นโยบายโลกร้อนของ Biden อาจนำมาซึ่งจุดพลิกผันที่ทำให้ความตกลงปารีส “บรรลุเป้าหมาย”

เรียบเรียงจาก https://climateactiontracker.org/press/bidens-election-could-bring-a-tipping-point-putting-paris-agreement-15-degree-limit-within-striking-distance/

ถ้าหาก(ว่าที่)ประธานาธิบดี Joe Biden ที่มาจากการเลือกตั้งเดินหน้าด้วยคำมั่นสัญญาสำหรับสหรัฐอเมริกาที่จะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ได้ จะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลงได้ 0.1˚C ภายในปี 2643 ทั้งนี้จะต้องควบคู่ไปกับการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ก่อนปี 2603 และพันธะสัญญาของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่จะบรรลุถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593

หากทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริง เป้าหมายเพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 1.5˚C ของความตกลงปารีสจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม [1]

แผนนโยบายของ Biden ที่จะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และนโยบายที่เกี่ยวข้องจะส่งผลให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมระหว่างปี 2563 ถึง 2593 ที่ประมาณ 75 Gt CO2eq การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้จะนำไปสู่การลดลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษนี้ราว 0.1 °C

การคาดการณ์ของ Climatge Action Tracker โดยพิจารณาจากการไม่ลงมือทำอะไรเลย (อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 4.1-4.8 °C เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) นโยบายของประชาคมโลกที่มีในปัจจุบัน (อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 2.7-3.1 °C เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) เป้าหมายตามข้อเสนอการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน ที่ประมาณ 2.4-2.7 °C เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) https://climateactiontracker.org/global/temperatures/

ก่อนหน้านี้ Climate Action Tracker ได้ประเมินผลของเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ของจีนซึ่งจะนำไปสู่การลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกราว 0.2-0.3 °C ในช่วงปลายศตวรรษ(ปี 2643)

Niklas Höhneจาก New Climate Institute ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรของ Climate Action Tracker กล่าวว่า “เมื่อรวมกันแล้วสหรัฐฯ และจีนจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ซึ่งจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษลงเหลือ 2.3-2.4 °C ทำให้เรามีโอกาส 25-40% ที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 1.5˚C ตามเป้าหมายของความตกลงปารีส”

Bill Hare จาก Climate Analytics องค์กรพันธมิตรของ Climate Action Tracker กล่าวว่า “นี่อาจเป็นจุดพลิกผันทางประวัติศาสตร์ : ด้วยการเลือกตั้งของ Biden จีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ซึ่งเป็นสองในสามของเศรษฐกิจโลกและกว่า 50% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก รวมกันจะเป็นคำมั่นสัญญาที่นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษ”

“ข้อผูกพันเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายของความตกลงปารีส และสอดคล้องกับแนวทางที่จะ ที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 1.5˚C สำหรับกลุ่มประเทศนี้ และเป็นครั้งแรกที่ทำให้เป้าหมาย 1.5˚C ของความตกลงปารีสอยู่ในระยะที่เห็นผล”

ทั่วโลก หลายประเทศที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในช่วงกลางศตวรรษนั้นเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มสหรัฐอเมริกาเข้าไปใน 126 ประเทศที่มีการประกาศที่คล้ายกันเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะครอบคลุม 63% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

Höhne กล่าวว่า “ตอนนี้ประเทศต่างๆ สามารถทำอะไรได้บ้างนอกจากทำตามแนวโน้มที่ท่วมท้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์”

Bill Hare กล่าวว่า “สหรัฐฯได้ออกจากความตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ แต่นี่จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ว่าที่ประธานาธิบดี Joe Biden มีสิ่งที่ต้องทำมากมาย : ก่อนอื่นให้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อต้านสภาพภูมิอากาศภายใต้รัฐบาล Trump หลังจากนั้น เริ่มขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ Biden จะท่องคลื่นลูกใหม่ของความมุ่งมั่นระดับโลก”

แน่นอนว่า ประธานาธิบดี Biden จะสามารถดำเนินการตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม มีวิธีแก้ปัญหาด้วยคำสั่งของประธานาธิบดี และแนวร่วม“We’re stil in” ของรัฐและเมืองที่นำโดยแคลิฟอร์เนียแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขากำลังดำเนินการอย่างเข้มแข็งในระดับรัฐ

หมายเหตุ :

(1) Climate Action Tracker พิจารณาความไม่แน่นอนของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโดยใช้ช่วงความน่าจะเป็น 66% จากการประมาณอุณหภูมิส่วนกลาง สำหรับขอบเขตเหล่านี้ การลดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกตามแผน Biden อาจสูงถึง 0.14 ° C สำหรับขอบเขตการประมาณการณ์ช่วงบน และลดลงถึง 0.08 ° C ขอบเขตการประมาณการณ์ช่วงล่าง

มหาพายุไต้ฝุ่นเข้าถล่มฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2020 พายุที่รุนแรงที่สุดแห่งปีได้พัดถล่มฟิลิปปินส์ ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมรายงานว่าซูเปอร์ไต้ฝุ่นโกนีขึ้นฝั่งโดยมีลมคงที่สูงสุด 310 กิโลเมตร (195 ไมล์) ต่อชั่วโมงใกล้ศูนย์กลาง

องค์กรบรรเทาทุกข์แนะนำว่าบนเกาะ Catanduanes ซึ่งเป็นจุดที่พายุขึ้นฝั่งทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม อาคารมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ถูกทำลาย แต่พายุได้ทำลายบ้านเรือนหลายหมื่นหลังบนเกาะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300,000 คนและคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 20 คน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนสภากาชาดฟิลิปปินส์รายงานว่าเกาะ Catanduanes ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าน้ำและเครือข่ายเซลลูลาร์ได้

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2020 เครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ขององค์การ NASA-NOAA ได้จับภาพ Goni สีธรรมชาติและอินฟราเรดเหล่านี้ (หรือที่เรียกกันในท้องถิ่นว่า Rolly) ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินถล่ม ภาพที่สองแสดงข้อมูลอุณหภูมิความสว่างซึ่งมีประโยชน์ในการแยกแยะโครงสร้างเมฆ (สีน้ำเงิน) จากพื้นผิวด้านล่าง (สีเหลือง)

โกนีเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในวันที่ 28 ตุลาคมโดยเพิ่มกำลังจากพายุดีเปรสชันเขตร้อนที่มีความเร็วลม 50 กิโลเมตร (30 ไมล์) ต่อชั่วโมงเป็นมหาพายุไต้ฝุ่น 280 กิโลเมตร (175 ไมล์) ต่อชั่วโมงใน 54 ชั่วโมง เงื่อนไขการเพิ่มกำลังรุนแรงนั้นคือ : Goni ปะทะกับบรรยากาศที่ชื้น อุณหภูมิของมหาสมุทรที่อบอุ่นมาก และลมเฉือนเพียงเล็กน้อย

Goni เป็นพายุโซนร้อนลูกที่ 4 ที่พัดถล่มฟิลิปปินส์นับตั้งแต่เดือนตุลาคม โดยเฉลี่ยแล้วฟิลิปปินส์จะประสบกับพายุและพายุไต้ฝุ่น 20 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม พายุไต้ฝุ่นลูกสุดท้ายที่เกิดขึ้นในแถบนี้ คือ มหาพายุไต้ฝุ่นเมรันตีในปี 2559 และมหาพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในปี 2556

นับตั้งแต่นั้นโกนีได้อ่อนกำลังลงจนเป็นพายุโซนร้อนและคาดว่าจะเข้าถล่มในภาคกลางของเวียดนามในสัปดาห์นี้ โกนีจะเป็นพายุโซนร้อนลูกที่ 6 ที่พัดถล่มเวียดนามตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม เวียดนามยังคงได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นโมลาเวเมื่อเร็ว ๆ นี้ซึ่งเป็นหนึ่งในพายุที่ทรงพลังที่สุดที่จะพัดถล่มประเทศในรอบหลายทศวรรษ

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Story by Kasha Patel.

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์สร้างความเสียหายรุนแรงตลอดชายฝั่งแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา

9 กันยายน 2563
9 กันยายน 2563

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านไฟคาดการณ์มานานแล้วว่าการเกิดไฟทางด้านตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจะขยายเพิ่มขึ้น เข้มข้นมากขึ้นและเป็นหายนะมากขึ้น แต่แม้กระทั่งบรรดาผู้มีประสบการณ์มากที่สุดในชุมชนนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่อาจสรรหาคำบรรยายถึงขอบเขตและความเข้มข้นของการเกิดไฟในรัฐต่างๆ ตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันตกในเดือนกันยายน 2563 นี้ได้

แม้ฟ้าผ่าจากพายุฤดูร้อนเป็นตัวช่วยให้เกิดไฟหลายแห่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะสภาพทางอุตุนิยมวิทยาที่ไม่ปกติและสุดขั้วที่เปลี่ยนการเกิดไฟให้กลายเป็นไฟป่ามหากาฬที่ร้ายแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิอากาศที่ทำลายสถิติ ช่วงอากาศที่แห้งผิดปกติและกระแสลมอันเกรี้ยวกราดคือปัจจัยที่มีต่อภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ไฟลุกลามเข้าทำลายพื้นที่ป่าไม้และเกิดกลุ่มควันไฟขนาดมหึมาในระดับความสูงที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน

Vincent Ambrosia ผู้จัดการโครงการวิจัยไฟป่าของ NASA’s Earth Applied Sciences Program กล่าวว่า “เรามีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาครบถ้วนที่เป็นดังพายุอันสมบูรณ์แบบในการกระตุ้นให้เกิดเพลิงไฟที่รุนแรงนี้ ที่เป็นเงื่อนไขต่อแบบแผนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป – แนวโน้มระยะยาวของสภาพแห้งผากและความร้อนทั้งในอากาศและพรรณพืชก็ถือเป็นตัวเร่งที่ทำให้เราได้เห็นการเกิดไฟที่เข้มข้นมากขึ้น ขยายวงกว้างมากขึ้นในทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา

การสะสมเชื้อเพลิงก็เป็นปัจจัยร่วมด้วย ความพยายามของมนุษย์ที่ป้องกันไม่ให้เกิดไฟในช่วง 120 ปีที่ผ่านมา นำไปสู่การเพิ่มชีวมวลจากใบไม้ในพื้นที่ป่าในแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาซึ่งเมื่อเกิดไฟจะมีการเผาไหม้อย่างรุนแรง

7กันยายน 2563

ไฟสร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สินและภูมิทัศน์ จนถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 มีพื้นที่ถูกเผาไหม้กว่า 3.1 ล้านเอเคอร์ ข้อมูลจาก Cal Fire เหตุการณ์เกิดไฟครั้งนี้ทุบสถิติการเกิดไฟในแคลิฟอร์เนียโดยพิจารณาจากพื้นที่เผาไหม้ต่อปี ในจำนวนการเกิดไฟครั้งใหญ่ที่สุด 20 ครั้งในแคลิฟอร์เนีย มี 6 ครั้งที่เกิดขึ้นในปี 2563 ทางการระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย 12คน เสียชีวิตจากเพลิงไฟ เมืองหลายแห่งในรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนียเสียหายหนัก บ้านเรือนอย่างน้อย 4,000 แห่งถูกทำลาย ต้องมีการอพยพประชาชนนับแสนคน

ภาพการเกิดไฟจากอวกาศนั้นดูน่ากลัว ตลอดระยะเวลาเหตการณ์ไฟ เครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) และ Ozone Mapping and Profiler Suite (OMPS) บนดาวเทียม NOAA-NASA Suomi NPP บันทึกภาพต่อเนื่องรายวันที่แสดงให้เห็นถึงกลุ่มควันหนาทึบและแผ่กว้างของอนุภาคละอองลอยที่กระจายตัวตลอดทั้งแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในระดับที่ดาวเทียมและนักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้พบเจอ

ในวันที่ 9 กันยายน 2563 เครื่องมือ OMPS บันทึกกลุ่มเมฆควันเหนือพื้นที่ตะวันตกของสหรัฐฯ โดยมีดัชนีละอองลอยสูงกว่าค่าอื่นๆ ซึ่ง Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่ Goddard Space Flight Center ของนาซา กล่าวว่าเป็นค่า OMPS ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ในวันนั้น แนวมวลอากาศเคลื่อนตัวเข้าไปในเขตที่ราบใหญ่(Great Basin)และเกิดลมที่เคลื่อนตัวลงจากเทือกเขา(downslope winds)ในรัฐวอชิงตัน โอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย กระแสลมได้ยกตัวเพลิงไฟป่าขึ้น ในขณะที่เมฆ pyrocumulus จาก Bear fire ในแคลิฟอร์เนียได้ปล่อยกลุ่มควันสูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ผลรวมของปรากฏการณ์เหล่านี้คือแนวหมอกควันหนามากๆ ที่เข้าปกคลุมท้องฟ้าตามแนวชายฝั่งตะวันตก

ค.ศ.1997-2020

สองสามวันก่อนหน้านั้น ดาวเทียม CALIPSO ของ NASA-CNES บันทึกเมฆ pyrocumulus ที่เกิดจากเหตุการณ์ไฟ Creek fire ในแคลิฟอร์เนีย เมฆยกตัวพร้อมหมอกควันไฟขึ้นสูง 17 กิโลเมตร(10 ไมล์) ในชั้นบรรยากาศ ถือเป็นสถิติของการเกิดไฟในทวีปอเมริกาเหนือที่นำเอาอนุภาคควันไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตรเฟียร์

หมอกควันไฟทั้งหมดคือการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งมโหฬาร Douglas Morton หัวหน้าห้องปฏิบัติการ the biospheric sciences laboratory ที่ Goddard ของนาซา กล่าวว่า “ปี ค.ศ. 2020 คือปีที่มีการปล่อยคาร์ไดออกไซด์มากที่สุดจากการเกิดไฟในแคลิฟอร์เนีย จากฐานข้อมูล Global Fire Emissions Database ซึ่งรวบรวมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 มาจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่เหตุการณ์ไฟในวันที่ 11 กันยายน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ก็แซงเกินหน้าของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเกิดไฟทั้งหมดในรอบปี

นักวิทยาศาสตร์ที่นาซาวางแผนใช้เหตุการณ์ที่ไม่ปกตินี้เพื่อทดสอบและปรับปรุงแบบจำลองและการพยากรณ์การกระจายตัวของหมอกควันไฟ John-Paul Vernier นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ โครงการ Applied Sciences Disasters program กล่าวว่า ดาวเทียม CALIPSO จะโคจรผ่านแคลิฟอร์เนียทำให้เราได้ข้อมูลเพื่อมายืนยันแบบจำลอง และปรับปรุงการคาดการณ์ใกล้เคียงกับเวลาจริงได้อย่างมาก โดยการใช้การสังเกตการณ์ที่ทันสมัยโดยดาวเทียม CALIPSO, MISR และ MODIS เราทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงการคาดการณ์คุณภาพอากาศ

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Ozone Mapping and Profiler Suite (OMPS) data and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership, CALIPSO data from NASA/CNES, and emissions data from the Global Fire Emissions Database (GFED). Story by Adam Voiland.

ข้อมูลอ้างอิง