มลพิษจากไดออกซินในญี่ปุ่น

บทสารคดีโดย สถานีโทรทัศน์ NHK แปลจากภาษาญี่ปุ่นโดย Yuka

  • ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในจังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น สารไดออกซินที่ใช้ในการทดลองถูกจัดเก็บไว้เป็นอย่างดีในตู้นิรภัยเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากไดออกซินเป็นสารที่มีอันตรายมาก มีเจ้าหน้าที่เพียง 3 คนในห้องปฏิบัติการแห่งนี้ที่มีสิทธิเปิดตู้นิรภัยนี้ได้
  • ไดออกซินเป็นชื่อสามัญของกลุ่มสารเคมีที่มีอันตรายที่สุดในโลกในปัจจุบัน สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติระบุว่ามันเป็นสารก่อมะเร็งตัวสำคัญ
  • ในขวดนี้เป็นสารไดออกซินปริมาณ 1 กรัม เพื่อป้องกันการรั่วไหล จึงต้องห่อขวดไว้อีกชั้นหนึ่ง สารไดออกซินมิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไดออกซินสังเคราะห์ขึ้นมาในห้องทดลอง มันเป็นสารประกอบเป็นพิษที่ร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น
  • ปัจจุบันนี้ในประเทศญี่ปุ่น ปัญหาไดออกซินระบาดไปทุกที่
  • แหล่งกำเนิดไดออกซินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น คือโรงงานเผาขยะ
  • ไดออกซินเกิดจากการเผาขยะที่คนผลิตขึ้นมาในชีวิตประจำวัน
  • ในขยะส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของคาร์บอน ส่วนหนึ่งเป็นพลาสติกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ   ถ้าเราเผาขยะในอุณหภูมิน้อยกว่า 800 องศาเซลเซียส จะเกิดไดออกซินขึ้น
  • ไดออกซินจากโรงงานเผาขยะ มีลักษณะเป็นอนุภาคที่ละเอียดขนาดเล็กมาก ๆ ที่ระบายจากท่อ และเข้าไปสะสมในสิ่งแวดล้อมและร่างกายของมนุษย์
  • ไดออกซินที่เกิดขึ้นเป็นฝุ่น ค่อยๆ สะสมในตัวเรา
  • การสะสมไดออกซินในร่างกายของเรามาจากหลายทาง เมื่อมันออกจากโรงงานเผาขยะ เราอาจหายใจสูดเอาไดออกซินเข้าไปโดยตรง เราอาจรับไดออกซินจากอาหารที่เรากิน ไดออกซินจากแหล่งกำเนิดลงไปในแม่น้ำ และทะเล ในทะเลมีแพลงตอนเป็นอาหารของปลา ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ในที่สุดไดออกซินเข้าไปอยู่ในปลาใหญ่ เมื่อเทียบปริมาณไดออกซินในทะเลกับในตัวปลา จะมีปริมาณมากกว่าถึง 3,000 เท่า เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงรับไดออกซินมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในห่วงโซ่อาหาร เพราะเรากินอาหารในชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร
  • จากผลการสำรวจมากมายในปัจจุบันนี้พบว่า ไดออกซินที่เกิดจากโรงงานเผาขยะเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์
  • ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 1998 กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นได้เปลี่ยนระเบียบของกระทรวง มีการจำกัดปริมาณไดออกซินจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ โดยออกเป็นกฎกระทรวง
  • นี่คือรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น เขากล่าวถึงการที่กระทรวงกำหนดระเบียบใหม่ขึ้นมา ก็เพื่อลดความกังวลใจของประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับไดออกซิน
  • (ภาพเอกสาร) ข้อกำหนดในกฎกระทรวงระบุว่า ให้หน่วยงานต่าง ๆ ลดการปล่อยไดออกซินลงให้น้อยกว่า 80 นาโนกรัมต่อ ลบม.
  • ค่ามาตรฐานนี้เกิดจากผลสำรวจที่ว่า ถ้ามีค่าไดออกซินเกินกว่านี้ จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ นี่เป็นข้อมูลจากการสำรวจในสัตว์ทดลองต่าง ๆ
  • (สนามเบสบอล) ปริมาณ 80 นาโนกรัมต่อ ลบม. เทียบกับเกลือที่อยู่ในมือของผมต่อความจุของสนามเบสบอลทั้งหมด พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเรานำเกลือนี้ละลายเข้าไปในน้ำที่มีความจุเท่ากับสนามเบสบอลแห่งนี้นั่นเอง ซึ่งจะเห็นว่า ไดออกซินปริมาณเพียงนิดเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้
  • (ภาพเอกสารหลาย ๆ ใบ) เอ็นเอชเคได้ส่งแบบสำรวจไปตามรัฐบาลท้องถิ่นที่มีการเผาขยะ และได้คำตอบจากหลายแห่ง จากการสำรวจพบว่า มีโรงงานเผาขยะ 110 แห่งที่ก่อให้เกิดไดออกซินมากกว่า 80 นาโนกรัม ต่อ ลบม.
  • มีการคำนวณปริมาณขยะที่เผาทุกวัน และได้ตัวเลขประมาณการว่าเกิดไดออกซินมากน้อยเท่าไร
  • (ภาพแผนที่) การเกิดไดออกซินมีมากที่สุดที่จังหวัดชิบะ โดยมีไดออกซินถึง 235 กรัมต่อปี จังหวัดนี้เป็นแหล่งกำเนิดไดออกซินที่มากที่สุดในญี่ปุ่น ประมาณร้อยละ 25 ของไดออกซิน มีแหล่งกำเนิดในกรุงโตเกียวและอีก 3 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดกัน รองลงไปเป็นจังหวัดฟูกูโอกะและฮิโรชิมา
  • (ภาพที่จังหวัดไซตามา) ที่จังหวัดไซดามามีการสำรวจพบว่ามีไดออกซินมากกว่า 150 เท่าของที่กระทรวงกำหนด ประชาชนเพิ่งรู้ข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้เกิดความหวาดกลัว
  • (ภาพประชุม) ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกมากล่าวคำขอโทษต่อประชาชน ที่เปิดเผยข้อมูลล่าช้า ปัจจุบันปัญหานี้ได้ถูกดำเนินการแก้ไขแล้ว ปริมาณไดออกซินที่เกิดจากการเผาขยะลดลง และขณะนี้อยู่ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย
  • ชาวบ้านผู้หญิง “ทางจังหวัดบอกลดลง ไม่น่าเชื่อเลย เพราะปริมาณขยะก็ไม่ได้ลดลงเลย”
  • ผู้ชาย “ผมไม่ไว้ใจการทำงานของจังหวัด เขาเปิดเผยข้อมูลล่าช้าและไม่ชัดเจนด้วย”
  • ที่จังหวัดอิราบากิ เมืองซิงโตเนะ ที่นี่มีการสำรวจการปล่อยไดออกซินด้วยตัวเอง โดยชาวบ้านเก็บดินบริเวณโรงงานเผาขยะ ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าดินนั้นมีไดออกซินเท่าไร
  • พวกเขาเก็บตัวอย่างดินบริเวณรอบโรงงานเผาขยะในรัศมี 2 กิโลเมตร รวม 60 จุด ส่งไปยังมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ศึกษาเรื่องไดออกซิน
  • ผลสำรวจ คือ สถานที่ที่อยู่ใกล้โรงงานเผาขยะ จากจุดสีเขียวนี้ มีค่าไดออกซินเฉลี่ยสูงกว่า 10 เท่า ของที่อื่น
  • (ภาพทะเล) ที่เมืองฮอนโดะ จังหวัดมาโมโตะ ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น มีการสำรวจบริเวณรอบโรงงานเผาขยะ พบว่า มีค่าไดออกซิน 83 นาโนกรัม สูงกว่าที่กระทรวงกำหนด ชาวบ้านบริเวณนี้เป็นกังวลอย่างมาก
  • การเกิดไดออกซินจะทำให้สุขภาพเขาแย่ลงหรือเปล่า มีคนสงสัยกันมาก ทางเมืองจึงได้จัดบริการตรวจสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
  • ผู้หญิง “เราก็กลัวเหมือนกัน กลัวที่สุดเห็นจะเป็นผลกระทบต่อลูกหลาน พวกเราอาจจะไม่เป็นไรก็ได้ แต่เป็นห่วงลูกหลาน”
  • ผู้ชาย “ขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานเร็ว ๆ ที่ผ่านมาการทำงานของจังหวัดล่าช้ามาก”
  • (ภาพมหาวิทยาลัยเอชิเมะ ที่มีการศึกษาเรื่องไดออกซิน) ที่มหาวิทยาลัยเอชิเมะจะมีการสำรวจว่าในมนุษย์เรามีไดออกซินสะสมมากแค่ไหน
  • อาจารย์วาคิโมโตะกำลังทำการวิจัยว่า ในไขมันของเรานี้สะสมไดออกซินมากแค่ไหน ผลงานที่เขาวิจัยเริ่มมาตั้งแต่ปี 1976 ทำให้เรารู้ว่าไดออกซินที่สะสมอยู่ในร่างกายมนุษย์จะไปสะสมในไขมัน และในประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณไดออกซินเพิ่มขึ้น ตามการเผาขยะที่มากขึ้นเรื่อยๆ
  • เส้นสีฟ้าเป็นปริมาณการเผาขยะ ส่วนเส้นสีขาวคือปริมาณไดออกซินที่อยู่ในตัวเรา
  • (การสัมภาษณ์ของอาจารย์วาคิโมโตะ จากมหาวิทยาลัยอาคิเมะ) “ในอดีต ไม่เคยมีการวิจัยแหล่งกำเนิดไดออกซิน และในธรรมชาติไดออกซินจะสะสมมาเรื่อยๆ ตามแหล่งกำเนิดต่างๆ ที่ผ่านมาไม่มีการสำรวจว่าไดออกซินเกิดที่ไหนอย่างไร แล้วทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกสะสมไดออกซินมากขึ้น ทำให้ปริมาณไดออกซินเพิ่มมากขึ้น”
  • (ภาพโรงงานเผาขยะ) “ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว การเผาขยะในญี่ปุ่นมีมากที่สุด และเกิดไดออกซินมากที่สุดด้วย ถ้าเทียบกับยุโรปหรืออเมริกา ปริมาณของไดออกซินในอากาศและสิ่งแวดล้อม ในญี่ปุ่นมีมากกว่า 10 เท่า”
  • ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นจึงทำงานล่าช้ามาก ในการส่งแบบสอบถาม NHK ทราบว่า หน่วยงานและรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ มองว่า การทำงานของรัฐบาลกลางล่าช้า คือไม่ได้บอกชัดเจนในเรื่องไดออกซินว่ามากน้อยแค่ไหน อันตรายอย่างไร การทำงานจึงซับซ้อนและล่าช้า
  • (ภาพเมืองคึจิ จังหวัดอิบาเตะ) เขาได้ตัวเลขที่ไม่ชัดเจนจากรัฐบาลกลาง และใช้ตัวเลขนี้เป็นค่ามาตรฐานควบคุมโรงงานเผาขยะทำให้เกิดปัญหา และรัฐบาลท้องถิ่นทำงานล่าช้า
  • เมื่อ 2-3 ปีก่อน ชาวบ้านและสภาท้องถิ่นเรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นสำรวจปริมาณไดออกซินที่อยู่รอบโรงงานเผาขยะ และได้ผลศึกษาออกมาว่า
  • โรงงานเผาขยะ 9 แห่ง มีไดออกซินมากกว่าที่กระทรวงกำหนดไว้ถึง 6 เท่า แต่สมัยนั้นไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขนี้สูงมาก เกินมาตรฐาน
  • (ภาพเอกสาร) รายงานที่เปิดเผยในสภาท้องถิ่น ตัวเลข 480 คือปริมาณไดออกซิน และมีตัวเลข 1250 อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ออกมาก่อนหน้านั้นจากคณะกรรมการของรัฐบาล ดังนั้น ไม่มีใครคิดว่าปริมาณไดออกซิน 480 นี้จะมีปัญหา เพราะต่ำกว่า 1250 ของคณะกรรมการ แต่ตามกำหนดของกระทรวงต้องมีไดออกซินน้อยกว่า 80 นาโนกรัม ต่อ ลบม.
  • ผู้รับผิดชอบโรงงานเผาขยะให้สัมภาษณ์ว่า “สมัยนั้นมีตัวเลข 1250 ไม่เห็นมีตัวเลขอื่นที่รัฐบาลเสนอออกมา เขาคิดว่า ถ้าน้อยกว่า 1250 คิดว่าได้มาตรฐาน ไม่มีปัญหา”
  • ทำไมค่า 1250 ที่มีอยู่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นค่ามาตรฐาน ตัวเลขนี้มาจากการประชุม เมื่อปี 1984 ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้คาดไว้ว่า ปริมาณ 1250 นาโนกรัม เป็นการเกิดไดออกซินที่มากที่สุดที่เกิดจากโรงงานเผาขยะ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานอย่างที่เข้าใจกัน สมัยนั้นไม่มีใครรู้ว่าไดออกซินอันตรายแค่ไหน จึงไม่มีใครคิดว่าปริมาณไดออกซินขนาดนี้ คือ 1250 จะเป็นอันตราย ผู้เชี่ยวชาญก็คิดว่าไม่เป็นอันตราย ไม่มีใครรู้ว่าการสะสมไดออกซินในมนุษย์มาจากไหน เขาจะคำนวณจากการปล่อยทางอากาศเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วมนุษย์รับไดออกซินจากการกินด้วย ตัวเลขที่คิดว่าไม่มีปัญหา ที่จริงมีปัญหามาก
  • คุณโคบายาชิ อดีตหัวหน้าแผนกในกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า “สมัยนั้นไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนที่สามารถจะเป็นไกด์ไลน์ได้ ก็เลยมีแค่ 1250 เท่านั้น หน่วยงานต่างๆ เลยเข้าใจว่า ตัวเลขนี้เป็นมาตรฐานที่เขากำหนดไว้”
  • หลังจากนั้น 6 ปี (1990) กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดประชุมอีกครั้ง เรียกผู้เชี่ยวชาญเรื่องไดออกซินเข้ามาทำไกด์ไลน์ นี่คือครั้งแรกที่มีการศึกษาว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาไดออกซินจากโรงงานเผาขยะได้ นี่เป็นการปรึกษากันครั้งแรกในญี่ปุ่น
  • (ภาพอาจารย์) อาจารย์ทาชิกาวา จากมหาวิทยาลัยอิชิเมะ สมัยนั้นเขาอยู่ในคณะกรรมการ และเป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาไดออกซินที่มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ เขาเป็นคนแรกในญี่ปุ่น ในที่ประชุม เขาเสนอว่า กระทรวงจะต้องกำหนดตัวเลขที่ชัดเจนว่าเกิดไดออกซินได้แค่ไหน กับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้อง
  • “ถ้าเราจะกำหนดตัวเลขให้ชัดเจน หน่วยงานต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมีความสามารถที่จะกำหนดให้เป็นไปตามนั้นได้ ถ้ามีตัวเลขชัดเจนทุกหน่วยงานจะช่วยกันทำให้ได้มาตรฐาน”
  • (ภาพที่ทิ้งขยะ) ในช่วงนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเติบโตมาก ขยะที่เกิดจากบ้านเรือน จากการใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในการประชุมครั้งนั้น ตัวแทนรัฐบาลท้องถิ่นบอกว่า ถ้ามีตัวเลขที่กำหนดชัดเจน การจัดการขยะจะยากมากขึ้น จึงปฎิเสธที่จะให้มีตัวเลขที่ชัดเจนออกมา
  • คุณเทราชิมะ จากรัฐบาลโตเกียว อดีตผู้รับผิดชอบเรื่องขยะ “ถ้าตัวเลขมีความชัดเจนจะส่งผลกระทบต่อการจัดการขยะประจำวัน เขาจึงปฏิเสธไม่ให้มีตัวเลขที่ชัดเจน “
  • ในการประชุมตกลงกันว่า ถ้าหน่วยงานไหนจะสร้างโรงงานเผาขยะขึ้นมาใหม่ ค่ามาตรฐานการปล่อยไดออกซินต้องน้อยกว่า 5 นาโนกรัม มีการตกลงกันอย่างนี้ แต่โรงงานเผาขยะรุ่นเก่า ไม่ได้รวมอยู่ในมาตรฐานที่ออกมาใหม่ ดังนั้น ค่า 1250 คงยังอยู่เหมือนเดิม
  • ทาง NHK คำนวณไว้ว่า ถ้าโรงงานเผาขยะรุ่นเก่าไม่ได้รวมอยู่ในค่ามาตรฐานใหม่ จะเกิดไดออกซินมากขึ้นเท่าไร และได้ตัวเลขออกมาประมาณ 2731 กรัมจากโรงงานเผาขยะที่มีอยู่แล้ว ตัวเลข 0.5 คือค่าไดออกซินจากโรงงานเผาขยะที่สร้างใหม่ ดังนั้น ประมาณ 90% ของไดออกซินเกิดจากโรงงานเผาขยะที่มีอยู่แล้วซึ่งไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของกระทรวงที่ออกมาใหม่
  • เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ไม่ได้ทำไกด์ไลน์ ทั้งๆ ที่การทำไกด์ไลน์เป็นเรื่องที่ดี เขาบอกว่า ในตอนนั้นทุกคนเห็นด้วยว่าพยายามจะทำเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำงานได้ต่อไป….
  • อาจารย์ทาชิกาวะโต้ว่า “การที่ไม่มีไกด์ไลน์ในสมัยนั้นทำให้มีปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คือไม่มีการแก้ไข ไม่มีการแก้ปัญหา คิดว่ากระทรวงสาธารณสุขขาดความรับผิดชอบ ทำให้เกิดสภาพที่เป็นอยู่ขึ้น”
  • จากการสำรวจโดยแบบสอบถามของ NHK พบว่า สาเหตุที่เกิดไดออกซินมากอีกประการหนึ่ง คือ เกิดจาก
  • (แผนที่) มีสถานที่ที่เกิดไดออกซินมากกว่า 80 นาโนกรัมอยู่ 110 แห่ง ในจำนวนนี้ มี 76 แห่ง มีเครื่องกรองฝุ่น คือใช้ระบบไฟฟ้าเก็บฝุ่น เพื่อลดมลพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีไดออกซินมากขึ้น
  • นี่คือแผนผังการทำงานของเครื่องกรองฝุ่นแบบประจุไฟฟ้า ของโรงงานเผาขยะ
  • เป็นเครื่องที่ใช้ระบบไฟฟ้า และมีอุณหภูมิประมาณ 300 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้เกิดไดออกซินได้มาก
  • (คำอธิบาย) ซ้ายมือเป็นเตาเผาขยะ ภาพกลางเป็นการทำให้อากาศที่เกิดจากการเผาขยะเย็นลง ภาพขวาเป็นภาพที่เก็บฝุ่นที่เขียนว่าอุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส ออกจากเครื่องนี้แล้วปล่อยออกสู่อากาศ
  • ที่จริง การพบว่าอุณหภูมิในเครื่องป้องกันมลพิษเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดไดออกซินมากขึ้นนี้ มีการสำรวจมาแล้วโดยอาจารย์คนหนึ่ง อาจารย์คาโต เคยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐ เขาสำรวจเรื่องไดออกซิน ที่โรงงานเผาขยะแห่งหนึ่งที่ปฏิบัติงานจริง ได้ผลชัดเจนว่า ถ้าอุณหภูมิของเครื่องที่เก็บฝุ่นลดลงเป็น 200 องศาเซลเซียส จะทำให้ไม่เกิดไดออกซินมาก
  • “เครื่องป้องกันมลพิษทำให้เกิดไดออกซินมากมาย มีวิธีแก้ คือต้องลดอุณภูมิให้เป็น 200 องศาเซลเซียส จึงจะแก้ปัญหาได้”
  • ในบันทึกการประชุม อาจารย์คาโตเสนอว่า ต้องให้อุณหภูมิในเครื่องนั้นลดลงถึง 200 องศาเซลเซียส เขาเสนอขึ้นมาแล้ว
  • แต่อาจารย์คิราโอกะ จากมหาวิทยาลัยเกียวโตไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น “ถ้าให้อุณหภูมิในเครื่องเก็บฝุ่นลดเป็น 200 องศา ต้องใช้งบประมาณมากมายและต้องปรับปรุงโรงงานเผาขยะอีกมาก ผมคิดว่า การที่จะลดอุณหภูมินี้เป็นไปไม่ได้”
  • ในไกด์ไลน์ของกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าให้อุณหภูมิอยู่ที่ 250-280 องศาเซลเซียส
  • คุณซากาโมโต อดีตหัวหน้าแผนกสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข “ถ้าทำไกด์ไลน์ที่เป็นไปไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ไม่กำหนดก็ไม่ได้ เลยทำไกด์ไลน์นี้ขึ้นมาเท่าที่จะทำได้ในแง่ของเทคโนโลยี”
  • (ภาพกราฟ) : หากอุณหภูมิอยู่ในไกด์ไลน์นี้ …. กราฟที่เห็นนี้แสดงความเข้มข้นของไดออกซินและอุณหภูมิในเครื่องดักฝุ่น ซึ่งถ้าสูงกว่า 250 องศาเซลเซียส จะเกิดไดออกซินเยอะมาก สาเหตุที่ญี่ปุ่นมีไดออกซินมาก เนื่องจากไม่ได้กำหนดให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 200 องศาเซลเซียส
  • (ภาพปล่องควัน) : เพื่อจะใช้ระบบเดิม กระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ได้ออกกฎข้อบังคับ ทำให้การแก้ปัญหาไดออกซินล่าช้า
  • (ภาพรถเครนสีเหลือง) เนื่องจากโรงงานเผาขยะในแต่ละเมือง มีขยะที่มาจากอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง โดยบริษัทก่อสร้างรับเหมาให้เอกชนทำ สถานที่แบบนี้เป็นแหล่งกำเนิดไดออกซินเช่นกัน
  • ขยะอุตสาหกรรม คือ เศษต่างๆ จากการก่อสร้างและพลาสติกต่างๆ และเนื่องจากเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ กระทรวงจึงไม่ได้เก็บข้อมูลเรื่องการปล่อยไดออกซิน
  • (ภาพทางอากาศ) จังหวัดไซตามะ อยู่ติดกับกรุงโตเกียว ทางภาคใต้ของไซตามะ มีโรงงานเผาขยะของเอกชนตั้งอยู่เยอะมาก
  • (เป็นพื้นที่เห็นปล่องควันเยอะ)
  • ผู้ชาย : ดูทุกวันๆ น่าเป็นห่วงมาก
  • ผู้หญิง : น่ากลัวมาก ขนลุก เพราะเราสูดเข้าไปทุกวันๆ ไม่หายใจก็ไม่ได้
  • (ภาพควัน) มีโรงงานเผาขยะอุตสาหกรรมของเอกชนแบบนี้เข้ามาตั้งแต่ 5 ปีก่อน
  • สถานที่นี้ บริษัทใช้เป็นที่เก็บรวบรวมขยะก่อนที่จะส่งออกไป การที่มีการเผาขยะกลางแจ้งจำนวนมาก จังหวัดไซตามะจึงสนับสนุนให้มีการสร้างโรงงานเผาขยะขึ้นมา การเผาขยะเป็นแบบง่าย ๆ จึงทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์
  • นักวิชาการชี้แจงว่าเตาเผาแบบนี้ทำให้เกิดไดออกซินได้ง่าย
  • เจ้าของบริษัทคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ในตอนที่สร้างเตาเผาขยะแบบนี้ จังหวัดไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรเลย
  • คุณนากาฮามะ เจ้าของบริษัท “ตอนนั้น รัฐบาลไม่ได้บอกว่าให้ตั้งเครื่องอะไรบ้าง คิดว่าแค่นี้ก็คงพอแล้ว บริษัทก็ทำตามข้อบังคับของจังหวัด”
  • ทุกวันนี้ยังมีการเผาขยะกลางแจ้งอยู่ การเผาอย่างนี้น่าจะเกิดไดออกซินมากกว่าอย่างอื่น แต่ทางราชการก็ชี้แจงไม่ได้ ต้องไปดูว่าเผากันอย่างไร
  • คนถือร่ม “ก็รู้อยู่ว่าไม่ดี แต่แค่นิดเดียวเดี๋ยวมันก็ดับ ไม่มีใครว่าเราหรอก”
  • (กลุ่มคนเดินเข้าไป) ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อให้เข้าไปดูการเผาขยะ เพราะเป็นห่วงว่าจะเกิดไดออกซิน
  • ชาวบ้าน : “ช่วยฟังข้อเรียกร้องของเราด้วย ควันจะถึงบ้านเรา”
  • บริษัท : “ถ้ากลิ่นเหม็นถึงบ้านคุณ คุณจะให้เราเข้าไปดูในบ้านคุณหรือเปล่า”
  • ชาวบ้าน : “ขอดูข้างในอย่างเดียว”
  • (ศาลากลางจังหวัดไซตามะ) จากแรงกดดันของกลุ่มชาวบ้าน ทางจังหวัดจึงยอมตรวจปริมาณไดออกซินที่อยู่ในดิน ทางแถบตอนใต้
  • (แผนผังที่ตั้ง) ทางจังหวัดไซตามะและอำเภอซายามะสำรวจดิน 10 จุด ใน 10 จุดนี้ มีไดออกซินมากกว่าเมืองอื่นๆ ถึง 9 จุด โดยเฉพาะใน 3 จุด พบว่ามีค่าไดออกซินมากกว่าค่าเฉลี่ยในแต่ละเมือง ถึง 5 เท่า
  • ไม่มีการบอกชัดเจนว่า ไดออกซินเกิดจากการเผาขยะ ทางจังหวัดบอกว่าตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุม ดังนั้นการเข้าไปตรวจในโรงงานเผาขยะจึงเป็นไปไม่ได้
  • (ตึกกระทรวงสาธารณสุข) ทำไมกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่แก้ปัญหานี้ เพราะว่ามีข้อมูลที่ทำไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในข้อมูลระบุถึงปริมาณไดออกซินที่เกิดจากสถานที่ต่าง ๆ
  • นั่นคือ โรงงานเผาขยะของแต่ละพื้นที่ มีปริมาณ 3100-7400 นาโนกรัม
  • โรงงานเผาขยะของเอกชน 545-705 นาโนกรัม
  • ตัวเลขนี้ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ของโรงงานเผาขยะของจังหวัด จึงไม่มีการตรวจ
  • ผู้ที่นำเสนอข้อมูลนี้ คือ อจ. ชิราโอกะ ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาไกด์ไลน์ เกี่ยวกับไดออกซิน
  • ในข้อมูลนั้น ใช้ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกามาเป็นตัวคำนวณ เพราะตอนนั้นที่ญี่ปุ่นไม่มีข้อมูล
  • ถ้าเทียบกันแล้วการเผาขยะในญี่ปุ่น เป็นระบบง่ายมาก หลายคนบอกว่าน่าจะเกิดไดออกซินมากกว่าที่สหรัฐอเมริกาเยอะ
  • อจ.ชิราโอกะ “สมัยนั้นไม่มีตัวเลขของญี่ปุ่น เราต้องการมีตัวเลขที่ชัดเจนจึงเอาของอเมริกามาใช้   ไม่คิดว่าทางกระทรวงจะเอาตัวเลขนี้มาใช้ต่อไปอีก
  • “เพื่อจะควบคุมไดออกซิน ในตอนนั้นเราต้องการตัวเลขคาดประมาณ แต่ว่าตัวเลขจริงมันต้องต่างกัน ผมรู้สึกว่าน่าจะเยอะกว่านี้”
  • (ตึกกระทรวงสาธารณสุข) ทางกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า ที่ผ่านมาไม่เคยสำรวจโรงงานเผาขยะเอกชน จึงไม่มีโอกาสทบทวนตัวเลขที่ทำไว้
  • เจ้าหน้าที่กระทรวงที่รับผิดชอบขยะอุตสาหกรรม : “สมัยนั้นไม่มีข้อมูลที่คำนวณไดออกซินทั้งหมด พวกเราก็เข้าใจว่า อาจารย์ทำไว้ก็เพื่อคำนวณคร่าวๆ”
  • กรมสิ่งแวดล้อม เปิดเผยข้อมูลไดออกซินที่เกิดจากโรงงานเผาขยะของเอกชน โดยสำรวจโรงงาน 50 แห่ง ค่าสูงสุดอยู่ที่ 2200 นาโนกรัม ตัวเลขเฉลี่ยเป็น 2 นาโนกรัม ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่รัฐบาลกำหนดไว้คือ 80 นาโนกรัม
  • (รถแมคโคร) สาเหตุที่การแก้ปัญหาล่าช้า เพราะกระทรวงสาธารณสุขใช้ตัวเลขที่ไม่สะท้อนความจริง
  • (แผนที่โลก) การกำหนดไดออกซินของญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ล่าช้ามาก
  • ในสวีเดน เมื่อปี 1986 สวีเดนตั้งไกด์ไลน์อยู่ในช่วง 5-2 นาโนกรัมต่อ ลบม. ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด
  • เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยคำนวณจากเทคโนโลยีสุดยอดในปัจจุบัน กำหนดไว้ที่…
  • ที่ประเทศเยอรมันกำหนดไว้ที่ 1 สหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ที่ 0.2-3 นาโนกรัม
  • เดือนสิงหาคม ปี 1997 ที่เมืองอินเดียน่าโพลิส สหรัฐอเมริกา มีการประชุมไดออกซิน มีนักวิชาการจากทั่วโลกมารวมตัวกัน และมีเสียงเรียกร้องว่าต้องกำหนดปริมาณไดออกซินให้เข้มกว่านี้อีก
  • ปัญหาจากไดออกซินก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความพิการในเด็ก
  • และปัจจุบัน การวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะเจริญพันธุ์ จากการวิจัยในสัตว์ทดลองเป็นเวลา 4 ปี พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในมดลูก
  • การทดลองในหนู เมื่อแม่หนูที่กำลังท้องกินไดออกซินเข้าไป ลูกหนูที่เกิดมาจะมี sperm ลดลง
  • ปัญหาก็คือ การลดภาวะเจริญพันธุ์นี้ เกิดจากไดออกซินจำนวนน้อยมากๆ
  • เนื่องจากมีผลสำรวจออกมาเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของไดออกซิน ทั่วโลกพยายามผลักดันให้มีปริมาณไดออกซินเป็นศูนย์
  • ที่ญี่ปุ่นเริ่มจะมีการควบคุมไดออกซิน ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 1997 ทางกระทรวงสาธารณสุขออกกฎหมายกำหนดว่า ภายใน 1 ปี ต้องควบคุมให้ปริมาณไดออกซินอยู่ใน 80 นาโนกรัม
  • และภายใน 5 ปี ต้องอยู่ในตัวเลขใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงงานเผาขยะ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ก็ยังเป็นปริมาณที่สูงกว่ายุโรป และอเมริกา
  • กฎหมายนี้กำหนดการเดินเครื่องโรงงานเผาขยะด้วย อุณหภูมิในเตาต้องมากกว่า 800 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิในเครื่องดักฝุ่นต้องต่ำกว่า 200 องศาฯ ถ้าโรงงานใดทำตามมาตรฐานไม่ได้ ต้องหยุด
  • การแก้ปัญหาอีกแบบหนึ่งคือ การขยายพื้นที่เก็บขยะให้กว้างขึ้น เนื่องจากมีการสำรวจว่า โรงงานเล็ก ไดออกซินยิ่งมาก จึงต้องส่งขยะเข้าโรงงานขนาดใหญ่
  • (แผนภาพ) การขยายพื้นที่เก็บขยะหมายความว่า สร้างโรงงานใหญ่ ยุบโรงงานเล็ก นี่เป็นแนวคิดของกระทรวงสาธารณสุขที่ว่า โรงงานใหญ่มีไดออกซินออกมาน้อยกว่า
  • ทางกระทรวงแนะนำว่า ถ้ามีการสร้างโรงงานเผาขยะแห่งใหม่ จะต้องเผาขยะได้มากกว่า 100 ตันต่อวันขึ้นไป ถ้าที่ไหนสร้างโรงงานเล็กกว่าที่กำหนด จะไม่มีงบประมาณจากส่วนกลางสนับสนุน
  • แต่ละจังหวัดกำลังวุ่นวายกับข้อกำหนดใหม่ ทาง NHK ได้ส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อกำหนดของกระทรวงและได้รับคำตอบกลับมาว่า 41% คิดว่าเป็นไปไม่ได้ภายใน 5 ปี
  • อุปสรรคที่ใหญ่สุดคืออะไร คำตอบคือ งบประมาณที่จะสร้าง ประมาณ 50% เห็นเช่นนั้น
  • (ภาพ) นี่เป็นโรงงานเผาขยะของจังหวัดนางาซากิ จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว มีไดออกซิน 590 นาโนกรัม ทางโรงงานจึงรีบเปลี่ยนเตาเผา แต่สภาพโรงงานทรุดโทรมมาก ทางตำบลกำลังวางแผนว่าจะสร้างใหม่
  • ที่อำเภอโอบามะ วางแผนว่าจะรวมโรงงานเผาขยะที่อยู่ใกล้กัน 2 แห่ง แต่ถ้ารวมตัวกันจะเผาขยะได้ประมาณ 50 ตันต่อวัน จึงไม่ได้งบประมาณจากกระทรวง
  • หัวหน้าสภาตำบล : “ถ้าไม่ได้งบจากส่วนกลาง ต้องเอางบประมาณของตำบลทั้งหมด ความหมายคือเฉพาะงบของตำบลไม่สามารถทำได้ ต้องวางแผนเก็บขยะให้มากขึ้น”
  • (แผนที่) : ถ้ารวมโรงงานเผาขยะอีก 6 แห่ง จะเผาขยะได้วันละ 170 ตัน ปัญหาคือโรงงานขนาดเล็กแต่ละแห่งอายุไม่เท่ากันจึงรวมตัวกันยาก มีสองแห่งที่ใกล้เคียงกันซึ่งอยู่ในแผนเก่า สร้างมากว่า 15 ปี แล้ว อาจสร้างใหม่พร้อมกันได้ แต่อีกแห่งหนึ่งกำลังสร้างอยู่จึงไม่ได้อยู่ในแผน อีกสองแห่งสร้างมาได้เกือบ 10 ปี และยังไม่ได้ชำระหนี้
  • (รถวิ่งเข้าโรงงาน) โรงงานที่ตำบลอะริยาเกะ สมัยสร้างใช้งบประมาณ 700 ล้านเยน
  • 18% ใช้งบประมาณของตำบล อีก 20 % มาจากจังหวัดและรัฐบาลกลาง นอกนั้นเป็นเงินที่รัฐบาลให้กู้ และยังเหลืออีก 250 ล้านเยนที่ต้องจ่ายคืนให้รัฐบาล
  • หัวหน้าสภาหมู่บ้านของอะริยาเกะ : “การขยายพื้นที่เก็บขยะ พูดง่ายทำยากหรือเปล่า เขาไม่แน่ใจ แม้จะมีคำสั่งกระทรวงออกมาแล้ว”
  • ทางภาคเหนือของจังหวัดโอกายามะ มีการเผาขยะวันละ 5ตัน เนื่องจากปริมาณขยะน้อย ถ้าใช้ขยะเปียกจะมีไดออกซินมากขึ้น
  • จากการสำรวจในเดือนมกราคม 1997 พบไดออกซิน 87 นาโนกรัม
  • ตำบลซิงโจว อยู่ในอำเภอมานิวะ มีโรงงานเผาขยะ 3 แห่ง ถ้ารวมขยะทั้งหมดจะได้ประมาณ 50 ตันเท่านั้น รอบๆ อำเภอไม่มีโรงงาน ถ้าจะรวมโรงงานก็เป็นไปได้ยากเพราะอยู่ห่างกันถึง 40 กิโลเมตร
  • (รถวิ่ง) เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นภูเขา ถ้าขับรถไปที่อื่นต้องใช้เวลานานชั่วโมงครึ่ง ช่วงฤดูหนาวมีหิมะตก การเดินทางลำบากขึ้น
  • ปัจจุบัน ที่นี่เก็บขยะ 5 ตัน ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ถ้าจะเก็บขยะ 100 ตัน ต้องเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ และต้องเปลี่ยนรถ แต่ถ้าเก็บขยะได้ไม่ถึง 100 ตัน รัฐบาลก็ไม่ช่วยเหลือ
  • ผู้รับผิดชอบของตำบล : “ถ้าออกคำสั่งจากกระทรวงก็ต้องทำตาม ถ้าเป็น 20-30 ตัน แต่ละจังหวัดก็น่าจะดีใจกว่า”
  • การแก้ปัญหาเป็นอุปสรรคสำหรับรัฐบาลท้องถิ่น
  • การออกระเบียบกระทรวงครั้งนี้ แต่ละท้องที่ต้องกำกับดูแลโรงงานเผาขยะของเอกชนด้วย
  • เพื่อไม่ไห้เกิดไดออกซิน ต้องสร้างระบบต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก ปัจจุบันนี้โรงงานเผาขยะอุตสาหกรรมเป็นอย่างนี้ ไม่มีระบบป้องกันไดออกซิน
  • (แผนผัง) ต้องเพิ่มพื้นที่ขนถ่ายขยะโดยอัตโนมัติ ต้องสร้างเครื่องลดอุณหภูมิ เครื่องดักฝุ่น
  • โดยในการสร้างเครื่องดักฝุ่น ต้องใช้งบประมาณ 100 ล้านเยน ตามกฎกระทรวงที่ออกมาใหม่ ถ้าบริษัทไม่มีเครื่องนี้ ต้องหยุดดำเนินการ
  • ในกลุ่มอุตสาหกรรมเผาขยะมองว่า มีสมาชิกประมาณ 90 % ต้องสร้างโรงงานเผาขยะขึ้นมาใหม่
  • คนหันหลังพูด “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ไม่รู้จะหาเงินที่ไหน ลงทุนแล้วจะมีกำไรหรือเปล่า ที่จริงแล้ว อยากจะหยุดกิจการ”
  • ผู้ชายกอดอก / คุณนากาฮามา เจ้าของโรงงาน “เราต้องลงทุน 100 200 300 ล้าน ทางกระทรวงพูดมาง่าย ๆ เมื่อเราถามว่า เราจะเงินมาจากไหน เขาก็ตอบไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ช่วยตัวเอง เราจะทำได้อย่างไร”
  • ทางกลุ่มโรงงานเผาขยะจัดสัมมนา เชิญกลุ่มบริษัทก่อสร้างที่เผาขยะมากที่สุด เพื่อสร้างความเข้าใจต่อบริษัทที่เผาขยะ
  • เจ้าของโรงงานเผาขยะ “ใน 1-2 ปี ในคันโต ไม่มีบริษัทไหนเอาตัวรอดได้ ในการสัมมนานี้ทางกลุ่มโรงงานชี้แจงว่าต้องขึ้นค่าเก็บขยะ เพราะต้องลงทุนเรื่องไดออกซินมาก บริษัทก่อสร้างเข้าใจปัญหา แต่ถ้าให้เสียเงินเพิ่ม มันเป็นไปไม่ได้”
  • พนักงานบริษัทก่อสร้าง “เราพยายามให้ค่าใช้จ่ายลดลง การเพิ่มค่าใช้จ่ายเป็นไปไม่ได้”
  • “ ในตลาดก็มีการแข่งขันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราก็ไม่ได้จ้างบริษัทที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว”
  • โรงงานเผาขยะแห่งนี้ไม่ได้รับขยะจากบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ได้ 3 ปี แล้ว เนื่องจากเมื่อถึงเวลาปรับปรุงระบบ บริษัทนี้ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย จึงไม่ได้รับขยะ เจ้าของให้สัมภาษณ์ว่า ถึงแม้ว่าไดออกซินเป็นปัญหา แต่เขาไม่สามารถหวังอะไรจากบริษัทก่อสร้างได้
  • คนหันหลังพูด : “บริษัทก่อสร้างสั่งให้เราทำงานด้วยราคาถูกมาก ผมคิดว่าพวกเราต้องร่วมกันประท้วงหยุดทำงาน ถ้าเราได้รับผลกระทบจากมาตรการลดไดออกซิน แต่ละคนต้องรับผิดชอบเอง แต่ละคนเผาขยะที่หน้าบ้าน ไดออกซินก็ออกมาที่นั่นเยอะแยะ”
  • โรงงานเผาขยะที่รับเผาขยะอุตสาหกรรม ไม่ได้ถูกกำกับจากหน่วยงานใดเลย ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ข้อบังคับ แต่ยังไม่มีการรับผิดชอบที่แท้จริง
  • ไดออกซินเกิดจากสังคมบริโภคที่ใช้ของต่างๆ อย่างมักง่าย กินทิ้งกินขว้าง ไดออกซินเป็นของเหลือใช้ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจในกระบวนการเผาใหม้ สารเคมีที่ร้ายแรงมากชนิดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วประเทศญี่ปุ่น
  • พวกเราจะทบทวนเพื่อเลิกใช้ชีวิตที่สร้างขยะ และหยุดอุตสาหกรรมที่ผลิตขยะออกมาจำนวนมาก ได้หรือไม่
  • ใครจะรับผิดชอบงบประมาณมหาศาลที่ใช้ควบคุมไดออกซิน
  • ถึงแม้เรายังมองไม่เห็นอนาคต แต่วันนี้ ที่ญี่ปุ่นเราเริ่มมีข้อบังคับมิให้เกิดไดออกซินขึ้นแล้ว

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5)จากโรงไฟฟ้าถ่านหินคือภัยคุกคามสุขภาวะของคนไทย

กรณีการวิพากษ์รายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” ในประเด็นผลกระทบสุขภาพจากถ่านหินผ่านสื่อต่างๆ และการที่ กฟผ. ยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. มีเทคโนโลยีทันสมัยและการควบคุมมลภาวะที่ดีกว่ามาตรฐานกฎหมาย รวมทั้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ดี จึงไม่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างแน่นอน กฟผ. อ้างถึงเรื่องฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน แบบหลบเลี่ยงประเด็นโดยบอกว่า “ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) ซึ่งรายงานของ กรีนพีซระบุว่า หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพาจะทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศนั้น จากการที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ทั้ง 2 โครงการมีมาตรการควบคุม PM10 และ PM2.5 จากแหล่งผลิตตามมาตรฐานสากลโดยได้กำหนดไว้ในรายงาน EHIA ดังกล่าวมาแล้ว ประกอบกับการตรวจวัดค่าจริงในบรรยากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันของ กฟผ. จึงมั่นใจได้ว่า โครงการทั้ง 2 จะไม่ทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายตามแบบจำลองของกรีนพีซ…”

แท้ที่จริงแล้ว นอกจากฝุ่นละอองแขวนลอยรวม (Total Suspended Particulate Matters-TSP) ไม่มีที่ใดในรายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองที่อธิบายเรื่องการควบคุม PM2.5 และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจาก PM2.5 แม้แต่น้อย!

บทความนี้นำเสนอว่า ผลกระทบด้านสุขภาพจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในอินเดีย การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ระบุว่าร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้นเกี่ยวข้องฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เป็นผลมาจากการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพจาก PM2.5 ในแง่ของมลพิษที่กระจายในระยะทางไกลในสหรัฐอเมริกา การศึกษาการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอันเป็นสาเหตุของหมอดควันพิษในปักกิ่งของจีนซึ่งมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมีบทบาทสำคัญ การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรกับมลพิษทางอากาศโดยวิทยาลัยสาธารณสุขศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งและกรีนพีซ เอเชียตะวันออก การศึกษาในไต้หวันกรณีการปล่อยมลพิษทางอากาศและ PM2.5 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า มลพิษทางอากาศสร้างความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด เส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้คนในประเทศไทยและผู้คนนับล้านทั่วโลกทั้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษของแต่ละประเทศและและข้ามพรมแดน รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 3 ล้านรายต่อปี ดังนั้น ในปี 2553 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)ในบรรยากาศทั่วไปขึ้น  การกำหนดค่ามาตรฐานดังกล่าวนี้เพื่อเพิ่มระดับการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยทั่วไป

การศึกษาโดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าจากการทบทวนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาทางด้านระบาดวิทยาทั้งในและต่างประเทศแสดงถึงความสัมพันธ์ของการได้รับ PM2.5 ในบรรยากาศกับผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย เช่น การตายก่อนเวลาอันควร การเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและอาการระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน จะมีโอกาสเข้าสู่และค้างในระบบทางเดินหายใจส่วนปลายได้มากกว่าฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่าซึ่งการศึกษาทางระบาดวิทยาของประเทศไทยที่มีอยู่ก็พบผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพอนามัยในระดับใกล้เคียงกับที่พบในการศึกษาที่เมืองต่างๆ ทั่วโลก

กราฟแสดงการประมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ(หน่วยเป็นตันต่อปี)จากแหล่งกำเนิดมลพิษ

Screen Shot 2559-01-01 at 5.27.14 PM

(ที่มา : รายงานพลังงานของประเทศไทย 2549-กระทรวงพลังงาน, รายงานโครงการติดตามและประเมินสถานการณ์การเผาในที่โล่งในพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย 2548-กรมควบคุมมลพิษ, ระบบฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศและเสียงในประเทศไทย 2537-กรมควบคุมมลพิษ)

จากกราฟ แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 เป็นลำดับรองจากการเผาในที่โล่งและการขนส่ง แต่การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนต่อปีจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมีสัดส่วนมากที่สุดในบรรดาแหล่งกำเนิดต่างๆ ซึ่งนำไปสู่เกิด PM2.5 จากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศที่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น

รายงาน ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย ใช้แบบจำลอง GEOS-Chem แสดงแบบแผนการกระจายตัวของมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยเน้นศึกษาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ทั้งที่ปล่อยจากปล่อง(ปฐมภูมิ) และ PM2.5(ทุติยภูมิ) ที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศที่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น กลุ่มนักวิจัยมากกว่า 100 รายทั่วโลกนำแบบจำลอง GEOS-Chem ไปใช้อย่างแพร่หลายและดำเนินการภายใต้กลุ่มศึกษาแบบจำลองบรรยากาศของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด โดยมีศาสตราจารย์จาค็อปส์ผู้มีประสบการณ์สูงและเป็นที่ยอมรับในการสร้างแบบจำลององค์ประกอบบรรยากาศในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยประเมินจากการคาดการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมดจาก PM2.5 และใช้ฐานข้อมูลการศึกษาภาระโรคในระดับโลก (Global Burden of Disease)ที่ตีพิมพ์ในวารสารแลนเซ็ต(Lancet)ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก การประเมินผลกระทบพิจารณาถึงโครงสร้างอายุของประชากร อัตราการเสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระดับมลพิษทางอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ แบบจำลอง GEOS-Chem จะคาดการณ์ระดับมลพิษทางอากาศทั้งหมดในแต่ละจุดพิกัดและสัดส่วนมลพิษที่เกิดจากการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงขนาดผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศจากการคมนาคมขนส่งซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกในปี พ.ศ. 2557 ก็ใช้ระเบียบวิธีนี้เช่นเดียวกัน รายละเอียดระเบียบวิธีการศึกษาดู ที่นี่

โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ แม้ว่าอุตสาหกรรมถ่านหินจะทุ่มเงินโฆษณาถ่านหินสะอาดและเทคโนโลยีการดักจับเพื่อลบล้างผลกระทบดังกล่าวและตัดตอนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเถ้าถ่านหิน แต่มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินยังคงมีและไม่มีวันที่จะทำให้มลพิษเป็นศูนย์ได้  การศึกษาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก(PM2.5) จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung ที่ใช้เทคโนโลยี ultra super critical ในมาเลเซียและผลกระทบด้านสุขภาพ พบฝุ่นละอองที่ร่างกายรับเข้าไปจากการหายใจอย่าง PM2.5 ที่ปล่อยออกมีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดโดย USEPA จากการวัดที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและกรกฎาคม 2554 ในที่นี้ ต้องเข้าใจว่ามาเลเซียและทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยยังไม่มีค่ามาตรฐาน PM2.5 จากปลายปล่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ดังนั้น กฟผ. ไม่ควรจะด่วนสรุปว่ามลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพ(การเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร)!

จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญในการวางแผนการใช้พลังงานของประเทศที่ลดผลกระทบจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งผู้นำในประเทศแถบยุโรป อเมริกา จีนกำหนดมาตรการและนโยบายที่คุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงาน

ตัวเลขการประมาณอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังเดินเครื่องและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่รัฐบาลประกาศจะเดินหน้าทั้งหมดนั้นในรายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำและผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศไทยไม่ควรเพิกเฉยและต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องประชาชนจากจากมลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นภัยคุกคาม แทนที่จะคุ้มครองอุตสาหกรรมถ่านหิน รัฐบาลไทยต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะมีชีวิตอยู่ในอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดี

วิกฤตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซีย ใครรับผิดชอบ?

หมอกควันพิษหนาทึบจากจุดเกิดไฟนับพันบนเกาะสุมาตราและกะลิมันตันของอินโดนีเซียเป็นบททดสอบความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลอินโดนีเซีย ในการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเพื่อยุติการทำลายป่าไม้และพื้นที่ป่าพรุ การวิเคราะห์โดยหน่วยแผนที่ของกรีนพีซระบุว่าในปี 2558 นี้ จุดเกิดไฟร้อยละ 40 ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าพรุ ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงเดือน เมษายน 2557 จุดเกิดไฟบนเกาะสุมาตราร้อยละ 75 อยู่ในพื้นที่ป่าพรุ

กรีนพีซเห็นว่า การปกป้องคุ้มครองพื้นที่ป่าพรุและระบบนิเวศป่าไม้คือทางออกระยะยาวเพียงทางเดียวที่มนุษยชาติมีอยู่เพื่อยุติการเกิดไฟและลดผลกระทบที่มีต่อสุขภาพอนามัยและหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในสภาพที่ลุ่มต่ำที่มีน้ำขังตามธรรมชาติ พื้นที่ป่าพรุนั้นยากที่จะเกิดการลุกไหม้ ป่าฝนเขตร้อนที่ยังมิได้ถูกรบกวนนั้นเสมือนเป็นดังฉนวนกันไฟ แต่สองทศวรรษของการทำลายล้างป่าพรุ และระบบนิเวศป่าไม้โดยภาคอุตสาหกรรมปลูกไม้เชิงเดี่ยวได้ทำให้หลายส่วนของอินโดนีเซียกลายเป็นไม้ขีดไฟขนาดยักษ์

ดินป่าพรุคือแหล่งกักเก็บคาร์บอนปริมาณมหาศาล เมื่อป่าพรุถูกโค่นถางลงและดึงน้ำออกเพื่อเปลี่ยนให้เป็นสวนพืชเชิงเดี่ยว ขนาดใหญ่ ป่าพรุจะเสื่อมสภาพลงและคาร์บอนที่กักเก็บไว้จะหลุดออกสู่บรรยากาศเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากดินป่าพรุติดไฟ มันจะครุกรุ่นอยู่ใต้ดินซึ่งยากที่จะดับลงได้ ปฏิกิริยาเผาไหม้ในอุณภูมิต่ำในดินของป่าพรุปล่อยควันไฟต่อกิโลกรัมของวัสดุที่ถูกเผาไหม้มากกว่าสามเท่าของควัน ไฟจากพื้นที่ป่าที่มีการเผาไหม้ในอุณหภูมิสูง 

ไฟและหมอกควันพิษนี้เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพอนามัยของคนนับล้าน หมอกควันพิษจากพื้นที่เกิดไฟคร่าชีวิตผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราว 110,000 คนในแต่ละปี ส่วนใหญ่มาจากการเกิดโรคหัวใจและโรคปอดและทำให้เด็กทารกเกิดใหม่มีร่างกายอ่อนแอลง1

ผลกระทบจากหมอกควันพิษมีผลกระทบที่ร้ายแรงมากขึ้นในช่วงปีที่มีปรากฎการณ์เอลนีโญ อย่างเช่นในปี 2558 นี้ ซึ่งการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลียประมาณว่าเป็นปรากฎการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี อันเนื่องมาจากภัยแล้งยาวนานในอินโดนีเซีย

การเกิดไฟป่าพรุและพื้นที่ป่าของอินโดนีเซียในแต่ละปีนั้นคือวิกฤตที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวอินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านอย่างกว้างขวางรวมถึงเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบกฎหมายที่นำมาบังคับใช้อย่างหละหลวมและไร้ประสิทธิภาพ บริษัทอุตสาหกรรมสวนป่าและผู้มีบทบาทสำคัญอื่นๆ เช่น เหมืองถ่านหิน เป็นต้น ขยายกิจการทำลายป่าของตนออกไปโดยไม่สนใจอะไรไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ออกไปหมดและการดึงน้ำออกจากป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นเชื้อไฟอย่างดีการที่รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลแผนที่การจัดการป่าไม้ทั่วทั้งอินโดนีเซียให้สาธารณชนได้รับทราบ ทำให้มีอุปสรรคมากขึ้นว่าในการรู้ข้อมูลว่าใครอยู่เบื้องหลังความรับผิดชอบของการเกิดไฟป่าพรุ หรือการทำลายป่าพรุที่นำไปสู่การเกิดไฟและหมอกควันพิษดังกล่าว

การทำลายพื้นที่ป่าพรุยังคงดำเนินไปแม้ว่าผู้ค้าขายและผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ของอินโดนีเซียไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมันหรือเยื่อกระดาษ มีคำมั่นสัญญาที่จะยุติการ ทำลายป่าไม้และพื้นที่ป่าพรุรวมถึงมีนโยบาย ป้องกันการเกิดไฟป่าพรุที่เข้มงวด แต่จริงๆ แล้วจุดเกิดไฟจำนวนมากเกิดขึ้นภายในพื้นที่สัมปทานป่าไม้ของบริษัทที่มีนโยบายยุติการทำลายป่า เป็นสิ่งที่เตือนว่ามรดกที่เกิดขึ้นจากการแผ้วถางทำลายพื้นที่ป่าไม้และป่าพรุของภาคอุตสาหกรรมสวนป่าเชิงเดี่ยวนั้นใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟู

ถึงที่สุดแล้ว การเกิดไฟเหล่านี้ยังคงมีอยู่จนกว่าอุตสาหกรรมสวนป่าเชิงเดี่ยวจะยุติการ ทำลายพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิมและเริ่มต้นการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้และป่าพรุ ผู้ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์และลูกค้าต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ห้ามการค้าขาย และดำเนินธุรกรรมกับบริษัทที่ยังเดินหน้าทำลายป่าไม้และพื้นที่ป่าพรุ และกำจัดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การทำลายป่า บริษัทที่ทำการค้าและผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ของอินโดนีเซียต้องสนับสนุนแนวนโยบายเพื่อฟื้นฟูและปกป้องป่าไม้และพื้นที่ป่าพรุ รวมถึงหยุดไฟก่อนที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลอินโดนีเซียต้องสนับสนุนการริเริ่มนี้โดยจัดพิมพ์เผยแพร่แผนที่สัมปทานป่าไม้เพื่อทำให้บริษัทอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบและทำการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมสวนป่าเชิงเดี่ยวเพื่อยุติการทำลายระบบนิเวศป่าไม้และป่าพรุ อันอุดมสมบูรณ์ของอินโดนีเซีย

ในระดับอาเซียน สิงคโปร์ได้ผ่านกฎหมายหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (The Transboundary Haze Pollution Act) ในปี 2557 ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์มีอำนาจในการเอาผิดกับบริษัทอุตสาหกรรม สวนป่าเชิงเดี่ยว (และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อ งอื่นๆ) ที่พบว่ามีส่วน เกี่ยวข้องในการเผาทำลายป่าไม้และป่าพรุและนำไปสู่มลพิษทางอากาศอัน รุนแรงในสิงคโปร์ ในขณะที่ อินโดนีเซียเองได้ให้สัตยาบันต่อข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยหมอกควันพิษข้าม พรมแดน(ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution)มีคำมั่นที่ทำงานร่วมกับประเทศเพื่อบ้านในการจัดการกับหมอกควันพิษ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ดร.เนอร์ มาริปาติน ผู้อำนวยการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงสิ่งแวดล้อมและการป่าไม้ ได้บอกกับหนังสือพิมพ์ The Straits Times ว่า อินโดนีเซียว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลพื้นที่สัมปทานป่าไม้ใดๆ แม้กระทั่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันโดยอ้างว่าเป็นกลยุทธในการจัดการดับไฟในพื้นที่ที่ เกิด การไม่เผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งทำให้บริษัทอุตสาหกรรมสวนป่าเชิงเดี่ยวปัดความรับผิดชอบต่อการ เกิดไฟและหมอกควันพิษ ข้ามพรมแดน

ที่สำคัญบริษัทอุตสาหกรรมสวนป่าเชิงเดี่ยวเหล่านี้มีฐานอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซียรัฐบาลของทั้งสองประเทศจำต้องลงมือปฏิบัติการเพื่อให้บริษัทอุตสาหกรรมเหล่านั้นมีภาระรับผิดกับการมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนซึ่งกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างไปยังหลายประเทศในขณะนี้


1. อ้างอิงจาก Johnston, F., Henderson, S., Chen, Y., Randerson, J., Marlier, M., DeFries, R., Kinney, P., Bowman D&Brauer, M. 2012. Estimated global mortality attributable to smoke from landscape fires. Environmental Health Perspectives 120: 695-701.

Under the Dome ภาพยนตร์สารคดีเรื่องหมอกควันพิษในจีนกลายเป็นความรู้สึกร่วมในสังคมออนไลน์

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.chinadialogue.net/article/show/single/en/7757-China-documentary-on-smog-becomes-an-instant-internet-sensation

สารคดีที่ทำโดยอดีตผู้ประกาศข่าว CCTV เรื่องผลกระทบของหมอกควันพิษในปักกิ่งที่มีต่อลูกสาวของเธอ ได้มีคนนับล้านเข้าไปดูหลังจากมีการเผยแพร่ออนไลน์

หลังจากลูกสาวที่ยังอยู่ในครรภ์ของเธอตรวจพบว่ามีเนื้องอก Chai Jing ได้ลาออกจากงานที่โทรทัศน์ CCTV และระดมเงินทุนด้วยตัวเองทำสารคดีเกี่ยวกับหมอกควันพิษของจีนเรื่อง ‘Under the Dome’ ซึ่งใช้เวลา 1ปีเต็ม และนับแต่มีการเปิดตัวสารคดี ได้กลายเป็นความรู้สึกร่วมในโลกออนไลน์

ในวันที่ 1 มีนาคม 2558 Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งงานได้ 48 ชั่วโมง กล่าวชื่นชม Chai Jing ที่ใช้ประเด็นสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้ประชาขนได้ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

สารคดียาว 103 นาทีนี้เปิดตัวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงวันแรกมีผู้คนเข้าไปคลิกในเว๊บไซต์วิดีโอของจีน เช่น Youku ถึง 75 ล้านคลิก สองวันต่อมามีการเปิดเข้าไปดู 200 ล้านครั้ง เป็นสถิติใหม่ของสารคดีที่มีความยาวและมีเนื้อหาที่จริงจัง ถ้าจะเปรียบเทียบ house of cards ภาพยนตร์ชุดแนวการเมืองที่นิยมมากในสหรัฐมีการคลิก 20 ล้านเมื่อออกอากาศในจีนในช่วงสัปดาห์แรก

ในปี 2013 ลูกสาวในครรภ์ของ Chai ตรวจพบว่ามีเนื้องอก โชคดีที่ไม่ร้ายแรงมากและการรักษาหลังคลอดก็เป็นไปได้ด้วยดี Chai ลาออกจากงานในปี 2014 เพื่อดูแลลูกสาวของเธอ

Chai เป็นหนึ่งในอดีตนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของสถานีโทรทัศน์ CCTV หนังสือบันทึกความทรงจำของการทำงานที่สถานีโทรทัศน์เป็นหนังสือที่ขายดีในปี 2013 ส่วนแบ่งจากการเขียนหนังสือเล่มนั้นนำมาใช้ในการทำสารคดี

เมื่อหมอกควันพิษในปักกิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ความโกรธของ Chai ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเธอพบว่ามีความยากขึ้นที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติกับลูกน้อยที่เพิ่งลืมดูโลก

เธอกล่าวว่า “หมอกควันพิษเข้าปกคลุมชีวิตทั้งชีวิตของเรา” นครปักกิ่งมีวันที่หมอกควันพิษปกคลุม 175 วันในปี 2014 “ครึ่งปีที่ฉันต้องเก็บลูกสาวไว้ดังเช่นนักโทษ”

ในตอนเช้า บางครั้งฉันจะพบเธอยืนที่หน้าต่าง วางมือไว้ที่กระจก พยายามจะแสดงให้ฉันรู้ว่าเธออยากไปข้างนอก“

ชื่อสารคดีอิงจากชื่อนิยายวิทยาศาสตร์ของอเมริกาและภาพยนตร์ชุด ที่เขียนโดยสตีเฟนคิง นักเขียนนวนิยายขายดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับสนามพลังลึกลับและมองไม่เห็นที่คืบคลานเข้าสู่เมืองเล็กๆ กักขังเอาชาวเมืองไว้ข้างในและตัดขาดพวกเขาออกจากอารยธรรม

Chai ตัดสินใจสำรวจปัญหามลพิษทางอากาศอันเรื้อรังของจีน เธออธิบายว่าทุกๆ สิ่งที่ทำก็เพื่อที่ตอบคำถามที่เธอจะถาม อะไรคือหมอกควันพิษ(Smog) มันมาจากไหน เราทำอะไรได้บ้าง

เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เธอต้องเดินทางไปยังพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ยังเดินไปลอส แองเจลีส และลอนดอนเพื่อหาคำตอยว่าเมื่อเหล่านี้จัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร

สารคดี ’Under the Dome’ อธิบายว่าหมอกควันพิษ(Smog)คืออะไร อันตรายของมัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและปัญหาในการจัดการกับหมอกควันพิษ รวมถึงว่าเราแต่ะคนทำอะไรได้บ้าง Chaiบอกว่าหมอกควันพิษเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานซะเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ของมลพิษที่อากาศในกรณีภายในประเทศจีนมาจากการเผาใหม้ถ่านหินและน้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้า และในปี 2013 จีนเผาใหม้ถ่านหินมากกว่าทุกประเทศรวมกัน Chai ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบและการจัดการมลพิษทางอากาศและหมอกควันพิษนี้

คำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเจริญเติบโต

ในการสัมภาษณ์กับ People.com.cn Chai กล่าวว่าที่ผ่านมารายงานข่าวของเธอเรื่องหมอกควันพิษนั้นตรงตามข้อเท็จจริง รายงานข่าวเรื่องบริษัทผู้ก่อมลพิษ หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจ และตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจ เราต้องการการเจริญเติบโต หรือการปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่การทำงานสืบสวนเรื่องราวในสารคดีนี้ เธอรู้สึกว่าไม่มีความย้อนแย้งระหว่างสองสิ่งนั้น มลพิษทางอากาศมิใช่ผลของการปฏิรูปหรือการเปิดกว้าง และจริงๆ แล้วการปฏิรูปตลาดอย่างเต็มที่นั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

ในมุมมองของเธอ การปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้นมิใช่ภาระ สำหรับ Chai กฎหมายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือแหล่งของนวัตกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนมุมมองดังกล่าวของเธอ

จากการอธิบายของ Chai ปัญหาของหมอกควันพิษจัดการได้หากรัฐบาลลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นลงและปล่อยให้ตลาดเป็นผู้มีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร บทบาทของรัฐบาลที่จำเป็นคือการออกนโยบายและบังคับใช้กฏหมาย ตลาดที่มีการแข่งขันและมีความเป็นธรรมจะช่วยกระจายทางออกที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหามลพิษ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปฏิรูปของจีนในปัจจุบัน

Chai ส่งเอกสารและสื่อที่เธอรวมรวมในช่วงที่ถ่ายทำสารคดีไปให้คณะกรรมการที่ร่างการทบทวนกฏหมายมลพิษทางอากาศของจีน เธอยังได้รับการตอบรับเมื่อเธอส่งเอกสารและสื่อชุดเดียวกันไปให้คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของจีน

เงื่อนเวลา

The Sina columnist Entertainment Capitalism ชมเชยงานสารคดีชิ้นเอกของเธอในการที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนก่อนที่จะมีการประชุมประจำปีของผู็นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกกันในภาษจีนว่า ‘Lianghui’

Cao Jingxing นักวิพากษ์ที่โด่งดังจาก Phoenix TV commentator ส่งข้อความทวีตว่า “ขอบคุณ Chai Jing สมาชิก ตัวแทน และเจ้าหน้าที่คณะกรรมการทุกชุดที่ Lianghui ควรดูสารคดีนี้”

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์สารคดีของ Chai ก็มีคนวิจารณ์ ผู้ซึ่งกล่าวว่า มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่จะระบุว่าปัญหาสุขภาพของลูกสาวเธอมาจากผลกระทบของหมอกควันพิษ และการใช้กรณีของลูกสาวเธอ ทำให้สารคดีสืบสวนสอบสวนนั้นมีน้ำหนักน้อยลง

Cui Yongyuan ผู้ประกาศข่าวและอดีตเพื่อนร่วมงานของ Chai ที่สถานีโทรทัศน์ CCTV บอกกับสื่อมวลชนว่า Chai จะเจอกับการโจมตีด้วยคำถามและการกล่าวหาให้เสียหายทางออนไลน์ ปีก่อน Cui ทำงานสารคดี ‘The Gene Report’ ที่ใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอ ข้อคันพบของเขานั้นถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล

Cui เพิ่มเติมว่า สารคดีสองเรื่องนั้นส่งผลสะเทือนต่อผลประโยชน์ หากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทต้องขายหน้า และถ้าพวกเขาต้องสูญเสียเงินหรือไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาจะโจมตีคุณ

ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบเหงาแห่งจีน?

ความรู้สึกร่วมจากสารคดีของ Chai ได้ทำให้นักวิจารณ์ในจีนประหลาดใจ Li Jiangtao นักวิชาการอาวุโสที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวในบทความของเขาว่า ปัจจัยสามประการที่ทำให้ภาพยนตร์สารคดีนี้มีความน่าสนใจต่อผู้ชมคือ เหตการณ์ใหญ่ๆ (หมอกควันพิษในจีน) มุมแรงๆ ที่นำเสนอเรื่องมนุษย์ที่โยงกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง และความตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม

Li ระบุว่า ช่วงเวลาการนำเสนอนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีการประชุมสูงสุด การแต่งตั้งนาย Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นของผู้นำจีน

Chen กล่าวว่า เมื่อดูสารคดีทำให้นึกย้อนถึงความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกตอนที่หนังสือ “ความเงียบในฤดูใบไม้ผลิ Silent Spring ของราเชล คาร์สันตีพิมพ์ออกมาในปี 1962 และสารคดีของ Chai มีนัยะสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความตื่นตัวของสาธารณะชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพที่เกิดขึ้นจากมลพิษ

Chen กล่าวว่ากระทรวงของเขาและสื่อมวลชนนั้นอยู่ข้างเดียวกัน และภาพยนตร์สารคดี ‘Under the Dome’ แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล สังคมและสื่อมวลชน

ผลสะเทือนของสารคดียังเกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์ของจีนอีกด้วย โดยที่ส่วนแบ่งตลาดของบริษัทธุรกิจอุปกรณ์ลดมลพิษนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นกว่าขอบเขตที่มีการซื้อขายกัน

Smog Shrouds Eastern China

Chinahaze_tmo_2013341

China suffered another severe bout of air pollution in December 2013. When the Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) on NASA’s Terra satellite acquired this image on December 7, 2013, thick haze stretched from Beijing to Shanghai, a distance of about 1,200 kilometers (750 miles). For comparison, that is about the distance between Boston, Massachusetts, and Raleigh, North Carolina. The brightest areas are clouds or fog. Polluted air appears gray. While northeastern China often faces outbreaks of extreme smog, it is less common for pollution to spread so far south.

“The fog has a smooth surface on the top, which distinguishes it from mid- and high-level clouds that are more textured and have distinct shadows on their edge,” explained Rudolf Husar, director of the Center for Air Pollution Impact and Trend Analysis at Washington University. “If there is a significant haze layer on top of the fog, it appears brownish. In this case, most of the fog over eastern China is free of elevated haze, and most of the pollution is trapped in the shallow winter boundary layer of a few hundred meters.”

On the day this natural-color image was acquired by Terra, ground-based sensors at U.S. embassies in Beijing and Shanghai reported PM2.5 measurements as high as 480 and 355 micrograms per cubic meter of air respectively. The World Health Organization considers PM2.5 levels to be safe when they are below 25.

Fine, airborne particulate matter (PM) smaller than 2.5 microns (about one thirtieth the width of a human hair) is considered dangerous because it is small enough to enter the passages of the human lungs. Most PM2.5 aerosol particles come from the burning of fossil fuels and of biomass (wood fires and agricultural burning).

At the time of the satellite image, the air quality index (AQI) reached 487 in Beijing and 404 in Shanghai. An AQI above 300 is considered hazardous to all humans, not just those with heart or lung ailments. AQI below 50 is considered good.

In some cities, authorities ordered school children to stay indoors, pulled government vehicles off the road, and halted construction in an attempt to reduce the smog, according to news reports.

  1. References

  2. Associated Press, via The Washington Post (2013, December 6) Smog at Extremely Hazardous levels in Shanghai.Accessed December 9, 2013.
  3. Bloomberg News (2013, December 9) Shanghai Tells Children to Stay Inside for Seventh Day on Smog. Accessed December 9, 2013.
  4. The New York Times (2013, December 5) Air Pollution Shrouds Eastern China. Accessed Accessed December 9, 2013.
  5. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S. Consulate Shanghai Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  6. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S Embassy Beijing Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  7. Voice of America (2013, December 6) Flights Delayed as Air Pollution Hits Record in Shanghai. Accessed December 9, 2013.
  8. Xinhua (2013, December 9) Cities hit hard by smog. Accessed December 9, 2013.

NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE MODIS Rapid Response. Caption by Adam Voiland.

ฝุ่นละอองขนาดเล็กและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลก

The Global Toll of Fine Particulate Matter

Color bar for The Global Toll of Fine Particulate Matter
acquired January 1, 1850 – January 1, 2000download large image (453 KB, PNG, 1440×720)

ความผันผวนของสภาพอากาศในระยะสั้นเมื่อรวมเข้ากับการปล่อยมลสารจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้นำไปสู่การเกิดมลพิษทางอากาศ ในเดือนมกราคม 2556 มลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมเข้าปกคลุมภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน และช่วงเดือนมิถุนายน 2556 ควันไฟป่าจากสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่บนเกาะสุมาตราเข้าปกคลุมสิงคโปร์และคาบสมุทรมลายูรวมถึงบางส่วนของภาคใต้ของไทย

ในหลายๆ กรณี มลพิษทางอากาศจะคงตัวอยู่เป็นเวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ ทำให้มีคนป่วยจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น เมื่อมลพิษทางอากาศจางลง อากาศสดใส ความจำเรื่องอากาศแย่ ๆ ค่อยจางหายไป แต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพมิได้จางหายไปด้วย ระดับมลพิษทางอากาศแม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลอย่างมากต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ได้

คำถามคือ คนทั่วโลกรับสัมผัสกับมลพิษทางอากาศมากน้อยเพียงใด? แล้วความเสียหายด้านสุขภาพนั้นเป็นเท่าใด? ด้วยเหตุที่มีช่องว่างในเครือข่ายของการตรวจวัดภาคพื้นดิน เจสัน เวสต์ นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาได้พยายามหาคำตอบเหล่านี้โดยการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์

ในปี ค.ศ.2010 เวสต์และทีมงานจัดพิมพ์เผยแพร่การประเมินผลกระทบสุขภาพระดับโลกจากมลพิษทางอากาศโดยใช้แบบจำลองสภาพอากาศแบบจำลองเดียว ต่อมา พวกเขาคิดว่าเพื่อปรับปรุงการคำนวณให้ดีขึ้นโดยใช้ผลจากแบบจำลองแบบต่าง ๆ หลาย ๆ แบบจำลอง แทนที่จะเป็นแบบเดียว ในปี ค.ศ. 2013 พวกเขาตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่ลงใน  Environmental Research Letters โดยสรุปว่ามีคน 2.1 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากผลกระทบโดยตรงจากมลพิษทางอากาศที่รู้จักกันในชื่อว่า “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (fine particulate matter) หรือ PM2.5

แผนที่ด้านบนแสดงแบบจำลองการประเมินจำนวนการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยต่อพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร (386 ตารางไมล์) ต่อปีอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ นักวิจัยใช้ระดับของมลพิษทางอากาศระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 2000 เป็นมาตรวัดของมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ พื้นที่สีน้ำตาลเข้มแสดงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าพื้นที่สีน้ำตาลอ่อน พื้นที่สีฟ้าเป็นพื้นที่ที่มีการปรับปรุงในเรื่องมาตรฐานขอมลพิษทางอากาศที่สัมพันธ์กับข้อมูลในปี ค.ศ. 1850 และมีการลดลงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันคว ฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลทางภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน ภาคเหนือของอินเดียและยุโรป ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองอย่างเข้มข้นโดยปล่อย PM2.5 เป็นจำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Earth Observatory image by Robert Simmon based on data provided by Jason West. Caption by Adam Voiland.

Smoke Engulfs Singapore

indonesia_amo_2013170 indonesia_tmo_2013170

On June 19, 2013, NASA’s Terra and Aqua satellites captured striking images of smoke billowing from illegal wildfires on the Indonesian island of Sumatra.

The smoke blew east toward southern Malaysia and Singapore, and news media reported that thick clouds of haze had descended on Singapore, pushing pollution to record levels.

Singapore’s primary measure of pollution, the Pollutant Standards Index (PSI)—similar to the Air Quality Index (AQI) used by the U.S. Environmental Protection Agency—rose to 371 on June 20, 2013, the highest level ever recorded. The previous record occurred in 1997, when the index hit 226. Health experts consider any level above 300 to be “hazardous” to human health. Levels above 200 are considered “very unhealthy.”

Both images above were captured by the Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS), an instrument that observes the entire surface of Earth’s every 1 to 2 days. The top image shows smoke blowing east at 3:30 Universal Time (11:30 a.m. local time); the lower image shows the same area on the same afternoon at 6:30 UTC (2:30 p.m. local time).
Though local laws prohibit it, farmers in Sumatra often burn forests during the dry season to prepare soil for new crops. The BBC reported that Singapore’s Prime Minister Lee Hsien Loong warned that the haze could “easily last for several weeks and quite possibly longer until the dry season ends in Sumatra.”

References
Channel News Asia (2013, June 20) Palm oil producers deny slash-and-burn practices in Indonesia. Accessed June 20, 2013.
New York Times (2013, June 20) Pollution in Singapore Hits Record Level. Accessed June 20, 2013.
Singapore National Environment Agency PSI and PM2.5 Readings. Accessed June 20, 2013.
Voice of America (2013, June 20) Singapore Haze Soars to Hazardous Levels. Accessed June 20, 2013.
Wall Street Journal (June 20, 2013) Singapore Air Pollution Hits Record. Accessed June 20, 2013.
Reuters (June 20, 2013) Slideshow: Asia Haze. Accessed June 20, 2013.