คลื่นความร้อนในอินเดีย

10 มิถุนายน 2562

ช่วงต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2562 คลื่นความร้อนเข้มข้นสร้างความแห้งผากทางตอนเหนือของอินเดีย บางพื้นที่เผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกิน 45 องศาเซลเซียส(113 องศาฟาเรนไฮต์) ในวันที่ 10 มิถุนายน คือวันที่ร้อนที่สุดของเดือนในกรุงเดลี อุณหภูมิแตะ 48 องศาเซลเซียส (118 องศาฟาเรนไฮต์)

แผนที่ด้านบนแสดงอุณหภูมิในวันที่ 10 มิถุนายน ในอินเดียและปากีสถาน ซึ่งเจอกับสภาพร้อนแล้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แผนที่ทำขึ้นจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) โดยเป็นอุณหภูมิอากาศที่ระดับ 2 เมตรจากพื้นผิว แบบจำลอง GEOS-5 เช่นเดียวกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศอื่นๆ จะใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของกระบวนการทางกายภาพ (เช่น น้ำฟ้าและกระบวนการเกี่ยวกับเมฆ) เพื่อคำนวณว่าชั้นบรรยากาศจะทำอะไร การวัดคุณสมบัติทางกายภาพจริงๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม จะนำเข้าสู่แบบจำลองเพื่อทำให้การทำ simulation ใกล้เคียงกับการวัดจริงๆ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยทั่วไป เดือนพฤษภาคมและมิถุนายนจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมจำนวนเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ปีที่ร้อนที่สุด 15 อันดับแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 6 ของอินเดีย นับตั้งแต่ที่เริ่มบันทึกอุณหภูมิในปี พ.ศ.2444

ในปี พ.ศ.2562 ฝนทิ้งช่วง ก่อนฤดูมรสุมพร้อมกับฤดูมรสุมที่ล่าช้าทำให้คลื่นความร้อนเกินจะทนทาน สภาพอากาศช่วงฤดูมรสุมมาล่าช้า 1 สัปดาห์จากการเคลื่อนตัวทางตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวเบงกอล ฝนฤดูมรสุมมาถึงตอนใต้ของอินเดียในราววันที่ 8 มิถุนายน (ช้ากว่าปกติประมาณ 7 วัน) กรุงเดลีมีอุณหภูมิลดลง อันนื่องมาจากฝนตกในวันที่ 11-12 มิถุนายน และมีพายุฝุ่น แต่ฤดูมรสุมยังไม่เกิดขึ้นทางตอนเหนือและตอนกลางของอินเดียจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่าโดยรวมฤดูมรสุมจะเกิดขึ้นปกติ แต่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียและปากีสถานจะเกิดความแห้งแล้งกว่าปกติ

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kasha Patel.

พ.ศ. 2561 คือปีที่ร้อนที่สุดอันดับสี่ ตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144510/2018-was-the-fourth-warmest-year-continuing-long-warming-trend

แผนที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561ร้อนที่สุดเป็นอันดับสี่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2423 เป็นต้นมา จากผลการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระโดยองค์การนาซาและองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ(NOAA).

นักวิทยาศาสตร์จาก Goddard Institute for Space Studies (GISS) ของนาซา ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.83 องศาเซลเซียส(1.5 องศาฟาเรนไฮท์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี พ.ศ.2494 และ 2523 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ตามหลังปี พ.ศ. 2559, 2560, และ 2558. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดตามที่มีการบันทึกเก็บข้อมูลในยุคสมัยใหม่ และในจำนวนปีที่ร้อนที่สุด 19 ปี มีจำนวน 18 ปีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวว่า “ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่ร้อนอย่างยิ่งอีกปีหนึ่งตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน” นับตั้งแต่ทศวรรษ 1880s อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์

แผนที่ด้านบนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

ภาพแอนนิเมชั่นนี้แสดงวัฐจักรฤดูกาลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวโลกในทุกๆ เดือนนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1880 แต่ละเส้นแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของโลกต่ำหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1980-2015 คอลัมน์ด้านขวาแสดงรายการแต่ละปีเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำสถิติใหม่ ค่าความแตกต่างในแต่ละฤดูกาลได้มาจากแบบจำลอง MERRA-2(the Modern-Era Retrospective analysis for Research and Applications, version 2) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานแบบจำลองโลกของนาซา

พลวัตรของสภาพอากาศมักส่งผลต่ออุณหภูมิในระดับภูมิภาค ดังนั้น ทุกๆ ส่วนของโลกจะไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นของความร้อนในแบบเดียวกัน เช่น NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีในปี ค.ศ.2018 สำหรับพื้นที่ 48 รัฐของสหรัฐอเมริกานั้นร้อนขึ้นเป็นอันดับที่ 14

แนวโน้มของภาวะโลกร้อนจะมีมากที่สุดในเขตขั้วโลก โดยในปี พ.ศ.2561 เราได้เห็นการสูญเสียทะเลน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอีก ภาวะโลกร้อนยังเร่งให้เกิดการสูญเสียมวลของพืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นยังนำไปสู่ฤดูกาลแห่งไฟที่ยาวนานขึ้นและเร่งให้เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วทบทวีขึ้น

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราสามารถรับรู้ถึงผลกระทบของแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อนแล้ว ดังจะเห็นได้จาก อุทกภัยตามแนวชายฝั่ง คลื่นความร้อน การตกของฝนที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NOAA ใช้ข้อมูลดิบแบบเดียวกันกับที่ใช้โดยนาซา แต่เป็นช่วงปีฐานที่แตกต่างกันและมีการคาดการณ์ที่แตกต่างกันในเขตขั้วโลกและภูมิภาคที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ การวิเคราะห์ของ NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 เพิ่มขึ้น 0.79 องศาเซลเซียส(หรือ 1.42 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงศตวรรษที่ 20

กราฟเส้นด้านบนแสดงการเบี่ยงเบนของอุณหภูมิรายปี ระหว่าง ค.ศ.1880 ถึง ค.ศ.2018 (โดยอ้างอิงค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1951-1980) ที่บันทึกโดยนาซา NOAA กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ทีมวิจัยของ Berkeley Earth และสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละปี การบันทึกข้อมูลของ 5 สำนักนี้แสดงถึงการขึ้นลงของอุณหภูมิที่สอดคล้องกัน ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนที่เร่งขึ้นในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมาและระบุตรงกันว่าทศวรรษล่าสุดนั้นร้อนที่สุด

การวิเคราะห์ของนาซารวมเอาการวัดอุณหภูมิพื้นผิวโลกจากสถานีตรวจวัดอากาศ เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิผิวทะเลจากทุ่นในทะเลและเรือ ตลอดจนสถานวิจัยที่แอนตาร์กติกรวม 6,300 จุด ข้อมูลนำไปวิเคราะห์โดยใช้อัลกอริทึมที่พิจารณาความแตกต่างของสถานีตรวจวัดอุณหภูมิทั่วโลก ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองที่อาจส่งผลต่อข้อสรุปจากการวิเคราะห์ การคำนวณเหล่านี้ออกมาเป็นความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกโดยเทียบปีฐาน ค.ศ.1951-1980

เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งและแนวปฏิบัติในการตรวจวัดของสถานีแต่ละแห่งเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จึงมีความไม่แน่นอนในการแปรผลความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกแบบปีต่อปี ด้วยเหตุนี้ นาซาประมาณว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะอยู่ที่ประมาณ 0.1 องศาฟาเรนไฮต์ ภายในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95

ชุดข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยในรายละเอียดค้นหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, based on data from the NASA Goddard Institute for Space Studies, and additional data from the NOAA National Centers for Environmental InformationMet Office Hadley CentreJapanese Meteorological Agency, and Berkeley Earth. Story by Ellen Gray, NASA Earth Science News Team, and Michael Carlowicz.

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

ปาบึก (Pabuk) พายุหมุนเขตร้อนข้ามปี

ในขณะที่ตอนบนของประเทศมีความกดอากาศสูงแผ่ปกคลุมทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงทุบสถิติ ภาคใต้ของไทยกำลังรับมือกับพายุหมุนเขตร้อนลูกแรกแห่งปี พ.ศ.2562ที่มีนามว่า “ปาบึก (Pabuk)”

ปาบึก เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวจากหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ ปลายเดือนธันวาคม 2561 ต่อมากลายเป็นพายุดีเปรสชั่น และวันที่ 1 มกราคม 2562 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นปรับความรุนแรงของพายุดีเปรสชันเขตร้อนเป็นพายุโซนร้อนและใช้ชื่อว่า ปาบึก (Pabuk) การปรับดังกล่าวทำให้ปาบึก กลายเป็นพายุลูกแรกของฤดูกาล 2562 ถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวเป็นพายุโซนร้อนได้เร็วที่สุดในแอ่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ

วันที่ 3 มกราคม เวลา 17:00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยออกประกาศเกี่ยวกับพายุโซนร้อน ปาบึก ฉบับที่ 13 โดยคาดว่าพายุโซนร้อนปาบึกจะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยในวันที่ 3 มกราคม และจะส่งผลกระทบกับภาคใต้ในวันที่ 3–5 มกราคม และคาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในช่วงค่ำของวันที่ 4 มกราคมนี้

นอกเหนือจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังได้ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่พายุปาบึกจะมีความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 90-95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่าพายุโซนร้อนแฮเรียตที่เข้าแหลมตะลุมพุกในปี 2505 ที่มีความเร็วลม 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งความเร็วลมดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคได้

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 68 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2494-2561)ในประเทศไทย ไม่เคยมีพายุหมุนเขตร้อน (cyclone) เคลื่อนผ่านประเทศไทยในเดือนมกราคม พายุโซนร้อนปาบึก (Pabuk) ได้สร้างประวัติการณ์

พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่านไทยมีความถี่ลดลง แต่พายุหมุนในระดับที่รุนแรงกว่าเพิ่มจำนวนขึ้น

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2494-2557) พบว่าความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของกิจกรรมของพายุหมุนเขตร้อนในภาพรวมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ ฝนและภาวะแห้งแล้งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 2559 มีข้อสังเกตว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบทุกๆ 10 ปี กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศทั้งจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสลับกับการเกิดภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

กราฟแสดงความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ.1951-2014 (พ.ศ.2494 – 2557) กรอบภาพเล็กแสดงจํานวนพายุหมุนเขตร้อนที่มีขนาดสูงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนทั้งหมด ในคาบเวลาทุกๆ 10 ปี (ค.ศ.1951-1960 1961-1970 1971-1980 1981-1990 1991-2000 และ 2001-2010 (ที่มา:https://www.trf.or.th/div3download/files/TARC2.pdf, หน้า 35)

ตารางแสดงพายุหมุนเขตร้อนท่ีมีระดับความเร็วลมสูงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อน ท่ีเคลื่อนตัวผ่านและขึ้นฝั่งในประเทศไทยระหวางปี ค.ศ.1951 – 2010 (พ.ศ.2494 – 2553)  (ท่ีมา :https://www.trf.or.th/div3download/files/TARC2.pdf, หน้า  36)

การรับมือกับภัยพิบัติท่ามกลางสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศ

ปัจจุบัน เรามีเครื่องมือทันสมัยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อรับมือจากภัยพิบัติตลอดจนปฏิบัติการกู้ภัยและความช่วยเหลือ ทางการแพทย์ในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหลายทั้งปวง

ในกรณีของการรับมือเพื่อลดผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก อย่างน้อยเกือบทุก จังหวัดทางภาคใต้มีการตั้งจุดอพยพหลายร้อยจุดเพื่อรองรับผู้คนจากพื้นที่เสี่ยงจากคลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอน หน่วยงานด้านพลังงานเตรียมแผนสำรองเพื่อมิให้การบริการด้านพลังงานและไฟฟ้าต้องหยุดชะงัก การปรับเปลี่ยนบริการของเรือโดยสารและสายการบิน การประกาศปิดพื้นที่ท่องเที่ยว และการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตขึ้น ฯลฯ

แต่กระบวนการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันและความไม่เสมอภาคกันในมิติต่างๆ ส่งผลให้ความล่อแหลมและการเปิดรับกับสิ่งที่เป็นอันตราย (Hazard) ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศมีลักษณะที่แตกต่างกันในหลายบริบท โดยกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในด้านต่างๆ เป็นกลุ่มที่มีความล่อแหลมสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ภัยพิบัติจากสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศยังเพิ่มความรุนแรงให้กับแรงกดดันอื่นๆ ซึ่งส่งผลทางลบต่อการดำรงชีวิตด้านต่างๆ ของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่ยากจน

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจที่เอื้อให้มีพื้นที่ปลอดภัยแก่ผู้คน การพัฒนาเศรษฐกิจแบบกระจายศูนย์ ยั่งยืน เป็นธรรม ยืดหยุ่นและฟื้นตัวจากแรงกดดันภายนอก และเอื้อให้มนุษย์ผูกพันกับธรรมชาติโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือ เครื่องมือเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจากสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศที่ยอดเยี่ยมที่สุด


3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา

มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก

มลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10  คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น

ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

เวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Report ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”

ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 – แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี

เมื่อการลุกฮือต้านการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของผู้คน

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก http://time.com/5473618/france-yellow-vests-climate-macron/

…คนทั่วโลกต้องการให้ผู้นำทั้งหลายแสดงภาวะผู้นำในคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราต่างเผชิญผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ประธานาธิบดีมาครองนั้นพลาดที่ทึกทักไปว่า การกอบกู้วิกฤติสภาพภูมิอากาศนั้นต้องทำให้โลกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จริงๆ แล้ว มันคือการให้ประชาชนมาก่อนและทำให้สิทธิมนุษยชนนั้นยิ่งใหญ่ด้วย…

-คูมิ ไนดู : เลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล-

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครองเป็นจุดสนใจระดับโลกในขณะที่เขาเตรียมเวที “One Planet Summit” การประชุมสุดยอดที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้โลกของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง(Make Our Planet Great Again)โดยลงมือปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งปีผ่านไป สิ่งต่างๆ ดูเปลี่ยนแปลงไปมาก ฝรั่งเศสกำลังซวนเซจากการประท้วง อันเป็นของความพยายามโดย ปธน มาครองในการเพิ่มภาษีสิ่งแวดล้อมของน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฎิรูปทางเศรษฐกิจในภาพรวม

บทความ “การประท้วงการขึ้นภาษีน้ำมันของขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและผู้คน” คูมิ ไนดู เลขาธิการคนปัจจุบันขององค์กรนิรโทษกรรมสากลและนักกิจกรรมปกป้องสิทธิมนุษยชน วิเคราะห์เหตุการณ์ลุกฮือที่ขยายวงกว้างไปสู่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลฝรั่งเศสว่า การปกป้องดูแลวิถีชีวิตของผู้คน เอื้อให้คนทั้งหลายดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ แท้ที่จริงแล้วคือเรื่องเดียวกันและเป็นการต่อสู้เดียวกัน

คูมิมองว่า หากตีความความตกลงปารีส(Paris Agreement) ให้ลึกลงไป ความตกลงปารีสรับรู้ถึงความจำเป็นในการผนวกการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ว่าจะเป็น งาน มาตรฐานในการดำรงชีวิตและสุขภาพ

ประธานาธิบดีทรัมป์เหมือนกับผู้มีความกังขาเรื่องโลกร้อนหลายๆคน ที่ชอบวางกรอบวิวาทะว่าเราจำเป็นต้องเลือกระหว่างการแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนกับการดูแลคนและการจ้างงาน สำหรับ คูมิ ไนดู ให้ความเห็นว่า มันจะเป็นความผิดพลาดของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมหากไปอยู่ในเกมการเล่นของทรัมป์และไปตอบโต้ว่า เป็นเรื่องจำเป็นในการต่อกรกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะต้องให้คนเผชิญกับปัญหาความยากลำบากของชีวิตในระยะเฉพาะหน้าอันเนื่องมาจากมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน

คูมิเสนอว่า รัฐบาลฝรั่งเศสต้องวางนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นำไปสู่การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม แทนที่จะทำให้ช่องว่างนั้นขยายกว้างออกไป รวมถึงนโยบายการอุดหนุนทางการเงินที่เอื้อให้ประชาชนหันไปสู่ทางเลือกพลังงานที่สะอาดแทนวิธีการลงโทษหากประชาชนล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้น นั่นหมายถึงภาระรับผิดชอบจะต้องเป็นของบรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล แทนที่จะเป็นภาระของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่โยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ปี 2545 ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าการประชุมสุดยอดของโลกจะประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่งหากแต่ปราศจากรูปธรรมที่จับต้องได้ ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

ภายใต้วาทกรรม “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เรายังคงเห็นการแยกตัวระหว่างวิกฤตของระบบนิเวศและวิกฤตของความเป็นธรรม จนถึงปัจจุบัน เรายังเผชิญกับความท้าทายในการผนวกประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นการพัฒนาเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายไปพ้นจากทางสองแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนาที่ก่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมหรือการมุ่งแต่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่ละเลยความเป็นธรรม

ความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศของกลุ่มประเทศ G20

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป) เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  • ไม่มีประเทศใดในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050
  • อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด
  • เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018

ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลก

อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน

ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์เฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านบนแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000-2008 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า การบันทึกข้อมูลรวบรวมโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา

ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน

ดูเพิ่มเติม ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลจาก NASA Earth Observations (NEO) มากขึ้นได้ที่
Land Surface Temperature Anomaly