เมื่อการลุกฮือต้านการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของผู้คน

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก http://time.com/5473618/france-yellow-vests-climate-macron/

…คนทั่วโลกต้องการให้ผู้นำทั้งหลายแสดงภาวะผู้นำในคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราต่างเผชิญผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ประธานาธิบดีมาครองนั้นพลาดที่ทึกทักไปว่า การกอบกู้วิกฤติสภาพภูมิอากาศนั้นต้องทำให้โลกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จริงๆ แล้ว มันคือการให้ประชาชนมาก่อนและทำให้สิทธิมนุษยชนนั้นยิ่งใหญ่ด้วย…

-คูมิ ไนดู : เลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล-

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครองเป็นจุดสนใจระดับโลกในขณะที่เขาเตรียมเวที “One Planet Summit” การประชุมสุดยอดที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้โลกของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง(Make Our Planet Great Again)โดยลงมือปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งปีผ่านไป สิ่งต่างๆ ดูเปลี่ยนแปลงไปมาก ฝรั่งเศสกำลังซวนเซจากการประท้วง อันเป็นของความพยายามโดย ปธน มาครองในการเพิ่มภาษีสิ่งแวดล้อมของน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฎิรูปทางเศรษฐกิจในภาพรวม

บทความ “การประท้วงการขึ้นภาษีน้ำมันของขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและผู้คน” คูมิ ไนดู เลขาธิการคนปัจจุบันขององค์กรนิรโทษกรรมสากลและนักกิจกรรมปกป้องสิทธิมนุษยชน วิเคราะห์เหตุการณ์ลุกฮือที่ขยายวงกว้างไปสู่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลฝรั่งเศสว่า การปกป้องดูแลวิถีชีวิตของผู้คน เอื้อให้คนทั้งหลายดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ แท้ที่จริงแล้วคือเรื่องเดียวกันและเป็นการต่อสู้เดียวกัน

คูมิมองว่า หากตีความความตกลงปารีส(Paris Agreement) ให้ลึกลงไป ความตกลงปารีสรับรู้ถึงความจำเป็นในการผนวกการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ว่าจะเป็น งาน มาตรฐานในการดำรงชีวิตและสุขภาพ

ประธานาธิบดีทรัมป์เหมือนกับผู้มีความกังขาเรื่องโลกร้อนหลายๆคน ที่ชอบวางกรอบวิวาทะว่าเราจำเป็นต้องเลือกระหว่างการแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนกับการดูแลคนและการจ้างงาน สำหรับ คูมิ ไนดู ให้ความเห็นว่า มันจะเป็นความผิดพลาดของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมหากไปอยู่ในเกมการเล่นของทรัมป์และไปตอบโต้ว่า เป็นเรื่องจำเป็นในการต่อกรกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะต้องให้คนเผชิญกับปัญหาความยากลำบากของชีวิตในระยะเฉพาะหน้าอันเนื่องมาจากมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน

คูมิเสนอว่า รัฐบาลฝรั่งเศสต้องวางนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นำไปสู่การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม แทนที่จะทำให้ช่องว่างนั้นขยายกว้างออกไป รวมถึงนโยบายการอุดหนุนทางการเงินที่เอื้อให้ประชาชนหันไปสู่ทางเลือกพลังงานที่สะอาดแทนวิธีการลงโทษหากประชาชนล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้น นั่นหมายถึงภาระรับผิดชอบจะต้องเป็นของบรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล แทนที่จะเป็นภาระของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่โยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ปี 2545 ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าการประชุมสุดยอดของโลกจะประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่งหากแต่ปราศจากรูปธรรมที่จับต้องได้ ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

ภายใต้วาทกรรม “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เรายังคงเห็นการแยกตัวระหว่างวิกฤตของระบบนิเวศและวิกฤตของความเป็นธรรม จนถึงปัจจุบัน เรายังเผชิญกับความท้าทายในการผนวกประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นการพัฒนาเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายไปพ้นจากทางสองแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนาที่ก่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมหรือการมุ่งแต่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่ละเลยความเป็นธรรม

ความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศของกลุ่มประเทศ G20

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป) เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  • ไม่มีประเทศใดในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050
  • อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด
  • เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018

ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลก

อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน

ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์เฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านบนแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000-2008 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า การบันทึกข้อมูลรวบรวมโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา

ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน

ดูเพิ่มเติม ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลจาก NASA Earth Observations (NEO) มากขึ้นได้ที่
Land Surface Temperature Anomaly

ประวัติศาสตร์ย่อของการเจรจากู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (ตอนที่ 2)

ก่อน COP15 ที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 การเจรจาโลกร้อนอยู่ในแนวทางจากบนลงล่างโดยที่พันธะกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นจำกัดอยู่เฉพาะประเทศอุตสาหกรรม ความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกนทำให้แนวทางจากบนลงล่างมาถึงจุดจบและเริ่มกระบวนการใหม่โดยที่แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน ในตอนเริ่มแรกเป็นแนวทางที่ไร้การจัดการนำไปสู่ความไม่แน่นอนและความเคลือบแคลง โดยเฉพาะอย่างเมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าเมื่อนำเอาเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศมารวมกัน ก็ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้นนี้เมื่อถูกผนวกเข้าไปในการกระบวนการที่เป็นทางการของความโปร่งใสตรวจสอบได้และการควบคุม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและเจตจำนงในการมีส่วนร่วมของทุกประเทศภาคี รูปแบบใหม่ของการเจรจาได้นำไปสู่โอกาสที่เป็นไปได้ของความตกลงที่มีประสิทธิภาพและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสำหรับ COP 21 ที่ปารีส

2554 : การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บัน ความพยายามอีกครั้งเพื่อความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

การประชุมเจรจาที่เดอร์บัน(COP 17) ซึ่งมีขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2554 ถือว่าเป็นความพยายามอีกครั้งในการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความตกลง “ที่สามารถใช้กับทุกประเทศที่เป็นภาคี” และเพื่อให้มีการรับรองที่ปารีสในปี พ.ศ. 2558 และเพื่อนำไปดำเนินการปฏิบัติจากปี พ.ศ.2563 เป็นต้นไป ในการนี้ การประชุมรัฐภาคี(COP)ได้เปิดตัวพื้นที่ของการเจรจาใหม่ภายใต้กรอบ UNFCCC เรียกว่า the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ซึ่งประกอบด้วยสองกลุ่มงาน(workstreams)

กลุ่มงานแรกเน้นไปที่ความตกลงปี พ.ศ.2558 ซึ่งได้กำหนดลำดับขั้นตอนชั่วคราว เช่น ร่างเนื้อหาการเจรจาที่ต้องเกิดขึ้นไม่เกินเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 ที่  COP 20 ในกรุงลิมา เปรู โดยมุ่งให้เกิดเนื้อหาการเจรจาฉบับใช้งานภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2558 เนื้อหาการเจรจารวมถึงชิ้นงาน “ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี การสร้างขีดความสามารถและความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการปฏิบัติการและการสนับสนุน”

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มงานที่สองเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อน พ.ศ.2563 โดยสำรวจทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อลดช่องว่างที่ใหญ่มากระหว่างเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศภาคี และแนวทางที่สอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 2 หรือ 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม รายงาน the UNEP Emissions Gap Report (2013) เตือนว่าจะต้องมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีกราว 8-12 พันล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2563 วัตถุประสงค์ของกลุ่มงานที่สองคือการสำรวจ “โอกาสในการปฏิบัติการที่มีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยรวมถึงการปรับตัวและผลประโยชน์ร่วมของการพัฒนาที่ยั่งยืน…ที่สามารถขยายผลและนำไปใช้ได้อีก โดยการสนับสนุนความร่วมมือแบบสมัครใจ…ที่สอดคล้องไปกับลำดับความสำคัญเร่งด่วนของการพัฒนาที่ได้ระบุไว้แล้วในระดับประเทศ”

พ.ศ.2557 การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บันเห็นชอบต่อพันธะกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต

ในฐานะมาตรการชั่วคราวจนกว่าจะเกิดความตกลงใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2563 COP 18 in ที่โดฮา(พ.ศ.2555) เปิดตัวพันธะกรณี(การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก)ช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโตหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า KP2 (a new commitment period)โดยมีช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 และได้รวมเอามาตราต่างๆ หลายมาตราของพิธีสารเกียวโตเข้าไปด้วย ในพันธะกรณีช่วงที่สองนี้ ประเทศภาคีในภาคผนวก 1 ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG)ลงอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 18 เปรียบเทียบกับปีฐาน พ.ศ.2553 อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีทุกประเทศภาคีที่รวมอยู่ในพิธีสารเกียวโตช่วงแรกที่ตัดสินใจให้คำมั่นต่อพิธีสารเกียวโต เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และรัสเซีย และประเทศภาคีที่เหลืออยู่(รวมถึงสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์รวมกันแล้วคิดเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึงร้อยละ 15 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต อย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ให้สัตยาบันในพิธีสารตั้งแต่แรก และแคนาดาซึ่งถอนตัวออกในปี พ.ศ.2555 แม้จะมีข้อจำกัด KP2 ก็ถือเป็นความสำเร็จในฐานะเป็นกลไกที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอันเดียวภายใต้ UNFCCC เพื่อส่งสัญญานไปยังประเทศภาคีที่ยังตัดสินใจไม่เข้าร่วมในพิธีสารเกียวโต ผู้แทนการเจรจาเห็นชอบในการจำกัดสิทธิของประเทศภาคีที่ไม่ได้ร่วมพิธีสารเกียวโตในการเข้าถึงกลไกที่ยืดหยุ่นภายใต้พิธีสาร

ประเด็นอื่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายที่โดฮา เช่น ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปรับตัว ป่าไม้ นั้นมีความคืบหน้าค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ประเด็นหลักเรื่องกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศ(climate finance) ยังเป็นแกนหลักของการยึดยื้อกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรม โดยที่ประเทศอุตสาหกรรมอ้างถึงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากที่จะไม่มีพันธะกรณีระยะกลางที่ขยายการให้เงินทุนเพิ่มขึ้น มีเพียงประเทศในยุโรปไม่กี่ประเทศที่เพิ่มการสนับสนุนเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศของตน

การประเมินครั้งที่ 5 ของ IPCC เตือนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้น

รายงานการประเมินครั้งที่ 5(Fifth Assessment Report-AR5) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(The Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) เผยแพร่ออกมาในปี พ.ศ. 2556  ก่อนจะมีการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 19 ที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์(COP 19) นำเสนอหลักฐานว่าแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเมินผลของนโยบายที่มีอยู่และนโยบายที่ถูกนำเสนอยังคงทำให้มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ (ปี พ.ศ.2643) เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และแม้ว่าประเทศภาคีของ UNFCCC จะมีการดำเนินการตามเป้าหมายของตนที่ตั้งไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเต็มที่ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็คงยังเพิ่มขึ้น 3.3 องศาเซลเซียส

การประเมินที่สูงขึ้นถูกพิจารณาจากแบบแผนของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต่อเนื่องมาจากทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการดำเนินการแผนการลดการปล่อยอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม ยังมีช่องว่างอีกราว 8 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ประเด็นที่เรียกว่า “ambition gap” กลายมาเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการเจรจา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะปิดช่องว่างดังกล่าวนี้ลงภายในปี พ.ศ.2563 มีทางเลือกเชิงเทคนิคในการทำให้ช่องว่างนี้แคบลง แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองในการดำเนินงานแผนปฏิบัติการให้มากไปกว่าเป้าหมายการลดการปล่อยที่แต่ละประเทศตั้งไว้ การประเมินโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ศักยภาพทางเทคนิคในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 17 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าโดยมีต้นทุนอยู่ที่ 50-100 เหรียญสหรัฐต่อตันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่ออย่างน้อยที่สุดจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกินกว่า 2 องศาเซลเซียส (UNEP The Emissions Gap Report, 2013)

พ.ศ. 2556 : การเจรจาที่วอร์ซอร์ยังคงไม่คืบหน้า

แม้มีประเด็นกังวลจากรายงานของ IPCC ก่อนการประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์ (COP 19) ในเดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.2556 การเจรจาได้รวมเนื้อหาและประเด็นที่เป็นกังวลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศภาคีในการบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีความคืบหน้าน้อยมาก เช่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการติดตามตรวจสอบ การรายงานและการยืนยันผลของปฏิบัติการในระดับประเทศรวมถึงประเด็นการปรับตัว COP ที่กรุงวอร์ซอร์มีการจัดตั้งกลไกระหว่างประเทศอันใหม่ขึ้นคือ International Mechanism for Loss and Damage ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเน้นถึงกรณีเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วในประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ ยังเห็นชอบต่อรายงานการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Rulebook)ในภาคป่าไม้และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือ กรอบเวลาในการพัฒนาความตกลง(the 2015 agreement)ที่ต้องเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์นำการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมที่สำคัญซึ่งทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการเจรจาไปอย่างมาก มีการลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ที่ให้ประเทศภาคีต่างๆ ส่ง การทบทวนและเสนอกติกาการทบทวนและส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน (intended nationally determined commitment, INDCs) และเกณฑ์สากลที่จะรับประกันถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้และกลไกการติดตามตรวจสอบที่เหมาะสมในการดำเนินงาน คำว่า “การมีส่วนร่วม(contribution)” เข้ามาใช้แทนคำว่า “เจตจำนง(commitment)” เพื่ออรรถาธิบายถึงความพยายามร่วมกันของประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา โดยการส่ง INDCs นั้นจะปราศจากการตัดสินไปก่อนล่วงหน้าถึงลักษณะในทางกฎหมายของ “การมีส่วนร่วม(contribution)” ตามความแตกต่างภายใต้หลักการ “Common but Differentiated Capabilities” กาประนีประนอมเปิดทางไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมากของการเจรจาในกรุงลิมา เปรู และกรุงปารีส ฝรั่งเศส

พ.ศ. 2557 การเจรจาผ่าทางตันที่ลิมา

ความคาดหวังสำหรับการประชุมรัฐภาคีที่กรุงลิมา เปรู (COP 20) มีลักษณะปนเปกัน อันเนื่องมาจากประสบการณ์ในกรุงวอร์ซอ โปแลนด์ เพื่อมุ่งไปสู่ความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในระดับโลกที่ปารีสในเดือนธันวาคม 2558 การเจรจาที่ลิมาต้องมีเกิดผลที่ชัดเจน มีการตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้นในลิมาเพื่อเตรียมปูพื้นฐานของความตกลง หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันเพื่อร่างเนื้อหาความตกลงเพื่อนำไปเข้าสู่เวทีการเจรจาที่ COP 21 โดยที่ประเทศภาคีต่างๆ เริ่มต้นเจรจาในช่วงการเตรียมประชุมรัฐภาคีที่กรุงปารีส นอกจากนี้ การเจรจาที่ลิมาก็ยังไปสู่การตัดสินใจสำคัญสองสามประการดังนี้ :

  • การปรับตัวได้รับการยกระดับให้มีความสำคัญเท่าเทียมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
  • การยอมรับอย่างเป็นทางการของแผนงานการปรับตัวระดับประเทศในฐานะเป็นแนวทางในการสร้างขีดความสามารถในการฟื้นคืนจากวิกฤต(resilience) โดยเป็นเครื่องมือที่สามารถเห็นได้และความเชื่อมโยงไปสู่กองทุนโลกร้อนที่เรียกว่า Green Climate Fund (GCF) การมีส่วนในกองทุน GCF ตั้งไว้ในช่วงแรกอยู่ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมการมีส่วนในกองทุนจากประเทศกำลังพัฒนา 5 ประเทศ
  • ประเทศภาคีบรรลุถึงระดับความเข้าใจใหม่ว่าด้วยการติดตามตรวจสอบ และการวัดผลเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศ(Intended Nationally Determined Contributions,INDCs)ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผลจากการประชุมเจรจาที่ลิมายังคงเหลืออีกหลายประเด็นให้จัดการต่อไป การเจรจาไม่ได้พิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของสถานะต่างๆ ที่แตกต่างกันในแง่ของการลดการปล่อย อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานที่ 1 ในเรื่อง the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ประสบผลในการประชุมที่เจนีวาโดยมีเนื้อหาการเจรจาความหนา 86 หน้า ในฐานะเป็นพื้นฐานของการเจรจาที่ปารีส โดยเป็นเอกสารที่เนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้นกว่าร่างเนื้อหาจากการประชุมที่ลิมา

พ.ศ.2558 ปารีส ความตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่แท้จริงฉบับแรก

  • กระบวนการที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เพื่อจะไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดในเชิงกระบวนการที่เกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 จุดเน้นหลักของประธานการประชุมรัฐภาคีของฝรั่งเศสได้รับรองว่ากระบวนการที่จะได้มาซึ่งความตกลงจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการรับฟังทุกมุมมองและรักษาไว้ซึ่งความโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นกระบวนการที่หาจุดประนีประนอมระหว่างประเทศภาคีต่างๆ ขณะเดียวกันมุ่งให้เกิดความตกลงที่มุ่งมั่น

เมื่อการประชุมเจรจาที่ดำเนินไปสองสัปดาห์ยุติลง ประธานการประชุมรัฐภาคีที่ปารีสได้รับการยกย่องต่อความสำเร็จในการเปิดให้ประเทศภาคีทั้งหมดมีความเป็นเจ้าของในกระบวนการเจรจา ทำให้ให้เกิดความตกลงพหุภาคีที่แท้จริง ความตกลงปารีสดึงเอาประชาชาติ 195 ประเทศ อยู่ภายใต้กรอบความตกลงเดียวกันและในการจัดการกระบวนการของตรรกะในการลดคาร์บอนระดับโลก

  • ทำไมความตกลงปารีสประสบความสำเร็จ

ความตกลงปารีสไม่เพียงแต่ตั้งเป้าหมายเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ยังตระหนักถึงความจำเป็นในการไปให้ถึงเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งผนวกความต้องการของกลุ่มประเทศที่เป็นหมู่เกาะซึ่งมีความเปราะบางเข้าไปด้วย

ความตกลงปารีสประสบผลในสร้างการมีส่วนร่วมที่มีความน่าจะเป็นมากที่สุดโดยการสร้างกลไกที่ยืดหยุ่นเพียงพอในการดึงให้ทุกประเทศภาคีมารวมอยู่ด้วยกัน โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคุณลักษณะต่างๆ ของความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ตามคำพูดของ Laurent Fabius ประธาน COP ที่ปารีส ความตกลงปารีสประสบผลในการเป็นความตกลงที่คำนึงถึงความแตกต่าง เป็นธรรม คงทน มีพลวัตร สมดุลและมีผลในทางกฎหมาย(“being differentiated, fair, durable, dynamic, balanced and legally binding”) ความตกลงมุ่งถึงความจำเป็นของทุกประเทศภาคี จากกลุ่มประเทศหมู่กาะที่มีความเปราะบางมากที่สุดต่อวิกฤตโลกร้อน ไปถึงกลุ่มประเทศอุตสากรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จำต้องทำการปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนด้านพลังงาน และในการสร้างกรอบและขอบเขตงานเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นลำดับ

ความตกลงปารีสบรรจุตรรกะของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยที่มีการเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยเป็นช่วงๆ และช่วงของการลดการปล่อยสูงสุดและค่อยๆ ลดลง โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการลด ละ เลิกเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพื่อให้เกิดสมดุลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์โดยทั้งหมด(anthropogenic emissions)ด้วยแหล่งดูดซับคาร์บอน(removal by sinks) เพื่อให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเต็มที่ ที่สำคัญที่สุด ภาษาที่อยู่ในความตกลงได้ส่งสัญญานชัดเจนสำหรับการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำไปยังผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุนและชุมชนธุรกิจ

  • สาระสำคัญของความตกลงปารีส

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) สิ่งที่ภาคีทุกประเทศจะต้องจัดทำเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของความตกลงปารีส คือ สิ่งที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น” (Nationally Determine Contribution: NDC) อย่างต่อเนื่อง เนื้อหาของ NCD อาจประกอบด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพในความตกลงปารีสก่อนกำหนด ให้ภาคีทุกประเทศมีการจัดส่ง NDC ทุกๆ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 โดยจะต้องให้ข้อมูลที่แสดงความโปร่งใส บทบัญญัติในข้อนี้นับเป็นพันธกรณีหลักของความตกลงปารีส ทั้งนี้ NDC จะต้องมีความก้าวหน้า และแสดงความพยายามสูงสุด โดยสะท้อนหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง คำนึงถึงศักยภาพและสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน

การปรับตัว(Adaptation) ความตกลงปารีสได้ตระหนักถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยง บรรเทาและจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางลบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และตระหนักถึงบทบาทของการพัฒนาที่ยั่งยืนในการลดความเสี่ยงของการสูญเสียและความเสียหาย

กลไกการเงิน (Finance) เป็นพันธกรณีของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะต้องให้ทรัพยากรทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวโดยเป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์ที่กำหนดโดยประเทศ ลำดับความสำคัญและความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนา และจะต้องมีการรายงานข้อมูลการให้การสนับสนุนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทุกๆ 2 ปี และจะต้องมีการทบทวนผลการดำเนินการระดับโลก

ในความตกลงปารีสได้กำหนดให้กลไก/หน่วยงานภายใต้อนุสัญญา ได้แก่ Green Climate Fund, Global Environment Facility (GEF), Least Developed Countries Fund และ Special Climate Change Fund สนับสนุนการดำเนินงานตามความตกลงนี้ โดยเน้นให้เข้าถึงการสนับสนุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างขั้นตอนการอนุมัติเงินสนับสนุนที่ไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ที่ประชุม COP 21 ได้ตัดสินใจให้ประเทศพัฒนาแล้วมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทางการเงินตามเป้าหมายเดิมที่ “หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี” ถึงปี 2025 โดยที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีสจะร่วมกันกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ในปี 2025 โดยกำหนดขั้นต่ำที่หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

บททดสอบ การดำเนินการภายใต้ความตกลงปารีส

ในขณะที่ความตกลงปารีสได้รับการยกย่องว่าเป็นปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนที่เดินหน้าไปทิศทางที่ถูกต้อง การเพิ่มเป้าหมายที่มุ่งมั่นในการลดการปล่อย และการเป็นความตกลงแบบพหุภาคีที่แท้จริง แต่ถึงกระนั้น ยังมีความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าและต้องการความชัดเจน มันเป็นการดำเนินการซึ่งท้ายที่สุดแล้วบอกเราว่าความตกลงปารีสจะสอดคล้องต้องกัน(fit)กับเป้าหมายหรือไม่ ทุกประเทศภาคีโดยการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ จำเป็นจะต้องแปรความตกลงนี้ไปสู่การลงมือทำ จุดที่สำคัญที่สุดคือการที่ NDCs ของแต่ประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 1.5 องศาเซลเซียส เป้าหมายการลดการปล่อยของแต่ละประเทศจะต้องถูกขยายเพิ่มในขณะที่กองทุนในการปรับตัวสำหรับกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางจะต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในลักษณะที่สามารถคาดการณ์ได้ ความตกลงปารีสยังขาดความชัดเจนในกลไกการดำเนินงานหลายประการ ซึ่งจะต้องมีการลงรายละเอียดในประชุมรัฐภาคีครั้งต่อๆ ไป

ประวัติศาสตร์ย่อของการเจรจากู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (ตอนที่ 1)

1980s-1990s (พ.ศ. 2523-2542) : ภาวะโลกร้อน(Global warming) ในฐานะนโยบายเกิดใหม่

earthrise_vis_1092

 ภาพ Earthrise โดยองค์การนาซา

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535 เป็นกรอบในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ และการประชุมในประเด็นเกิดใหม่เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) โดยในปี พ.ศ.2522 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) จัดประชุมสภาพภูมิอากาศโลกเป็นครั้งแรกที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์เพื่อประเมินองค์ความรู้ที่มีอยู่ว่าด้วยความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

จากมุมมองทางการเมือง ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ในช่วงเวลานั้นยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ทางทฤษฏีโดยที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เพียงพอและมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

ช่วงคริสตทศวรรษ 1980s มีการปรับปรุงแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ(climate models) ประชาชนและนักการเมืองมีความตื่นตัวเรื่องโลกร้อนมากขึ้น ใน พ.ศ.2531 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกและโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ(UNEP)จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับสถานะขององค์ความรู้และให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ IPCC ไม่ได้ดำเนินการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคณะทบทวนรายงานที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่ตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการพิจารณาตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer reviewed)ทุกๆ ปี และสรุป “สถานะขององค์ความรู้” ในรายงานการประเมินซึ่งตีพิมพ์ทุกๆ 5 ปี หรือมากกว่านั้น

ในปี พ.ศ.2532 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP)และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกริเริ่มเตรียมการเจรจากรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุสัญญานี้จะประกอบด้วยหลักการและข้อตกลงขั้นพื้นฐานซึ่งจะมีการทำงานในรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านพิธีสารและบทแก้ไขเพิ่มเติมอื่นๆ

ช่วงปี พ.ศ.2533 และ 2535 การเจรจาเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล(the Intergovernmental Negotiating Committee)ว่าด้วยกรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 5 ความท้าทายหลักของการเจรจานอกเหนือจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็คือ แต่ละประเทศจะแบ่งความรับผิดชอบร่วมกันในระดับโลกตามแบบแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตและระดับการพัฒนาเศรษฐกิจหรือที่รู้จักกันในหลักการความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง (Common but Differentiated Responsibilities) อย่างไร?

คณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลจัดทำเนื้อหาซึ่งได้รับการรับรองในวันที่ 9 พฤษภาคม 2535 ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อมที่กรุงริโอเดอจาเนโร บราซิล รู้จักกันในชื่อ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(the UN Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) เป้าหมายสูงสุด (Ultimate Objective) ของอนุสัญญาฯ คือ “เพื่อรักษาความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้มีค่าคงที่และอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดการรบกวนโดยมนุษย์ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบภูมิอากาศโลก”

พ.ศ.2538-2548 : ข้อตกลงว่าด้วยพันธะกรณีและกลไกของนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – พิธีสารเกียวโต

B398C38B-9B68-410C-B67B-EB7B831B23E7

การประชุมครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 การประชุมรัฐภาคี (the Conference of the Parties-COP) อนุสัญญาสหประชาชาติ(UNFCCCCOP) ตกลงเริ่มต้นกระบวนการเจรจาใหม่(the Berlin Mandate)มุ่งไปสู่พิธีสารที่มีการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถวัดได้ภายใต้กรอบเวลาที่แน่นอน เหตุผลสำคัญของขั้นตอนนี้เป็นข้อสรุปโดยรายงานการประเมินครั้งที่สองของ IPCC ที่ว่าสมดุลของหลักฐานเสนอถึงอิทธิพลของมนุษย์ที่มองเห็นได้ต่อสภาพภูมิอากาศโลก ผลของกระบวนการนี้คือการรับรองพิธีสารเกียวโตในเดือนธันวาคม พ.ศ.2540 ที่เมืองเกียวโต ญี่ปุ่น

หัวใจสำคัญของพิธีสารเกียวโตคือเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกันสำหรับประเทศอุตสาหกรรมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี พ.ศ.2533 ภายในช่วงเวลาพันธะกรณี 5 ปี จากปี พ.ศ. 2551 ถึง 2555 ในทางปฏิบัติ ประเทศอุตสาหกรรมจะได้รับโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขีดจำกัดของการปล่อยต่อปี ประเทศดังกล่าวสามารถเพิ่มโควต้าการปล่อยของตนผ่านความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการลดการปล่อยจากการซื้อคาร์บอนเครดิต(carbon credits) หรือผ่านการซื้อโควต้าการปล่อยจากประเทศอื่นๆ (ในกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริงของอีกประเทศหนึ่งต่ำกว่าโควตาการปล่อยของตน)ซึ่งเรียกว่า emissions trading ในขณะที่โครงการที่เป็นความร่วมมือในการซื้อขายคาร์บอนระหว่างประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยกันเรียกว่า “การดำเนินการร่วม(Joint Implementation-JI) ส่วนโครงการระหว่างประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาจะอยู่ภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism-CDM)

อย่างไรก็ดี การเจรจาของพิธีสารเกียวโต(พ.ศ.2538-2540) เป็นไปอย่างเชื่องช้า ประเทศต่างๆ ถกเถียงกันในหลักการ หลักการความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง ตัวอย่างเช่น ประเทศอุตสาหกรรมตั้งข้อสงสัยถึงประโยชน์ของพิธีสารโดยปราศจากพันธะกรณีของประเทศที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น จีน อินเดีย เม็กซิโกและบราซิล แม้กระทั่งก่อนเวทีเจรจาที่เกียวโต สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริการับรองมติ Byrd-Hagel Resolution ที่สั่งให้คณะเจรจาของสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับพิธีสารที่ปราศจากการเข้าร่วมอย่างมีความหมายของประเทศที่กำลังพัฒนา ท้ายที่สุดคณะเจรจาของสหรัฐฯ ยอมรับถึงพันธะกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถวัดได้ แต่สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ไม่ได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตและในเดือนมีนาคม พ.ศ.2544 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตัดสินใจถอนตัวจากพิธีสารซึ่งในความเห็นของเขาเป็นเนื้อหาที่มีจุดบกพร่องอย่างร้ายแรง

ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะถอนตัว ประเทศอื่นๆ โดยการนำของสหภาพยุโรปพยายามเดินหน้ากระบวนการเจรจาพิธีสารเกียวโตตลอดช่วงปี พ.ศ.2544 ส่วนหนึ่งโดยการเปิดให้ประเทศอุตสาหกรรมใช้การดูดซับคาร์บอนลงดินและต้นไม้ และตกลงให้มีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ถึงแม้ว่าแนวทางดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นบ่อนทำลายพิธีสารเกียวโต แต่ก็ได้รับการสนับสนุนโดยประเทศอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รัสเซีย แคนาดา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นต้น หนึ่งในหมุดหมายหลักของการเจรจาที่ดำเนินสืบเนื่องคือข้อตกลงมาราเกซ(the Marrakech Accords)ในเดือนพฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นแผนรายละเอียดและกระบวนการเพื่อดำเนินการพิธีสารเกียวโตและกลไกต่างๆ ของพิธีสาร หมุดหมายสำคัญอีกอันหนึ่งคือการให้สัตยาบันของสหพันธรัฐรัสเซียในเดือนพฤศจิกายน 2547 ทำให้พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

พ.ศ.2548-2553 : ความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนา

Screen Shot 2560-05-31 at 6.06.48 PM

แนวคิดเศรษฐกิจโดนัท (Doughnut Economics)

ทันทีหลังจากพิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในปี 2548 การเจรจารอบใหม่ที่เป็นพันธกรณีหลังปี 2012 การที่พิธีสารเกียวโตไม่ได้มีการให้สัตยาบันโดยประเทศอุตสาหกรรมทั้งหมด เช่น สหรัฐอเมริกา การเจรจา 2 แนวทางจึงเกิดขึ้น ในปี 2548 ณ ที่ประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจในการทำงานเรื่องพันธกรณีสำหรับประเทศภาคีในภาคผนวกที่ 1 ของพิธีสารเกียวโต ในปี 2550 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการบาหลี(the Bali Plan of Action-COP13) มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยปฏิบัติการความร่วมมือในระยะยาวโดยมีส่วนร่วมจากประเทศภาคีสมาชิกทั้งหมดรวมถึงสหรัฐอเมริกาภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในปี 2550 แผนปฏิบัติการบาหลี (COP13) ยกร่างกระบวนการเพื่อไปให้ถึงข้อตกลงความร่วมมือในระยะยาวหลังปี 2555 ช่วงปี 2550 และ 2552 ความคาดหวังถึงผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนขยายตัวในระดับสูง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมีคณะเจรจาและผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน แต่ในที่สุด การประชุมที่โคเปนเฮเกนล้มเหลวที่จะสรุปแผนปฏิบัติ การบาหลีโดยไม่มีเสียงเป็นเอกฉันท์ในการบรรลุข้อตกลงโคเปนเฮเกน ถึงกระนั้น ข้อตกลงโคเปนเฮเกน ก็มีประเด็นที่เป็นรากฐานในการเจรจารอบต่อมา ที่มีความสำเร็จมากขึ้น เช่น การกระตุ้นให้ประเทศกำลังพัฒนามีแผนปฏิบัติการ การลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งถือเป็นการผ่าทางตันครั้งแรกของหลักการความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง

ความตกลงแคนคูนที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2553 (COP-16 เมืองแคนคูน เม็กซิโก)สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนการเจรจานับตั้งแต่โคเปนเฮเกน จากโครงร่างแบบบนลงล่างโดยที่เป้าหมายที่ครอบคลุมจะถูกแปลงเป็นเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ(เช่นในกรณีของพิธีสารเกียวโต) ไปสู่การตั้งปฏิญานที่เป็นเป้าหมายของแต่ละประเทศต่างๆ มารวมกันเป็นความพยายามระหว่างประเทศ ความตกลงแคนคูนเปิดให้แต่ละประเทศตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนที่เรียกว่า pledges และเห็นชอบต่อขั้นตอนในการทบทวน pledges ในระดับโลก

ความตกลงแคนคูนถูกพิจารณาว่าเป็นความสำเร็จด้วยการแสดงให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของการเจรจาโลกร้อนในอนาคต จนถึงการเจรจาที่โคเปนเฮเกนที่พยายามจะตั้งเป้าหมายรวมของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ผนวกเข้ากับหลักการป้องกันไว้ก่อนของกรอบอนุสัญญา และนำไปสู่การตั้งเป้าหมายของประเทศต่างๆ การเจรจาที่แคนคูนแสดงให้เห็นว่าการสร้างนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ประเทศภาคียอมรับได้ถ้าหากแผนปฏิบัติการต่างๆ ผนวกรวมเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา เช่น ความตกลงแคนคูนรวมถึงการตัดสินใจว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะมีแผนปฏิบัติการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมในระดับประเทศ(Nationally Appropriate Mitigation Actions หรือ NAMAs) ภายใต้บริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมีการสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถ เงินทุนและเทคโนโลยีเพื่อไปให้ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ดำเนินไปตามปกติในปี พ.ศ. 2563

 

 

A decade ago, my adventure in Copenhagen

COUNTDOWN CLOCK

December 10, 2009

The “Countdown to Copenhagen” clock for the UN climate summit appears on my mobile phone screen after I’ve landed at Kastrup airport of Copenhagen and waiting for train to central station. It’s exactly 24 hours before the most important meeting in the history of mankind is about to begin to find a way forward to deal with catastrophic climate change.

There are billboards along the walkway catching my eye. It’s featuring ageing world leaders with quote “I’m sorry, we could have prevented catastrophic climate change … we didn’t”.

The leaders featured in the adverts, Lula of Brazil, Tusk of Poland , Brownof UK, Merkel of Germany, Sarkozy of France , Zapatero of Spain, Medvedev of Russia, Harper of Canada and Rudd of Australia are part of Greenpeace campaign to remind them of their responsibility to the future generations and take the right decision to ensure a FAB (fair, ambitious and binding) deal for the climate and for all life on the planet.

Thousands of people have descended on Copenhagen for this unique summit (also known as the 15th Conference of Parties or COP 15 in short) and all hotels, hostels, accommodation even grounds turning into make shift accommodation for the thousands more expected to arrive in next few days. Fortunately I have a bed at a youth hostel where I am sharing the small room with 6 young members of Friend of the Earth from Germany.

On the first day at the Bella Center, the venue of the climate summit, there is a kilometer-long queue of participants waiting for registration in freezing weather as negotiating teams, journalists from 192 countries arrive for the opening sessions, not to mention mass of NGOs and civil societies from all corners of the planet. The long queue is also allowing variety of campaigning groups to interact with those who stay in the line. Greenpeace’s Café with activists serving hot coffee and pushing FAB deal, big screen that is joint effort between Greenpeace and tcktcktck partner under neat Metro line and right in front of the entrance showing several video clips round the clock from morning until late evening. Video clips include features from climate defender camp in Sumatran forest at Kampar peninsular of Indonesia, climate impact in the pacific.

At the entrance, several groups are making their own voices heard; men and women in red – climate debt agent – holding banner reads “rich countries –pay your climate debt!” ; a usual show-up of supreme Master Ching Hai distributing “Be Veg, Go Green, Save the Planet” leaflets ; men and women with kangaroo puppet with the message blaming “Australian Coal” as the killer of the planet ; a COP of coffee – a free cup of coffee courtesy of the wind energy industry – have coffee bike that serve fresh coffee, cappuccino and chai tea to those who are on way to the entrance.

Coming a long way to Copenhagen – my first climate summit – I am unable to get register on the first day as my name is still waiting to include in the new list of Global Campaign for Climate Action(GCCA), I am amazed by looking at the whole compound of Bella Center from the metro elevated platform, with one big wind turbine behind and power plant pumping out smoke plume on the horizon, yes Greenpeace’s climate rescue station next to the building, I wish for the best, a fair, ambitious and binding deal. Otherwise, Copenhagen summit will be only a showcase of corporate-driven climate solutions and an ongoing political talk fest.

The countdown clock on UNFCCC website read zero. Talks begin under gloomy sky of Copenhagen.

KEEP TALKING…THE BOAT IS READY

December 11, 2009

I unfortunately miss the highlight on the first day when Leah Wickham – a young woman from Fiji speaking on behalf of more than 10 million people who signed tcktcktck petition calling for an immediate legally binding and Abigail Jabines – International Solar Generation Coordinator presenting Yvo De Boer UNFCCC Executive Secretary and Connie Hedegaard-new President of COP15 , Denmark’s famous lego bricks symbolizing building block for a Fair Ambitious and Binding deal. Wickham ended her speech that is being echoed by many in Copenhagen : “the time for talking is over and now it’s a time for action”.

Reading one line in the COP15 Post – the daily climate conference news published daily by CPHPOST.DK – It was amusing to hear Mr. de Boer’s rection to Leah wickham’s speech when he jocularly concluded his response with “…but I hope you will be a bit patient and give us two more weeks of talking and then we will deliver on the action…”

We know that in two weeks , there is a lot that needs to be discussed and decided upon. Starting from the the proposed GHG reduction targets for both the 2nd commitment period and beyond to whether the new agreement will be expanded to include GHG emissions from the international marine and aviation industry. Whether Clean Development Mechanisms (CDM) will include the untested and expensive Carbon Capture and Storage technology. Whether the agreement will include measures to curb the rate of deforestation, especially of tropical rainforests in developing countries – known as Reducing Emissions from Deforestation and Degradation (REDD), and many more…but at the end of the day we do need leaders who act, not politicians who talk.

At the Central Station on my way back from Bella Center, I met up with team of young people who were handing out leaflets and inviting commuters to Klima Forum 09 – the civil society counterpart of the COP15 that represent ordinary concerned citizens from all around the world. I decide to go take a look as the venue DGI-Byen Copenhagen was only a short walking distance from the central station.

Aside from exhibits, workshop, talk, theatre and music organized there, I mostly struck by a photo of a boat listing every single Climate Conference of Parties since 1992;

Earth Summit Rio de Janero, Brazil, 1992 CoP 1, Berlin, Germany, 1995 CoP 2 Geneva, Switzerland, 1996 Cop 3 Kyoto, Japan, 1997 CoP 4 Buenos Aires, Argentina, 1998 Cop 5 Bonn, Germany, 1999 CoP 6 The Hague, 2000 CoP 6+ Bonn, Germany, 2001 CoP 7 Marrakech, Morroco, 2001 CoP 8 New Delhi, India, 2002 CoP 9 Milan, Italy, 2003 CoP 10 Buenos Aires, Argentina, 2004 CoP 11 Montreal, Canada, 2005 CoP 12 Nirobi, Kenya, 2006 CoP 13 Bali, Indonesia, 2007 CoP 14, Poznan, Poland, 2008 CoP 15, Copenhagen, Denmark 2009.

Mr. Boer got two weeks and no more…Enough is enough, it is clear the time for climate action is now.

THE ENTRANCE

“I was at war in Vietnam,” said the charismatic elderly gentleman of American-Indian origin, sitting next to me on the bus heading to Bella Centre. As a member of indigenous people networks actively participating in the COP15 he was heading for a TV interview at Klima Forum as we got chatting and he found out that I was from Bangkok and worked for Greenpeace. “But after one year of war , during my transition time in Hawaii, I reflected and decided to change the way I live my life and I went back to the ‘entrance’ of where I use to belong to, and sort of decolonized myself. Now I am here and join the global call for climate justice.”

Sometimes I feel lost in the massive crowd of over 25,000 people here in Copenhagen, but then it is very easy to meet up with like minded people from other parts of the world that being friend and share our common vision.

At the entrance of Bella Center, many people are still queuing in the long line waiting for registration. I am told that thousands more are inbound to Copenhagen and hopefully will include more than 110 heads of state. Security at the entrance is getting more and more stringent but what I like most at the entrance, is the big flat TV screen featuring Greenpeace campaign activities around the world including climate defender camp from Indonesia.

But today I was following instructions “…After passing through the registration area and the ID badge checkpoint, walk directly ahead past the cloakroom and through the exhibition area towards a set of double doors, above which is a banner advertising the NGO Climate Rescue Station. Push through the doors, turn left and the Climate Rescue Station will be in front of you. It’s there at the Bella Center…”

I really wanted to see the Rescue station after first seeing the pictures at the Climate Summit in Poznan in 2008. At the Copenhagen Climate Summit it has become NGO Climate Rescue Station and host events throughout the period such as photo exhibitions, debates and film screenings organized by organizations that are part of the Global Campaign for Climate Action and free coffee served from the station every morning.

Short history of the station goes ;

In Poland 2008 the station was set up on the edge of one of the biggest open cast mine in Europe to protest the expansion of the mine and expose true cost of coal. Its position on the edge of the mine show how coal, the worst climate polluting of all fossil fuels, is driving our planet to the edge. Greenpeace activists join hundred of local people including town mayor threatened by the expansion of the pit mine to call for a clean energy revolution in Poland.

During COP14, the CRS moved to Poznan town square where it host a climate impacts exhibition and a concert platform by the British Symphonia Orchestra and speech by Yvo De Boer.

After Poland, the station moved to Madrid, Spain, where it was used by Greenpeace Spain as part of the 25th anniversary celebrations. The CRS hosted public exhibitions showing the impacts of climate change in Spain, and was used for concerts and political discussions. It was also used as an educational center to teach children about renewable energy.

At Glastonbury festival in the UK in June 2009, the station hosted exhibitions and was an information centre about Greenpeace UK’s campaign against third runway at Heathrow airport and against proposed new coal-fired power plants in the UK.

I met up colleagues from Greenpeace as the Official opening of “Consequences” – a photo exhibition of climate impacts the world is already suffering – about to start.

Greenpeace International’s new Executive Director, Kumi Naidoo is there and delivering his inspiring note on the powerful and stunning photos.

I introduce one of Thai negotiator, some of Thai NGOs colleagues and community member to this area saying that “well, it’s a smoking area and you can get free coffee, please come and relax from a very tense and chaotic atmosphere inside”

It’s true. Once we push through the door, pass through many smokers and turn left it’s right there in front of you – the climate rescue station that at least can be rescues me from talking circus in the big hall.

SAMBA DRUMS

December 16, 2009

Two police and military helicopters hover in the clear blue sky over Christiansborg Slotsplads (Parliament Square) where over 100,000 people are gathering to mark the Global Day of Climate Action that is unfolding in more than 130 countries around the world demanding world leaders to seal a fair, ambitious and legally binding climate deal.

Even at noon, temperature drops to 2 degree Celsius as I am heading toward the square and hang around there until 2.00 PM before the march to the Bella Center started. In the large crowd, I join 200 Greenpeace volunteers wearing light green jacket that read “Act Now, Change the Future”, some holding placards with different messages, a giant floating snowman and a floating globe in a lifebuoy led by the fascinating Samba Drum – the coolest volunteer team of the day.

“Let’s stick with them so that we won’t get lost” I told Topsi – former Greenpeace action coordinator from Thailand who is now studying for her master degree student in Germany and come over here to attend COP15 on behalf of University of Freiburg. When we reached the Drum group I start jumping up and down together with others.

I have been leading and participating in several demonstration and protest for more than 20 year of activism, aside from the most memorable and hard-core clean-up action in Bhopal, India, this was the biggest climate demonstration I have ever joined. Around the world over 500 organizations taking part. It’s so diverse from environmental, development, faith, labor, youth and political groups. Here in Copenhagen demonstration organizers included Greenpeace, Oxfam, 350.org, Avaaz, IndyAct, ActionAid, DanChurch Aid, WWF Denmark, Climate Justice Action, Socialist People’s Party Youth, The Danish Social Democratic Youth, Enhedslisten (Red/Green Alliance) and People’s Climate Action, etc.

On the stage before the really started, speakers are giving inspiring speeches to warm up demonstrators. The most memorable speeches were by Helena Christensen-Danish-Peruvian Model and Photographer, Kumi Naidoo – Greenpeace International Executive Director, Rahul Bose –Bollywood actor and Global Ambassador for Oxfam and Vandana Shiva-eco feminist. Around 2 pm. The rally start moving from Parliament Square across the bridge. At Nyhavn port, not far from the bridge I can see Greenpeace ship’s Arctic Sunrise that has been anchored in Copenhagen from beginning of Climate Summit as part of the big Greenpeace family to help pushing the delegates to really achieving a legally binding agreement that is really needed. One big banner on board read “Politicians Talk, Leaders Act”.

From the bridge, I keep walking, dancing and holding “Climate Justice NOW” placard together with the Samba Drums gang to Chistainia area. More people join the march. Then moving slowly to Tingvij/Frankrigsgade. It was about 4.30 pm and sky turning dark already when the first part of the rally reached Sundby area where I can see 1 Megawatt wind turbine operating behind the Bella Center.

Outside the Bella center, the stage cut across the road. Note from Wanun Permpiboon – one of Thai colleague who has been helping Thai Negotiating Team inside the Bella Center “It was wonderful to see human sea of light bringing a message of hope and solidarity, most of people in the room stop discussion and came out to see it on the screen”.

Civil Society team from Thailand had also join the rally with other groups. They told the other day that rally at the front was moving so fast and made an enough space for police to “seal-off” some protesters from the march. On that day, police has arrested several hundred activists.

As speakers on the stage went to Bella Center handing over the ship sails to UNFCCC Executive Secretary Yvo De Boer, all Greenpeace volunteer got in the bus heading to warehouse for debrief.

After debrief, I take on Greenpeace inflatable from warehouse to where Arctic Sunrise is anchored then took the bus to Danhostel Bellahoj, Topsi who stay with other 200 volunteers sent a short message “Samba Drum start playing now for volunteer party”. I miss it.

BELLA CENTER

December 17, 2009

Late morning on Sunday, Penchom Tang and Kingkorn Narinthon Na Ayutthaya- Thai Working Group for Climate Justice’s colleagues asked me to help taking community leaders from Thailand to participate in “Hit the Production” action conducted by Climate Justice Now! “Hit the Production” Action will target the harbour with a mass blockade as the global shipping industry is at the heart of capitalism, a key symbol of an industrial System that is based on grow and the use of fossil fuels.

“Sure” I say.

Later on the idea is being called off because it is high risk-taking and arrest is possible for Thai communities members. Unfortunately, all of them are not get used to outdoor activity under extreme cold weather. As they come across that Thailand’s Environment Minister-Khun Suvit Khunkitti is already in town ahead of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, Thai community leaders then want to meet with him.

On December 8, 2009 representatives of Thai civil society met PM Abhisit and already submitted its recommendation on the Thai Government’s positions towards Copenhagen climate summit and related national policy formulation concerning that the outcome of Copenhagen climate change negotiations is likely to affect Thailand and Thai citizen, especially communities currently fighting to gear changes to some of the government policies such as the fight against right and forest uses, rights and land use, agro industries, national energy plan that emphasizes on the use of fossil fuels and the promotion of energy intensive industries like steel industry.

The Klima Forum is our meeting point. I meet up with 7 community leaders from Northern, Eastern, North-eastern, Central and Southern part of Thailand along with 5 Thai NGOs activists and walk to Marriott Hotel where Environment Minister staying. We use the hotel lobby area greeting and talking to him. Discussion has been basically about concern over position of the Thai Government related to unfolding outcome of negotiations here in Copenhagen.

“We know that our recommendation paper will not be recognized even it already handed over to Prime Minister directly. To ensure that our voices being heard it was a good idea to touch base with Khun Suvit and will be much better if we can meet up with PM Abhisit here” Said Thai NGOs colleague.

It is clear that, according to summary outcome of Thai Cabinet meeting on 10th of November 2009, on mitigation, Thailand is standing for 1) “legally binding commitment” for developed countries base on economic-wide reduction commitment for second commitment period (2013-1017) and by 2020 taking into account historical responsibility, national capacity in measurable, reportable and verifiable manners. 2) “Nationally Appropriate Mitigation Action” for developing countries on voluntary basis and based on sustainable development with financial flow, technology transfer and capacity building supported by developed countries.

Thailand has been clearly wanted to keep the spirit of Kyoto alive. But it is a big question mark as negotiation is moving slow and some controversies are being put on the table here in Copenhagen like proposals to allow money from the Clean Development Mechanism (CDM) to be used for nuclear power and carbon capture and storage(CCS). Even among G77 group, these controversies persistently remained.

I hear from the Thai Negotiating Team, some delegates are coming from industry (Federation of Thai Industry and Petroleum Authority of Thailand) and civil society has been often raising the issue of participatory process in this regard. How does industry in Thailand get in there? What about civil society? The answer that we have is that because industry is an important stakeholders that they need to play key role in the climate negotiations.

All multilateral environmental agreements negotiations should stand for benefit of the whole country and its people, not for corporate greed, is’n it?

At COP15 I have learned how negotiation process works and how the participation from civil society at all aspects has been so important to keep our own government and politicians on track. The more open space over climate change among ordinary Thai people, the better Thai negotiation team to be delivered in a more transparent and democratic manners.

At the beginning of second week of negotiations, it come out that big chuck of INGOs/NGOs will not be allowed to get in the Bella Center. I see several thousand NGOs and civil society here. But what’s wrong with that? To me that is undemocratic fashion no. 1 of the UNFCCC.

News spread around the center after developing countries led by African group withdrew the cooperation.

“It has become clear that the Danish presidency is advancing the interests of the developed countries at the expense of the balance of obligations between developed and developing countries. The mistake they are doing now has reached levels that cannot be acceptable from a president who is supposed to be acting and shepherding the process on behalf of all parties” according to BBC news.

Combined with a suspension forced by the Pacific island nation of Tuvalu that insisting on proposals to amend the UN climate convention and Kyoto Protocol be debated in full. Those were undemocratic fashion no. 2

I walk through where Environment Minister Suvit Khunkitti standing with the rest of his team and greeted with one of his advisor. I hear from Thai NGOs colleague saying that he is also walking out and backing African group’s position.

This is supposed to be my last chance to track Thai negotiating team from inside. I won’t getting the secondary badge for sure. I chat with Yuyun Greenpeace political team from Southeast Asia, he smile “I am more than happy not to get the second badge I want to get out of here!!!”

FLOPENHAGEN

December 18, 2009

“We want Copenhagen to not be remembered as a ‘Flopenhagen’, we want a Hopenhagen.”

That is the closing remark of Kumi Naidoo – Greenpeace International Executive Director at the side event on the 1st day of the COP15 to demand the Fair, Ambitious, Binding deal to the Danish Prime Minister, Lars Løkke Rasmussen.

Everywhere in the Danish capital, on the bus, train, metro, billboard, and in the newspaper I see all eye-catching advertisement “Hopenhagen”. It is being invented as a meme to show the engagement of Copenhageners with climate change and the global call to action during a two-week long climate summit.

“Hopenhagen” is part of hundreds of the official COP15 cultural events that range from indoor an outdoor exhibitions, designs, crafts, architectures, galleries, art projects, films, songs, and many more that can be checked out at www.cop15culture.com

It is somehow overwhelming.

At one moment, after the global day of climate action on Saturday 12th of December 2009 that has been put in the record of Denmark’s modern history – the biggest peaceful demonstration, I am wondering how COP15 and these related events will be a having maximum impact politically, socially and culturally to people here in Denmark.

Ironically, I can get back to that question when looking at “Hopenhagen” advertisement poster at one bus stop that is sponsored by Coca Cola, the letter “S” was written down and read “Shopenhagen”!!! Another one sponsored by Siemens, there was a short sentence “Our climate, not your business!”

“I got on the COP15 bus at midnight from Bella Center to my place and hearing the bus driver complain that it was so terrible because trouble makers around the world were here!!! “. Wanun Permpiboon, also on the bus, who has been helping the Thai negotiating team on adaptation text together with G77 parties, said “So I look at myself, oh well, I am one of them.”

After UNFCCC restricts NGOs and civil society participants inside Bella Center, “Hopenhagen” was really turning into “Flopenhagen”. While my roomates, one from Kenya and another one from Kiribati, resting on their beds frustrated as they couldn’t get inside the meeting, but I see myself running around at Klima Forum-the People Summit to catching up with NGOs colleagues.

The big idea of a Copenhagen treaty (based on the spirit of Kyoto Protocol) to replace one from Kyoto is already in bad shape as Danish Prime Minister eliminated the option even before the conference began. Even climate celebrities like Former Vice President Al Gore were speaking of a watered down climate deal – NOT WHAT THE WORLD WANTS AND NEEDS, “…At Copenhagen, we have to have a binding political agreement that the major countries – both developed and developing – sign on to,” he said in an interview with Danish newspaper, Politiken.

If it is true that world leaders agree that a legally binding climate deal seems beyond reach this year in Copenhagen, Al Gore is no better than other politicians loking for the line of least resistance, rather than what the science and people demand. His message in Copenhagen was really disgusting.

My Thai colleague Topsi and I are also very glad to meet with Sven Teske – Greenpeace’s [e]nergy revolution legendary. We ask him to visit the Arctic Sunrise to get a hot meal to ward off the cold biting Copenhagen winter – spicy Thai noodles – and a couple of low-cost beers arranged by a Thai volunteer and the crew on board.

“I wanna take out the bracket from “E” in our next energy revolution report” said Sven “I think our partners (European Renewable Energy Council-EREC) will agree.”

“Is it something you want to say about ongoing negotiations inside Bella Center” I ask.

Sven is telling me that the next mission on energy revolution is to make it for 350 ppm scenario(keep global temperature 1.5 degree limit). “then that’s enough for me”.

We get off the Metro at Chistianhavn Station and walking across the bridge toward the Arctic Sunrise. We flop in there as she is our real “Hopenhagen”.

CRACKDOWN

On December 16 Climate Justice Action and Climate Justice Now activists plan to enter the COP15 venue and stage “People’s Assembly”, the access has been highly restricted. Metro station at the Bella Center was closed. More barricades and defensive wall were put around the area.

Thai community member wake up very early morning and are joining the rally started from Sundby area. Khun Srisuwan Khaunkajorn – senior activists from Thailand and I are suppose to join them in front of the Bella Center. We took S train from central station and stop over Orestad station and walk from there. It is only access to the COP15 venue for all delegates.

At the entrance at noon I bump against Emmy Hafild – former Executive Director of Greenpeace Southeast Asia-who coming out from inside in hurry.

“Hi Tara, nice to see you again” greet Emmy. I already met her inside Bella Center two days ago. She got the pink badge that represents Indonesian delegate. She is about to leave for Jakarta “I got to go home now.”

Two word that Emmy describing me what is happening inside the COP15 ; “Chaos” and “disaster”

“When the marchers reached the Bella Center, the police inform them through a megaphone in English and some other European languages that I did not understood. The police chose to break up the demonstration even though our activists had signaled not to try to enter the conference venue after all, instead staging a gathering outside.” Note from Penchom Tang – Thai Working Group for Climate Justice who accompanied other Thai activists to the rally.

“Demonstrators in the front line are then pepper-sprayed and beaten with batons. Some tried scaling fences, climbing over police vans and even using flotation devices to cross a canal surrounding the venue.” Continued Penchom.

I am blocked by the police as trying to follow a couple of hundred delegates marching out of the Bella Center to join the demonstration. I learn that some are also beaten back with batons by the police.

The situation has settled down by early afternoon, we are calling Thai team in the really to check their safety. About 230 people were arrested.

“Thai activists are safe” Said Khun Srisuwan after hearing that they already gone back to the place they stay -the stadium outside Copenhagen.

By Thursday, an access has been more restricted with no more than 1,000 civil society representatives allowed in the Bella Center and down to only 90 on the final day of the conference.

It makes a collective of 50 NGOs to UNFCCC to write an open letter to executive secretary Yvo de Boer and COP15 president Lars Løkke Rasmussen as Connie Hedegaard has already resigned.

The letter said

“It is unacceptable that civil society observers should be limited in this forum, and we hope that the UNFCCC Secretariat will recognise and reverse this undemocratic action. The negotiations under the UNFCCC/Kyoto Protocol framework have a huge and increasing impact on the lives of ordinary people all over the world. Their participation in the climate negotiations as members of civil society is absolutely crucial for ensuring that the Copenhagen outcomes are both just and effective,” the letter reads. It argues that the proposed restrictions are a breach of legal obligations to ensure public participation in the negotiations. If civil society voices are marginalised now, they will be marginalized in the final outcome.”

I talk to Wanun Permpiboon – who got the pink badge – over phone as she was still inside the Bella Center. “If you got pink badge you can get inside but to get into the plenary you have to have “gold card” badge and “platinum card” badge for Friday.” She excitingly explains.

SPEECHES

There has been snowing since Wednesday night. All Copenhagen landscape turned white. I am on the bus no 250S to Gladsaxe Stadium outside Copenhagen’ city center with Khun Amarit(Mum) – news reporter from Thailand’s Public Broadcasting Service (TPBS) who coming over here last Saturday to document and report back home.

Kilma Forum and Øksnehallen – the new place of civil society and NGOs gathering- are packed with people on Thursday night and because of super cold weather, I decid to head back with Khun Amarit.

It is the evening period in which most of the Head of State have arrived and the Gala Dinner hosted by the Queen at Christainsborg Slot is about to begin.

Watching COP15 news report from one of the Danish TV channel at kitchen area of Gladsaxe Statdium’s dormitory, I am very excited watching breaking news of Greenpeace convoy with fake Head of State made it to the red carpet at the gala diner of the queen!!!! And banners with ‘politicians talk, leaders act’.

It has been repeating so many times on that TV channel.

Live TV broadcast also highlights the Queen of Denmark delivering her keynote address at the Gala Dinner “…it is our hope, the driver in the tomorrow as you leave Copenhagen, you have achieved positive and convincing results as an outcome of COP15 conference. I wish you all the best of luck.”

Aside from red carpet Head of State action, there is live debate on that TV channel where the moderator is throwing questions to Debaters – Kavin Rudd Australian Prime Minister, Ms. Buyelwa Sonjica South African Environment Minister, Mohamed Nasheed President of Maldives, Felipe de Jesús Calderón Hinojosa President of Mexico and representative of EU – as well as invited audiences to take the floor. One of audiences was Kumi Naidoo – Greenpeace International Executive Director who is addressing the need for Fair Ambitious and Binding deal.

Another audiences who taking the floor is Lumumba Stanislaus Di-Aiping, Chief Negotiator of G77 who referring Nobel Laureate Archbishop Desmond Tutu’s letter that is written to all leaders saying – better no deal than bad deal-. “the fundamental of this deal are extremely flawed” he ended.

Then Mohamed Nasheed quickly adds “We are in G77 and we want an agreement from Copenhagen and we do not agree with that viewpoint at all. We have to have agreement. There are so many bloc and they are obsolete and outdated dated back to the cold war. We have different set of problem. This negotiation is not taking care of the outcome”

The moderator also put question “It is fair to say there will not be a full complete international binding treaty in Copenhagen, so what next” and asking Kavin Rudd to respond.

That’s shame.

“…It’s just one part” said Kevin Rudd when refer to pledges from US and some other developed nations to assist poor nations in coping and adapting to climate change. “Wherever how far we go, there will be a lot to do in the next round of negotiation. I believe that under Felipe de Jesús Calderón Hinojosa’s chairmanship we can conclude the deal”

Moderator asked the President of Mexico “Do you think one year from now, you will be hosting the meeting like this in Mexico”

Calderón say “I hope it’s different”

Moderator continue asking “ Should the world leaders stay here in Copenhagen try to reach agreement or should they pull off to Mexico a year from now?”

“We need to do anything in a couple of day in order to reach an agreement, anyway what we want to do is to start a new negotiating process after Copenhagen in order to reach a binding treaty. We are going to ask anybody, American, Chinese to put on table to reach an agreement. This is the only world we do have and we do not have much time left” Conclude Calderón.

Mederator then asks Ms. Buyelwa Sonjica – South African Environment Minister “From African point of view, should we hammering it now or regrouping in Mexico”

“Legally binding is possible here in Copenhagen, it’s just need leadership to resolve that kind of outcome” Stressed Buyelwa.

Same question go to EU representative and he said “We need an agreement now. We need to put in legislation probably in 6 months. We already have progressive legally binding treaty in EU. If we don’t get an agreement now, we cannot agree on financing. We need to start action now. We don’t have much time”

The last respond is taken by Mohamed Nasheed “World leaders are capable in coming up with an agreement in Copenhagen. It can still happen tomorrow. We cannot hope for the deal to Mexico. It will be going on and on”

To me, it is an awesome TV debate.

On the top line message that being circulate on the email list;

“Industrialised countries have brought climate talks to the brink of collapse by refusing to accept deeper greenhouse gas emissions cuts or provide adequate funding for developing country action and adaptation.

Anger over this failure to take the lead has led to developing countries suspending work on several occasions and created divisions between the vulnerable countries who are fighting for their survival and the emerging economies who want to hold industrialized countries to account but are afraid they themselves will be unfairly forced to take legally binding targets.

World leaders arriving in Copenhagen, especially Obama, Merkel, Sarkozy and Brown must take control of this shambolic situation. They must lead and deliver us a fair, ambitious and legally binding deal to avert climate chaos.”

LEADERSHIP CRISIS

It is super cold on Friday late evening. I am in my way to city hall square after the “climate shame” photo shoot at Oksnehallen Hall in Copenhagen’s Vesterbro district – the alternative venue given to NGOs, civil society and observers by the Danish Foreign Minister in response to the restricted access at the Bella Center. It’s equipped with television links to the Bella Center until the end of COP15.

From the City Hall Square (Radhuspladsen) to the end of Kongens Nytorv shopping street is quite a long walk – I end up at “100 places to remember before they disappear” – an outdoor photo exhibition hosted by CO+Life and CARE Denmark showing 100 places on earth that are in danger of disappearing within the next few generation due to climatic changes and other human influences on the environment.

The backdrop to the photo exhibition was a large billboard on the building of the European Environmental Agency that read “Bend the Trend !”

The graph on the billboard shows the Copenhagen Climate Summit as a moment in history. It illutrates an increase in Greenhouse Gas Emissions (GHG) and average global temperatures from 1970 to 2050. In the middle is marked “COP15 today” then an upward arrow, the result of “Doing Nothing More” which will bring us to climate change havoc and a downward arrow of “Acting Ambitiously Together” that will keep far below 2 degree – the safe level scientists say will prevent dangerous climate change.

I understand why it’s called “Bend the Trend” and question the outcome from the last day of negotiations weather or not to achieve this. I recall the latest update from Greenpeace International Political team;

“…The Copenhagen Climate Summit has been on the calendar for two years. That the leaders of the rich world have turned up here with empty rhetoric and even emptier pockets beggars belief. This is particularly reprehensible given the pledges made by developing countries to curb their emissions. There are only a couple of hours left to put this right.

It is not FAIR to expect poor countries to shoulder the burdens created and ignored by the industrialized world.

It is not AMBITIOUS if rich countries refuse to make the deep cuts that science and historical responsibility demands.

It is not LEGALLY BINDING if the final agreement consists of hopes, dreams and wishes rather than commitments under international law.

Time is almost up. Will this day be remembered as the day the rich world took a giant step towards averting climate chaos, or will it go down in history as the day the death warrants of millions were signed…”

At the outdoor photo exhibition I see a very famous floating market.

Yes, Bangkok where I live is one out of a hundred places to remember before they disappear !!! – the photo title read “the Sinking City of Angles”. The photo itself is not actually of Bangkok, rather either “Samut Sakhon” or “Samut Songkram” – provinces close to Bangkok.

In the photo caption ;

“Home to hundreds of Buddhist temples and tiny canals, a multitude of street vendors, thousands of skyscrapers, an elevated urban sky train and a brand new airport, Bangkok is a tropical metropolis where the traditional East meets the modernity of the West…..”

“…Located in one of Asia’s “mega deltas” and only two meters above sea level, Bangkok is massively exposed to flooding, especially during the monsoon season. This is compounded by the fact that the city is sinking due to the soft soils, heavy urbanization and excessive pumping out of groundwater. Some estimates suggest that the whole city is subsiding by as much as 5 cm a year…”

“All these conditions make the Thai capital particularly vulnerable to climate change and rising sea levels. Any increase in extreme storm surges would erode the coastal area and cause severe flooding. Salt water intrusion could also seriously affect supplied of drinking water…Unless urgent steps are taken, large part of Bangkok could be under water before the end of century”

I am so freezing as a temperature drop further. I am asking myself “how can I make a difference here”. What comes out from the negotiations in the Bella Center expected to be really disappointing. I can feel it from my heart. What I got from Copenhagen is a feeling of anger. Yes, I am proud of being at historic global day of climate action. But at the end it’s not to “Bend the Trend” or “Seal the Deal”.

I just want to repeat what Maldives’s President who said “You cannot negotiate with mother nature”. I strongly believe that when we are at the frontier of environmental destruction or in the frontline of climate crisis, we as human beings can turn the crisis to opportunity.

Even though there is no FAB climate deal coming out of Copenhagen, the climate movement of ordinary people keep continue and growing. Hoping another world is possible and don’t give up.

What I take home from Copenhagen is to pledge for more individuals actions that will influence the others – if we design a bit of our lives to reduce our impact, support good efforts and make our lives more comfortable, beautiful, and exciting, we are sending a powerful message to everyone around us.

มหาพายุหมุนเขตร้อนในโลกเรือนกระจก (Hothouse Earth)

ธารา บัวคำศรี

พายุมังคุดเริ่มก่อตัวเป็นพายุไต้ฝุ่นวันที่ 9 กันยายน 2561 ในมหาสมุทรแปซิฟิก พายุสร้างความเสียหายให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดของเกาะกวมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 13 กันยายน จากนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นโดยมีความเร็ว 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ศูนย์กลางที่เรียกว่าตาของพายุกว้าง 50 กิโลเมตร ขนาดของพายุวัดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 900 กิโลเมตร มุ่งตรงไปยังเกาะลูซอนด้านเหนือสุดของฟิลิปปินส์ในพื้นที่ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแถบจังหวัดคากายัน (Cagayan) โดยความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 269 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นข้ามทะเลจีนใต้เข้าถล่มฮ่องกงและมณฑลกวางตุ้งของจีนแผ่นดินใหญ่ สร้างผลกระทบและความเสียหายต่อผู้คนนับล้านที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลตามแนวเส้นทางของพายุไต้ฝุ่นมังคุดลูกนี้

นักวิเคราะห์ประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่อาจถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับความเสียหายของฟิลิปปินส์อีกราว 1.6-2 หมื่นล้าน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 5-6 ของจีดีพี (Gross Domestic Products) โดยที่รายงานภาคสนามล่าสุดมีเกษตรกรฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบ 124,000 รายและพืชผลทางการเกษตรเสียหายเกือบ 3 ล้านไร่

จากการวิเคราะห์ขององค์การว่าด้วยบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ช่วงที่พายุทวีความรุนแรงกลายเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดก่อนขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ความแรงของพายุเทียบเป็นระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรวัดแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน (Saffir-Simpson Hurricane Scale) และมีขนาดใหญ่กว่าพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) ที่พัดเข้าถล่มรัฐแคโลไรนาทางตอนเหนือในวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2561 ถึงสามเท่า

แม้พายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) จะอ่อนกำลังเมื่อขึ้นฝั่ง แต่ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของรัฐแคโรไลนา ศูนย์ศึกษาพายุเฮอริเคนแห่งชาติระบุถึงความเสี่ยงที่เป็นภัยต่อชีวิตจากผลพวงของพายุคือคลื่นพายุซัดฝั่ง กระแสลมที่เกรี้ยวกราดและการเกิดน้ำท่วมขังบนฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ถึงผลกระทบที่อาจเป็นไปได้ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 12 แห่ง ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของกากสารพิษจากบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหินที่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ และผลกระทบด้านสาธารณสุขจากของเสียจากฟาร์มหมูและสัตว์ปีกที่หลุดรอดลงในแหล่งน้ำ ในวันที่ 17 กันยายน 2561 รายงานข่าวระบุว่ามีการรั่วไหลของเถ้าถ่านหินราว 2,000 ลูกบาศก์หลา จากบ่อกักเก็บในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Sutton ของบริษัท Duke Energy

img_3014

แผนที่แสดงแบบแผนการตกสะสมของฝนเมื่อพายุเฮอริเคนขึ้นฝั่งที่รัฐแคโลไรนา และตำแหน่งและการกระจายตัวของบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหิน ฟาร์มหมู พื้นที่ฟื้นฟูการปนเปื้อนสารพิษ (Superfund Site) และพื้นที่จัดเก็บสารเคมีอันตรายในพื้นที่ (ที่มา: https://www.nytimes.com/interactive/2018/09/13/climate/hurricane-florence-environmental-hazards.html?smid=fb-nytimes&smtyp=cur)

แม้ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมถึงรายงานประเมินฉบับที่ 5 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ระบุว่า พลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ระหว่าง พ.ศ. 2514-2553 กว่าร้อยละ 90 ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทรและเป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรร้อนขึ้นโดยเฉพาะมหาสมุทรชั้นบน(0 – 700 เมตร) ที่มีพลังงานความร้อนกักเก็บไว้ถึงร้อยละ 60 และส่วนที่ลึกกว่า 700 เมตรมีพลังงานความร้อนสะสมกว่าร้อยละ 30 นั้น จะไม่นำไปสู่ข้อสรุปที่หนักแน่นถึงความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ข้อมูลจากการสังเกตก็พบว่า ในกรณีของมหาสมุทรแอตแลนติก ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนนั้นเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

มหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดซึ่งน่าจะเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดเข้าถล่มตอนเหนือของเกาะลูซอนในฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและชายฝั่งตะวันออกของจีน และพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ที่พัดเข้าถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นหมายถึงพายุขนาดใหญ่ (mega-storms) จะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต (new normal)

ในกรณีของพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ ปัจจัยหลักสองประการที่หล่อเลี้ยงให้พายุยังทรงพลังคือ อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรและลมเฉือน (wind shear) ที่เป็นความแตกต่างระหว่างความเร็วลมด้านบนและด้านล่างของพายุ ยิ่งอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรอุ่นมากขึ้นและลมเฉือนต่ำ พายุเฮอริเคนยิ่งทรงพลังมากขึ้น เช่นเดียวกับมหาพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่สร้างความหายนะให้กับเมืองทาโคลบันทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ใน พ.ศ. 2556 และพายุไต้ฝุ่นอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก กรมอุตุนิยมวิทยาฮ่องกง (The Hong Kong Observatory) ยังระบุว่ามหาพายุไต้ฝุ่นเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2504 และ 2553 พายุหมุนสี่ลูกคือ เจอลาวัต (Jelawat) มาเรีย (Maria) เจบิ (Jebi) และมังคุด มีความแรงเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นในมหาแปซิฟิกเหนือและทะเลจีนใต้ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2561 นี้

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2494-2557)ในประเทศไทย พบว่าความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของกิจกรรมของพายุหมุนเขตร้อนในภาพรวมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อปริมาณฝนและภาวะแห้งแล้งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 2559 มีข้อสังเกต(ความเชื่อมั่นระดับปานกลาง) ว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบทุกๆ 10 ปี กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศทั้งจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสลับกับการเกิดภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

สิ่งที่มีร่วมกันของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศอย่างการเกิดมหาพายุหมุนเขตร้อนคือความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมตามเส้นทาง มิติทางพื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อสรุปและการคาดการณ์ของ IPCC ในเรื่องผลกระทบจากหายนะภัยทางธรรมชาติของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ

ปี พ.ศ. 2561 นี้จึงเป็นห้วงแห่งการก่อตัวของจุดเปลี่ยนของวิวาทะว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการที่เราได้สัมผัสเห็นถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรง เราได้เป็นประจักษ์พยานของสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ คำเตือนทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) และข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ณ ที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่เมืองซานฟรานซิสโกว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้) ตลอดจนรายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ที่เตรียมเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ เราในฐานะปัจเจกต้องตื่นรู้ และผลักดันผู้นำทางการเมือง บรรษัทและนักลงทุนให้ลงมือทำจากความท้าทายที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ร่วมกัน

สุดท้าย เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ซึ่งบอกเราว่า ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ มีความยืดหยุ่นและฟื้นคืนสภาพได้เร็วเท่านั้นจะเป็นเครื่องมือในการเตรียมความพร้อมรับมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความสุดขั้วมากขึ้น ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจที่ฉ้อฉลและไม่เป็นธรรมจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบอันเลวร้ายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ