ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์สร้างความเสียหายรุนแรงตลอดชายฝั่งแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา

9 กันยายน 2563
9 กันยายน 2563

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านไฟคาดการณ์มานานแล้วว่าการเกิดไฟทางด้านตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจะขยายเพิ่มขึ้น เข้มข้นมากขึ้นและเป็นหายนะมากขึ้น แต่แม้กระทั่งบรรดาผู้มีประสบการณ์มากที่สุดในชุมชนนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่อาจสรรหาคำบรรยายถึงขอบเขตและความเข้มข้นของการเกิดไฟในรัฐต่างๆ ตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันตกในเดือนกันยายน 2563 นี้ได้

แม้ฟ้าผ่าจากพายุฤดูร้อนเป็นตัวช่วยให้เกิดไฟหลายแห่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะสภาพทางอุตุนิยมวิทยาที่ไม่ปกติและสุดขั้วที่เปลี่ยนการเกิดไฟให้กลายเป็นไฟป่ามหากาฬที่ร้ายแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิอากาศที่ทำลายสถิติ ช่วงอากาศที่แห้งผิดปกติและกระแสลมอันเกรี้ยวกราดคือปัจจัยที่มีต่อภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ไฟลุกลามเข้าทำลายพื้นที่ป่าไม้และเกิดกลุ่มควันไฟขนาดมหึมาในระดับความสูงที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน

Vincent Ambrosia ผู้จัดการโครงการวิจัยไฟป่าของ NASA’s Earth Applied Sciences Program กล่าวว่า “เรามีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาครบถ้วนที่เป็นดังพายุอันสมบูรณ์แบบในการกระตุ้นให้เกิดเพลิงไฟที่รุนแรงนี้ ที่เป็นเงื่อนไขต่อแบบแผนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป – แนวโน้มระยะยาวของสภาพแห้งผากและความร้อนทั้งในอากาศและพรรณพืชก็ถือเป็นตัวเร่งที่ทำให้เราได้เห็นการเกิดไฟที่เข้มข้นมากขึ้น ขยายวงกว้างมากขึ้นในทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา

การสะสมเชื้อเพลิงก็เป็นปัจจัยร่วมด้วย ความพยายามของมนุษย์ที่ป้องกันไม่ให้เกิดไฟในช่วง 120 ปีที่ผ่านมา นำไปสู่การเพิ่มชีวมวลจากใบไม้ในพื้นที่ป่าในแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาซึ่งเมื่อเกิดไฟจะมีการเผาไหม้อย่างรุนแรง

7กันยายน 2563

ไฟสร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สินและภูมิทัศน์ จนถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 มีพื้นที่ถูกเผาไหม้กว่า 3.1 ล้านเอเคอร์ ข้อมูลจาก Cal Fire เหตุการณ์เกิดไฟครั้งนี้ทุบสถิติการเกิดไฟในแคลิฟอร์เนียโดยพิจารณาจากพื้นที่เผาไหม้ต่อปี ในจำนวนการเกิดไฟครั้งใหญ่ที่สุด 20 ครั้งในแคลิฟอร์เนีย มี 6 ครั้งที่เกิดขึ้นในปี 2563 ทางการระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย 12คน เสียชีวิตจากเพลิงไฟ เมืองหลายแห่งในรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนียเสียหายหนัก บ้านเรือนอย่างน้อย 4,000 แห่งถูกทำลาย ต้องมีการอพยพประชาชนนับแสนคน

ภาพการเกิดไฟจากอวกาศนั้นดูน่ากลัว ตลอดระยะเวลาเหตการณ์ไฟ เครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) และ Ozone Mapping and Profiler Suite (OMPS) บนดาวเทียม NOAA-NASA Suomi NPP บันทึกภาพต่อเนื่องรายวันที่แสดงให้เห็นถึงกลุ่มควันหนาทึบและแผ่กว้างของอนุภาคละอองลอยที่กระจายตัวตลอดทั้งแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในระดับที่ดาวเทียมและนักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้พบเจอ

ในวันที่ 9 กันยายน 2563 เครื่องมือ OMPS บันทึกกลุ่มเมฆควันเหนือพื้นที่ตะวันตกของสหรัฐฯ โดยมีดัชนีละอองลอยสูงกว่าค่าอื่นๆ ซึ่ง Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่ Goddard Space Flight Center ของนาซา กล่าวว่าเป็นค่า OMPS ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ในวันนั้น แนวมวลอากาศเคลื่อนตัวเข้าไปในเขตที่ราบใหญ่(Great Basin)และเกิดลมที่เคลื่อนตัวลงจากเทือกเขา(downslope winds)ในรัฐวอชิงตัน โอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย กระแสลมได้ยกตัวเพลิงไฟป่าขึ้น ในขณะที่เมฆ pyrocumulus จาก Bear fire ในแคลิฟอร์เนียได้ปล่อยกลุ่มควันสูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ผลรวมของปรากฏการณ์เหล่านี้คือแนวหมอกควันหนามากๆ ที่เข้าปกคลุมท้องฟ้าตามแนวชายฝั่งตะวันตก

ค.ศ.1997-2020

สองสามวันก่อนหน้านั้น ดาวเทียม CALIPSO ของ NASA-CNES บันทึกเมฆ pyrocumulus ที่เกิดจากเหตุการณ์ไฟ Creek fire ในแคลิฟอร์เนีย เมฆยกตัวพร้อมหมอกควันไฟขึ้นสูง 17 กิโลเมตร(10 ไมล์) ในชั้นบรรยากาศ ถือเป็นสถิติของการเกิดไฟในทวีปอเมริกาเหนือที่นำเอาอนุภาคควันไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตรเฟียร์

หมอกควันไฟทั้งหมดคือการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งมโหฬาร Douglas Morton หัวหน้าห้องปฏิบัติการ the biospheric sciences laboratory ที่ Goddard ของนาซา กล่าวว่า “ปี ค.ศ. 2020 คือปีที่มีการปล่อยคาร์ไดออกไซด์มากที่สุดจากการเกิดไฟในแคลิฟอร์เนีย จากฐานข้อมูล Global Fire Emissions Database ซึ่งรวบรวมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 มาจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่เหตุการณ์ไฟในวันที่ 11 กันยายน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ก็แซงเกินหน้าของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเกิดไฟทั้งหมดในรอบปี

นักวิทยาศาสตร์ที่นาซาวางแผนใช้เหตุการณ์ที่ไม่ปกตินี้เพื่อทดสอบและปรับปรุงแบบจำลองและการพยากรณ์การกระจายตัวของหมอกควันไฟ John-Paul Vernier นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ โครงการ Applied Sciences Disasters program กล่าวว่า ดาวเทียม CALIPSO จะโคจรผ่านแคลิฟอร์เนียทำให้เราได้ข้อมูลเพื่อมายืนยันแบบจำลอง และปรับปรุงการคาดการณ์ใกล้เคียงกับเวลาจริงได้อย่างมาก โดยการใช้การสังเกตการณ์ที่ทันสมัยโดยดาวเทียม CALIPSO, MISR และ MODIS เราทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงการคาดการณ์คุณภาพอากาศ

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Ozone Mapping and Profiler Suite (OMPS) data and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership, CALIPSO data from NASA/CNES, and emissions data from the Global Fire Emissions Database (GFED). Story by Adam Voiland.

ข้อมูลอ้างอิง

อนาคตไม่ได้อยู่ที่พลาสติก : ทำไมการเพิ่มการใช้พลาสติกไม่อาจกอบกู้อุตสาหกรรมน้ำมัน

ที่มา : https://carbontracker.org/reports/the-futures-not-in-plastics/

อุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีฝากอนาคตอันรุ่งเรืองและการขยายตัวไว้กับความต้องการใช้พลาสติก

แต่ความต้องการใช้พลาสติกมีแนวโน้มมาถึงจุดสูงสุดเมื่อโลกของเราเริ่มมีการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจพลาสติกแบบที่เป็นเส้นตรงไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและรัฐบาลประเทศต่างๆ ลงมือเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ นี่เป็นนัยยะสำคัญต่อความต้องการใช้น้ำมันที่มาถึงจุดสูงสุดและค่าใช้จ่ายทางการเงินจำนวนมหาศาลของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เป็นทรัพย์สินที่สร้างภาระ(stranded asset)

การคาดการณ์โดยบริษัทบริติชปิโตรเลียมและองค์การพลังงานระหว่างประเทศเห็นว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นส่วนสำคัญของการทำเกิดความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้นราว 95% and 45% ตามลำดับ

ต้นทุนจริงของพลาสติก

พลาสติกมีต้นทุนผลกระทบภายนอกที่สังคมต้องแบกรับ รายงานนี้ประเมินว่าอยู่ที่ราว 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน (350 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นทุนด้านสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรวมรวมและมลพิษพลาสติกในทะเล

ต้นทุนผลกระทบภายนอกของพลาสติก (เหรียญสหรัฐฯ)

ที่มา : EPA, CREA, WHO, UNEP, CT estimates, SYSTEMIQ

แนวทางแก้ปัญหาในทางเทคโนโลยี

มีแนวทางแก้ปัญหา 3 แนวทางหลัก คือ ลดความต้องการใช้พลาสติกผ่านการออกแบบที่ดีขึ้นและกฏเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ; การทดแทนด้วยวัสดุที่ยั่งยืน และการเพิ่มศักยภาพการรีไซเคิล

ทำไมต้องทำเดี๋ยวนี้?

ผู้กำหนดนโยบายในยุโรปและจีนกำลังดำเนินมาตรการทางกฏหมายที่เข้มงวดขึ้นโดยใช้เครื่องมือ 5 ชนิด คือ การเก็บภาษี กฏเกณฑ์ในการออกแบบ การแบนพลาสติก การตั้งเป้าหมายลดใช้พลาสติก และการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ สภาวะช็อกจาก COVID นั้นได้ลดความต้องการใช้พลาสติกทั่วโลกลงราว 4% ในปีนี้ และได้เปิดให้ผู้กำหนดนโยบายให้มีพื้นที่ในการลงมือปฏิบัติการ

ทรัพย์สินที่สร้างภาระ(stranded asset)ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างแผนการของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและความเสี่ยงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ตกต่ำลงมาก

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้เผชิญกับการขยายตัวที่ล้นเกินเรียบร้อยแล้ว แต่ยังวางแผนที่ใช้เงิน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไปกับการขยายการผลิตใหม่ 80 ล้านตัน หากยังเดินหน้าต่อไป ผลคือราคาผลิตผลจากปิโตรเคมีจะลดลงและกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างภาระ

พลาสติก : ตัวเลขที่น่าสนใจ

ร่างกฏหมายโลกร้อนจะเอื้อชนชั้นนำและเครือข่ายอุตสาหกรรมฟอสซิลมากขึ้น

🙀🙀🙀🙀กฏหมายโลกร้อนที่จะเอื้อประโยชน์ต่อ สผ. ในฐานะกลุ่มอีลิทด้านสิ่งแวดล้อมและเครือข่ายอุตสาหกรรมฟอสซิล🦖🦖🦖🦖

แนวคิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในการผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พรบ.โลกร้อน โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กำลังเป็นจริงจากการให้สัมภาษณ์ของ รอง เลขา สผ. เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นี่เท่ากับว่าแผนการปฏิรูปประเทศด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่กำหนดไว้ว่าภายในปี 2563 ประเทศไทยจะต้องมีร่างแรกของ พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึงการมีอนุบัญญัติต่างๆ กำลังเร่งความเร็วขึ้น

ถามว่า พรบ.โลกร้อน จะเป็นประโยชน์กับประชาชนตาดำๆอย่างเราๆ ไหม คำตอบคือ “ยากมาก”

คิดดูว่า สผ. ซึ่งเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการร่าง กม. เป็นหน่วยงานรัฐที่สร้างปัญหาให้กับประชาชนมากที่สุดเมื่อพูดถึงกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(และสุขภาพ)ของโครงการของรัฐและเอกชนต่างๆ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โครงการเขื่อน โครงการสัมปทานปิโตรเลียม เป็นต้น การรับฟังความคิดเห็น กระบวนการของผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะที่ชุมชนท้องถิ่นที่ใช้ทรัพยากรจากป่า/ที่ดินต้องเผชิญกับ “คดีโลกร้อน” ที่ไม่เป็นธรรม

การร่างและออกกฎหมายจากกลุ่มชนชั้นนำด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง สผ. ก็จะเป็นประโยชน์ต่อชนชั้น สผ. และเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่/อุตสาหกรรมฟอสซิลที่พวกเขามีสายสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด

นี่คือข้อมูลประกอบการรับฟังความคิดเห็น กม โลกร้อนครับ https://drive.google.com/file/d/13TRrvreVHbqDKHH0DnbR5Ku283qLAaw3/view