พ.ศ. 2561 คือปีที่ร้อนที่สุดอันดับสี่ ตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144510/2018-was-the-fourth-warmest-year-continuing-long-warming-trend

แผนที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561ร้อนที่สุดเป็นอันดับสี่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2423 เป็นต้นมา จากผลการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระโดยองค์การนาซาและองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ(NOAA).

นักวิทยาศาสตร์จาก Goddard Institute for Space Studies (GISS) ของนาซา ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.83 องศาเซลเซียส(1.5 องศาฟาเรนไฮท์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี พ.ศ.2494 และ 2523 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ตามหลังปี พ.ศ. 2559, 2560, และ 2558. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดตามที่มีการบันทึกเก็บข้อมูลในยุคสมัยใหม่ และในจำนวนปีที่ร้อนที่สุด 19 ปี มีจำนวน 18 ปีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวว่า “ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่ร้อนอย่างยิ่งอีกปีหนึ่งตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน” นับตั้งแต่ทศวรรษ 1880s อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์

แผนที่ด้านบนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

ภาพแอนนิเมชั่นนี้แสดงวัฐจักรฤดูกาลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวโลกในทุกๆ เดือนนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1880 แต่ละเส้นแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของโลกต่ำหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1980-2015 คอลัมน์ด้านขวาแสดงรายการแต่ละปีเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำสถิติใหม่ ค่าความแตกต่างในแต่ละฤดูกาลได้มาจากแบบจำลอง MERRA-2(the Modern-Era Retrospective analysis for Research and Applications, version 2) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานแบบจำลองโลกของนาซา

พลวัตรของสภาพอากาศมักส่งผลต่ออุณหภูมิในระดับภูมิภาค ดังนั้น ทุกๆ ส่วนของโลกจะไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นของความร้อนในแบบเดียวกัน เช่น NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีในปี ค.ศ.2018 สำหรับพื้นที่ 48 รัฐของสหรัฐอเมริกานั้นร้อนขึ้นเป็นอันดับที่ 14

แนวโน้มของภาวะโลกร้อนจะมีมากที่สุดในเขตขั้วโลก โดยในปี พ.ศ.2561 เราได้เห็นการสูญเสียทะเลน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอีก ภาวะโลกร้อนยังเร่งให้เกิดการสูญเสียมวลของพืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นยังนำไปสู่ฤดูกาลแห่งไฟที่ยาวนานขึ้นและเร่งให้เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วทบทวีขึ้น

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราสามารถรับรู้ถึงผลกระทบของแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อนแล้ว ดังจะเห็นได้จาก อุทกภัยตามแนวชายฝั่ง คลื่นความร้อน การตกของฝนที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NOAA ใช้ข้อมูลดิบแบบเดียวกันกับที่ใช้โดยนาซา แต่เป็นช่วงปีฐานที่แตกต่างกันและมีการคาดการณ์ที่แตกต่างกันในเขตขั้วโลกและภูมิภาคที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ การวิเคราะห์ของ NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 เพิ่มขึ้น 0.79 องศาเซลเซียส(หรือ 1.42 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงศตวรรษที่ 20

กราฟเส้นด้านบนแสดงการเบี่ยงเบนของอุณหภูมิรายปี ระหว่าง ค.ศ.1880 ถึง ค.ศ.2018 (โดยอ้างอิงค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1951-1980) ที่บันทึกโดยนาซา NOAA กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ทีมวิจัยของ Berkeley Earth และสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละปี การบันทึกข้อมูลของ 5 สำนักนี้แสดงถึงการขึ้นลงของอุณหภูมิที่สอดคล้องกัน ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนที่เร่งขึ้นในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมาและระบุตรงกันว่าทศวรรษล่าสุดนั้นร้อนที่สุด

การวิเคราะห์ของนาซารวมเอาการวัดอุณหภูมิพื้นผิวโลกจากสถานีตรวจวัดอากาศ เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิผิวทะเลจากทุ่นในทะเลและเรือ ตลอดจนสถานวิจัยที่แอนตาร์กติกรวม 6,300 จุด ข้อมูลนำไปวิเคราะห์โดยใช้อัลกอริทึมที่พิจารณาความแตกต่างของสถานีตรวจวัดอุณหภูมิทั่วโลก ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองที่อาจส่งผลต่อข้อสรุปจากการวิเคราะห์ การคำนวณเหล่านี้ออกมาเป็นความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกโดยเทียบปีฐาน ค.ศ.1951-1980

เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งและแนวปฏิบัติในการตรวจวัดของสถานีแต่ละแห่งเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จึงมีความไม่แน่นอนในการแปรผลความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกแบบปีต่อปี ด้วยเหตุนี้ นาซาประมาณว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะอยู่ที่ประมาณ 0.1 องศาฟาเรนไฮต์ ภายในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95

ชุดข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยในรายละเอียดค้นหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, based on data from the NASA Goddard Institute for Space Studies, and additional data from the NOAA National Centers for Environmental InformationMet Office Hadley CentreJapanese Meteorological Agency, and Berkeley Earth. Story by Ellen Gray, NASA Earth Science News Team, and Michael Carlowicz.

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

ปาบึก (Pabuk) พายุหมุนเขตร้อนข้ามปี

ในขณะที่ตอนบนของประเทศมีความกดอากาศสูงแผ่ปกคลุมทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงทุบสถิติ ภาคใต้ของไทยกำลังรับมือกับพายุหมุนเขตร้อนลูกแรกแห่งปี พ.ศ.2562ที่มีนามว่า “ปาบึก (Pabuk)”

ปาบึก เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวจากหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ ปลายเดือนธันวาคม 2561 ต่อมากลายเป็นพายุดีเปรสชั่น และวันที่ 1 มกราคม 2562 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นปรับความรุนแรงของพายุดีเปรสชันเขตร้อนเป็นพายุโซนร้อนและใช้ชื่อว่า ปาบึก (Pabuk) การปรับดังกล่าวทำให้ปาบึก กลายเป็นพายุลูกแรกของฤดูกาล 2562 ถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวเป็นพายุโซนร้อนได้เร็วที่สุดในแอ่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ

วันที่ 3 มกราคม เวลา 17:00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยออกประกาศเกี่ยวกับพายุโซนร้อน ปาบึก ฉบับที่ 13 โดยคาดว่าพายุโซนร้อนปาบึกจะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยในวันที่ 3 มกราคม และจะส่งผลกระทบกับภาคใต้ในวันที่ 3–5 มกราคม และคาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในช่วงค่ำของวันที่ 4 มกราคมนี้

นอกเหนือจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังได้ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่พายุปาบึกจะมีความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 90-95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่าพายุโซนร้อนแฮเรียตที่เข้าแหลมตะลุมพุกในปี 2505 ที่มีความเร็วลม 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งความเร็วลมดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคได้

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 68 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2494-2561)ในประเทศไทย ไม่เคยมีพายุหมุนเขตร้อน (cyclone) เคลื่อนผ่านประเทศไทยในเดือนมกราคม พายุโซนร้อนปาบึก (Pabuk) ได้สร้างประวัติการณ์

พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่านไทยมีความถี่ลดลง แต่พายุหมุนในระดับที่รุนแรงกว่าเพิ่มจำนวนขึ้น

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2494-2557) พบว่าความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของกิจกรรมของพายุหมุนเขตร้อนในภาพรวมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ ฝนและภาวะแห้งแล้งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 2559 มีข้อสังเกตว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบทุกๆ 10 ปี กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศทั้งจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสลับกับการเกิดภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

กราฟแสดงความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ.1951-2014 (พ.ศ.2494 – 2557) กรอบภาพเล็กแสดงจํานวนพายุหมุนเขตร้อนที่มีขนาดสูงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนทั้งหมด ในคาบเวลาทุกๆ 10 ปี (ค.ศ.1951-1960 1961-1970 1971-1980 1981-1990 1991-2000 และ 2001-2010 (ที่มา:https://www.trf.or.th/div3download/files/TARC2.pdf, หน้า 35)

ตารางแสดงพายุหมุนเขตร้อนท่ีมีระดับความเร็วลมสูงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อน ท่ีเคลื่อนตัวผ่านและขึ้นฝั่งในประเทศไทยระหวางปี ค.ศ.1951 – 2010 (พ.ศ.2494 – 2553)  (ท่ีมา :https://www.trf.or.th/div3download/files/TARC2.pdf, หน้า  36)

การรับมือกับภัยพิบัติท่ามกลางสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศ

ปัจจุบัน เรามีเครื่องมือทันสมัยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อรับมือจากภัยพิบัติตลอดจนปฏิบัติการกู้ภัยและความช่วยเหลือ ทางการแพทย์ในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหลายทั้งปวง

ในกรณีของการรับมือเพื่อลดผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก อย่างน้อยเกือบทุก จังหวัดทางภาคใต้มีการตั้งจุดอพยพหลายร้อยจุดเพื่อรองรับผู้คนจากพื้นที่เสี่ยงจากคลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอน หน่วยงานด้านพลังงานเตรียมแผนสำรองเพื่อมิให้การบริการด้านพลังงานและไฟฟ้าต้องหยุดชะงัก การปรับเปลี่ยนบริการของเรือโดยสารและสายการบิน การประกาศปิดพื้นที่ท่องเที่ยว และการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตขึ้น ฯลฯ

แต่กระบวนการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันและความไม่เสมอภาคกันในมิติต่างๆ ส่งผลให้ความล่อแหลมและการเปิดรับกับสิ่งที่เป็นอันตราย (Hazard) ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศมีลักษณะที่แตกต่างกันในหลายบริบท โดยกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในด้านต่างๆ เป็นกลุ่มที่มีความล่อแหลมสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ภัยพิบัติจากสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศยังเพิ่มความรุนแรงให้กับแรงกดดันอื่นๆ ซึ่งส่งผลทางลบต่อการดำรงชีวิตด้านต่างๆ ของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่ยากจน

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจที่เอื้อให้มีพื้นที่ปลอดภัยแก่ผู้คน การพัฒนาเศรษฐกิจแบบกระจายศูนย์ ยั่งยืน เป็นธรรม ยืดหยุ่นและฟื้นตัวจากแรงกดดันภายนอก และเอื้อให้มนุษย์ผูกพันกับธรรมชาติโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือ เครื่องมือเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจากสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศที่ยอดเยี่ยมที่สุด


3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา

มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก

มลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10  คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น

ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

เวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Report ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”

ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 – แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี

เมื่อการลุกฮือต้านการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของผู้คน

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก http://time.com/5473618/france-yellow-vests-climate-macron/

…คนทั่วโลกต้องการให้ผู้นำทั้งหลายแสดงภาวะผู้นำในคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราต่างเผชิญผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ประธานาธิบดีมาครองนั้นพลาดที่ทึกทักไปว่า การกอบกู้วิกฤติสภาพภูมิอากาศนั้นต้องทำให้โลกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จริงๆ แล้ว มันคือการให้ประชาชนมาก่อนและทำให้สิทธิมนุษยชนนั้นยิ่งใหญ่ด้วย…

-คูมิ ไนดู : เลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล-

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครองเป็นจุดสนใจระดับโลกในขณะที่เขาเตรียมเวที “One Planet Summit” การประชุมสุดยอดที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้โลกของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง(Make Our Planet Great Again)โดยลงมือปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งปีผ่านไป สิ่งต่างๆ ดูเปลี่ยนแปลงไปมาก ฝรั่งเศสกำลังซวนเซจากการประท้วง อันเป็นของความพยายามโดย ปธน มาครองในการเพิ่มภาษีสิ่งแวดล้อมของน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฎิรูปทางเศรษฐกิจในภาพรวม

บทความ “การประท้วงการขึ้นภาษีน้ำมันของขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสถูกตีความให้เป็นทางเลือกที่ผิดระหว่างการปกป้องสภาพภูมิอากาศและผู้คน” คูมิ ไนดู เลขาธิการคนปัจจุบันขององค์กรนิรโทษกรรมสากลและนักกิจกรรมปกป้องสิทธิมนุษยชน วิเคราะห์เหตุการณ์ลุกฮือที่ขยายวงกว้างไปสู่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลฝรั่งเศสว่า การปกป้องดูแลวิถีชีวิตของผู้คน เอื้อให้คนทั้งหลายดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ แท้ที่จริงแล้วคือเรื่องเดียวกันและเป็นการต่อสู้เดียวกัน

คูมิมองว่า หากตีความความตกลงปารีส(Paris Agreement) ให้ลึกลงไป ความตกลงปารีสรับรู้ถึงความจำเป็นในการผนวกการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ว่าจะเป็น งาน มาตรฐานในการดำรงชีวิตและสุขภาพ

ประธานาธิบดีทรัมป์เหมือนกับผู้มีความกังขาเรื่องโลกร้อนหลายๆคน ที่ชอบวางกรอบวิวาทะว่าเราจำเป็นต้องเลือกระหว่างการแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนกับการดูแลคนและการจ้างงาน สำหรับ คูมิ ไนดู ให้ความเห็นว่า มันจะเป็นความผิดพลาดของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมหากไปอยู่ในเกมการเล่นของทรัมป์และไปตอบโต้ว่า เป็นเรื่องจำเป็นในการต่อกรกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะต้องให้คนเผชิญกับปัญหาความยากลำบากของชีวิตในระยะเฉพาะหน้าอันเนื่องมาจากมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน

คูมิเสนอว่า รัฐบาลฝรั่งเศสต้องวางนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นำไปสู่การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม แทนที่จะทำให้ช่องว่างนั้นขยายกว้างออกไป รวมถึงนโยบายการอุดหนุนทางการเงินที่เอื้อให้ประชาชนหันไปสู่ทางเลือกพลังงานที่สะอาดแทนวิธีการลงโทษหากประชาชนล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้น นั่นหมายถึงภาระรับผิดชอบจะต้องเป็นของบรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล แทนที่จะเป็นภาระของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่โยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ปี 2545 ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าการประชุมสุดยอดของโลกจะประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่งหากแต่ปราศจากรูปธรรมที่จับต้องได้ ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

ภายใต้วาทกรรม “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เรายังคงเห็นการแยกตัวระหว่างวิกฤตของระบบนิเวศและวิกฤตของความเป็นธรรม จนถึงปัจจุบัน เรายังเผชิญกับความท้าทายในการผนวกประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นการพัฒนาเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายไปพ้นจากทางสองแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนาที่ก่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมหรือการมุ่งแต่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่ละเลยความเป็นธรรม

ความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศของกลุ่มประเทศ G20

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป) เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  • ไม่มีประเทศใดในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050
  • อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด
  • เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018

ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลก

อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน

ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์เฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านบนแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000-2008 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า การบันทึกข้อมูลรวบรวมโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา

ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน

ดูเพิ่มเติม ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลจาก NASA Earth Observations (NEO) มากขึ้นได้ที่
Land Surface Temperature Anomaly

ประวัติศาสตร์ย่อของการเจรจากู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (ตอนที่ 2)

ก่อน COP15 ที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 การเจรจาโลกร้อนอยู่ในแนวทางจากบนลงล่างโดยที่พันธะกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นจำกัดอยู่เฉพาะประเทศอุตสาหกรรม ความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกนทำให้แนวทางจากบนลงล่างมาถึงจุดจบและเริ่มกระบวนการใหม่โดยที่แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน ในตอนเริ่มแรกเป็นแนวทางที่ไร้การจัดการนำไปสู่ความไม่แน่นอนและความเคลือบแคลง โดยเฉพาะอย่างเมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าเมื่อนำเอาเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศมารวมกัน ก็ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้นนี้เมื่อถูกผนวกเข้าไปในการกระบวนการที่เป็นทางการของความโปร่งใสตรวจสอบได้และการควบคุม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและเจตจำนงในการมีส่วนร่วมของทุกประเทศภาคี รูปแบบใหม่ของการเจรจาได้นำไปสู่โอกาสที่เป็นไปได้ของความตกลงที่มีประสิทธิภาพและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสำหรับ COP 21 ที่ปารีส

2554 : การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บัน ความพยายามอีกครั้งเพื่อความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

การประชุมเจรจาที่เดอร์บัน(COP 17) ซึ่งมีขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2554 ถือว่าเป็นความพยายามอีกครั้งในการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความตกลง “ที่สามารถใช้กับทุกประเทศที่เป็นภาคี” และเพื่อให้มีการรับรองที่ปารีสในปี พ.ศ. 2558 และเพื่อนำไปดำเนินการปฏิบัติจากปี พ.ศ.2563 เป็นต้นไป ในการนี้ การประชุมรัฐภาคี(COP)ได้เปิดตัวพื้นที่ของการเจรจาใหม่ภายใต้กรอบ UNFCCC เรียกว่า the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ซึ่งประกอบด้วยสองกลุ่มงาน(workstreams)

กลุ่มงานแรกเน้นไปที่ความตกลงปี พ.ศ.2558 ซึ่งได้กำหนดลำดับขั้นตอนชั่วคราว เช่น ร่างเนื้อหาการเจรจาที่ต้องเกิดขึ้นไม่เกินเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 ที่  COP 20 ในกรุงลิมา เปรู โดยมุ่งให้เกิดเนื้อหาการเจรจาฉบับใช้งานภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2558 เนื้อหาการเจรจารวมถึงชิ้นงาน “ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี การสร้างขีดความสามารถและความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการปฏิบัติการและการสนับสนุน”

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มงานที่สองเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อน พ.ศ.2563 โดยสำรวจทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อลดช่องว่างที่ใหญ่มากระหว่างเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศภาคี และแนวทางที่สอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 2 หรือ 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม รายงาน the UNEP Emissions Gap Report (2013) เตือนว่าจะต้องมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีกราว 8-12 พันล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2563 วัตถุประสงค์ของกลุ่มงานที่สองคือการสำรวจ “โอกาสในการปฏิบัติการที่มีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยรวมถึงการปรับตัวและผลประโยชน์ร่วมของการพัฒนาที่ยั่งยืน…ที่สามารถขยายผลและนำไปใช้ได้อีก โดยการสนับสนุนความร่วมมือแบบสมัครใจ…ที่สอดคล้องไปกับลำดับความสำคัญเร่งด่วนของการพัฒนาที่ได้ระบุไว้แล้วในระดับประเทศ”

พ.ศ.2557 การประชุมรัฐภาคีที่เมืองเดอร์บันเห็นชอบต่อพันธะกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต

ในฐานะมาตรการชั่วคราวจนกว่าจะเกิดความตกลงใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2563 COP 18 in ที่โดฮา(พ.ศ.2555) เปิดตัวพันธะกรณี(การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก)ช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโตหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า KP2 (a new commitment period)โดยมีช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 และได้รวมเอามาตราต่างๆ หลายมาตราของพิธีสารเกียวโตเข้าไปด้วย ในพันธะกรณีช่วงที่สองนี้ ประเทศภาคีในภาคผนวก 1 ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG)ลงอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 18 เปรียบเทียบกับปีฐาน พ.ศ.2553 อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีทุกประเทศภาคีที่รวมอยู่ในพิธีสารเกียวโตช่วงแรกที่ตัดสินใจให้คำมั่นต่อพิธีสารเกียวโต เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และรัสเซีย และประเทศภาคีที่เหลืออยู่(รวมถึงสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์รวมกันแล้วคิดเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึงร้อยละ 15 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต อย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ให้สัตยาบันในพิธีสารตั้งแต่แรก และแคนาดาซึ่งถอนตัวออกในปี พ.ศ.2555 แม้จะมีข้อจำกัด KP2 ก็ถือเป็นความสำเร็จในฐานะเป็นกลไกที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอันเดียวภายใต้ UNFCCC เพื่อส่งสัญญานไปยังประเทศภาคีที่ยังตัดสินใจไม่เข้าร่วมในพิธีสารเกียวโต ผู้แทนการเจรจาเห็นชอบในการจำกัดสิทธิของประเทศภาคีที่ไม่ได้ร่วมพิธีสารเกียวโตในการเข้าถึงกลไกที่ยืดหยุ่นภายใต้พิธีสาร

ประเด็นอื่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายที่โดฮา เช่น ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปรับตัว ป่าไม้ นั้นมีความคืบหน้าค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ประเด็นหลักเรื่องกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศ(climate finance) ยังเป็นแกนหลักของการยึดยื้อกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรม โดยที่ประเทศอุตสาหกรรมอ้างถึงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากที่จะไม่มีพันธะกรณีระยะกลางที่ขยายการให้เงินทุนเพิ่มขึ้น มีเพียงประเทศในยุโรปไม่กี่ประเทศที่เพิ่มการสนับสนุนเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศของตน

การประเมินครั้งที่ 5 ของ IPCC เตือนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้น

รายงานการประเมินครั้งที่ 5(Fifth Assessment Report-AR5) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(The Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) เผยแพร่ออกมาในปี พ.ศ. 2556  ก่อนจะมีการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 19 ที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์(COP 19) นำเสนอหลักฐานว่าแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเมินผลของนโยบายที่มีอยู่และนโยบายที่ถูกนำเสนอยังคงทำให้มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ (ปี พ.ศ.2643) เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และแม้ว่าประเทศภาคีของ UNFCCC จะมีการดำเนินการตามเป้าหมายของตนที่ตั้งไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเต็มที่ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็คงยังเพิ่มขึ้น 3.3 องศาเซลเซียส

การประเมินที่สูงขึ้นถูกพิจารณาจากแบบแผนของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต่อเนื่องมาจากทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการดำเนินการแผนการลดการปล่อยอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม ยังมีช่องว่างอีกราว 8 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ประเด็นที่เรียกว่า “ambition gap” กลายมาเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการเจรจา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะปิดช่องว่างดังกล่าวนี้ลงภายในปี พ.ศ.2563 มีทางเลือกเชิงเทคนิคในการทำให้ช่องว่างนี้แคบลง แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองในการดำเนินงานแผนปฏิบัติการให้มากไปกว่าเป้าหมายการลดการปล่อยที่แต่ละประเทศตั้งไว้ การประเมินโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ศักยภาพทางเทคนิคในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 17 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าโดยมีต้นทุนอยู่ที่ 50-100 เหรียญสหรัฐต่อตันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่ออย่างน้อยที่สุดจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกินกว่า 2 องศาเซลเซียส (UNEP The Emissions Gap Report, 2013)

พ.ศ. 2556 : การเจรจาที่วอร์ซอร์ยังคงไม่คืบหน้า

แม้มีประเด็นกังวลจากรายงานของ IPCC ก่อนการประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์ โปแลนด์ (COP 19) ในเดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.2556 การเจรจาได้รวมเนื้อหาและประเด็นที่เป็นกังวลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศภาคีในการบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีความคืบหน้าน้อยมาก เช่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการติดตามตรวจสอบ การรายงานและการยืนยันผลของปฏิบัติการในระดับประเทศรวมถึงประเด็นการปรับตัว COP ที่กรุงวอร์ซอร์มีการจัดตั้งกลไกระหว่างประเทศอันใหม่ขึ้นคือ International Mechanism for Loss and Damage ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเน้นถึงกรณีเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วในประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ ยังเห็นชอบต่อรายงานการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Rulebook)ในภาคป่าไม้และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือ กรอบเวลาในการพัฒนาความตกลง(the 2015 agreement)ที่ต้องเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การประชุมรัฐภาคีที่กรุงวอร์ซอร์นำการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมที่สำคัญซึ่งทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการเจรจาไปอย่างมาก มีการลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ที่ให้ประเทศภาคีต่างๆ ส่ง การทบทวนและเสนอกติกาการทบทวนและส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน (intended nationally determined commitment, INDCs) และเกณฑ์สากลที่จะรับประกันถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้และกลไกการติดตามตรวจสอบที่เหมาะสมในการดำเนินงาน คำว่า “การมีส่วนร่วม(contribution)” เข้ามาใช้แทนคำว่า “เจตจำนง(commitment)” เพื่ออรรถาธิบายถึงความพยายามร่วมกันของประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา โดยการส่ง INDCs นั้นจะปราศจากการตัดสินไปก่อนล่วงหน้าถึงลักษณะในทางกฎหมายของ “การมีส่วนร่วม(contribution)” ตามความแตกต่างภายใต้หลักการ “Common but Differentiated Capabilities” กาประนีประนอมเปิดทางไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมากของการเจรจาในกรุงลิมา เปรู และกรุงปารีส ฝรั่งเศส

พ.ศ. 2557 การเจรจาผ่าทางตันที่ลิมา

ความคาดหวังสำหรับการประชุมรัฐภาคีที่กรุงลิมา เปรู (COP 20) มีลักษณะปนเปกัน อันเนื่องมาจากประสบการณ์ในกรุงวอร์ซอ โปแลนด์ เพื่อมุ่งไปสู่ความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในระดับโลกที่ปารีสในเดือนธันวาคม 2558 การเจรจาที่ลิมาต้องมีเกิดผลที่ชัดเจน มีการตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้นในลิมาเพื่อเตรียมปูพื้นฐานของความตกลง หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันเพื่อร่างเนื้อหาความตกลงเพื่อนำไปเข้าสู่เวทีการเจรจาที่ COP 21 โดยที่ประเทศภาคีต่างๆ เริ่มต้นเจรจาในช่วงการเตรียมประชุมรัฐภาคีที่กรุงปารีส นอกจากนี้ การเจรจาที่ลิมาก็ยังไปสู่การตัดสินใจสำคัญสองสามประการดังนี้ :

  • การปรับตัวได้รับการยกระดับให้มีความสำคัญเท่าเทียมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
  • การยอมรับอย่างเป็นทางการของแผนงานการปรับตัวระดับประเทศในฐานะเป็นแนวทางในการสร้างขีดความสามารถในการฟื้นคืนจากวิกฤต(resilience) โดยเป็นเครื่องมือที่สามารถเห็นได้และความเชื่อมโยงไปสู่กองทุนโลกร้อนที่เรียกว่า Green Climate Fund (GCF) การมีส่วนในกองทุน GCF ตั้งไว้ในช่วงแรกอยู่ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมการมีส่วนในกองทุนจากประเทศกำลังพัฒนา 5 ประเทศ
  • ประเทศภาคีบรรลุถึงระดับความเข้าใจใหม่ว่าด้วยการติดตามตรวจสอบ และการวัดผลเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศ(Intended Nationally Determined Contributions,INDCs)ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผลจากการประชุมเจรจาที่ลิมายังคงเหลืออีกหลายประเด็นให้จัดการต่อไป การเจรจาไม่ได้พิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของสถานะต่างๆ ที่แตกต่างกันในแง่ของการลดการปล่อย อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานที่ 1 ในเรื่อง the Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action (ADP) ประสบผลในการประชุมที่เจนีวาโดยมีเนื้อหาการเจรจาความหนา 86 หน้า ในฐานะเป็นพื้นฐานของการเจรจาที่ปารีส โดยเป็นเอกสารที่เนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้นกว่าร่างเนื้อหาจากการประชุมที่ลิมา

พ.ศ.2558 ปารีส ความตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่แท้จริงฉบับแรก

  • กระบวนการที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เพื่อจะไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดในเชิงกระบวนการที่เกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกนในปี พ.ศ.2552 จุดเน้นหลักของประธานการประชุมรัฐภาคีของฝรั่งเศสได้รับรองว่ากระบวนการที่จะได้มาซึ่งความตกลงจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการรับฟังทุกมุมมองและรักษาไว้ซึ่งความโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นกระบวนการที่หาจุดประนีประนอมระหว่างประเทศภาคีต่างๆ ขณะเดียวกันมุ่งให้เกิดความตกลงที่มุ่งมั่น

เมื่อการประชุมเจรจาที่ดำเนินไปสองสัปดาห์ยุติลง ประธานการประชุมรัฐภาคีที่ปารีสได้รับการยกย่องต่อความสำเร็จในการเปิดให้ประเทศภาคีทั้งหมดมีความเป็นเจ้าของในกระบวนการเจรจา ทำให้ให้เกิดความตกลงพหุภาคีที่แท้จริง ความตกลงปารีสดึงเอาประชาชาติ 195 ประเทศ อยู่ภายใต้กรอบความตกลงเดียวกันและในการจัดการกระบวนการของตรรกะในการลดคาร์บอนระดับโลก

  • ทำไมความตกลงปารีสประสบความสำเร็จ

ความตกลงปารีสไม่เพียงแต่ตั้งเป้าหมายเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ยังตระหนักถึงความจำเป็นในการไปให้ถึงเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งผนวกความต้องการของกลุ่มประเทศที่เป็นหมู่เกาะซึ่งมีความเปราะบางเข้าไปด้วย

ความตกลงปารีสประสบผลในสร้างการมีส่วนร่วมที่มีความน่าจะเป็นมากที่สุดโดยการสร้างกลไกที่ยืดหยุ่นเพียงพอในการดึงให้ทุกประเทศภาคีมารวมอยู่ด้วยกัน โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคุณลักษณะต่างๆ ของความตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ตามคำพูดของ Laurent Fabius ประธาน COP ที่ปารีส ความตกลงปารีสประสบผลในการเป็นความตกลงที่คำนึงถึงความแตกต่าง เป็นธรรม คงทน มีพลวัตร สมดุลและมีผลในทางกฎหมาย(“being differentiated, fair, durable, dynamic, balanced and legally binding”) ความตกลงมุ่งถึงความจำเป็นของทุกประเทศภาคี จากกลุ่มประเทศหมู่กาะที่มีความเปราะบางมากที่สุดต่อวิกฤตโลกร้อน ไปถึงกลุ่มประเทศอุตสากรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จำต้องทำการปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนด้านพลังงาน และในการสร้างกรอบและขอบเขตงานเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นลำดับ

ความตกลงปารีสบรรจุตรรกะของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยที่มีการเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยเป็นช่วงๆ และช่วงของการลดการปล่อยสูงสุดและค่อยๆ ลดลง โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการลด ละ เลิกเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพื่อให้เกิดสมดุลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์โดยทั้งหมด(anthropogenic emissions)ด้วยแหล่งดูดซับคาร์บอน(removal by sinks) เพื่อให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเต็มที่ ที่สำคัญที่สุด ภาษาที่อยู่ในความตกลงได้ส่งสัญญานชัดเจนสำหรับการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำไปยังผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุนและชุมชนธุรกิจ

  • สาระสำคัญของความตกลงปารีส

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) สิ่งที่ภาคีทุกประเทศจะต้องจัดทำเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของความตกลงปารีส คือ สิ่งที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น” (Nationally Determine Contribution: NDC) อย่างต่อเนื่อง เนื้อหาของ NCD อาจประกอบด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพในความตกลงปารีสก่อนกำหนด ให้ภาคีทุกประเทศมีการจัดส่ง NDC ทุกๆ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 โดยจะต้องให้ข้อมูลที่แสดงความโปร่งใส บทบัญญัติในข้อนี้นับเป็นพันธกรณีหลักของความตกลงปารีส ทั้งนี้ NDC จะต้องมีความก้าวหน้า และแสดงความพยายามสูงสุด โดยสะท้อนหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง คำนึงถึงศักยภาพและสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน

การปรับตัว(Adaptation) ความตกลงปารีสได้ตระหนักถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยง บรรเทาและจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางลบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และตระหนักถึงบทบาทของการพัฒนาที่ยั่งยืนในการลดความเสี่ยงของการสูญเสียและความเสียหาย

กลไกการเงิน (Finance) เป็นพันธกรณีของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะต้องให้ทรัพยากรทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวโดยเป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์ที่กำหนดโดยประเทศ ลำดับความสำคัญและความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนา และจะต้องมีการรายงานข้อมูลการให้การสนับสนุนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทุกๆ 2 ปี และจะต้องมีการทบทวนผลการดำเนินการระดับโลก

ในความตกลงปารีสได้กำหนดให้กลไก/หน่วยงานภายใต้อนุสัญญา ได้แก่ Green Climate Fund, Global Environment Facility (GEF), Least Developed Countries Fund และ Special Climate Change Fund สนับสนุนการดำเนินงานตามความตกลงนี้ โดยเน้นให้เข้าถึงการสนับสนุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างขั้นตอนการอนุมัติเงินสนับสนุนที่ไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ที่ประชุม COP 21 ได้ตัดสินใจให้ประเทศพัฒนาแล้วมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทางการเงินตามเป้าหมายเดิมที่ “หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี” ถึงปี 2025 โดยที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีสจะร่วมกันกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ในปี 2025 โดยกำหนดขั้นต่ำที่หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

บททดสอบ การดำเนินการภายใต้ความตกลงปารีส

ในขณะที่ความตกลงปารีสได้รับการยกย่องว่าเป็นปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนที่เดินหน้าไปทิศทางที่ถูกต้อง การเพิ่มเป้าหมายที่มุ่งมั่นในการลดการปล่อย และการเป็นความตกลงแบบพหุภาคีที่แท้จริง แต่ถึงกระนั้น ยังมีความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าและต้องการความชัดเจน มันเป็นการดำเนินการซึ่งท้ายที่สุดแล้วบอกเราว่าความตกลงปารีสจะสอดคล้องต้องกัน(fit)กับเป้าหมายหรือไม่ ทุกประเทศภาคีโดยการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ จำเป็นจะต้องแปรความตกลงนี้ไปสู่การลงมือทำ จุดที่สำคัญที่สุดคือการที่ NDCs ของแต่ประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 1.5 องศาเซลเซียส เป้าหมายการลดการปล่อยของแต่ละประเทศจะต้องถูกขยายเพิ่มในขณะที่กองทุนในการปรับตัวสำหรับกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางจะต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในลักษณะที่สามารถคาดการณ์ได้ ความตกลงปารีสยังขาดความชัดเจนในกลไกการดำเนินงานหลายประการ ซึ่งจะต้องมีการลงรายละเอียดในประชุมรัฐภาคีครั้งต่อๆ ไป