มลพิษทางอากาศในจีนไม่ได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสเท่านั้น

การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 เป็นประเด็นพูดคุยบนโลกออนโลน์อีกครั้งหลังจากที่ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษของนาซาหรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Aeronautics and Space Administration:NASA) และอีซาหรือองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency:ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ ในภาพรวมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 36

นอกจากการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เป็นคู่หูของฝุ่นพิษ PM2.5 แล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในจีนก็ลดลงด้วย ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด ออกมาระบุว่า มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ผลิตผล(Output)ทางอุตสาหกรรมทั้งหมดของจีนลดลงร้อยละ 15-40 รวมถึงการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน(โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งที่มีอัตราการผลิตต่ำสุด) การผลิตเหล็กและการเดินทางโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ

ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่ลดลงทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงผลคือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนหายไปมากกว่า 1 ใน  4 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการควบคุมการระบาดของไวรัสในจีน

กราฟแสดงแนวโน้มของการใช้ถ่านหินรายวันในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6 แห่งในจีนเทียบก่อนและหลังจากเทศกาลตรุษจีน ระหว่างปี พ.ศ.2557-2563 เส้นสีแดงแสดงถึงแนวโน้มการใช้ที่ลดลงหลังเทศกาลตรุษจีนอันเนื่องมาจากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส

แต่มลพิษทางอากาศยังเพิ่มสูงที่กรุงปักกิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ที่ปักกิ่ง แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อคุณภาพอากาศของปักกิ่งคืออุตสาหกรรมเหล็กและการทำความร้อนในบ้านเรือน โรงถลุงเหล็กรอบๆ ปักกิ่งยังคงทำการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีวัตถุดิบรอป้อนเข้าสู่การผลิตสะสมมากขึ้นทุบสถิติ นอกจากนี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ยังเป็นช่วยทำให้มีการไหลเวียนของกระแสลมจากแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศรอบๆ เข้ามาในตัวเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส มลพิษทางอากาศของปักกิ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รู้จักไนโตรเจนไดออกไซด์

ไนโตรเจนไดออกไซด์คือสารมลพิษทางอากาศหลัก(creteria pollutants) ที่ประเทศทั่วโลกทำการติดตามตรวจสอบ เป็นหนึ่งในสารตั้งต้น(precursor)ของ PM2.5 โดยเป็นก๊าซสีน้ำตาลแดงที่เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ รวมถึงกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลสารประกอบหลัก 2 ชนิดที่ปล่อยออกจากกระบวนการดังกล่าวคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และไนตริกออกไซด์(NO) โดยทั่วไป สารมลพิษสองชนิดนี้เรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx)

กรีนพีซใช้ข้อมูลจากเครื่องมือวัด TROPOMI บนดาวเทียม Sentinel 5P ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป(The European Space Agency) เพื่อระบุจุดที่มีการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ข้อมูลที่เที่ยงตรงและมีรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศนี้ ทำให้เราเห็นภาพตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายและทำลายสุขภาพประชาชน

ผลกระทบสุขภาพ

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx) เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

การรับเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระยะยาว(Long-term exposure) สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหภาพยุโรป การรับเอา NO2 เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 75,000 คนต่อปี ในจีน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยระบุว่า ผลจากการสัมผัส NO2 นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ

ทางออกจากวิกฤตรอบด้าน

แม้ว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในกรณีของจีนเป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรละเลยแนวทางป้องกันมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิด  การศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ในภาพรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าความเข้มข้นในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งส่งผลให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล – โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงงานอุตสาหกรรมและระบบการคมนาคมที่ไม่ยั่งยืน แหล่งกำเนิด(ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์)อื่นๆ ยังรวมถึงระบบเกษตรกรรมและการจัดการป่าไม้ที่ไม่ยั่งยืน ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมี “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน(energy transition)” เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพพลังงาน ระบบการเดินทางและการคมนาคมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพายานยนต์ส่วนตัวและสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

กฏเกณฑ์ที่หย่อนยานในการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดสำหรับโรงไฟฟ้านั้นเป็นเหตุผลหลักประการสำคัญของการปล่อยมลพิษทางอากาศในจุดต่างๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิด นอกเหนือจากการที่สาธารณะชนต้องเข้าถึงรายงานการวัดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปลายปล่องแล้ว มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเข้มงวดมากขึ้น

ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล(Diesel Engines) จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มากกว่ายานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซีน(Gasoline vehicles) อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่ใหญ่กว่านั่นคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน(the internal combustion engine) ยานยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของสาเหตุมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีแผนการจัดการลดการพึ่งพายานยนต์แบบสันดาปภายใน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง เน้นระบบขนส่งมวลชนหรือระบบร่วมเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน

มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ลดลงเหนือจีนแผ่นดินใหญ่

แผนที่แสดงความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม แผนที่แสดงค่าทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2563 (ก่อนการปิดเมือง) และวันที่ 10-25 กุมภาพันธ์ 2563 (ระหว่างการปิดเมือง) ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมได้มาจากเครื่องมือ the Tropospheric Monitoring Instrument (TROPOMI) บนดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรป(ESA) รวมถึงเซ็นเซอร์ Ozone Monitoring Instrument (OMI) บนดาวเทียม Aura ขององค์การนาซา

ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษขององค์การนาซาและองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency-ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชะลอตัวอันเนื่องมาจากการระบาดของโคโรนาไวรัส

ปลายปี พ.ศ.2562 ทีมแพทย์ในเมืองอู่ฮั่น จีน ทำการรักษาผู้ป่วยโรคนิวมอเนียที่ไม่รู้สาเหตุที่มา นักวิจัยยืนยันถึงสาเหตุว่ามาจากโคโรนาไวรัสใหม่(new coronavirus (COVID-19) ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม 2563 ทางการจีนทำการปิดเมืองอู่ฮั่นทั้งการคมนาคมเข้าออกและธุรกิจในพื้นที่เพื่อลดการแพร่ระบาด ถือเป็นการกักกันครั้งแรกของมาตรการกักกันต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาทั้งในจีนและทั่วโลก

แผนที่ด้านบนแสดงความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม แผนที่แสดงค่าทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2563 (ก่อนการปิดเมือง) และวันที่ 10-25 กุมภาพันธ์ 2563 (ระหว่างการปิดเมือง) ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมได้มาจากเครื่องมือ the Tropospheric Monitoring Instrument (TROPOMI) บนดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรป(ESA) รวมถึงเซ็นเซอร์ Ozone Monitoring Instrument (OMI) บนดาวเทียม Aura ขององค์การนาซา

นักวิทยาศาสตร์ที่นาซาบอกว่า การลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์เห็นชัดเจนครั้งแรกใกล้เมืองอู่ฮั่น ต่อมามีการลดลงขยายไปทั่วปประเทศ คนนับล้านถูกกักกันในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563, 2020 โคโรนาไวรัสตรวจพบใน 56 ประเทศเป็นอย่างน้อยที่สุด

Fei Liu นักวิจัยคุณภาพอากาศที่ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นการลดลงอย่างชัดเจนในพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับเหตุการณ์เฉพาะแบบนี้ Liu ระลึกถึง การลดลงของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในประเทศต่างๆ ในช่วงการถดถอยทางเศรษฐกิจที่เริ่มในปี พ.ศ.2551 แต่ลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป นักวิทยาศาสตร์ยังสังเกตุการลดลงอย่างมากของมลพิษทางอากาศรอบกรุงปักกิ่งในช่วง กีฬาโอลิมปิกปี ..2551 แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นอยู่รอบๆกรุงปักกิ่ง และมลพิษทางอากาศเพิ่มสูงอีกครั้งเมื่อจบมหกรรมกีฬา

แผนที่แสดงค่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สามช่วงเวลาในปี พ.ศ.2563 วันที่ 1-20 มกราคม(ก่อนเทศกาลตรุษจีน) 28 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ (ช่วงฉลองตรุษจีน) 10-25 กุมภาพันธ์(หลังเทศกาล) ค่าในปี พ.ศ.2563 จะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี พ.ศ. 2562 Lefer ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าโดยรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าค่าในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

การลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2563 เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในจีนและส่วนใหญ่ของเอเชีย โดยทั่วไป ธุรกิจและโรงงานปิดทำการช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธุ์ การสังเกตการณ์ที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศจะลดลงในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมือจบเทศกาล

Barry Lefer นักวิทยาศาสตร์ด้านคุณภาพอากาศที่ NASA กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศจะลดลงในช่วงเวลานี้ ข้อมูล OMI ที่เก็บในระยะยาวทำให้เราเห็นถึงความผิดปกติและเหตุผลเบื้องหลัง OMI เปิดตัวในปี พ.ศ.2557 โดยทำการจัดเก็บข้อมูลไนโตรเจนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศอื่นๆ ทั่วโลกมาเป็นเวลากว่า 15 ปี

แผนที่ด้านบนแสดงค่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สามช่วงเวลาในปี พ.ศ.2563 วันที่ 1-20 มกราคม(ก่อนเทศกาลตรุษจีน) 28 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ (ช่วงฉลองตรุษจีน) 10-25 กุมภาพันธ์(หลังเทศกาล) ค่าในปี พ.ศ.2563 จะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี พ.ศ. 2562 Lefer ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าโดยรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าค่าในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

ในขณะที่เทศกาลตรุษจีนมีบทบาทสำคัญในการลดลงของมลพิษทางอากาศ นักวิจัยเชื่อว่า การลดลงที่เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าผลจากวันหยุดยาวหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในการวิเคราะห์เบื้องต้น นักวิจัยที่นาซาเปรียบเทียบค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ ที่ตรวจวัดโดยระบบ OMI ในปี พ.ศ.2563 กับค่าที่ตรวจวัดในช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี พ.ศ. 2548-2562 ในปี พ.ศ.2563 ค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ในจีนตอนกลางและตะวันออกนั้นมีระดับที่ต่ำกว่าราวร้อยละ 10-30

นอกจากนี้ Liu และเพื่อนร่วมงานไม่เห็นการกลับมาของมลพิษทางอากาศหลังจากวันหยุดยาว “ปีนี้ อัตราการลดลงของมลพิษทางอากาศมีนัยะสำคัญมากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาและอยู่ยาว ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าหลายเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่มีมาตรการลดการระบาดของไวรัส

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using modified Copernicus Sentinel 5P data processed by the European Space Agency. Story by Kasha Patel with assistance from NASA Aura and NASA SPoRT science teams.

ข้อมูลอ้างอิง

เมฆเพลิงไฟป่าออสเตรเลีย

January 6, 2020

เมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(cumulonimbus) เมฆไฟ แฟลมมาเจนิตัส(flammagenitus) เมฆมังกรพ่นไฟ เป็นคำที่ใช้เรียกมวลเมฆที่มักยกตัวอยู่เหนือควันไฟป่าและควันจากการระเบิดของภูเขาไฟ หลังจากเกิดมวลเมฆที่กระตุ้นโดยเหเหตุการณ์ไฟป่าหลายๆ ครั้งติดต่อกันในวันที่ 4 มกราคม 2563 และ 29 ธันวาคม 2562 ชาวออสเตรเลียก็ได้คุ้นเคยกับชื่อทั้งหมดนี้

รัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลล์เผชิญกับเหตุการณ์ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยเป็นมาในรอบทศวรรษ อุณหภูมิที่ร้อนนานหลายเดือน สภาพอากาศที่แห้ง เหตุการณืไฟป่านับร้อยขยายวงกว้างเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 62,259 ตารางกิโลเมตร(หรือราวๆ สามเท่าของพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไฟป่าทำลายบ้านเรือนนับร้อยและหลายสิบคนต้องเสียชีวิต

การก่อตัวของเมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(pyrocumulus clouds) จำเป็นต้องมีไฟที่ร้อนเพียงพอที่ทำให้อากาศร้อนยิ่งยวดยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออากาศร้อนยกตัวขึ้นและกระจายออกไป อากาศก็จะเย็นลง กลายเป็นไอ ไอน้ำรวมกันตัวกันและก่อให้เกิดเมฆ ในบางกรณี การยกตัวของอากาศร้อนที่มีพลังสามารถเกิดเมฆที่ยกตัวขึ้นไปหลายกิโลเมตรและแปรเปลี่ยนให้เป็นพายุฝนเมื่อขึ้นไปถึงส่วนบนสุดของชั้นบรรยากาศ โทรโปสเฟียร์—เปลี่ยนจากเมฆ pyrocumulus ไปเป็นเมฆ pyrocumulus พายุนี้สร้างความเสี่ยงต่อนักบินและนักดับเพลิงอันเนื่องมาจากความปั่นป่วนที่ทรงพลังของมัน

เมฆ Pyrcocumulus และ pyrocumulonimbus เป็นเมฆที่เกิดได้ทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ที่ U.S. Naval Research Laboratory (NRL) องค์การนาซาและสถาบันวิจัยต่างๆ ติดตามปรากฏการณ์เมฆดังกล่าวนี้ทุกปี แต่ขนาดและความเข้มข้นของเมฆเพลิงที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทุบสถิติ

January 6, 2020

Michael Fromm นักอุตุนิยมวิทยาและเพื่อนร่วมงานของเขาที่ NRL นับจำนวนพายุไฟมากกว่า 20 เหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมและสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 Fromm กล่าวว่า “จากการวัดของเรา นี่คือการเกิดพายุไฟโรคิวมูโลนิมบัสที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และการคาดการณ์ถึงสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้นในวันต่อๆไป ก็จะอาจจะมีพายุเพลิงนี้มากขึ้นอีก

เมฆไฟได้ยกกลุ่มควันไฟป่าสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดาวเทียม CALIPSO บันทึกควันไฟป่าลอยตัวอยู่สูง 15 ถึง 19 กิโลเมตร (9 ถึง 12 ไมล์) ในวันที่ 6 มกราคม 2563—สูงพอที่จะถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratosphere)

Fromm กล่าวว่า “อาจเร็วเกินไปที่จะเทียบเคียงและจัดลำดับควันไฟนี้เพราะว่ากลุ่มควันไฟแบบนี้ลอยสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ จากหลักฐานเบื้องต้นระบุว่าเหตุการณ์เป็นห้าอันดับต้นของกลุ่มควันไฟทั้งหมดเท่าที่มีการบันทึกมาในอดีตในแง่ของความสูง ปริมาตรควันไฟโดยรวมที่เข้าสู่บรรยากาศชั้นสตราโตเฟียร์นั้นมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”

ภาพดาวเทียมในวันที่ 6 มกราคม(ด้านบน) จากเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ทำให้เราเห็นความสูงของฝุ่นและควันที่บันทึกโดยเครื่องมือ Cloud-Aerosol Lidar with Orthogonal Polarization (CALIOP) บนดาวเทียม CALIPSO ภาพตัดขวางแสดงกลุ่มควันไฟบางและยาวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นเมฆ(พื้นที่เป็นเฉด เล็กๆ ตรวจพบในระดับที่ต่ำกว่า 14 กิโลเมตร ภาพสีธรรมชาติ sunglint ที่เกิดจากการสะท้อนของแสงทิ้งพื้นที่สว่างในช่วงต่างๆ ภาพด้านล่างมาจากสถานีอวกาศนานาชาติแสดงกิจกรรรมไฟป่ารุนแรงในวันที่ 4 มกราคม 2563

January 4, 2020

เมื่อควันจากการระเบิดของภูเขาไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ มันจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยนักวิทยาศาสตร์เพราะมันสามารถทำให้เห็นการเย็นลงของชั้นบรรยากาศนับเดือนหลังจากนั้น ควันไฟป่ามีส่วนประกอบที่แตกต่าง เช่น มีคาร์บอนดำมากกว่าซัลเฟต ยังไม่มีความเข้าใจมากพอถึงผลต่อสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ ควันไฟป่าที่สูงระดับนี้ในชั้นบรรยากาศอาจส่งผลทางเคมีของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratospheric ozone)

โดยทั่วไป ควันที่ขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะอยู่ที่นั่นหลายเดือน นับตั้งแต่ การเกิดเมฆเพลิง เครื่องวัดบนดาวเทียมต่างๆ ได้ทำการบันทึกภาพของกลุ่มควันไฟที่ลอยข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ที่ NASA Goddard Space Flight Center กล่าวว่า “นาซากำลังติดตามการเคลื่อนตัวของควันไฟป่าออสเตรเลียโดยใช้เครื่องมือวัดชนิดต่างๆ ควันไฟส่งผลกระทบอย่างมากต่อนิวซีแลนด์ ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงในหลายเมือง และหิมะบนยอดเขากลายเป็นสีดำ พ้นไปจากนิวซีแลนด์ ควันไฟป่าออสเตรเลียเคลื่อนตัวไปไกลกว่าครึ่งโลก ข้ามไปยังอเมริกาใต้ เปลี่ยนท้องฟ้าให้หม่น เปลี่ยนสีดวงอาทิตย์ช่วงขึ้นและตก คาดว่า อย่างน้อยที่สุด ควันไฟป่าจะเคลื่อนตัวครบหนึ่งรอบเต็มและกลับวนมาอยู่เหนือท้องฟ้าออสเตรเลียอีกครั้ง”

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using data from the CALIPSO team, and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Story by Adam Voiland.