อันตรายของผลิตภัณฑ์พีวีซีกับอัคคีภัย

ผลกระทบของพีวีซีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมประการสำคัญคือการที่นำไปเผา

ชีวิตสมัยใหม่ปัจจุบัน มีการใช้พลาสติกพีวีซีอย่างกว้างขวางนับแต่พื้นบ้าน ผนังห้อง ม่านห้องน้ำ กรอบหน้าต่าง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นฉนวนสายเคเบิลและสายไฟ ไม่รวมกับผลิตภัณฑ์พีวีซีที่เรายากจะแยกได้อีกไม่มากมาย

หากมีการเผาวัสดุเหล่านี้ ควันกรดที่ฉุนและสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอย่างไดออกซินจะถูกปล่อยออกมา

ควันที่ออกมาจะมีไฮโดรเจนคลอไรด์ซึ่งมีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ หากเข้าไปรวมกับความชื้นหรือน้ำ เช่น ในปอดก็จะเกิดเป็นกรดไฮโดรคลอริกซึ่งสามารถทำลายเนื้อเยื่อมนุษย์เช่นเดียวกับสร้างความเสียหายให้กับวัสดุต่างๆ

แต่ไม่ใช่ว่าต้องเผาเท่านั้นถึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ในความเป็นจริงอัคคีภัยที่ร้ายแรงอาจไม่ใช่การเผาผลาญโดยตรงแต่เป็นเพลิงที่คุ ทำให้ผลิตภัณฑ์พีวีซีถูกทำลายและอาจทำให้บาดเจ็บหรือถึงตายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำกล่าวอ้างของอุตสาหกรรมพีวีซีที่ว่า

“เมื่อพีวีซีถูกเผา จริงอยู่ว่ามันจะปล่อยสารไฮโดรคลอไรด์ออกมา แต่ในความเข้มข้นที่ต่ำมากห่างไกลจากระดับที่จะเป็นอันตรายอย่างเฉียบพลัน”

ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ที่ออกมาจากพลาสติกพีวีซีที่ไหม้ไฟจะทำปฏิกิริยากับสารเติมแต่ง ตัวอื่น ๆ เกิดเป็นก๊าซที่มีพิษรุนแรงปริมาณมาก โลหะหนักในพีวีซีจะถูกปล่อยออกมาซึ่งจะเป็นพิษมากหากสาร Stabilisers ตัวนั้นเป็นสารแคดเมียม

เหตุการณ์เพลิงไหม้ใน Bevery Hills Supper Club นับเป็นกรณีตัวอย่างที่มีการบันทึกไว้ที่สามารถยืนยันถึงอันตรายจากอัคคีภัยที่เกี่ยวข้องกับพีวีซีได้เป็นอย่างดี เหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้น สายไฟที่ทำจากพลาสติกพีวีซีหลอมตัวเป็นกลุ่มควันสีขาวเทาและเปลวไฟที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น พนักงานที่ศูนย์นันทนาการเล่าว่าควันดังกล่าวทำให้เล็บเธอลอก หลังจากนั้นทุกส่วนของร่างกายเธอสัมผัสกับควันก็ปวดร้อนและผิวหนังเธอก็เป็นแผลไหม้ระดับสอง ทางการแพทย์เรียกว่า second-degree burns

กว่าที่เปลวไฟจะมากพอที่จะมองเห็น ก็เป็นจังหวะที่สัญญาณดับเพลิงดังลั่น ทุกอย่างก็สายเกินไป ผู้คนกรูกันออกไปจากบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต แต่คนโชคร้ายที่สัมผัสกับควันดังกล่าวก็มีอันหมดสติล้มกองกับพื้นตาม ๆ กัน

หลังเหตุเพลิงไหม้มีผู้เคราะห์ร้าย 161 รายเสียชีวิตโดยไม่ได้ถูกเปลวเพลิงแม้สักนิด พวกเขาตายก่อนที่ไม้โครงสร้างตึกจะไหม้ และก่อนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเพลิงจะมากพอที่จะเป็นอันตรายแก่พวกเขา ในบรรดาผู้บาดเจ็บสาหัสมีอีก 4 รายที่เสียชีวิตหลังจากนั้น ไม่นับกับผู้รอดชีวิตอีกจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการสาหัสของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นที่แน่ชัดว่าพีวีซีคือสาเหตุโดยตรงของการตายและบาดเจ็บทั้งหมด

ต่อให้ไม่มีคนอาศัยอยู่ในตึกดังกล่าวขณะเพลิงไหม้ ความเสียหายต่อตัวอาคารก็จะรุนแรงมากเมื่อเทียบกับกรณีอัคคีภัยเดียวกันแต่ไม่มีชิ้นส่วนของพีวีซีในเพลิง โดยเฉพาะชิ้นส่วนนั้นเป็นอุปกรณ์สวิทซ์ไฟฟ้ายกเครื่องปรับปรุงกันใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำหากไม่มีอุปกรณ์พีวีซี

ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้มีการห้ามใช้พีวีซีในโรงพยาบาล โรงเรียน หอโทรคมนาคม ธนาคาร โรงไฟฟ้าและอาคารกองทัพจำนวนมาก

ในบางกรณีการใช้และการกำจัดพีวีซีมีส่วนทำให้เกิดสารพิษรุนแรงกลุ่ม PCDDs และ PCDFs (Polychlorinated-dibenzodioxins and furans) ขึ้นมา แม้ว่าบรรดาอุตสหากรรมพีวีซีจะพยายามออกมาปฏิเสธิ แต่การศึกษาล่าสุดได้ยืนยันว่าการเผาพีวีซีจะปล่อยสารพิษสองตัวนี้ออกมาจริง

กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้กล่าวว่า “เนื่องจากพลาสติกที่สารกลุ่มฮาโลเจนผสม โดยเฉพาะพีวีซีและพลาสติกที่ผสมโบรไมด์เพื่อคุณสมบัติต้านเปลวไฟ จะปล่อยสารพิษไดออกซินออกมาหากถูกไฟไหม้ ซึ่งทางปฏิบัติเกิดได้ในกระบวนการกำจัดหรือนำพลาสติกเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ ดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้บริเวณที่ไวต่อไฟไหม้หลีกเลี่ยงในการใช้พลาสติกประเภทนี้ ในนามของสองหน่วยงาน เราขอให้มีการห้ามการใช้พลาสติกที่มีส่วนผสมของคลอรีนและโปรไมด์ในอุปกรณ์ที่ไวต่อไฟไหม้ ในอุตสาหกรรมผลิตชิปบอร์ด และขอให้มีการติดฉลากพลาสติกที่มีคลอรีนผสม หากเป็นไปได้ขอให้ห้ามใช้พีวีซีผลิตบรรจุภัณฑ์”

แต่ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าบริเวณไหนที่เข้าข่ายเป็นบริเวณ “ไวต่อไฟไหม้” ยังคงเป็นคำถามสำคัญ ในกรณีของเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารจำนวนมากที่เกิดขึ้น การห้ามดังกล่าวน่าจะเหมารวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีชิ้นส่วนที่ทำมาจากพีวีซีทั้งหมดที่ใช้ภายในอาคาร

กระทรวงสาธารณสุขเยอรมันได้ออกข้อแนะนำอย่างเป็นทางการให้บริษัทที่รับกำจัดเก็บกวาดเศษเถ้าถ่านหลังเหตุเพลิงไหม้ ต้องดำเนินการเก็บกวาดเถ้าไม่ให้เหลือเลย หากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดในสถานที่ซึ่งมีการใช้อุปกรณ์ที่ทำจากพีวีซีแม้เพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้นได้อันเนื่องมาจากสารพิษไดออกซินและฟูราน ที่อาจเกิดจากเหตุอัคคีภัยดังกล่าว ข้อแนะนำนี้ประกาศใช้กับแฟลต โรงเรียน สำนักงานและร้านค้า

แม้กระทั่งผู้ผลิตพีวีซียักษ์ใหญ่แห่งยุโรปอย่าง Norsk Hydro ก็ออกมายอมรับว่าในงานที่ต้องเสียงกับอัคคีภัยสูงอย่างงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหรือการติดตั้งนิวเคลียร์ ควรใช้วัสดุฉนวนคุณภาพสูงที่อาจจะราคาแพงกว่าพีวีซี

เนื่องจากคุณสมบัติการโหมความรุนแรงของอัคคีภัยและการปล่อยสารพิษไดออกซินออกมา หากเกิดไฟไหม้เฟอร์นิเจอร์หรือสายเคเบิลที่ทำจากพีวีซี ทำให้เมือง Bielefeld ในเยอรมันตัดสินใจที่จะประกาศห้ามใช้พีวีซีในตึก ในปี2530 จากนั้นก็มีผลการศึกษาระบุให้มีการใช้วัสดุอื่นทดแทนพีวีซี  เนื่องจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เกินจะรับได้จากการกำจัดพีวีซีในเตาเผาขยะ

เรื่องของพีวีซี (PVC) – การตัดสินใจที่ผิดพลาดของอุตสาหกรรมเคมี

ถามว่าทำไมเราต้องสนใจผลกระทบของพีวีซีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าพลาสติกชนิดอื่น ?

คำตอบ คือ ชิ้นส่วนของท่อพีวีซีหรือตุ๊กตาพลาสติกที่ดูจะไร้พิษสงเหล่านั้นเป็นผลิตผลของอุตสาหกรรมที่มีอันตรายอย่างมาก การผลิตพีวีซีอยู่คู่กันอย่างแนบแน่นกับการผลิตคลอรีน

แต่เดิม คลอรีนเป็นผลิตภัณฑ์ส่วนเกินจากกระบวนการผลิตโซดาไฟ (Caustics Soda) เป็นสารที่ไวต่อปฏิกิริยาสูง ดังนั้นคลอรีนจะต้องรวมตัวกับสารเคมีอื่นเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในสภาวะธรรมชาติ เช่นไปรวมตัวกับโซเดียม เกิดเป็นเกลือแกง แต่การผลิตคลอรีนโดยกระบวนการคลออัลคาไล (Chlor-alkali) นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ก๊าซคลอรีนที่ออกมาจะไปทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ภายนอก (สารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ) เกิดเป็นสารประกอบอินทรีย์คลอรีน (Organochlorine) ซึ่งโดยปกติไม่พบในธรรมชาติ เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ก่อปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตหากหลุดเข้าไปในระบบนิเวศน์

ความเป็นจริง อุตสาหกรรมเคมีสมัยใหม่ปล่อยสารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบออกสู่ระบบนิเวศน์มากถึงหลายล้านตันในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ก่อหายนะต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาล สารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและเป็นที่รู้จักกันดีรวมถึง พีซีบี(PCBs) ซึ่งยกเลิกการใช้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 เพราะมีการค้นพบว่าเป็นสาเหตุของการทำลายขีดความสามารถในการสืบพันธุ์ของสัตว์ แต่ก็พบว่ายังมีการผลิตพีซีบีและปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมนับหลายล้านตันในปัจจุบัน ซีเอฟซี และฮาลอน เป็นสารทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ แม้จะถูกห้ามผลิตไปแล้ว แต่ปริมาณที่มีอยู่ยังคงสามารถทำลายโอโซนไปอีกนับศตวรรษด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน สารเคมีกำจัดแมลงอย่างดีดีทีและลินเดน ก็ยังคงมีการผลิตอยู่ หายนะภัยครั้งร้ายแรงที่สุดของอุตสาหกรรมเคมี เช่น Seveso และ Love Canal ล้วนเกี่ยวข้องกับสารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ

เป็นที่รู้กันดีว่า ทั่วโลกกำลังลด ละ เลิกการผลิตและการใช้สารเคมีเหล่านี้

ในปี 2533 สภาผู้ชำนัญการ รัฐบาลเยอรมัน แถลงว่า “ นักเคมีและวิศวกรเคมีทั้งในวงการอุตสาหกรรมและวงการการศึกษาลงความเห็นร่วมกันว่า การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมคลอรีนช่วงทศวรรษที่ 1850 ถึง 1860 เป็นผลพวงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีในทศวรรษที่ 1820 การตัดสินเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากองค์ความรู้เรื่องผลกระทบของคลอรีนต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในยุคนั้นมากเท่าปัจจุบัน”

 

เรื่องของพีวีซี(PVC) ตอน สารพิษแปลงโฉม

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) เป็นประเด็นสาธารณะที่รับรู้กันทั่วไป มีการถกเถียงอภิปรายหาทางออกโดยกระบวนการต่างๆ มาอย่างยาวนานโดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในบทความชุดนี้ ผมจะขอกล่าวถึงอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นใกล้เคียง -การผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์หรือ “พีวีซี”

โพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride) หรือ พีวีซี (PVC) บ่อยครั้งเรียกกันว่า ไวนิล (Vinyl) เป็นชื่อของพลาสติกที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่งในสังคมปัจจุบัน มากเท่าๆ กับอันตรายของมัน

มีการนำพีวีซีมาใช้งานหลากหลายมากจนน่าตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าวัสดุสิ่งของเหล่านั้นสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบเพียงตัวเดียว นับแต่ขวดน้ำแร่ ถัง กล่อง พลาสติกห่ออาหาร สินค้าบริโภคทั่วไปเช่น บัตรเครดิต แผ่นเสียง หรือของเล่นเด็ก

วงการก่อสร้างนำเอาพีวีซีไปใช้ทำกรอบหน้าต่าง ประตู ผนังห้อง กรุประตูหน้าต่าง ท่อและรางน้ำในบ้าน ใช้ทำพื้นบ้าน วัสดุติดผนัง ม่านปิดหน้าต่าง และม่านห้องน้ำ ในที่ทำงานก็มีเฟอร์นิเจอร์ แฟ้มเอกสาร เครื่องพับกระดาษ ปากกา ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ก็นำไปใช้หุ้มชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังมีถุงขยะในโรงพยาบาล สายเคเบิล ฉนวนหุ้มสายไฟ หนังเทียม เก้าอี้ในสวน

พลาสติกพีวีชีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคนโดยไม่รู้ตัว

และเราไม่ค่อยรับรู้ถึงอันตรายของมัน

No Styrofoam Please

This is cool stuff! I visited Chiang Mai last week and took a walk along the walking street from Tha Pae gate toward Wat Pra Sing. I had a really good sense of hope, of course, not about buying stuff but something that I really admired – citizen action!

At Wat Pan Oan (วัดพันอ้น) one of several buddhist temples along the street crowded by hundred of food stalls where people stopped over and had something to eat. Here no styrofoam allow! Big sign hanging from the tree read “no foam for for food project” (sponsor by one businessman who want to encourage market for green products – I don’t remember his name). There is waste segregation station where young volunteer standing to help people to put their own food waste into the right slot. Food waste including leftover liquid drink will be put on one big bin. This is very important as people seem to both enjoying eating and shopping.

Zero Waste Station

I forgot to ask young volunteer boy taking care of waste station where all these stuff go. As far as informal waste management practice concerned, all food waste will go to composting, all recyclables will go to recycling facility, other items can reuse or reprocess. As styrofoam is not allow it makes waste management more promising

This is cool stuff! Small steps that will finally influence the big systems to which we are connected. Help cutting consumption of unsustainable products like “styrofoam” is a good start to help transform the wider waste management system in the country.

If you have chance to walk, shop, and eat along Chiang Mai’s walking street you can do your own bit – help the guy at waste separation station at Wat Pan Oan and enjoy it. Every time you design a bit of our lives to reduce your impact, support good efforts and make your lives more comfortable, beautiful, and exciting, you are sending a powerful message to everyone around you.