณะที่มลพิษทางอากาศในกรุงปักกิ่งกลับมาอีกครั้งหลังจากอัตราการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2593 อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในมหานครที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน (megacities) และพึ่งพาระบบเชื้อเพลิงฟอสซิลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วาระ Beat Air Pollution เน้นถึงเรื่องที่เราทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดมลพิษทางอากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพของตัวเราเอง ปฏิบัติการลดมลพิษทางอากาศยังช่วยชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน มลพิษทางอากาศกลางแจ้งเป็นสาเหตุอันดับ 4 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลก และคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับโลกถึง 2.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ชุดข้อมูลมลพิษ PM2.5 ในรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก พ.ศ.2561 ระบุว่าร้อยละ 64 ของเมืองกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก มีความเข้มข้น PM2.5 สูงเกินกว่าข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก ส่วนการจัดอันดับเมืองมลพิษ PM2.5 โดยกรีนพีซ ช่วงปี พ.ศ.2561 ในประเทศไทย 39 เมืองจากทั้งหมด 53 เมืองใน 29 จังหวัดมีความเข้มข้น PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐานของประเทศไทย(50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยมีวันที่เกินมาตรฐานตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 68 วัน ร้อยละ 98 ของเมืองในประเทศไทยมีความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยรายปีสูงเกินกว่าข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก

แผนที่แสดงปริมาณละอองลอย(aerosol)ในบรรยากาศโลกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2543-เมษายน 2562 จากการเก็บข้อมูลโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา เป็นการวัดความทึบแสงของละอองลอย(aerosol optical thickness) ค่าความทึบแสงที่น้อยกว่า 0.1 (สีเหลืองจางในแผนที่)แสดงถึงท้องฟ้าแจ่มใสและทัศนวิสัยดี)  ส่วนค่าความทึบแสงเป็น 1 (สีน้ำตาลเข้มในแผนที่) แสดงถึงสภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกควัน) ที่มา : https://earthobservatory.nasa.gov/global-maps/MODAL2_M_AER_OD

ไม่ต้องกล่าวเลยว่าผู้คนต้องเผชิญกับผลที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจากการรับสัมผัสมลพิษ ทางอากาศที่เกินมาตรฐานเป็นระยะเวลานาน และหากไร้ซึ่งมาตรการจัดการที่ก้าวหน้า ผลที่ตามมา คือวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

การพลิกวิกฤตมลพิษทางอากาศต้องมีการขับเคลื่อนหลายระดับ ดังนี้

เริ่มจากตนเองและครอบครัว

  • ตรวจสอบรายงานและการพยากรณ์คุณภาพอากาศในพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่โดยใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Air4Thai แต่เนื่องจากยังไม่มีการรายงานตามเวลาจริง(real time) และโครงข่ายสถานีตรวจวัดยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ทางเลือกคือ Dustboy โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน หรือ AirVisual, AQICN, Plume ซึ่งใช้กันแพร่หลายทั่วโลกโดยรายงานข้อมูลและคาดการณ์โดยใช้เกณฑ์ดัชนีคุณภาพของ USEPA ที่ยึดโยงกับผลกระทบสุขภาพตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก การเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริงนั้นมีความสำคัญไม่เพียงสร้างความเข้มแข็งของประชาชนให้รับมือกับมลพิษทางอากาศและปกป้องสุขภาพ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความ ตระหนักและขับเคลื่อนแนวทางต่างๆเพื่อต่อกรกับมลพิษทางอากาศในระยะยาวอีกด้วย
  • ร่วมขยายเครือข่ายการตรวจวัดคุณภาพอากาศ รวมข้อมูลการตรวจวัดโดยภาคประชาชน โดยใช้นวัตกรรม
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมและการออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่คุณภาพอากาศไม่ดี หากจะต้องออกนอกบ้าน ใช้หน้ากากปิดจมูกเพื่อลดการสัมผัสกับมลพิษ แม้ว่าจะไม่ใช่การป้องกันที่ดีที่สุด รวมถึงปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศ และเพิ่มความชุ่มชื่นของอากาศภายในบ้าน

ตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

  • มีการศึกษาผลกระทบของมลพิษอากาศต่อสุขภาพประชาชนอันเป็นรากฐานท่ีสำคัญของยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศหรือไม่อย่างไร?
  • มีการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทุก 5 ปี และกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาในการปรับปรุงมาตรฐานมลพิษ PM2.5 ให้เข้าสู่เป้าหมายขององค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร หรือไม่อย่างไร?
  • มีการบูรณาการมาตรการควบคุมมลพิษจากรถยนต์และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกชึ่งให้ผลประโยชน์เพิ่มข้ึนเป็นทวีคูณ เช่น การใช้ระบบขนส่งมวลชนซึ่งลดปริมาณการจราจร ลดปริมาณการระบายมลพิษ ลดการจราจรติดขัด ลดการใช้เชื้อเพลิง เป็นต้น หรือไม่อย่างไร?
  • มีการกำหนดค่ามาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษ PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก (Emission Standard) ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ เช่น รถยนต์ เป็นต้น ตลอดจนหรือไม่อย่างไร?
  • มีกรอบเวลาในการผ่าน(ร่าง)กฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ(PRTR) หรือไม่อย่างไร?
  • มีการนำ Emission Standard มาใช้เป็นฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศของรถยนต์ในถนน หรือตำแหน่งการเผาในที่โล่ง หรือไม่อย่างไร? ทั้งนี้เพื่อทำให้เห็นภาพรวมการพัฒนาและศักยภาพการรองรับมลพิษทั้งหมด และพิจารณาได้ว่าควรอนุมัติโครงการใดให้เข้ามาตั้งในพื้นที่เพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ รวมทั้ง หากเกิดวิกฤติมลพิษขึ้นอย่างในปัจจุบัน จะเข้าไปควบคุมแหล่งกำเนิดในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ
  • มีระบบการจัดเก็บภาษีจากการปล่อยมลพิษหรือระบบการประกันความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเงินที่เก็บได้มาใช้ป้องกันเยียวยาชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศรวมถึง PM2.5 หรือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการจัดการมลพิษที่แหล่งกำเนิด (Mitigation) (เช่น การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ หรือสร้างสถานีเติมไฟให้รถยนต์ไฟฟ้า) หรือไม่อย่างไร?
  • มีการติดตามตรวจสอบและรายงานความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศอื่น ๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพอนามัยของประชาชน เช่น โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมาย (targeted substances/pollutants) ที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) หรือไม่อย่างไร?
  • มีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และการปรับแก้กฏระเบียบในการเบิกจ่ายเงินในกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร กลุ่มชุมชน หรือนักวิจัย ศึกษาวิธีการนำวัสดุที่มักจะถูกเผาจนก่อมลพิษมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของใหม่ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมและอาชีพใหม่ในชุมชนหรือไม่อย่างไร?
  • มีมาตรการและกฎหมายบังคับให้บริษัทและภาคเอกชนในการจัดตั้งกองทุนความเสี่ยง ป้องกัน และเยียวยาต่อประชาชนที่ได้รับหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศและข้ามพรมแดนหรือไม่อย่างไร?
  • มีความจริงจังในการสร้างความร่วมมือและประสานประเทศเพื่อนบ้านให้ลดการเผาและหมอกควัน ผ่านการผลักดันการดาเนินงานตาม Roadmap on ASEAN Cooperation towards Transboundary Haze Pollution Control with Means of Implementation เพื่อเปลี่ยนให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 มากน้อยเพียงใด?
  • จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนในระดับอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญา หรือไม่อย่างไร?

จับตาบรรษัท(บริษัทและภาคธุรกิจเอกชน)

ในโลกปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้เล่นหลัก (Keystone Actors) ทั้งในประเทศและ ข้ามพรมแดน ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศที่เกิดจากภาคธุรกิจหรือเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายตลอดห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain)

เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือเพื่อรับรองว่าบรรษัทจะไม่บิดพริ้วต่อภาระรับผิดในทางสาธารณะ(Corporate Accountability) มีการการติดตามผลการรายงานและตรวจสอบพฤติกรรมความรับผิดชอบของบรรษัท ในกรณีที่เกิดมลพิษทางอากาศที่สร้างความเสียหายต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนขึ้น เครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วยสิทธิการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การชดเชยความเสียหาย และการฟื้นฟู รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อพลิกวิกฤตมลพิษทางอากาศ(Beat Air Pollution)เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกและการขับเคลื่อนเพื่อ “ขออากาศดีคืนมา” ได้ที่ https://www.greenpeace.org/thailand/act/righttocleanair/

อ้างอิง :

เรามีแผนรับมือและผู้เชี่ยวชาญ PM2.5 มากมาย เรายังขาดอะไร?

เมื่ออ่านรายงาน “โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล” ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ https://bit.ly/2MLTDOO เราจะพบว่า เรามีแทบทุกอย่างที่พร้อมรับมือกับวิกฤตมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น( Note : ที่เรียกว่าวิกฤตนั้นดูจากวันที่เกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา https://bit.ly/2WDDm2U)

รายงานดังกล่าวที่ตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2561 มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการรวม 60 คน จากกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กองบังคับการตำรวจจราจร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มหาวิทยาลัย 6 แห่ง และสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ข้อเสนอจากรายงานแบ่งเป็น “…แนวทางระยะสั้นที่ต้องดำเนินการในขณะที่เกิดปัญหา และแนวทางระยะยาว เพื่อเตรียมการรับมือและลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่อาจเกิดขึ้นอีกในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 และปีต่อๆ ไป…”

เรามีแผนรับมือและผู้เชี่ยวชาญมากมาย เรายังขาดอะไร?

เครดิตภาพ:

http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/825901

ควันไฟป่าจะลอยไปทางไหน?

ธารา บัวคำศรี – แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144190/which-way-will-the-smoke-go

6 สิงหาคม 2561

ตอนที่กรมป่าไม้ของสหรัฐอเมริกา(the U.S. Forest Service) ประกาศว่าได้ควบคุมเหตุไฟป่าที่ Mendocino Complex Fire ได้ 100 เปอร์เซ็นแล้วในช่วงกลางเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ไฟป่าได้เกิดขึ้นเกือบสองเดือน บ้านเรือนเสียหาย 157 หลังและ เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 459,000 เอเคอร์ ถือเป็นเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 1 มกราคมจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยที่หมอกควันไฟกระจายไปทั้งภูมิภาคและส่วนต่างๆ ของประเทศ

ในอดีต พฤติกรรมของไฟป่าและแนวควันไฟนั้นยากแก่การคาดการณ์อย่างยิ่ง Andy Edman, จาก Western region wildfires for the National Weather Service กล่าวว่า “เป็นความท้าทายสำหรับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่จะรู้ว่ามีไฟป่าที่ไหน สถานะเป็นอย่างไร และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศมากน้อยแค่ไหน มันคล้ายๆ กับงานรวมญาติ เกือบทุกคนทำตัวตามปกติ แต่พฤติกรรมของไฟป่าอาจคล้ายๆ กับลุงบ้าๆ ของคุณ ยากที่จะทำนาย”

แต่แบบจำลองใหม่ที่ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของ NOAA และ NASA นั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถจำลองพฤติกรรมของควันไฟป่าได้ดีทีเดียว แบบจำลองชื่อ High-Resolution Rapid Refresh Smoke model, หรือ HRRR-Smoke ทำขึ้นจากแบบจำลองสภาพอากาศ  HRRR ที่มีอยู่แล้วของ NOAA ซึ่งทำการคาดาการณ์ฝน ลมและพายุ แบบจำลองนี้ยังนำข้อมูลเวลาจริงจากดาวเทียม the Joint Polar Satellite System’s Suomi-NPP และ NOAA-20 polar-orbiting satellites และ NASA’s Terra and Aqua satellites

ภาพบนซ้ายมาจาก Visible Infrared Imaging Radiometer Suite(VIIRS) บนดาวเทียม Suomi-NPPแสดงพื้นที่ภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในสีธรรมชาติช่วงบ่ายของวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า the Mendocino Complex Fire สูงสุด ส่วนภาพบนขวาแสดงการจำลองการเคลื่อนตัวของควันไฟป่า (HRRR-Smoke simulation) จากพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน

หัวใจสำคัญของแบบจำลอง HRRR-Smoke คือเมตริกที่เรียกว่า fire radiative power หรือ FRP โดยเป็นการวัดปริมาณความร้อนที่แผ่ออกมาจากเหตุการณ์ไฟที่มีการพิจารณาในหน่วยเมกะวัตต์ ตัวอย่างเช่น ไฟป่าขนาดใหญ่อาจมีความร้อนถึง 4,000 เมกะวัตต์ต่อพิกเซล (750×750 เมตร) การคำนวณหา radiative power และการกระจายตัวว่าไปทางไหนบ้าง สามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์ชี้จุดเกิดไฟและคาดการณ์ความเข้มข้นและเส้นทางที่ควันไฟป่าจะลอยไป

แบบจำลอง HRRR-smoke model นำรวมกับข้อมูล FRP data ที่รวบรวมความเร็วลมและอุณหภูมิในบรรยากาศ รวมถึงแผนที่พืชพรรณ ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ได้รู้ว่าอะไรถูกเผา การคาดการณ์โดยแบบจำลองก็จะดีขึ้น การวัดดังกล่าวนี้นำมาเป็นวางให้เป็นกริดสามมิติที่ขยายสูงราว 16 ไมล์ในบรรยากาศ ผลที่ได้คือการคาดการณ์ที่ละเอียดถึงปริมาณควันที่เกิดขึ้นจากไฟป่า ทิศทางที่ควันจะปล่อย และความสูงของควัน

August 6 – 7, 2018

Ravan Ahmadov ผู้พัฒนาแบบจำลอง HRRR-smoke model และนักวิจัยประจำ NOAA’s Earth Systems Research Laboratory และ the Cooperative Institute for Research in Environmental Sciences กล่าว “ควันไฟป่าใกล้พื้นผิวเป็นดัชนีของมลพิษทางอากาศ แต่ควันไฟป่าอาจลอยขึ้นไปในบรรยากาศที่สูงได้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะรู้ เพราะว่าควันไฟป่าสามารถกระทบกับการเดินอากาศได้” ควันไฟป่าในบรรยากาศระดับสูง สามารถกันแสงอาทิตย์ที่มาจากนอกโลกซึ่งช่วยอุณหภูมิอากาศเย็นลงและเข้ารบกวนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

แบบจำลอง HRRR-Smoke ถูกนำไปใช้โดยนักพยากรณ์อากาศและหน่วยงานรัฐ รวมถึงกลุ่มท้องถิ่น ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า Ferguson fire ในแคลิฟอร์เนีย กรมการขนส่งใช้แบบจำลอง HRRR-Smoke ในการช่วยตัดสินใจยกเลิกบริการรถไฟ Amtrak ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้กับกรมอุทยานแห่งชาติในช่วงปิดอุทยาน Yosemite

ในระดับท้องถิ่น โรงเรียนในรัฐยูทาอ้างถึงแบบจำลองเมื่อจะต้องเลือกให้เด็กนักเรียนอยู่ในอาคารในช่วงพักและเพื่อยกเลิกการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอันเนื่องมาจากเหตุไฟป่าทางตอนใต้ของ Provo ในรัฐโอเรกอน โค้ชผู้ฝึกสอนว่ายน้ำเยาวชนย้ายการฝึกไปในสระว่ายน้ำในร่มหลังจากรับทราบถึงการพยากรณ์เรื่องควันไฟป่า

Edman กล่าวว่า “เมื่อเราสามารถแจ้งผู้คนให้ทราบว่าควันไฟป่าจะพัดไปทางใดและจะลอยค้างอยู่กี่วัน พวกเขาสามารถที่ว่าจะอะไรเพื่อตอบรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าคุณมีบุตรหลานที่เป็นโรคหืดหอบ คุณจะรู้ว่าต้องระวังมากขึ้น”

แม่สายในดงฝุ่น PM2.5 : ข้อสังเกตว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ธารา บัวคำศรี

ดังที่เรารับรู้กัน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอยู่ภายใต้ดงฝุ่น PM2.5 มานานนับเดือนแล้ว เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 13 แห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เราจะเห็นสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ผู้คนในภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency) ที่ไม่จบลงเพียงแค่เมื่อฝุ่นจางหายไป

กราฟแสดงความเข้มข้นของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 11 เมษายน 2562 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 13 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

ในที่นี้จะตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงความรุนแรงและยาวนานของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางมลพิษ PM2.5 ในระดับที่ไม่ปลอดภัย (unhealthy)มาเป็นเวลานาน ดัชนีคุณภาพอากาศ(air quality index)ตามเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นสีแดงทุกวัน อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมจนถึงวันที่ 11 เมษายน ดังภาพ (ซึ่งเรายังไม่ต้องไปนึกถึงดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA ที่ยึดโยงกับข้อแนะนำของ WHO เลยแม้แต่น้อย)

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อเราพิจารณาเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ตามฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่าไม่มีพื้นที่(ที่เป็นที่ตั้งของตรวจวัดคุณภาพอากาศ)แห่งใดเลยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงต่อเนื่องกันทุกวันดังเช่นคุณภาพอากาศที่อำเภอแม่สาย

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนปกคลุมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (Santi Chang อนุเคราะห์ภาพ)

เพราะเหตุใดแม่สายต้องงวยงงในดงฝุ่น PM2.5 เป็นแรมเดือน เราจะพลิกวิกฤตนี้และหลีกเลี่ยง-ป้องกัน-บรรเทามิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตร่วมกันอย่างไร? และนี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น

1) แม่สายตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนสะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว

ที่มา : https://www.globalforestwatch.org

แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่อำเภอแม่สาย(ในตำแหน่งที่แสดงเป็นเครื่องหมาย + ในแผนที่) ตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนที่สะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว โดยการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดจุดความร้อนสะสมด้วยเครื่องตรวจวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดต้ังบนดาวเทียม Suomi NPP ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ.2562

ในประเทศไทย มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ชั้นข้อมูล GIS และข้อมูล GPS เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนจำแนกแหล่งที่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ตามลักษณะการใช้ที่ดินไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ริมทางหลวง (250 เมตร) และชุมชน-อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2558 ได้มีการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแต่ละประเภทการใช้ที่ดินด้วย

นอกจากจุดความร้อน ประเทศไทยโดย GISTDA ยังวิเคราะห์และคำนวณพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ด้วยการใช้ค่าความแตกต่างของดัชนีการเผาไหม้ (Difference Normalized Burn Ratio; DifNBR) ที่คำนวณจากภาพดาวเทียม LANDSAT-8 ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือโดยใช้ภาพต่างช่วงเวลาคือภาพก่อนเกิดไฟป่าและภาพเมื่อเกิดไฟป่าจากความสัมพันธ์ของค่าการสะท้อนแสงของพื้นที่เกิดไฟป่า เมื่อได้ตำแหน่งและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็จะนำข้อมูลพื้นท่ีขอบเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอบเขตพื้นที่ สปก. รวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์โดยการซ้อนทับ(overlay)กันก็จะทราบได้ว่ามีบริเวณใดบ้างที่เกิดไฟป่า ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงภาระรับผิดชอบ(accountability)ของคน กลุ่มคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นได้

คำถามคือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรามีข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่? เราจะขับเคลื่อนผู้นำอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญาได้อย่างไร?

2) แม่สาย ใจกลางดงฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

โดยพิจารณาจากข้อมูลแผนที่ Regional Haze Situation จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2562 แม่สายคือตัวแทนพื้นที่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่อยู่ ณ ใจกลางดงฝุ่น

แม่สายในดงฝุ่นนี้สะท้อนเรื่องราวทุกมิติว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น (1) การถอด ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ออกมาเป็นแผนงาน (2) การบรรลุเป้าหมายให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 (3) มาตรการปกป้องและติดตามตรวจสอบผลกระทบสุขภาพระยะยาวของประชาชน (4)การทบทวนเป้าหมายและเพื่อความหลากหลายของตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนอกเหนือจากการที่ใช้จุดความร้อนสะสม ฯลฯ

ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC

แผนที่ “แม่สายในดงฝุ่น” ด้านบนแสดงการกระจายตัวและความเข้มข้นของหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (regional haze situation) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม-12 เมษายน 2562 พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลอ่อนแสดงขอบเขตของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีความเข้มข้นปานกลาง พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลเข้มคือขอบเขตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่เข้มข้นมาก จุดสีแดงบนแผนที่คือจุดความร้อน(hotspot)ที่บันทึกโดยเครื่องวัดบนดาวเทียม NOAA ส่วนจุดวงกลมสีดำคือตำแหน่งของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย การที่อำเภอแม่สายทำลายสถิติพื้นที่ที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงตามเกณฑ์ของประเทศไทยทุกวันนานนับเดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเสียงปลุก(wake up call)ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับให้ตื่นขึ้นมาจากสภาวะความไม่สนใจใยดี(state of denial) เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่ตื่นตัว/เข้มแข็ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์และพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 โดยตั้งเป้าหมายไปสู่ทางออกที่ก้าวหน้า ยั่งยืน เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรามีพร้อมทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เหลือแต่เจตจำนงที่ถูกต้องและกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น

Hazy Perceptions มองเรื่องมลพิษทางอากาศผ่านโซเชียลมีเดีย

ธารา บัวคำศรี

ในการเรียกร้องให้อากาศดีกลับคืนมา หรือข้อเสนอให้ออกกฏหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) นั้นต้องการความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ในการระบุช่องว่างดังกล่าวและมองหาโอกาสในการสื่อสารที่ดีขึ้น รายงานเรื่อง Hazy Perceptions  ได้สำรวจการรับรู้ของผู้รับสาร (audience perception) ผ่านบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียและสื่อแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ

การวิเคราะห์ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกีนี อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ มองโกเลียและปากีสถาน ผลจากรายงาน Hazy Perceptions ที่ศึกษาโดย Vital Strategies ยังเป็นข้อแนะนำให้กับผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุน นักวิชาการและกลุ่มต่างๆ ที่สื่อสารกับผู้สื่อข่าวและสาธารณะชนในประเด็นอันตรายและแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคปอด

ผลจาก Hazy Perceptions บอกอะไรเรา?

สาธารณชนมีความเข้าใจที่จำกัดถึงผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวจากคุณภาพอากาศที่เลวร้าย

ส่วนใหญ่ ข่าวสารและโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องมลพิษทางอากาศจะกล่าวถึงปฏิกิริยาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและมีระยะสั้น – คนทั่วไปจะคุยถึงอาการเฉียบพลันจากมลพิษทางอากาศ เช่น ปัญหาการหายใจและตาระคายเคียง มากกว่าความเสี่ยงจากการรับสัมผัสซ้ำๆ ในระยะยาวซึ่งนำไปสู่ภัยคุกคามสุขภาพที่ร้ายแรง

หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนมากที่สุด

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ช่องทางเผยแพร่สื่อและข่าวสารและกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจของประชาชน (public influencers) ในเรื่องมลพิษทางอากาศนั้นมีความหลากหลายมาก อินฟลูเอนเซอร์สามอันดับต้นในช่วงเกือบสี่ปีของการวิเคราะห์โดย Vital Strategies รวมถึง นายกรัฐมนตรี(ในบางประเทศ) ช่างภาพ และกรีนพีซ โดยอินฟลูเอนเซอร์จะเปลี่ยนแปลงปีต่อปี แต่ที่ชัดเจนคือหน่วยงานแพทย์และสาธารณสุขไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์อันดับต้น

วาทกรรมสาธารณะ(Public discourse)ไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยสำคัญที่สุดของมลพิษทางอากาศ

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญรองลงไป เช่น มลพิษจากยานยนต์ เป็นต้น ได้รับการพูดถึงมากกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น โรงไฟฟ้าและการเผาขยะ

การพูดคุยถึงการแก้ปัญหาเน้นไปที่การป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการพูดคุยกันมากขึ้นถึงการหาทางออกในระยะยาว

แม้ประชาชนจะพูดถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก เป็นต้น โดยมีมากขึ้นในช่วงเหตุรุนแรงของมลพิษทางอากาศอย่างวิกฤตหมอกควันพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2558 ขณะเดียวกัน การพูดคุยถึงทางออกระยะยาวโดยเฉพาะแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดนั้นเพิ่มขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และสอดคล้องกับประเด็นสาธารณะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คุณภาพอากาศที่แปรผันตามฤดูกาลพร้อมกับเนื้อหาที่แสดงความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนได้มากที่สุด

ความถี่ของมลพิษทางอากาศเป็นหัวข้อพูดคุยที่เปลี่ยนแปลงไปปีต่อปี โดยจะมีความถี่มากที่สุดในช่วงเกิดเหตุวิกฤต หรือมีข่าวใหญ่ หรือมีกิจกรรมสาธารณะที่โยงกับมลพิษทางอากาศ ที่เหลือจากนั้น ปริมาณเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดียจะค่อนข้างต่ำ ถือเป็นความท้าทายเมื่อเราต้องการให้ประชาชนสนับสนุนให้เกิดมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาว

การโพสข้อความบนโซเชียลมีเดียและบทความข่าวเรื่องมลพิษทางอากาศที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือผลกระทบสุขภาพที่มีต่อเด็กนั้นทำให้คนมีส่วนร่วมในการสนทนาได้มากกว่าเนื้อหาที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว

การวิเคราะห์ที่ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2558 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 ใน 11 ประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทยนี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพโดยเน้นไปที่ผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเสี่ยง การชี้ให้เห็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศและความเชื่อมโยงกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องดำเนินการป้องกันมลพิษทางอากาศโดยเน้นไปที่แหล่งกำเนิดหลักด้วย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อ  #ขออากาศดีคืนมา #RightToCleanAir