แพขยะในอ่าวไทย ยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตขยะไทย

ธารา บัวคำศรี

ไม่ได้มีแค่แพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) แต่ประเทศเราก็ไม่น้อยหน้า มีแพขยะอ่าวไทยด้วย และแพขยะดังกล่าวนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตขยะประเทศไทย

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์  ได้เผยแพร่ภาพแพขยะขนาดยักษ์กลางอ่าวไทย ยาว 10 กิโลเมตร จากข้อมูลของพี่ชาวประมง “ป๊ะป๋า วงเวียน” ผู้พบแพขยะยาว 10 กิโลเมตร ในทะเลนอกชายฝั่งชุมพร

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้วิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ระบุว่า “มวลขยะทะเลดังกล่าว มีทิศทางจะถูกพัดพาออกสู่ทะเล ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะง่าม ไม่ส่งผลกระทบกับแนวปะการัง ชายหาด และระบบนิเวศที่เปราะบางบริเวณใกล้ฝั่ง”

screen-shot-2560-02-12-at-11-11-14-pm

เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศช่วยให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกได้ในแบบเวลาจริง (real-time) แต่การมีแพขยะขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางทะเลนั้นก็ไม่ควรวางใจ เพราะ

1) นี่คือส่วนเล็กๆ น้อยของพลาสติกราว 1 ล้านตันที่อยู่ในมหาสมุทรของโลก อันมาจากกิจกรรมของมนุษย์บนฝั่ง โดยขยะที่เรามองไม่เห็นน้ำจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ไม่ได้ลอยขึ้นมาบนผืนน้ำ

2) ไทยติดอันดับประเทศที่มีการปล่อยขยะพลาสติกลงในมหาสมุทรมากที่สุด 

3) หากไม่จัดการให้ดี เศษพลาสติกทั้งหลายที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอาจกลายเป็นอาหารของปลาผิวน้ำ มีการศึกษากระแสวงวนใหญ่แปซิฟิกเหนือ (North Pacific Ocean Subtropical Gyre) ซึ่งมีขนาดราวสองเท่าของรัฐเท็กซัส สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีปลาผิวน้ำขนาดเล็กจะมาอยู่รอบๆ มีความหนาแน่นของปลาหนึ่งตัวต่อหนึ่งตารางเมตร และพวกมันก็กินพลาสติกเป็นอาหาร ตัวกินพลาสติกจะเป็นปลาผิวน้ำในเขตมหาสมุทรลึกอย่างปลาผิวน้ำ (Lanternfish) หรือปลาผิวน้ำอื่น ๆ ที่ว่ายสู่ผิวน้ำตอนกลางคืนเพื่อหาอาหาร

อ่าวไทยไม่มีกระแสน้ำอุ่นมาเจอกระแสน้ำเย็นแบบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการรวมตัวของขยะกลางมหาสมุทรลึกถึงแม้จะมีปฏิบัติการกวาดแพขยะขึ้นฝั่ง แต่วิกฤตขยะในทะเลไทยคงไม่คลี่คลายได้โดยง่าย

พลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่จะแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ และคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลาหลายร้อยปี ซึ่งพลาสติกที่อยู่ในทะเลชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับอาหารของสัตว์ทะเล และแน่นอนว่าอาจจะส่งผลย้อนกลับมาหามนุษย์ในที่สุดในรูปแบบของอาหารทะเลปนเปื้อนมลพิษพลาสติก

ภาพกระแสน้ำวนมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ บริเวณจุดรวมแพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch)

การทำความสะอาดขยะในทะเลและมหาสมุทรอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข็นครกขึ้นภูเขา และต้องเสียเวลาและทรัพยากรอย่างมหาศาล นี่คือความท้าทายของวาระแห่งชาติอย่างแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ว่าจะเน้นถึงการคลี่คลายรากเหง้าของปัญหาซึ่งยึดโยงอย่างแนบแน่นกับการบริโภคที่ล้นเกินและการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของคนในสังคมได้หรือไม่เพียงใด

ขยะกองโตจากปากแม่น้ำไข่มุกของจีนมาถึงชายหาดของเกาะฮ่องกงได้อย่างไร

เรียบเรียงจาก http://qz.com/725498/heres-how-huge-amounts-of-trash-from-the-pearl-river-delta-washed-up-on-hong-kongs-shores/

hong-kong-trash-swimช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในฮ่องกงต่างโมโหโกรธาต่อสถานการณ์เศษขยะจำนวนมากลอยมาขึ้นหาดต่างๆ ของฮ่องกง

ในขณะที่ฮ่องกงเองก็ผลิตขยะออกมาในจำนวมากอยู่แล้ว นักกิจกรรมและชาวเมืองได้ข้อสังเกตว่า ขยะส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่ตามหาดทรายนั้นมีป้ายสินค้าที่ใช้กันมากในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ใช่ฮ่องกง

หน่วยงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งฮ่องกง(EPD)เชื่อว่าเรื่องนี้ต้องโทษจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย ปริมาณขยะที่ลอยอยู่ตามชายทะเลของฮ่องกงมีมากกว่า 6 ถึง 10 เท่า จากปริมาณปกติในช่วงของปี EPD บอกว่า ฝนที่ตกหนักและอุทกภัยนั้นคือสาเหตุ

EPD ตั้งข้อสังเกตุว่าในช่วงกลางเดือนมิถุนายน มีฝนตกหนักและอุทกภัยเกิดขึ้นในหลายมณฑลรอบๆ พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก(Pearl River Delta)เช่น กวางตุ้ง กวางสี หูหนาน และเจียงสี และมีรายงานด้วยว่ามณฑลกวางตุ้งและหลิวซูนั้นเจอกับอุทกภัยใหญ่ในคาบ 20 ปี และอุกภัยที่เกิดขึ้นนี้ได้พัดพาเอาขยะมาถึงเกาะฮ่องกงโดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และกระแสน้ำทะเล เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นในปี 2005 หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ 100 ปี ในจีนแผ่นดินใหญ่

ขยะจากจีนมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?

ศาสตราจารย์ Yongqiang Zong แห่งภาควิชา Earth Sciences ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง ตั้งข้อสังเกตว่า ขยะส่วนใหญ่น่าจะมาจากกวางตุ้งและกวางสี ไม่ใช่หูหนาน และเจียงสีที่อยู่ลึกตอนในเข้าไป ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน กวางตุ้งและกวางสีต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักมาก น้ำหลากไหลผ่านเมืองกวางโจวและเสินเจิ้นซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรมในเขตนั้น การคมนาคมหลายส่วนเป็นอัมพาตและคนกว่า 8,000 คน ต้องอพยพ

ข้อมูลทางการเรื่องปริมาณฝนตกในปีนี้นั้นหายาก แต่ศาสตราจารย์ Yongqiang Zong เชื่อว่า ปริมาณฝนนั้นมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก ในวันที่ 8 พฤษภาคม เพียงวันเดียว เมืองเสินเจิ้นมีปริมาณฝนตก 430 มิลลิเมตร เป็นฝนตกที่มากที่สุดต่อวันในรอบ 6 ปี และเป็นปริมาณฝนที่มากกว่าสองเท่าของฝนที่ตกในฮ่องกงในเดือนพฤษภาคมทั้งเดือน

น้ำจากฝนที่ตกหนักไหลลงระบบระบายน้ำของเทศบาลในเมืองต่าง ๆ ของจีนแผ่นดินใหญ่ และสุดท้ายก็ออกสู่ทะเลจีนใต้ มวลน้ำเหล่านี้พัดพาเอาขยะปริมาณมหาศาลจากหลุมฝังกลบที่มีอยู่จำนวนมาก

โดยทั่วไป ขยะเหล่านี้จะลอยออกสู่ทะเล แต่กระแสลมที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือทำให้กระแสน้ำทะเลพาขยะที่ลอยอยู่มายังฮ่องกง

hong-kong-trash_006

ทำไมจึงขยะลอยเต็มไปหมด?

นักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญขยะเชื่อว่า สาเหตุมาจากการจัดการหลุมฝังกลบขยะที่ผิดพลาดทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

นาย Paul Zimmerman สมาชิกสภาเขต Pok Fu Lam ในฮ่องกงระบุว่า เฉพาะในฮ่องกงเองนั้นมีจุดรับขยะที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ 3,000 แห่ง ที่รองรับขยะจากบ้านเรือน แต่มีอีกนับพันแห่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการจัดการที่ดี ในช่วงฝนตกหนัก ขยะในพื้นที่เหล่านี้นั้นแหละที่หลุดไหลลงสู่ทะเล

มีหลุมฝังกลบขยะมราจัดการไม่ถูกต้องในเขตจีนแผ่นดินใหญ่เช่นเดียวกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบนเกาะ Wai Ling Ding ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะลันเตาของฮ่องกงราว 20 กิโลเมตร ภาพถ่ายดาวเทียมสามารถจับภาพพื้นที่สีขาวซีดท่ามกลางแผ่นดินสีเขียวของเกาะ

wailingding_trash_002ภาพถ่ายแสดงการลักลอบทิ้งขยะ

กองขยะที่มีการลับลอบทิ้งเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการที่ขยะที่สามารถเคลื่อนย้ายลงสู่ทะเลได้อย่างง่ายดายหากมีฝนตก

13584774_1234203256590964_2939188906845244849_o-1

แล้วเราพอจะทำอะไรได้บ้าง?

สำหรับเกาะฮ่องกงซึ่งมีพื้นที่จำกัดและประชากรหนาแน่น ข้อเสนอที่สำคัญคือทำการออกแบบแลัจดการวิธีการจัดการขยะใหม่ พื้นที่รับขยะจากบ้านเรือนที่มีอยู่นั้นออกแบบขึ้นเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ตอบโจทย์เสียแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การที่ฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน รัฐลบาลท้องถิ่นของฮ่องกงก็ไม่คิดจะทำอะไรมากกว่าไปกว่าที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตังเองเพื่อแก้ปัญหาขยะขึ้นชายหาด

ในขณะที่ ฮ่องกงไม่อาขจทำอะไรมากไปกว่านี้เพื่อแก้ปัญหาขยะจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่พอทำได้ก็คือการทำความสะอาดชายหาด

นาย Doug Woodring ผู้ก่อตั้ง Ocean Recovery Alliance เรียกร้องให้รัฐบาลฮ่องกงลงทุนซื้อเรือเก็บขยะในทะเลให้มากขึ้น เป็นเรือขนาดใหญ่ขึ้นเพราะเรือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แม้ว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาขยะที่จะลงมาสู่ทะเล แต่อย่างน้อยก็ช่วยชะลอหรือกันมิให้ขยะขึ้นชายหาด

13567215_10157058915760526_4129490266843617708_n-1การเก็บขยะบนชายหาด Facebook/Michael Wai Fai Yuan

อีกช่องทางหนึ่งคือการทำตาข่ายกันขยะที่สะพานที่สร้างเชื่อมระหว่างฮ่องกง ซูไห่ มาเก๊า เมื่อสร้างสะพานนี้แล้วเสร็จ ปัญหาคือโครงสร้างสะพานอยู่ในเขตน่านน้ำฮ่องกงเพียงร้อยละ 10 และขยะที่ลอยมาจะไม่มาจากส่วนร้อยละ 10 ของสะพานในส่วนที่เป็นของฮ่องกง

นักกิจกรรมในฮ่องกงชี้ให้เห็นว่า ฮ่องกงต้องใช้เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เป็นตัวกระตุ้นให้มีการจัดการขยะของตนเองให้ดีขึ้น แทนที่จะโทษจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็นต้นตอของขยะที่ท่วมล้น

นาย Doug Woodring บอกว่า นี่มันไม่ใช่เรื่อง “จีนทำผิด” โลกทั้งโลกไม่มีศักยภาพที่รับมือกับขยะและการรีไซเคิลในแนวทางที่เหมาะสม”

ร้อยละ 99 ของพลาสติกที่เราทิ้งลงทะเลหายไปอย่างน่าฉงน

แปลจาก qz.com

ถึงแม้ว่าพลาสติกทำขึ้นในช่วงศตวรรษ 1800 แต่ก็ในราวปี ค.ศ.1950 ที่เรื่องราวแห่งความรักระหว่างมนุษย์และพลาสติกได้เกิดขึ้น พลาสติกราวสองล้านตันที่ผลิตใน ค.ศ. 1950 เพิ่มปริมาณเป็นยี่สิบเท่าในช่วงสองทศวรรษ

image

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 พลาสติกอย่างน้อยร้อยละ 0.1 มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่มหาสมุทร การประเมินอย่างต่ำระบุว่าพลาสติกราว 1 ล้านตันอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะมีมากกว่านั้น

ที่น่าประหลาดก็คือ พลาสติกไม่ได้อยู่ที่นั่น หรืออย่างน้อย พลาสติกส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นั่น นักวิทยาศาสตร์พบว่าพลาสติกประมาณ 7,000 ถึง 35,000 ตัน ลอยอยู่บนผิวมหาสมุทร หรืออาจกล่าวได้ว่า ร้อยละ 97-99 ของขยะพลาสติกในมหาสมุทรนั้นหายไป

แล้วพลาสติกเหล่านี้หายไปไหน อาจเป็นไปได้ว่ามันอาจถูกย่อยสลายโดยแสงอาทิตย์ หรือชิ้นส่วนเล็กๆ ถูกซัดกลับเข้าฝั่ง แต่นักวิจัยยังมีคำถาม

นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้มากที่สุดคือปลาตัวเล็กทั้งหลายกินพลาสติกเหล่านี้เข้าไป ตัวกินพลาสติกน่าจะเป็นปลาผิวน้ำในเขตมหาสมุทรลึกอย่าง lanternfish หรือปลาผิวน้ำอื่นๆ ที่ว่ายสู่ผิวน้ำตอนกลางคืนเพื่อหาอาหาร ปลาเหล่านี้อยู่ไกลและห่างจากฝูงปลาที่เป็นที่นิยมที่สุดในทะเล

image

​NOAA Photo Library via Flickr

สิ่งที่ระบุว่าปลาเล็กปลาน้อยเหล่านี้กินพลาสติกเป็นอาหารมาจากความจริงที่ว่าขนาดของเศษพลาสติกที่หายไปนั้นจะอยู่ระหว่าง 0.5-5 มิลลิเมตร เป็นขนาดเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่ปลาเล็กผิวน้ำเหล่านี้ชอบกิน

มีการศึกษาพบว่าราวหนึ่งในสามกินพลาสติกเข้าไป ในท้องของปลาเล็กๆเหล่านี้มีเศษพลาสติกที่มีขนาดดังกล่าว

และยิ่งมีเหตุผลหากพิจารณาถึงจุดที่พลาสติกมารวมกันในมหาสมุทร จากแผนที่ด้านล่าง

image
​”Plastic debris in the open ocean,” Cózar et al. 2014

จะเห็นว่า จุดที่มีการรวมตัวของพลาสติกมากที่สุดอยู่ใน 5 บริเวณ เป็นบริเวณที่ของกระแสน้ำในมหาสมุทรเคลื่อนเป็นวงใหญ่

imageเมื่อกระแสน้ำอุ่นเจอกระแสน้ำเย็น จะเกิดการเคลื่อนตัวเป็นวงกลมขนาดใหญ่ของน้ำและเศษวัสดุต่างๆ กระแสน้ำเหล่านี้คล้ายเป็นสายพาน เมื่อพลาสติกที่เราทิ้งลงทะเลเคลื่อนเข้าไปยังกระแสน้ำหมุนวนเหล่านี้ บางครั้งไกลออกไปนับพันนับหมื่นไมล์ กระแสน้ำวนที่มีการศึกษามากที่สุดคือ the North Pacific Ocean Subtropical Gyre ซึ่งมีขนาดราวสองเท่าของรัฐเท็กซัส สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ปลาผิวน้ำขนาดเล็กเหล่านี้จะมาอยู่รอบๆ มีความหนาแน่นของปลาหนึ่งตัวต่อหนึ่งตารางเมตร

เราไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าพลาสติกที่ปลากินเข้าไปจะเกิดอะไรขึ้นกับปลา หรือยังไม่รู้ว่าปลาเหล่านั้นจะสามารถขับถ่ายเอาอาหารพลาสติกออกมาได้หรือไม่อย่างไร สิ่งที่เป็นกังวลคือ สารพิษที่อยู่ในพลาสติกอาจซึมเข้าเนื้อเยื่อของมัน เป็นเรื่องแย่ของปลาผิวน้ำเหล่านั้น แล้วก็สำหรับมนุษย์ด้วย จากการศึกษาพบว่า เศษพลาสติกขนาด 0.5-5 มิลลิเมตรยังพบได้ทั่วไปในท้องของปลาใหญ่ที่กินปลาเล็ก ปลาใหญ่เหล่านี้รวมถึงทูน่า แมคเคอเรลและปลาอื่นๆ ที่นำมาทำเป็นซูชิ

กระดาษ พลาสติกและถุงผ้า

ถึงจะเป็นกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นต้องใช้อย่างรอบคอบระมัดระวัง  ถ้าเรายังคงบริโภคกระดาษในอัตราเท่ากับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และกระตุ้นให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษแบบใช้แล้วทิ้งในอัตราดังกล่าว ป่าไม้ของโลกจะหมดสิ้นไปภายในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปฏิบัติสิ่งต่อไปนี้ได้ทันที  โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์กระดาษหรือการฟอกขาว  พื้นฐาน 3 ประการที่ทุกคนทำได้มีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์กระดาษชนิดที่ใช้แล้วทิ้ง
  • รีไซเคิลกระดาษ
  • ใช้กระดาษอย่างประหยัด

เพราะฉะนั้น  นักสิ่งแวดล้อมตัวจริงจะไม่เลือกระหว่างถุงกระดาษที่(ไม่) ฟอกขาว และถุงพลาสติกที่(ไม่) ย่อยสลาย แต่ใช้ตะกร้าหรือถุงผ้าเวลาจ่ายตลาด

นักสิ่งแวดล้อมตัวจริงจะไม่ซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปปลอดคลอรีน  หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าย่อยสลายด้วยชีววิธีได้ แต่จะใช้ผ้าอ้อมผ้าเท่านั้น

นักสิ่งแวดล้อมตัวจริงจะไม่ใช้กล่องนมกระดาษแม้ว่าผลิตด้วยกระดาษแข็งไม่ฟอกขาว  เพราะขวดนมที่ทำด้วยแก้วอย่างแข็งแรงไม่เพียงแต่เก็บรักษานมได้นานกว่า  แต่ช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรและลดภูเขาขยะลง  ข้อเท็จจริงนี้ใช้ได้กับภาชนะบรรจุน้ำผลไม้ด้วย

ผลิตภัณฑ์กระดาษที่รีไซเคิลได้และรีไซเคิลไม่ได้

กระดาษที่รีไซเคิลได้กระดาษที่รีไซเคิลไม่ได้
กระดาษเขียน

กระดาษถ่ายเอกสาร

กระดาษแบบฟอร์มต่างๆ

กระดาษเขียนบันทึก

ซองจดหมาย

แฟ้มเอกสาร

บัตรรายการ

แฟ้มกระดาษ (ป่าน) มะนิลา

บัตรคอมพิวเตอร์

กระดาษพิมพ์คอมพิวเตอร์

กระดาษรายงาน

สมุดโทรศัพท์

หนังสือพิมพ์

นิตยสาร

กระดาษคาร์บอน

ฉลากสำเร็จ (ติดกาวเหนียว)

กระดาษเครื่องโทรสาร

ซองจดหมายที่มีช่องติดพลาสติก

ซองจดหมายแบบมีกาวในตัว

กระดาษไข

กล่องนมหรือกล่องเครื่องดื่ม

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

กระดาษม้วนใช้ในครัว

ถุงใส่อาหารกลางวัน

กล่องบุหรี่

ถ้วยและจานกระดาษทุกชนิด

กระดาษห่อขนมและกระดาษตะกั่ว

กระดาษเช็ดหน้า

 

เรื่องของพลาสติกพีวีซี : สินค้าอายุยืน ภูเขาผลิตภัณฑ์ที่นับวันยิ่งโต

การใช้งานพีวีซีไม่ได้มีเพียงเฉพาะในงานที่เห็นได้อย่างชัดเจนอย่างบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าบริโภค ยังมีการใช้ที่เห็นได้ยากอย่างในภาคก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และการแพทย์ ซึ่งการใช้ในงานเหล่านี้พีวีซีจะคงทนถึง 10 ถึง 20 ปี ก่อนที่จะหมดอายุใช้งานกลายเป็นขยะ

ในภาคก่อสร้าง พีวีซีใช้ทำผลิตภัณฑ์อย่างรางน้ำ ท่อน้ำ พื้น กรอบ กรุประตูหน้าต่าง และกรอบหน้าต่าง และเนื่องจากพีวีซีมีคุณสมบัติไม่คงตัวกลางรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากแสงแดด ทำให้ต้องมีการเติมสารเพิ่มความคงตัว (Stabilisers) ซึ่งส่วนใหญ่มีแคดเมียมเป็นส่วนผสม

ต่างจากสินค้าอายุสั้น ผลกระทบจากการใช้พีวีซีในสินค้าอายุยืนจึงยังไม่ปรากฎอย่างชัดเจน เนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าจะพิสูจน์ได้ชัด

ปี 2533 ในเยอรมัน มีการใช้สารเพิ่มความคงตัวที่มีแคดเมียมเป็นส่วนผสมมากถึง 1.5 ล้านตันเพื่อทำพลาสติกองค์ประกอบหน้าต่าง  ปี 2535 คาดว่ามีการใช้พีวีซีทำพลาสติกสำหรับงานประตูและหน้าต่างมากถึง 90 ร้อยละของสินค้าดังกล่าวในตลาดสหราชอาณาจักร  ปี2538 มีรายงานการศึกษาประมาณการอัตราการเพิ่มของการใช้พีวีซีในงานแบบนี้ทั่วยุโรปจะอยู่ที่ 7-8 ร้อยละ

เป็นที่ชัดเจนว่าการใช้วัสดุก่อสร้างแบบเก่าอย่างไม้กำลังจะหายไปและทดแทนด้วยความนิยมพีวีซี แม้ว่าปัญหามหึมาในการกำจัดขยะพีวีซีกำลังรออยู่ และดูเหมือนเราจะยังไม่ต้องปวดหัวกับปัญหานี้ภายในช่วง 15-20 ปีของอายุการใช้งานของมัน

พีวีซีถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตเป็นพื้นไวนิล โดยเฉพาะพื้นในครัว ห้องน้ำ และอาคารสาธารณะ ผนังพลาสติก (Wallpapers) ก็เป็นอีกการใช้งานที่มีการใช้พีวีซีทดแทนวัสดุธรรมชาติที่เคยใช้กัน พื้นและผนังพีวีซีมีการใช้สารเติมแต่ง ปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะการเติมสาร Plasticisers

ปัญหาคือสาร Plasticisers เหล่านี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับผลิตภัณฑ์และสามารถระเหยออกมาสู่อากาศได้ ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมายจากที่มีการบันทึกไว้ อย่างพื้นพีวีซีจะปล่อยสาร Plasticisers ความเข้มข้นสูงออกมาสู่อากาศทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า “Sick Building Syndrome” ซึ่งมักจะเกิดกับสำนักงานสมัยใหม่ ในสวีเดนมีการศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ 24 กรณี ในจำนวนนี้ 8 รายมีการตรวจพบว่าสาเหตุเกี่ยวเนื่องกับพื้นพีวีซีเนื่องจากตรวจพบปริมาณสารเติมแต่งระดับสูงในอากาศในห้อง

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเป็นอันตรายมากหากเกิดเพลิงไหม้ ไม่เพียงควันพิษจากไฮโดรเจนคลอไรด์ที่จะเกิดขึ้น อันตรายยังรุนแรงมากแม้จะไม่มีการไหม้จริงๆ  จากการศึกษายืนยันว่าจะมีการเกิดสารพิษสูงอย่างไดออกซินและฟูรานจากมีการใช้ผลิตภัณฑ์พีวีซี กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้ร่วมกันออกแถลงการเสนอให้มีการเลิกใช้พีวีซีในบริเวณที่ไวต่อการเกิดไฟไหม้

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์พีวีซีที่อายุยาว ได้เริ่มก่อปัญหาการฝังกลบในหลายชุมชน แม้ว่าจะมีการแยกฝังกลบขยะเหล่านี้ต่างหาก แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันว่าขยะเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนเหล่านี้มักจะหลุดรอดไปปนในขยะชุมชนทั่วไปจนได้ ไม่ด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง และนั่นก็จะทำให้สารเติมแต่ง ในพีวีซีหลุดออกมาปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ประสบการณ์ในเมือง Bielefeld เยอรมัน พบว่าไม่เพียงเห็นความสำเร็จในการใช้วัสดุทดแทนพีวีซีในงานก่อสร้างอย่างไม้ หินหรือโลหะ แต่รวมไปถึงการหาวัสดุทางเลือกที่คุณสมบัติดีกว่าและสามารถลดค่าซ่อมแซมได้ด้วยและความสำเร็จเช่นเดียวกันนี้ก็พบในองค์กรท้องถิ่นมากมายในเยอรมัน เดนมาร์ก และอีกหลายประเทศ

ในอุตสาหกรรมยานยนต์พบปัญหาจากพีวีซีเช่นกัน ส่วนใหญ่อุตสาหกรรมนี้จะใช้พลาสติกพีวีซีสำหรับงานตกแต่งภายใน งานปิดกันรั่ว ปัญหาสำคัญเกิดจากส่วนผสมคลอรีนที่จะออกมาหากมีการทำลายยานยนต์หลังหมดอายุใช้งาน

อุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะบดขยี้ขยะรถนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ภายในเวลาไม่กี่นาทีเพื่อที่จะนำโลหะกลับมาใช้ใหม่ ปัญหาคือเป็นการยากมากที่จะแยกโลหะออกจากพลาสติกในทางปฏิบัติ ทำให้โลหะที่ถูกนำกลับไปหลอมใช้ใหม่จะปนเปื้อนพีวีซีไปด้วย โชคร้ายที่กระบวนการผลิตในโรงงานเหล็กมักเหมือนเตาเผาขยะคือไม่สามารถป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากของเสียที่ปล่อยออกมาได้

การใช้พีวีซีใน White Goods อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า ก็ก่อปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยปกติสินค้าเหล่านี้มักจะถูกนำไปบีบอัดพร้อมกับรถและผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้

สินค้าอายุสั้น บรรจุภัณฑ์ ตุ๊กตา และอุปกรณ์แพทย์พีวีซี

สินค้าอายุสั้นคือสินค้าที่มีอายุการใช้งานไม่เกินสองปีแล้วต้องทิ้งไป เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพีวีซี อุปกรณ์การแพทย์บางชนิด อุปกรณ์สำนักงานหรือแผ่นเสียง ซึ่งสินค้าประเภทนี้จะก่อปัญหามากมายทั้งในระหว่างการใช้งานและการกำจัดหลังการใช้งาน

ผลกระทบที่เกิดจากอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกโดยเฉพาะในส่วนบรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้าครัวเรือนได้ปรากฎออกมาอย่างมากมาย พบว่าในประเทศอุตสหากรรมส่วนใหญ่มีการใช้พลาสติกทำบรรจุภัณฑ์เป็นสัดส่วนมากร้อยละ 20-40 ของพลาสติกที่ผลิตออกมาทั้งหมด

ในสหรัฐอเมริกา สัดส่วนดังกล่าวประมาณร้อยละ 30 ในญี่ปุ่นร้อยละ 26.5 ในสหราชอาณาจักรร้อยละ 35 และเยอรมันตะวันตกราวร้อยละ 22

พีวีซีเป็นพลาสติกตัวสำคัญที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์มากที่สุดชนิดหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนราว 15 ถึง 20 ร้อยละของพลาสติกบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด จากการประมาณการณ์ของ INCPEN ซึ่งเป็นกลุ่มกดดันอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในสหราชอาณาจักร คาดว่าประมาณร้อยละ 18 ของพีวีซีที่ผลิตในยุโรปตะวันตกถูกใช้สำหรับทำบรรจุภัณฑ์ ซึ่งครึ่งหนึ่งของมันถูกใช้ผลิตขวดพลาสติก ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากพีวีซีสามารถเกิดขึ้นกับ PVDC ซึ่งเป็นพลาสติกอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของสารคลอรีนและส่วนใหญ่ใช้สำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์เช่นกัน

คุณสมบัติถาวรของบรรจุภัณฑ์ประการสำคัญคืออายุสั้น เมื่อมันถูกใช้งานตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผลิตขึ้นมา ไม่ว่าจะเพื่อการโชว์ การบรรจุหรือป้องกันสินค้าเสียหาย จากนั้นมันก็จะแปรสภาพเป็นขยะทันที แม้จะเป็นขยะที่น้ำหนักเบาแต่ก็มีปริมาณมหาศาล

ส่วนใหญ่ขยะเหล่านั้นถ้าไม่ถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบก็เผาในเตาเผา มีเพียงไม่กี่แห่งในยุโรปที่มีความพยายามจะนำขยะเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่

การพัฒนาด้านการตลาดที่สำคัญของอุตสาหกรรมน้ำดื่ม น้ำแร่หรือเครื่องดื่มประเภท Softdrink คือการหันมาใช้ขวดพีวีซี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ไม่อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากจะก่อปัญหาปริมาณขยะจำนวนมากในห้องครัวและถังขยะในชุมชน (เนื่องจากขวดน้ำพีวีซีห้ามนำกลับมาใช้ใหม่เด็ดขาด) ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพก็เป็นข้อห่วงใยสำคัญอีกประการหนึ่ง

ในปี 2534 สถาบันแห่งหนึ่งในอิตาลีได้รายงานหลักฐานระบุว่ามีการแพร่ของ ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer สารตั้งต้นของการผลิตพีวีซี) จากขวดน้ำพีวีซีเข้าไปสู่น้ำดื่มในขวด พร้อมเสนอให้อุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐบาลกำหนดให้มีการจำกัดระยะเวลาการใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีบรรจุอาหาร เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากการแพร่ของไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นพบว่าจุลชีพในน้ำดื่มสามารถเพิ่มจำนวนบนพื้นผิวพีวีซีได้เร็วกว่าบนพื้นผิวขวดแก้วที่ใช้บรรจุน้ำดื่ม เหตุการณ์เช่นนี้มีโอกาศเกิดขึ้นได้สูงโดยเฉพาะในน้ำดื่มที่อัดก๊าซซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน (เนื่องจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อหน่วยงานให้บริการน้ำดื่มในหลายพื้นที่) ในฝรั่งเศส การใช้พีวีซี 25 ร้อยละ ของพีวีซีที่ผลิตออกมาในการผลิตขวดน้ำดื่มเช่นนี้ สถาบัน Katalyse ในเยอรมันแนะนำให้เทน้ำทิ้งหากพบว่าขวดน้ำถูกเปิดทิ้งไว้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมเช่นทิ้งวางไว้กลางแดดโดยตรง

การใช้พีวีซีทำพลาสติกห่ออาหารเป็นประเด็นผู้บริโภคที่เป็นที่รับรู้กันอย่างดีในยุโรป เนื่องจากการแพร่ของสาร Plasticiser ชื่อ DOA หรือ Dioctyladipate เข้าไปในอาหารได้โดยตรง ปัจจุบันในเยอรมันอนุญาตให้ใช้พลาสติกชนิดนี้สำหรับห่อเนื้อสดเท่านั้น แต่ความจริงทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่าก็คือการงดใช้พลาสติกใด ๆ มาห่ออาหารเลยหากไม่ระบุว่าเป็น PVC-free หรือไม่ทำมาจากพีวีซีอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้นบรรจุภัณฑ์พลาสติกพีวีซียังตามไปก่อปัญหาใหญ่ในเตาเผาขยะอีกด้วย ทำให้หลายประเทศตัดสินใจประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีอย่างสิ้นเชิงเพื่อตัดปัญหาทั้งหมด ปัญหาในเตาเผาเกิดจากสารคลอรีนในพลาสติกที่ทำให้เกิดกรดไฮโดรคลอริกซึ่งมีขีดความสามารถในการกัดกร่อนสูง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสารคลอโรอินทรีย์ที่มีพิษมากอย่างไดออกซินและฟูราน ไม่รวมกับปัญหาจากขี้เถ้าที่ปนเปื้อนสารพิษที่ออกมาจากเตาเผา

สถาบันวิจัย Juelich ในเยอรมันรายงานผลการศึกษาขั้นต้นเกี่ยวกับวงจรของพีวีซีระบุว่า

“…ด้วยมาตรการนี้ (การประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซี) จะสามารถลดปริมาณสารพิษในเตาเผาได้ไม่ว่าจะเป็นสารคลอรีน ไดออกซิน Plasticisers หรือดีบุก ยิ่งกว่านั้นจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อีกมากด้วย”

แม้ว่าจะมีการใช้คลอรีนปนเปื้อนในขยะประเภทอื่น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วเทียบไม่ได้กับปริมาณในบรรจุภัณฑ์พีวีซี

จากผลการศึกษาที่สนับสนุนให้ดำเนินการโดยกระทรวงเพื่อการวิจัยและเทคโนโลยีเยอรมัน ตีพิมพ์ในปี 2532 ประมาณการว่าขยะบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกแข็งพีวีซีอย่างขวดและหม้อมีปริมาณมากถึง 50 ร้อยละของขยะจากครัวเรือนในเยอรมัน แม้ว่าจะคิดเป็นน้ำหนักเพียง 0.5 เปอร์เซ็นของน้ำหนักขยะดังกล่าว ซึ่งปริมาณคลอรีนในขยะบรรจุภัณฑ์พีวีซีคิดเป็น 60 ร้อยละของปริมาณคลอรีนรวมในขยะจากบ้านเรือน อีกราว 20 ร้อยละเป็นคลอรีนที่มาจากขยะพีวีซีประเภทอื่นเช่นรองเท้า สินค้าครัวเรือนอื่นๆ หนังเทียม เป็นต้น

กระแสการใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีกำลังลดลงเรื่อยๆ ในเยอรมันร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในเครือ Tengelmann และเครือ Irma ในเดนมาร์คได้ยุติการใช้บรรจุภัณฑ์พีวีซีอย่างสิ้นเชิงและหันกลับมาใช้บรรจุภัณฑ์แก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์นม

ที่สำคัญ ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงความแรงของกระแสการบริโภคสีเขียว รวมถึงยอมรับในพลังผู้บริโภคผ่านการบอยคอตที่มีมากขึ้น บ่อยขึ้น Herlitz ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเขียนรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งยุโรปได้เลิกใช้วัสดุพีวีซีมากว่าสองปีแล้ว โดยได้พัฒนา blister-free blister pack ขึ้นมาแทนผลิตภัณฑ์พีวีซีเดิมที่ชื่อ blister pack โดยผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กจะบรรจุมาในพลาสติกใสติดกับแผ่นกระดาษแทน

ข้อเท็จจริงนี้ขัดกลับการกล่าวอ้างของอุตสาหกรรมพีวีซีที่บอกว่าต้องเลือกระหว่างบรรจุภัณฑ์พีวีซีกับมาตรฐานชีวิตที่ต่ำลง หรือระหว่างการสิ้นเปลืองอาหารกับการทำลายสิ่งแวดล้อม ความจริงแล้ววัสดุทดแทนบรรจุภัณฑ์พีวีซีปัจจุบันมีความพร้อมสูงมากที่จะนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับวัสดุทดแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีปัญหาอื่นๆ

ผลกระทบของการใช้พลาสติกพีวีซีในของเล่นเด็กเป็นปัญหาใหญ่อีกประการ เนื่องจากอันตรายจากสาร Plasticisersในพีวีซีนั่นเอง ในสวิสเซอร์แลนด์ มีการห้ามใช้ DEHP ในอุตสหากรรมตุ๊กตาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบนับแต่ปี2529เป็นต้นมา ในเยอรมัน “ไม่แนะนำ”ให้ใช้สารนี้ในผลิตภัณฑ์ทันตกรรม ในเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีการตระหนักในเรื่องพิษภัยนี้สูงกว่าได้ขึ้นทะเบียน DEHP เป็นสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมตัวสำคัญ และในสหรัฐได้นับสารนี้เป็นสารมลพิษตัวสำคัญระดับต้นๆ

การใช้พีวีซีในวงการแพทย์ความจริงมีไม่เกิน 3 ร้อยละของพีวีซีที่ผลิตออกมาทั้งหมด แต่กลับเป็นจุดโฆษณาของอุตสาหกรรมพีวีซี อ้างว่าพีวีซีมีความจำเป็นต่อวงการแพทย์ อุปกรณ์พีวีซีทางการแพทย์อย่างเช่นเครื่องหยั่งแผล (Proves) ท่อที่สอดเข้าไปในร่างกายเพื่อนำของเหลวเข้าหรือออกมาจากอวัยวะบางส่วน (Catheters) หรือท่อสำหรับเครื่อง Haemodialysis เพื่อเปลี่ยนเลือดให้คนไข้โรคไต

การใช้พีวีซีทางการแพทย์นอกจากจะก่อปัญหาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาสำคัญจากพีวีซีที่มีผลต่อร่างกายคนไข้เอง และปัญหาแง่การจัดการเตาเผาขยะของโรงพยาบาลด้วย

เนื่องจากคุณสมบัติที่ต้องการในงานการแพทย์จากพลาสติกพีวีซีคือความยืดหยุ่น และพีวีซีจะยืดหยุ่นได้ก็ต่อเมื่อผสมสาร Plasticisers เข้าไปเท่านั้น ปัญหาคือสารPlasticisers นั้นสามารถที่จะแพร่เข้าไปในของเหลวได้ เคยมีการตรวจพบสาร Plasticisers อย่าง DEHP ในเลือดที่บรรจุในถุงพีวีซีในธนาคารเลือด

คนไข้โรคไต (Dialysis Patients) ซึ่งต้องได้รับการถ่ายเลือดเป็นประจำเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเลือดต้องสำผัสกับท่อพีวีซีจากเครื่องเปลี่ยนเลือด จะได้รับสาร DEHP ในระดับสูงต่อการรักษาแต่ละหนึ่ง จะทำให้คนไข้เหล่านี้จะมีโอกาสเป็นโรคจำนวนมาก ตั้งแต่อาหารที่ผิวหนัง ตับ หรือกระทั่งโรคหัวใจจากระบบเลือด หากร่างกายพวกเขาไม่ได้สัมผัสกับพีวีซีอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้นและกลับมาแย่ลงอีกหากได้สัมผัสกับพีวีซีอีก

สมาคมโรคไตเรื้อรังเยอรมัน กล่าวในเรื่องนี้ว่า การมีสาร Plasticisers ในอุปกรณ์นี้ไม่ใช่กรณีที่ต้องพิจารณา และยกให้เป็นหน้าที่ของคนไข้และหมอที่ต้องหลีกเลี่ยงเอง

โรงพยาบาลจำนวนมากเริ่มปฏิเสธิที่จะใช้อุปกรณ์พีวีซี  ทั้งในเยอรมัน เดนมาร์ก และออสเตรีย มีการใช้อุปกรณ์ที่ทำจากวัสดุทดแทน เช่น พลาสติก Polyethylene ที่ไม่มีการใช้ Plasticisers หรือใช้ถุงมือยางธรรมชาติแทนถุงมือพีวีซี ส่วนอุปกรณ์เปลี่ยนเลือดคนไข้โรคไตแบบใหม่ กำลังพัฒนาใช้ท่อที่ผลิตจากแก้วชนิดพิเศษ (Porous Glass) แทนพีวีซี

อันตรายของผลิตภัณฑ์พีวีซีกับอัคคีภัย

ผลกระทบของพีวีซีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมประการสำคัญคือการที่นำไปเผา

ชีวิตสมัยใหม่ปัจจุบัน มีการใช้พลาสติกพีวีซีอย่างกว้างขวางนับแต่พื้นบ้าน ผนังห้อง ม่านห้องน้ำ กรอบหน้าต่าง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นฉนวนสายเคเบิลและสายไฟ ไม่รวมกับผลิตภัณฑ์พีวีซีที่เรายากจะแยกได้อีกไม่มากมาย

หากมีการเผาวัสดุเหล่านี้ ควันกรดที่ฉุนและสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอย่างไดออกซินจะถูกปล่อยออกมา

ควันที่ออกมาจะมีไฮโดรเจนคลอไรด์ซึ่งมีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ หากเข้าไปรวมกับความชื้นหรือน้ำ เช่น ในปอดก็จะเกิดเป็นกรดไฮโดรคลอริกซึ่งสามารถทำลายเนื้อเยื่อมนุษย์เช่นเดียวกับสร้างความเสียหายให้กับวัสดุต่างๆ

แต่ไม่ใช่ว่าต้องเผาเท่านั้นถึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ในความเป็นจริงอัคคีภัยที่ร้ายแรงอาจไม่ใช่การเผาผลาญโดยตรงแต่เป็นเพลิงที่คุ ทำให้ผลิตภัณฑ์พีวีซีถูกทำลายและอาจทำให้บาดเจ็บหรือถึงตายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำกล่าวอ้างของอุตสาหกรรมพีวีซีที่ว่า

“เมื่อพีวีซีถูกเผา จริงอยู่ว่ามันจะปล่อยสารไฮโดรคลอไรด์ออกมา แต่ในความเข้มข้นที่ต่ำมากห่างไกลจากระดับที่จะเป็นอันตรายอย่างเฉียบพลัน”

ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ที่ออกมาจากพลาสติกพีวีซีที่ไหม้ไฟจะทำปฏิกิริยากับสารเติมแต่ง ตัวอื่น ๆ เกิดเป็นก๊าซที่มีพิษรุนแรงปริมาณมาก โลหะหนักในพีวีซีจะถูกปล่อยออกมาซึ่งจะเป็นพิษมากหากสาร Stabilisers ตัวนั้นเป็นสารแคดเมียม

เหตุการณ์เพลิงไหม้ใน Bevery Hills Supper Club นับเป็นกรณีตัวอย่างที่มีการบันทึกไว้ที่สามารถยืนยันถึงอันตรายจากอัคคีภัยที่เกี่ยวข้องกับพีวีซีได้เป็นอย่างดี เหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้น สายไฟที่ทำจากพลาสติกพีวีซีหลอมตัวเป็นกลุ่มควันสีขาวเทาและเปลวไฟที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น พนักงานที่ศูนย์นันทนาการเล่าว่าควันดังกล่าวทำให้เล็บเธอลอก หลังจากนั้นทุกส่วนของร่างกายเธอสัมผัสกับควันก็ปวดร้อนและผิวหนังเธอก็เป็นแผลไหม้ระดับสอง ทางการแพทย์เรียกว่า second-degree burns

กว่าที่เปลวไฟจะมากพอที่จะมองเห็น ก็เป็นจังหวะที่สัญญาณดับเพลิงดังลั่น ทุกอย่างก็สายเกินไป ผู้คนกรูกันออกไปจากบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต แต่คนโชคร้ายที่สัมผัสกับควันดังกล่าวก็มีอันหมดสติล้มกองกับพื้นตาม ๆ กัน

หลังเหตุเพลิงไหม้มีผู้เคราะห์ร้าย 161 รายเสียชีวิตโดยไม่ได้ถูกเปลวเพลิงแม้สักนิด พวกเขาตายก่อนที่ไม้โครงสร้างตึกจะไหม้ และก่อนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเพลิงจะมากพอที่จะเป็นอันตรายแก่พวกเขา ในบรรดาผู้บาดเจ็บสาหัสมีอีก 4 รายที่เสียชีวิตหลังจากนั้น ไม่นับกับผู้รอดชีวิตอีกจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการสาหัสของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นที่แน่ชัดว่าพีวีซีคือสาเหตุโดยตรงของการตายและบาดเจ็บทั้งหมด

ต่อให้ไม่มีคนอาศัยอยู่ในตึกดังกล่าวขณะเพลิงไหม้ ความเสียหายต่อตัวอาคารก็จะรุนแรงมากเมื่อเทียบกับกรณีอัคคีภัยเดียวกันแต่ไม่มีชิ้นส่วนของพีวีซีในเพลิง โดยเฉพาะชิ้นส่วนนั้นเป็นอุปกรณ์สวิทซ์ไฟฟ้ายกเครื่องปรับปรุงกันใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำหากไม่มีอุปกรณ์พีวีซี

ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้มีการห้ามใช้พีวีซีในโรงพยาบาล โรงเรียน หอโทรคมนาคม ธนาคาร โรงไฟฟ้าและอาคารกองทัพจำนวนมาก

ในบางกรณีการใช้และการกำจัดพีวีซีมีส่วนทำให้เกิดสารพิษรุนแรงกลุ่ม PCDDs และ PCDFs (Polychlorinated-dibenzodioxins and furans) ขึ้นมา แม้ว่าบรรดาอุตสหากรรมพีวีซีจะพยายามออกมาปฏิเสธิ แต่การศึกษาล่าสุดได้ยืนยันว่าการเผาพีวีซีจะปล่อยสารพิษสองตัวนี้ออกมาจริง

กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้กล่าวว่า “เนื่องจากพลาสติกที่สารกลุ่มฮาโลเจนผสม โดยเฉพาะพีวีซีและพลาสติกที่ผสมโบรไมด์เพื่อคุณสมบัติต้านเปลวไฟ จะปล่อยสารพิษไดออกซินออกมาหากถูกไฟไหม้ ซึ่งทางปฏิบัติเกิดได้ในกระบวนการกำจัดหรือนำพลาสติกเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ ดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้บริเวณที่ไวต่อไฟไหม้หลีกเลี่ยงในการใช้พลาสติกประเภทนี้ ในนามของสองหน่วยงาน เราขอให้มีการห้ามการใช้พลาสติกที่มีส่วนผสมของคลอรีนและโปรไมด์ในอุปกรณ์ที่ไวต่อไฟไหม้ ในอุตสาหกรรมผลิตชิปบอร์ด และขอให้มีการติดฉลากพลาสติกที่มีคลอรีนผสม หากเป็นไปได้ขอให้ห้ามใช้พีวีซีผลิตบรรจุภัณฑ์”

แต่ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าบริเวณไหนที่เข้าข่ายเป็นบริเวณ “ไวต่อไฟไหม้” ยังคงเป็นคำถามสำคัญ ในกรณีของเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารจำนวนมากที่เกิดขึ้น การห้ามดังกล่าวน่าจะเหมารวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีชิ้นส่วนที่ทำมาจากพีวีซีทั้งหมดที่ใช้ภายในอาคาร

กระทรวงสาธารณสุขเยอรมันได้ออกข้อแนะนำอย่างเป็นทางการให้บริษัทที่รับกำจัดเก็บกวาดเศษเถ้าถ่านหลังเหตุเพลิงไหม้ ต้องดำเนินการเก็บกวาดเถ้าไม่ให้เหลือเลย หากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดในสถานที่ซึ่งมีการใช้อุปกรณ์ที่ทำจากพีวีซีแม้เพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้นได้อันเนื่องมาจากสารพิษไดออกซินและฟูราน ที่อาจเกิดจากเหตุอัคคีภัยดังกล่าว ข้อแนะนำนี้ประกาศใช้กับแฟลต โรงเรียน สำนักงานและร้านค้า

แม้กระทั่งผู้ผลิตพีวีซียักษ์ใหญ่แห่งยุโรปอย่าง Norsk Hydro ก็ออกมายอมรับว่าในงานที่ต้องเสียงกับอัคคีภัยสูงอย่างงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหรือการติดตั้งนิวเคลียร์ ควรใช้วัสดุฉนวนคุณภาพสูงที่อาจจะราคาแพงกว่าพีวีซี

เนื่องจากคุณสมบัติการโหมความรุนแรงของอัคคีภัยและการปล่อยสารพิษไดออกซินออกมา หากเกิดไฟไหม้เฟอร์นิเจอร์หรือสายเคเบิลที่ทำจากพีวีซี ทำให้เมือง Bielefeld ในเยอรมันตัดสินใจที่จะประกาศห้ามใช้พีวีซีในตึก ในปี2530 จากนั้นก็มีผลการศึกษาระบุให้มีการใช้วัสดุอื่นทดแทนพีวีซี  เนื่องจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เกินจะรับได้จากการกำจัดพีวีซีในเตาเผาขยะ