เรามีแผนรับมือและผู้เชี่ยวชาญ PM2.5 มากมาย เรายังขาดอะไร?

เมื่ออ่านรายงาน “โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล” ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ https://bit.ly/2MLTDOO เราจะพบว่า เรามีแทบทุกอย่างที่พร้อมรับมือกับวิกฤตมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น( Note : ที่เรียกว่าวิกฤตนั้นดูจากวันที่เกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา https://bit.ly/2WDDm2U)

รายงานดังกล่าวที่ตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2561 มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการรวม 60 คน จากกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กองบังคับการตำรวจจราจร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มหาวิทยาลัย 6 แห่ง และสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ข้อเสนอจากรายงานแบ่งเป็น “…แนวทางระยะสั้นที่ต้องดำเนินการในขณะที่เกิดปัญหา และแนวทางระยะยาว เพื่อเตรียมการรับมือและลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่อาจเกิดขึ้นอีกในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 และปีต่อๆ ไป…”

เรามีแผนรับมือและผู้เชี่ยวชาญมากมาย เรายังขาดอะไร?

เครดิตภาพ:

http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/825901

ควันไฟป่าจะลอยไปทางไหน?

ธารา บัวคำศรี – แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144190/which-way-will-the-smoke-go

6 สิงหาคม 2561

ตอนที่กรมป่าไม้ของสหรัฐอเมริกา(the U.S. Forest Service) ประกาศว่าได้ควบคุมเหตุไฟป่าที่ Mendocino Complex Fire ได้ 100 เปอร์เซ็นแล้วในช่วงกลางเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ไฟป่าได้เกิดขึ้นเกือบสองเดือน บ้านเรือนเสียหาย 157 หลังและ เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 459,000 เอเคอร์ ถือเป็นเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 1 มกราคมจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยที่หมอกควันไฟกระจายไปทั้งภูมิภาคและส่วนต่างๆ ของประเทศ

ในอดีต พฤติกรรมของไฟป่าและแนวควันไฟนั้นยากแก่การคาดการณ์อย่างยิ่ง Andy Edman, จาก Western region wildfires for the National Weather Service กล่าวว่า “เป็นความท้าทายสำหรับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่จะรู้ว่ามีไฟป่าที่ไหน สถานะเป็นอย่างไร และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศมากน้อยแค่ไหน มันคล้ายๆ กับงานรวมญาติ เกือบทุกคนทำตัวตามปกติ แต่พฤติกรรมของไฟป่าอาจคล้ายๆ กับลุงบ้าๆ ของคุณ ยากที่จะทำนาย”

แต่แบบจำลองใหม่ที่ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของ NOAA และ NASA นั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถจำลองพฤติกรรมของควันไฟป่าได้ดีทีเดียว แบบจำลองชื่อ High-Resolution Rapid Refresh Smoke model, หรือ HRRR-Smoke ทำขึ้นจากแบบจำลองสภาพอากาศ  HRRR ที่มีอยู่แล้วของ NOAA ซึ่งทำการคาดาการณ์ฝน ลมและพายุ แบบจำลองนี้ยังนำข้อมูลเวลาจริงจากดาวเทียม the Joint Polar Satellite System’s Suomi-NPP และ NOAA-20 polar-orbiting satellites และ NASA’s Terra and Aqua satellites

ภาพบนซ้ายมาจาก Visible Infrared Imaging Radiometer Suite(VIIRS) บนดาวเทียม Suomi-NPPแสดงพื้นที่ภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในสีธรรมชาติช่วงบ่ายของวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า the Mendocino Complex Fire สูงสุด ส่วนภาพบนขวาแสดงการจำลองการเคลื่อนตัวของควันไฟป่า (HRRR-Smoke simulation) จากพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน

หัวใจสำคัญของแบบจำลอง HRRR-Smoke คือเมตริกที่เรียกว่า fire radiative power หรือ FRP โดยเป็นการวัดปริมาณความร้อนที่แผ่ออกมาจากเหตุการณ์ไฟที่มีการพิจารณาในหน่วยเมกะวัตต์ ตัวอย่างเช่น ไฟป่าขนาดใหญ่อาจมีความร้อนถึง 4,000 เมกะวัตต์ต่อพิกเซล (750×750 เมตร) การคำนวณหา radiative power และการกระจายตัวว่าไปทางไหนบ้าง สามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์ชี้จุดเกิดไฟและคาดการณ์ความเข้มข้นและเส้นทางที่ควันไฟป่าจะลอยไป

แบบจำลอง HRRR-smoke model นำรวมกับข้อมูล FRP data ที่รวบรวมความเร็วลมและอุณหภูมิในบรรยากาศ รวมถึงแผนที่พืชพรรณ ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ได้รู้ว่าอะไรถูกเผา การคาดการณ์โดยแบบจำลองก็จะดีขึ้น การวัดดังกล่าวนี้นำมาเป็นวางให้เป็นกริดสามมิติที่ขยายสูงราว 16 ไมล์ในบรรยากาศ ผลที่ได้คือการคาดการณ์ที่ละเอียดถึงปริมาณควันที่เกิดขึ้นจากไฟป่า ทิศทางที่ควันจะปล่อย และความสูงของควัน

August 6 – 7, 2018

Ravan Ahmadov ผู้พัฒนาแบบจำลอง HRRR-smoke model และนักวิจัยประจำ NOAA’s Earth Systems Research Laboratory และ the Cooperative Institute for Research in Environmental Sciences กล่าว “ควันไฟป่าใกล้พื้นผิวเป็นดัชนีของมลพิษทางอากาศ แต่ควันไฟป่าอาจลอยขึ้นไปในบรรยากาศที่สูงได้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะรู้ เพราะว่าควันไฟป่าสามารถกระทบกับการเดินอากาศได้” ควันไฟป่าในบรรยากาศระดับสูง สามารถกันแสงอาทิตย์ที่มาจากนอกโลกซึ่งช่วยอุณหภูมิอากาศเย็นลงและเข้ารบกวนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

แบบจำลอง HRRR-Smoke ถูกนำไปใช้โดยนักพยากรณ์อากาศและหน่วยงานรัฐ รวมถึงกลุ่มท้องถิ่น ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า Ferguson fire ในแคลิฟอร์เนีย กรมการขนส่งใช้แบบจำลอง HRRR-Smoke ในการช่วยตัดสินใจยกเลิกบริการรถไฟ Amtrak ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้กับกรมอุทยานแห่งชาติในช่วงปิดอุทยาน Yosemite

ในระดับท้องถิ่น โรงเรียนในรัฐยูทาอ้างถึงแบบจำลองเมื่อจะต้องเลือกให้เด็กนักเรียนอยู่ในอาคารในช่วงพักและเพื่อยกเลิกการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอันเนื่องมาจากเหตุไฟป่าทางตอนใต้ของ Provo ในรัฐโอเรกอน โค้ชผู้ฝึกสอนว่ายน้ำเยาวชนย้ายการฝึกไปในสระว่ายน้ำในร่มหลังจากรับทราบถึงการพยากรณ์เรื่องควันไฟป่า

Edman กล่าวว่า “เมื่อเราสามารถแจ้งผู้คนให้ทราบว่าควันไฟป่าจะพัดไปทางใดและจะลอยค้างอยู่กี่วัน พวกเขาสามารถที่ว่าจะอะไรเพื่อตอบรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าคุณมีบุตรหลานที่เป็นโรคหืดหอบ คุณจะรู้ว่าต้องระวังมากขึ้น”

แม่สายในดงฝุ่น PM2.5 : ข้อสังเกตว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ธารา บัวคำศรี

ดังที่เรารับรู้กัน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอยู่ภายใต้ดงฝุ่น PM2.5 มานานนับเดือนแล้ว เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 13 แห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เราจะเห็นสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ผู้คนในภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency) ที่ไม่จบลงเพียงแค่เมื่อฝุ่นจางหายไป

กราฟแสดงความเข้มข้นของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 11 เมษายน 2562 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 13 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

ในที่นี้จะตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงความรุนแรงและยาวนานของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางมลพิษ PM2.5 ในระดับที่ไม่ปลอดภัย (unhealthy)มาเป็นเวลานาน ดัชนีคุณภาพอากาศ(air quality index)ตามเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นสีแดงทุกวัน อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมจนถึงวันที่ 11 เมษายน ดังภาพ (ซึ่งเรายังไม่ต้องไปนึกถึงดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA ที่ยึดโยงกับข้อแนะนำของ WHO เลยแม้แต่น้อย)

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อเราพิจารณาเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ตามฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่าไม่มีพื้นที่(ที่เป็นที่ตั้งของตรวจวัดคุณภาพอากาศ)แห่งใดเลยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงต่อเนื่องกันทุกวันดังเช่นคุณภาพอากาศที่อำเภอแม่สาย

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนปกคลุมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (Santi Chang อนุเคราะห์ภาพ)

เพราะเหตุใดแม่สายต้องงวยงงในดงฝุ่น PM2.5 เป็นแรมเดือน เราจะพลิกวิกฤตนี้และหลีกเลี่ยง-ป้องกัน-บรรเทามิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตร่วมกันอย่างไร? และนี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น

1) แม่สายตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนสะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว

ที่มา : https://www.globalforestwatch.org

แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่อำเภอแม่สาย(ในตำแหน่งที่แสดงเป็นเครื่องหมาย + ในแผนที่) ตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนที่สะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว โดยการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดจุดความร้อนสะสมด้วยเครื่องตรวจวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดต้ังบนดาวเทียม Suomi NPP ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ.2562

ในประเทศไทย มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ชั้นข้อมูล GIS และข้อมูล GPS เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนจำแนกแหล่งที่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ตามลักษณะการใช้ที่ดินไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ริมทางหลวง (250 เมตร) และชุมชน-อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2558 ได้มีการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแต่ละประเภทการใช้ที่ดินด้วย

นอกจากจุดความร้อน ประเทศไทยโดย GISTDA ยังวิเคราะห์และคำนวณพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ด้วยการใช้ค่าความแตกต่างของดัชนีการเผาไหม้ (Difference Normalized Burn Ratio; DifNBR) ที่คำนวณจากภาพดาวเทียม LANDSAT-8 ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือโดยใช้ภาพต่างช่วงเวลาคือภาพก่อนเกิดไฟป่าและภาพเมื่อเกิดไฟป่าจากความสัมพันธ์ของค่าการสะท้อนแสงของพื้นที่เกิดไฟป่า เมื่อได้ตำแหน่งและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็จะนำข้อมูลพื้นท่ีขอบเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอบเขตพื้นที่ สปก. รวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์โดยการซ้อนทับ(overlay)กันก็จะทราบได้ว่ามีบริเวณใดบ้างที่เกิดไฟป่า ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงภาระรับผิดชอบ(accountability)ของคน กลุ่มคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นได้

คำถามคือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรามีข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่? เราจะขับเคลื่อนผู้นำอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญาได้อย่างไร?

2) แม่สาย ใจกลางดงฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

โดยพิจารณาจากข้อมูลแผนที่ Regional Haze Situation จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2562 แม่สายคือตัวแทนพื้นที่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่อยู่ ณ ใจกลางดงฝุ่น

แม่สายในดงฝุ่นนี้สะท้อนเรื่องราวทุกมิติว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น (1) การถอด ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ออกมาเป็นแผนงาน (2) การบรรลุเป้าหมายให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 (3) มาตรการปกป้องและติดตามตรวจสอบผลกระทบสุขภาพระยะยาวของประชาชน (4)การทบทวนเป้าหมายและเพื่อความหลากหลายของตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนอกเหนือจากการที่ใช้จุดความร้อนสะสม ฯลฯ

ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC

แผนที่ “แม่สายในดงฝุ่น” ด้านบนแสดงการกระจายตัวและความเข้มข้นของหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (regional haze situation) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม-12 เมษายน 2562 พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลอ่อนแสดงขอบเขตของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีความเข้มข้นปานกลาง พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลเข้มคือขอบเขตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่เข้มข้นมาก จุดสีแดงบนแผนที่คือจุดความร้อน(hotspot)ที่บันทึกโดยเครื่องวัดบนดาวเทียม NOAA ส่วนจุดวงกลมสีดำคือตำแหน่งของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย การที่อำเภอแม่สายทำลายสถิติพื้นที่ที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงตามเกณฑ์ของประเทศไทยทุกวันนานนับเดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเสียงปลุก(wake up call)ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับให้ตื่นขึ้นมาจากสภาวะความไม่สนใจใยดี(state of denial) เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่ตื่นตัว/เข้มแข็ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์และพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 โดยตั้งเป้าหมายไปสู่ทางออกที่ก้าวหน้า ยั่งยืน เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรามีพร้อมทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เหลือแต่เจตจำนงที่ถูกต้องและกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น

Hazy Perceptions มองเรื่องมลพิษทางอากาศผ่านโซเชียลมีเดีย

ธารา บัวคำศรี

ในการเรียกร้องให้อากาศดีกลับคืนมา หรือข้อเสนอให้ออกกฏหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) นั้นต้องการความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ในการระบุช่องว่างดังกล่าวและมองหาโอกาสในการสื่อสารที่ดีขึ้น รายงานเรื่อง Hazy Perceptions  ได้สำรวจการรับรู้ของผู้รับสาร (audience perception) ผ่านบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียและสื่อแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ

การวิเคราะห์ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกีนี อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ มองโกเลียและปากีสถาน ผลจากรายงาน Hazy Perceptions ที่ศึกษาโดย Vital Strategies ยังเป็นข้อแนะนำให้กับผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุน นักวิชาการและกลุ่มต่างๆ ที่สื่อสารกับผู้สื่อข่าวและสาธารณะชนในประเด็นอันตรายและแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคปอด

ผลจาก Hazy Perceptions บอกอะไรเรา?

สาธารณชนมีความเข้าใจที่จำกัดถึงผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวจากคุณภาพอากาศที่เลวร้าย

ส่วนใหญ่ ข่าวสารและโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องมลพิษทางอากาศจะกล่าวถึงปฏิกิริยาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและมีระยะสั้น – คนทั่วไปจะคุยถึงอาการเฉียบพลันจากมลพิษทางอากาศ เช่น ปัญหาการหายใจและตาระคายเคียง มากกว่าความเสี่ยงจากการรับสัมผัสซ้ำๆ ในระยะยาวซึ่งนำไปสู่ภัยคุกคามสุขภาพที่ร้ายแรง

หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนมากที่สุด

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ช่องทางเผยแพร่สื่อและข่าวสารและกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจของประชาชน (public influencers) ในเรื่องมลพิษทางอากาศนั้นมีความหลากหลายมาก อินฟลูเอนเซอร์สามอันดับต้นในช่วงเกือบสี่ปีของการวิเคราะห์โดย Vital Strategies รวมถึง นายกรัฐมนตรี(ในบางประเทศ) ช่างภาพ และกรีนพีซ โดยอินฟลูเอนเซอร์จะเปลี่ยนแปลงปีต่อปี แต่ที่ชัดเจนคือหน่วยงานแพทย์และสาธารณสุขไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์อันดับต้น

วาทกรรมสาธารณะ(Public discourse)ไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยสำคัญที่สุดของมลพิษทางอากาศ

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญรองลงไป เช่น มลพิษจากยานยนต์ เป็นต้น ได้รับการพูดถึงมากกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น โรงไฟฟ้าและการเผาขยะ

การพูดคุยถึงการแก้ปัญหาเน้นไปที่การป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการพูดคุยกันมากขึ้นถึงการหาทางออกในระยะยาว

แม้ประชาชนจะพูดถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก เป็นต้น โดยมีมากขึ้นในช่วงเหตุรุนแรงของมลพิษทางอากาศอย่างวิกฤตหมอกควันพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2558 ขณะเดียวกัน การพูดคุยถึงทางออกระยะยาวโดยเฉพาะแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดนั้นเพิ่มขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และสอดคล้องกับประเด็นสาธารณะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คุณภาพอากาศที่แปรผันตามฤดูกาลพร้อมกับเนื้อหาที่แสดงความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนได้มากที่สุด

ความถี่ของมลพิษทางอากาศเป็นหัวข้อพูดคุยที่เปลี่ยนแปลงไปปีต่อปี โดยจะมีความถี่มากที่สุดในช่วงเกิดเหตุวิกฤต หรือมีข่าวใหญ่ หรือมีกิจกรรมสาธารณะที่โยงกับมลพิษทางอากาศ ที่เหลือจากนั้น ปริมาณเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดียจะค่อนข้างต่ำ ถือเป็นความท้าทายเมื่อเราต้องการให้ประชาชนสนับสนุนให้เกิดมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาว

การโพสข้อความบนโซเชียลมีเดียและบทความข่าวเรื่องมลพิษทางอากาศที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือผลกระทบสุขภาพที่มีต่อเด็กนั้นทำให้คนมีส่วนร่วมในการสนทนาได้มากกว่าเนื้อหาที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว

การวิเคราะห์ที่ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2558 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 ใน 11 ประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทยนี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพโดยเน้นไปที่ผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเสี่ยง การชี้ให้เห็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศและความเชื่อมโยงกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องดำเนินการป้องกันมลพิษทางอากาศโดยเน้นไปที่แหล่งกำเนิดหลักด้วย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อ  #ขออากาศดีคืนมา #RightToCleanAir

หมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งลอยได้สูงและไกลแค่ไหน?

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144658/how-the-smoke-rises

หมอกควันมีความลับอยู่มากมายที่ซ่อนเร้นไปจากสายตาของมนุษย์ หมอกควันสามารถลอยได้สูงและไกลแค่ไหน? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเคลื่อนตัว? ในหมอกควันมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กใดอยู่บ้าง?

คำถามข้างต้นกลายมาเป็นเรื่องด่วนมากขึ้นเมื่อฤดูกาลไฟป่าเพิ่มความเข้มข้นและยาวนานขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่เกิด ไฟป่า ลุกลามขยายตัวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2561 ดาวเทียม Terra ได้เก็บข้อมูลภาพของกลุ่มหมอกควันไฟ และภาพจากเครื่องมือตรวจวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่เหนือบริเวณเกิดไฟ(ภาพบนซ้าย) กล้อง MISR(Multi-angle Imaging SpectroRadiometer) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra แสดงถึงแนวหมอกควันไฟที่ลอยตัวขึ้นไปสูง 2-3 กิโลเมตร (ภาพบนขวา) เหนือพื้นที่ พอที่จะทำให้หมอกควันจากการเผายกตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เรียกว่า free troposphere ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมอกควันกระจายตัวกว้างขวางออกไป กลุ่มหมอกควันได้ค่อยๆ ลดตัวลงลอยสูงจากพื้นราว 1 กิโลเมตรเมื่อเคลื่อนตัวไปทางด้านใต้และตะวันตก และออกสู่มหาสมุทร(แปซิฟิก) แผนภาพด้านล่างแสดงถึงระดับความสูงของกลุ่มหมอกควันในระยะทางต่างๆ จากแหล่งกำเนิดที่มาจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่บางอันไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ของของหมอกควันที่บันทึกภาพด้วยเครื่องวัดต่างๆ เช่น MISR ทีมงานวิจัยทำการรวมรวมฐานข้อมูลมาเป็นเวลาหลายปีในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ.2553 Maria Val Martin และเพื่อนร่วมงาน ตีพิมพ์ข้อมูล การสังเกตการณ์ 5 ปีในอเมริกาเหนือ และทีมงานวิจัยนี้ได้ วิเคราะห์ขยายครอบคลุม การเกิดไฟทั่วโลกช่วง 3 ปี

พวกเขาพบว่าบางส่วนของหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือราวร้อยละ 4-12 ลอยตัวขึ้นไปบริเวณชั้นบรรยากาศโทรไพสเฟียร์ที่เรียกว่า planetary boundary layer ในทวีปอเมริกาเหนือ ไฟป่าดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดและมักจะเกิดขึ้นในเขตป่าบอเรียลของแคนาดาและอลาสะกาในช่วงฤดูแล้ง การเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรและพื้นที่ทุ่งหญ้าจะเกิดขึ้นทั่วไปใน 48 รัฐของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเกิดกลุ่มหมอกควันที่มีขนาดเล็กและมีทางยาวน้อยกว่า

นาย Val Martin นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่มหาวิทยาลัย Sheffield กล่าวว่า “ความสูงที่หมอกควันสามารถลอยขึ้นไปถึงนั้นมีความสำคัญ มันจะเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิตของมลพิษทางอากาศ เส้นทางใต้ลมที่มันจะเคลื่อนตัวไปและขนาดของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นี่คือข้อมูลที่เป็นหัวใจในการเตือนประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์มลพิษทางอากาศซึ่งจะช่วยลดหรือเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพได้

นักวิจัยกำลังทำงานเพื่อสรุปข้อมูลจาก MISR เข้าไปในแบบจำลองบรรยากาศที่สำคัญๆ แบบจำลองต่างๆ ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสูงของกลุ่มหมอกควัน “ถ้าแบบจำลองบรรยากาศของเราสามารถจัดการข้อมูลในโลกจริง เราก็มีโอกาสมากขึ้นในการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น กลุ่มหมอกควันจะเคลื่อนตัวไปที่ไหน และพื้นที่ใดที่หมอกควันจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของคน”

ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ได้ทันท่วงที

ธารา บัวคำศรี

หลังจากช่วงท่ีเกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2561 กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำ “โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพและปริมณฑล” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการมลพิษฝุ่น PM2.5 และ “เพื่อเตรียมการรับมือและลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่อาจเกิดขึ้นอีก ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 และปีต่อๆ ไป”

บทความนี้ตั้งคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในเดือนธันวาคม 2561-มกราคม 2562 ทั้งที่มีแผนและมาตรการอยู่ในมือ” ขณะเดียวกัน จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตบางประการถึงแผนและมาตรการต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน

1) การเพิกเฉยต่อวิกฤต

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เรามักจะได้ยินคำกล่าว เช่น “สถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต” หรือ “แม้ปริมาณฝุ่นเกินมาตรฐานแต่ไม่ได้วิกฤต เป็นปกติของช่วงเปลี่ยนฤดู”  หรือ “ฝุ่นยังไม่วิกฤต ตรวจเจอแค่ 70-100” นี่คือทัศนคติที่มองว่า มลพิษทางอากาศไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งเป็นแนวโน้มของกระแสการเพิกเฉยเรื่องมลพิษทางอากาศของกลุ่มผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศทั่วโลก

ส่วนหนึ่งของการเพิกเฉยก็เนื่องมาจากกรอบคิดที่ว่า “มลพิษทางอากาศต้องมีความเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง จึงจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ในกรณีของประเทศไทย “หากฝุ่น PM2.5 เกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรถึงจะมีผลต่อสุขภาพ และหากมีค่าเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเกิน 3 วันติดต่อกันจะเข้าสู่สภาวะวิกฤต” ในขณะที่ ข้อมูลที่รวบรวมระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยตั้งแต่ 9-21 วัน และเกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ 24-29 วัน แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉยและไม่ได้คิดว่าเป็นวิกฤต

แม้ว่ามติการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ 4 ก.พ. 2562 จะให้ใช้ค่าความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของฝุ่น PM2.5 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 แต่การดำเนินงานก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานของอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO, 2011) ระบุว่า ไม่มีหลักฐานท่ีชี้ว่ามีระดับฝุ่นละอองท่ีปลอดภัยหรือระดับฝุ่นละอองท่ีไม่แสดงผลเสียต่อสุขภาพอนามัย (There is no evidence of a safe level of exposure or a threshold below which no adverse health effects occur) ถือเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งในด้านสุขภาพอนามัยและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องพยายามปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดข้ึนในระยะยาว

2) นโยบาย แผนงานและมาตรการที่มีอยู่และยึดโยงกับทุกส่วนราชการไม่มีประสิทธิภาพเมื่อวิกฤตมาเยือน

การเพิกเฉยกับวิกฤตทำให้ขาดโอกาสในการรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ความเชื่อที่ว่า “สถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและเราเอาอยู่” และการชี้แจงว่า“ ขอให้ประชาชนมีความตระหนักแต่อย่าตระหนก เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งค่าสูงสุดเคยไปแตะที่ 120 -130 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรในช่วง 1-2 วัน” รวมถึงการปลอบประโลมว่า “ถ้ามันเกิดวิกฤตจริงๆ PM2.5 ขึ้นสูง 2-3 วันติดๆ กัน ทางหน่วยราชการจะออกมาแจ้งเตือนและเราก็จะมีมาตรการเข้มงวดขึ้นไปอีกกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

นำไปสู่ข้อกังขาและคำถามของสาธารณชนถึงมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การฉีดน้ำเป็นละอองฝอย ตามถนนและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการตรวจวัดของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและงานวิจัย ยืนยันตรงกันว่าฝนโปรยไม่ได้ช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศลงมากนัก และการล้างถนนและการฉีดน้ำเป็นละอองฝอยก็ยิ่งไร้ประโยชน์ การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ การลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดเท่านั้น

เมื่อวิกฤตมลพิษทางอากาศมาเยือน รัฐบาลควรตั้งทีมงานปฏิบัติการตอบสนองเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response Team) ขึ้นมาสำหรับปัญหามลพิษอากาศเป็นการเฉพาะ เพราะแนวทางที่มีอยู่ในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศและการรับมือและลดความรุนแรงของฝุ่น PM2.5 หรือแม้กระทั่งแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งยึดโยงอยู่กับอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

3) ช่องว่างมหาศาลระหว่างนโยบาย องค์ความรู้และการปฏิบัติ

รัฐบาลมักจะร่างนโยบายบริหารจัดการมลพิษทางอากาศไว้อย่างสวยหรู แต่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง

3.1 ความย้อนแย้งเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับและต้นทุนเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5

การดำเนินงานในต่างประเทศพบว่าการลงทุนเพื่อควบคุม/ป้องกันฝุ่นละอองให้ประโยชน์ตอบแทน มากกว่าต้นทุนหลายเท่า ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาความคุ้มทุนของมาตรการตามกฎหมายอากาศ สะอาด(The 1990 Clean Air Act Amendment)ในรอบ 30 ปี (พ.ศ.2533-2563) พบว่าการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดข้ึนจะป้องกันการเสียชีวิตของผู้คน 230,000 รายในปี ค.ศ. 2020 ท้ังนี้ ประโยชน์ท่ีได้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85) มาจากผลท่ีได้จากการลดระดับฝุ่นละออง ในกรณีของไทย มาตรการทั้งหมดในโครงการกลยุทธในการควบคุมฝุ่น PM10 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี พ.ศ.2540 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV-net present value) เป็นบวก และมีมูลค่าในระยะ 5 ปี สูงระหว่างร้อยล้านเหรียญถึงหมื่นล้านเหรียญ หรืออีกนัยหนึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการลดอัตราความเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษฝุ่นละออง PM10 มีมากมหาศาลเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในมาตรการต่างๆ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง และในบทคัดย่อของโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระบุชัดเจนว่า การลงทุนเพื่อควบคุมมลพิษ PM2.5 “น่าจะ” เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

แต่เมื่อพิจารณาถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนและนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน มิติของการลงทุนเพื่อควบคุมและป้องกันมลพิษ PM2.5 ถูกละเลยโดยสิ้นเชิง เช่น ประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฉบับที่ 7/2558 ยกเว้นการจัดทำอีไอเอในโรงไฟฟ้าขยะทุกขนาด และคำสั่งมาตรา 44 ที่ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมในกิจการบางประเภทประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล หรือล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับ คสช. ที่จะซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้มากขึ้น

3.2 การยื้อเวลาหลีกเลี่ยงปรับมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศ

ข้อเสนอในรายงานโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑลของกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มาตรการด้านกฎหมายในการควบคุมแหล่งกำเนิดเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติและการกำกับดูแลและมีผลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง และในการบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดกว่าหรือการตั้งเป้าหมายท่ีสูงขึ้นจะให้ผลประโยชน์ท่ีมากกว่า และการนำมาตรการที่เข้มงวดกว่ามาใช้และเร่งรัดใช้มาตรการให้เร็วขึ้นจะให้ผลประโยชน์ที่สูงขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลัก(Criteria Pollutants)ตัวอื่นๆ ไม่ถูกทบทวนและปรับปรุงในทุกๆ 5 ปี โดยที่มีเป้าหมายและกำหนดเวลาให้เข้าสู่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ตามที่ระบุเอาไว้ และในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าน่าจะมีวาระการพิจารณาเรื่องนี้ โดยที่การปรับจากค่าเฉลี่ย PM2.5 (24 ชั่วโมง) จาก 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตรนั้นสามารถทำได้โดยการปรับให้เป็นรูปแบบเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 กล่าวคือยอมให้มีจำนวนวันที่เกิดมาตรฐานได้ร้อยละ 5 ใน 365 วัน หรือเท่ากับ 18 วันในรอบปี  แต่สุดท้ายคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ปรับลดมาตรฐานฝุ่น PM2.5 และให้คณะกรรมการควบคุมมลพิษพิจารณาใหม่ โดยให้เหตุผลว่าก่อนประกาศใช้ค่าเฉลี่ยเกณฑ์ใหม่ในอนาคต ระบบคมนาคมขนส่งต้องเสร็จสมบูรณ์และตรวจสอบจากสถิติค่าฝุ่นละอองในช่วง 6-7 ปี ต้องลงอยู่ในระดับมาตรฐานเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

นั่นหมายถึงว่ามาตรฐานใหม่ของคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลักตัวอื่นๆ จะต้องรอไปอีก 6-7 ปีข้างหน้าด้วย

3.3 ขาดกรอบทางกฎหมายที่เอื้อให้มีฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ

เรามีองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการได้มาซึ่งข้อมูลและฐานข้อมูลแหล่งที่มาของฝุ่น PM2.5 ได้ แม้ว่าขณะนี้เราจะยังไม่มีก็ตาม แต่ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือสิทธิการรับรู้ของชุมชน(Community Right to Know) ถึงฐานข้อมูลเหล่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ขับเคลื่อนผลักดัน กฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) ซึ่งจะเป็นกรอบในการพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำมลพิษ PM2.5 และสารตั้งต้นของ PM2.5 อยู่ในรายชื่อมลพิษเป้าหมาย (target substances/pollutants) กฎหมาย PRTR นี้จะแตกต่างไปจาก   ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจัดทํารายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษท่ีระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558 ในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและระบบฐานข้อมูลที่สาธารณชนเข้าถึงได้

หากกฏหมาย PRTR มีผลบังคับใช้ก็จะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยภาครัฐให้มีฐานข้อมูลฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ ช่วยเสริมประสิทธิภาพและความเข้มแข็งแก่หน่วยงานของรัฐ ในการประเมินสถานการณ์มลพิษ PM2.5 ได้อย่างถูกต้อง มีข้อมูลที่ดีเพื่อประกอบการวางแผนการป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนการจัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมตรวจสอบระบบและกระบวนการผลิตของตนให้รัดกุม ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการและการแข่งขันทางการค้าในระยะยาว  

กฏหมาย PRTR จะรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  อีกทั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

ขณะนี้ เรามีโครงการนำร่อง และจนถึงปัจจุบัน เรายังไม่มีกฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR)

4) ความล้าหลังในเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ข้อเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละออง PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษระบุไว้ชัดเจนในหัวข้อ “ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” ว่า

“…ความสนใจของประชาชนต่อภาวะมลพิษอากาศดังปรากฏเมื่อต้นปี 2561 เป็นปรากฏการณ์ใหม่ซึ่งชี้ถึงความสนใจต่อสภาวะแวดล้อมของคนช้ันกลางรุ่นใหม่ ประกอบกับการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิคส์และข้อมูลจากต่างประเทศ เป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานราชการต้องให้ความสาคัญต่อการเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมและไม่น้อยกว่าสื่อทางอื่น เพื่อสร้างความเข้าใจถูกต้องและระดมกำลังของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพอากาศ…เนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศมีจำนวนจำกัด อาจไม่อยู่ในพื้นท่ีท่ีประชาชนให้ความสนใจ ประกอบกับปัจจุบันมีเครื่องวัดมลพิษอากาศราคาถูกที่ประชาชนสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง หน่วยงาน ของรัฐควรมีมาตรการในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์…”

นอกเหนือจากที่รัฐบาลจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร (communication specialists) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร (communication consultants) ไว้ใน Emergency Response Team เมื่อเกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศขึ้น รัฐบาลสามารถจัดทำระบบการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไว แม่นยำ เที่ยงตรง เอาไว้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจปัญหาที่แท้จริงอย่างแท้จริง แต่จนถึงปัจจุบันรัฐบาลสอบตกในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ล้าหลังอย่างมากในการที่หน่วยงานของรัฐจะมีมาตรการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษทางอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์

วิกฤตฝุ่น PM2.5 เผยให้เห็นถึงกระบวนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายและกลไกการทำงานของรัฐที่ยังพิกลพิการ จำเป็นต้องมีการรื้อสร้างใหม่(deconstruct) ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนยังต้องมุ่งมั่นทำงานขับเคลื่อนต่อไปเพื่อสุขภาวะที่ดีของทุกคนในสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ในอากาศปนเปื้อนฝุ่นพิษ PM2.5 เกินมาตรฐานมาแล้วกี่วัน?

ในกระแสดรามาฝุ่นพิษ PM2.5 เรามีการถกเถียงกันตั้งแต่เรื่องว่าฝุ่นมาจากไหน บ้างก็โทษควันปิ้งย่าง ฝุ่นจากการก่อสร้าง หรือโยนความผิดไปให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงแหล่งกำเนิด PM2.5 ทุกแหล่งโดยไม่เลือกปฏิบัติและวางมาตรการระยะสั้นระยะยาวและกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและจัดการมลพิษทางอากาศอย่างชาญฉลาดให้สมกับยุค Thailand 4.0

ในขณะที่หน่วยงานรัฐยังตั้งตัวไม่ติดและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาถูกหยิบยกขึ้นมาหลังจากวิกฤตฝุ่นผ่านไปหลายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

แต่คำถามที่อาจผุดขึ้นมาในใจของใครบางคน อาจจะเป็นแบบนี้

“ตั้งแต่ปีใหม่มา คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยมาแล้วกี่วัน? แล้วถ้าเป็นข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก(WHO)ล่ะ?”

เราสามารถหาคำตอบได้จากข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 10 จุดของกรมควบคุมมลพิษซึ่งตรวจวัดค่าความเข้มข้นของ PM2.5 อย่างต่อเนื่องดังนี้

กราฟแสดงความเข้มข้นรายชั่วโมงของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1-27 มกราคม 2562
จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 10 จุดในเขตกรุงเทพมหานคร 
(ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/)

เมื่อนำข้อมูลมาแสดงในตาราง เราต้องอึ้งกับผลที่ได้ ยิ่งถ้าเราใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลกแล้วยิ่งจี๊ด

ตำแหน่งสถานีตรวจวัดจำนวนวันระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 ที่ความเข้มข้นของ PM2.5 เกินมาตรฐาน
24 ชั่วโมงของไทย(50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
จำนวนวันระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 ที่ความเข้มข้นของ PM2.5 เกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำของ WHO(25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
ริมถนนดินแดง เขตดินแดง17 วัน29 วัน
ริมถนนอินทรพิทักษ์ ธนบุรี15 วัน28 วัน
แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง*18 วัน25 วัน
ริมถนนพระรามสี่ เขตปทุมวัน15 วัน28 วัน
แขวงพญาไท เขตพญาไท9 วัน26 วัน
ริมถนนกาญจนาภิเษก บางขุนเทียน21 วัน29 วัน
ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง17 วัน29 วัน
แขวงบางนา เขตบางนา12 วัน24 วัน
แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ11 วัน28 วัน
แขวงดินแดง เขตดินแดง13 วัน27 วัน

หมายเหตุ : * ไม่มีข้อมูล 3 วัน
ที่มาข้อมูล : http://aqmthai.com/public_report.php

โดยสรุป ระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยตั้งแต่ 9-21 วัน และเกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำของ WHO ตั้งแต่ 24-29 วัน

แต่ชีวิตคนไม่ได้เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในทางระบาดวิทยา ทุกลมหายใจที่เราสูดเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ไม่ว่ามากหรือน้อยเพียงใด จะส่งผลเสียหายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว องค์การอนามัยโลกระบุว่า จริงๆ แล้ว เรายังไม่สามารถระบุถึงขีดจำกัดของความเข้มข้น(ของมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก)ที่โยงกับผลกระทบด้านสุขภาพของมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่จัดทำขึ้นในปี พ.ศ.2548 จึงตั้งเป้าหมายให้ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้มากที่สุด (1)

แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้างนอกเหนือจากการป้องกันตนเองและหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษ หนทางหนึ่งก็คือ การผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลในทันทีโดยแยกออกจากดัชนีคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ

กรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศสามารถทำได้เลย เพราะมีการริเริ่มเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ไปแล้ว 

หากกรุงเทพฯมีการใช้ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อคนกรุงเทพฯ ก็จะทำให้กรุงเทพฯเรามีระบบการแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่ช่วยปกป้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เด็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงอย่างน้อยร้อยละ 15-20

ร่วมทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ในอากาศสะอาด ขออากาศดีคืนมา ได้ที่  greenpeace.or.th/right-to-clean-air

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

 หมายเหตุ

1. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/ambient-(outdoor)-air-quality-and-health