ควันไฟป่าพรุปกคลุมบอร์เนียว ก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพ

September 14, 2019

หลังจากช่วงต้นฤดูกาลไฟอันเงียบงันในอินโดนีเซีย การขยายตัวของจุดเกิดไฟในกาลิมันตันและสุมาตราในช่วงเดือนกันยายน 2562 นี้ ก่อให้เกิดควันพิษหนาทึบจากการเผาไหม้ป่าพรุครอบคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาค จากรายงานข่าว โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดและหยุดการเรียน สานามบินหลายแห่งต้องยกเลิก เปลี่ยนเส้นทางและเลื่อนเที่ยวบินจากการที่หมอกควันไฟป่าขยายปกคลุมทั้งบอร์เนียวและสุมาตรา

ภาพจากเครื่องมือ MODIS(The Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) บนดาวเทียม Aqua ของนาซา จับภาพเกาะบอร์เนียวในวันที่ 15 กันยายน 2562 ควันไฟป่าทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายมากขึ้นจนต้องมีการประกาศเตือนประชาชนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพ จุดเกิดไฟจำนวนมากเกิดขึ้นในกาลิมันตันซึ่งมีพื้นที่มหาศาลเป็นดินป่าพรุ ดาวเทียม/ดูบันทึกภาพหลักฐานการเกิดไฟป่าพรุตลอดช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่จำนวนและความเข้มข้นของไฟป่าพรุขยายเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน

ฤดูกาลไฟในกาลิมันตันและสุมาตราเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมเนื่องจากมีการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเศษเหลือจากการทำไม้เพื่อแผ้วถางพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในกาลิมันตัน ส่วนใหญ่จะเป็นการเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันและไม้โตเร็วสำหรับเยื่อกระดาษ เครื่องมือ The Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 จับภาพด้านล่าง แสดงให้เห็นไฟที่กำลังไหม้ในพื้นที่อุตสาหกรรมปาล์มทางตอนใต้ของบอร์เนียว

September 15, 2019

แผนที่ด้านล่างแสดงข้อมูลคาร์บอนอินทรีย์ในวันที่ 17 กันยายน 2652 ที่ทำขึ้นจากแบบจำลอง GEOS forward processing (GEOS-FP) ซึ่งประมวลผลจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศและการสังเกตการณ์ภาคพื้นดิน ในการประมวลผลเพื่อหาคาร์บอนอินทรีย์ นักสร้างแบบจำลองใช้ข้อมูลละอองลอยและการเกิดไฟ แบบจำลอง GEOS forward processing (GEOS-FP) ยังใช้ข้อมูลอุณหภูมิอากาศ ความชื้นและลมเพื่อคาดการณ์พฤติกรรมของแนวควันไฟ ในกรณีนี้ ควันไฟจะกระจายตัวลอยอยู่ใกล้จุดเกิดไฟเนื่องจากกระแสลมอ่อน

แบบจำลอง GEOS forward processing (GEOS-FP) ก็มีลักษณะเดียวกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ คือการใช้สมการทางคณิตศาสตร์แสดงกระบวนการทางกายภาพเพื่อคำนวณหาว่าเกิดอะไรขึ้นบรรยากาศ แบบจำลอง GEOS forward processing (GEOS-FP) คำนวณตำแหน่งและความเข้มข้นของแนวควันไฟคาร์บอนอินทรีย์ทุกๆ 5 นาที แบบจำลองได้ดึงข้อมูลละอองลอยใหม่ทุกช่วง 3 ชั่วโมง ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใหม่ทุกๆ 10 ชั่วโมง และข้อมูลการเกิดไฟใหม่ทุกๆ วัน

แผนที่ดินพรุได้มาจาก the Center for International Forestry Research’s Borneo Atlas ที่ระบุจุดเกิดไฟในพื้นที่ที่มีดินพรุ ไฟป่าพรุยากที่จะดับ และมีการเผาไหม้อยู่ใต้ดินเป็นเวลาหลายเดือนจนกว่าฤดูฝนจะมาถึง

September 17, 2019

ไฟป่าพรุปล่อยก๊าซและอนุภาคต่างๆ ออกมาจำนวนมาก รวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และ PM2.5 คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่ก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ PM2.5 เป็นส่วนผสมของฝุ่นจิ๋วที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ

PM2.5 เป็นอนุภาคชนิดหนึ่งของละอองลอยที่เรียกว่าคาร์บอนอินทรีย์(organic carbon) และคาร์บอนดำ(black carbon) ที่เป็นอันตรายเนื่องจากขนาดที่เล็กมากของมันที่ทะลุทะลวงเข้าปอดและเส้นเลือด การวิจัยด้านสุขภาพเชื่อมโยง black carbon เข้ากับโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หลักฐานยังระบุถึงความเป็นพิษของละอองลอยที่เป็น organic carbon อีกด้วย แม้ว่าการศึกษาถึงผลกระทบสุขภาพ

Robert Field นักวิทยาศาสตร์แห่ง NASA Goddard Institute for Space Studies ผู้ทำการศึกษาเรื่องไฟป่าพรุในอินโดนีเซียเพื่อทำความเข้าใจถึงตัวแปรทางอุตุนิยมวิทยาที่มีต่อการเกิดไฟป่า กล่าวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเทียบเคียงได้กับวิกฤติไฟป่าพรุในปี 2558” งานของเขารวมถึงการผสามผสานการวัดแบบแผนการตกของฝนด้วยดาวเทียมเข้าไปในระบบการติดตามและเตือนภัยจากไฟป่าที่ใช้โดยกรมอุตุนิยมวิทยา สภาพภูมิอากาศและธรณีกายภาพของอินโดนีเซีย

Robert Field เพิ่มเติมว่าจุดเกิดไฟจากระบบ MODIS และ VIIRS ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับปี 2558 เพราะว่าไฟป่าพรุเกิดช้ากว่า แต่การเพิ่มขึ้นของจุดเกิดไฟแบวันต่อวันสามารถเทียบเคียงได้กับปี 2558 อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า ไฟป่าพรุเหล่านี้เผาไหม้อยู่ใต้ดิน และบางพื้นที่มีควันหนาทึบซึ่งเครื่องมือวัดบนดาวเทียมไม่สามารถตรวจจับได้

Robert Field เห็นว่า ในช่วงการเกิดไฟป่าพรุครั้งใหญ่สองครั้งในอินโดนีเซีย ปี 2540 และ 2558 สภาวะความแห้งแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟป่าพรุขยายวงกว้างเป็นวิกฤติ ในปี 2562 นี้ ปรากฎการณ์เอลนิโญเป็นกลาง แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เรียกว่า Indian Ocean Dipole น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดความแห้งแล้งในปีนี้

อ้างอิง

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey, GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC, and MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Adam Voiland.

Why waste trade should be on the Asean Summit agenda

Published on June 21st, 2019 by http://www.nationmultimedia.com/detail/opinion/30371534

Asean leaders meet this week in Bangkok as their countries reel from an unprecedented deluge of foreign waste dumping. Yet neither waste trade nor waste is on the agenda, especially considering the summit’s stated theme, “Advancing Partnership for Sustainability”.

Matters concerning sustainable development, in the face of the region’s rapid growth, are worryingly missing. Instead, discussions will focus on trade, economic and security issues.

In the past two years, countries in the region – both poor and prosperous – have been faced with record shipments of plastic waste from richer nations. Between 2016 and 2018, the region saw plastic waste imports grow by a staggering 171 per cent. Most of these shipments were labelled “recyclable”, but were found to be unrecyclable mixed and contaminated waste. With little or no infrastructure to deal with all this garbage, the shipments of foreign trash began piling up. This led to import restrictions and other measures by affected countries, culminating in May and June with the Philippines, Malaysia and Indonesia threatening to repatriate the waste.

The current waste-trade crisis faced by the region is largely due to China’s 2018 ban on trash imports. Earlier, many Southeast Asian countries had been importing waste, but at a much smaller scale; and they never had to return shipments until the situation reached crisis proportions. But with global plastic waste generation showing no signs of letting up, the question is, should Asean nations continue to receive the world’s waste?

It’s outrageous that some countries in the West still believe that Southeast Asia should keep welcoming their waste imports, and that some businesses and governments here still believe that waste trade is profitable. However, the current situation shows that plastic waste recycling is a myth. If it were technically feasible, why isn’t waste processed in the “advanced” recycling facilities in the country of origin? To say that Southeast Asia should use this opportunity to develop its own recycling facilities smacks of toxic colonialism, rationalising the injustice of how poorer countries are burdened with pollution generated by the First World.

At the same time, governments urgently need to rethink their own domestic waste policies. An effective waste policy would be to consider materials from the moment they are designed. In the case of plastic waste, it means tackling single-use plastic products and packaging at source. Limiting, and eventually eliminating, single-use plastics will dramatically reduce waste generation. This is important to consider as many Southeast Asian countries are heavy plastic bag users, and are markets for unrecyclable sachet packaging.

In all this, Asean has an important role to play in addressing both waste trade and plastic production. Currently, we are seeing only small pockets of national bans and plastic regulations as knee-jerk reactions to the two waste crises. But these measures, although laudable, need to be strengthened. Evidence suggests that as countries enact bans and launch contingency plans, they only move the problem to places where regulations and restrictions are weaker. An Asean-level response can ensure an extra layer of protection. For example, the Asean can use its influence as a trading bloc to ensure no trade in waste transpires within the region.

The Asean can further be a global leader in innovation. A holistic regional policy geared toward massively reducing the production of single-use plastic packaging and products, and facilitating innovation on reusable packaging and alternative delivery systems will create new and sustainable business models to replace the outdated and dirty waste-recycling industry with greener and healthier businesses.

Given Thailand’s stated focus on sustainability for this year’s summit, Asean people should demand no less than for their leaders to put waste and waste trade on the table. This is a timely opportunity and a test of Asean leadership and relevance. By stopping waste imports and implementing strong plastic reduction policies, the Asean region is in an ideal position to help spur a transformation of the global economy, forcing the West to rethink their waste generation and end all waste exports.

——————————————————–

Lea Guerrero is Philippines country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at lea.guerrero@greenpeace.org

Tara Buakamsri is Thailand country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

ข้อตกลงโลกว่าด้วยขยะพลาสติก – พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ : ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการเป็นถังขยะพิษของโลกหรือไม่?

ธารา บัวคำศรี

นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลผสมในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2561 นอกจากส่งผลสะเทือนต่อระบบรีไซเคิลพลาสติกทั่วทั้งโลกและเผยให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอันตรายและสิ้นเปลืองของระบบการค้าขยะรีไซเคิลแล้ว ผลที่ตามมาคือ การค้าขยะพลาสติกส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งขาดมาตรการที่รัดกุมเพื่อยุติการนำเข้าหรือไม่มีขีดความสามารถอย่างแท้จริงในการจัดการของเสีย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง(พ.ศ.2559-2561) การส่งออกพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ส่งออกรายเดิมต้องจัดการกับขยะตกค้างทั้งส่วนที่ไม่แปรรูปและกึ่งแปรรูปในประเทศของตน แรงกดดันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น หากการผลิตพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามท่ีคาดการณ์ไว้ร้อยละ 40ในอีกทศวรรษหน้า

มาเลเซียเวียดนามและไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ช่วงกลางปี พ.ศ.2561 รัฐบาลทั้งสามประเทศออกมาตรการควบคุมทำให้การส่งออกขยะพลาสติกทั่วโลก(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี

กราฟแสดงการนำเข้าเศษพลาสติกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2559-พฤศจิกายน พ.ศ.2561 มายังประเทศไทยจากประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรก (ที่มา : ข้อมูลการค้าขยะพลาสติกโลกปี พ.ศ. 2559-2561 และผลกระทบจากนโยบายห้ามนำเข้าของเสียของสาธารณรัฐประชาชนจีน, กรีนพีซ เอเชียตะวันออก)

เมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อนุสัญญาบาเซล(Basel Convention) เพื่อทำให้การค้าขยะพลาสติก(plastic waste)” มีความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการนำเข้าส่งออกและนำผ่านขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน รับประกันว่าจะมีการจัดการขยะพลาสติกที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

การแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยมุ่งหมายที่จะลดมลพิษพลาสติก ภายใต้กลไกของอนุสัญญาบาเซลนี้บรรลุข้อตกลง ณ การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสามในเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาร็อตเตอร์ดัมและอนุสัญญาสต็อกโฮล์มที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-10 พฤษภาคม 2562 ในหัวข้อร่วม “Clean Planet, Healthy People : Sound Management of Chemicals and Waste

นี่คือโอกาสของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล (ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 24 พฤศิจกายน 2540 อนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้สำหรับไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541) สามารถใช้สิทธิตามกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศนี้ในการปฏิเสธนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ว่าด้วยขยะพลาสติกภายใต้อนุสัญญาบาเซลนี้ส่งสัญญานทางการเมืองที่ชัดเจนต่อประชาคมโลก ต่อภาคธุรกิจ และต่อตลาดผู้บริโภคว่าถึงเวลาต้องจัดการกับปัญหาการค้าขยะพลาสติกอย่างจริงจัง ข้อตกลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศในซีกโลกใต้ในการยุติการทิ้งขยะพลาสติกระหว่างประเทศ และปกป้องประเทศของตนมิให้กลายเป็นถังขยะและกากของเสียเป็นพิษของโลก

ประเทศที่ริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยขยะพลาสติกคือ นอร์เวย์ ซึ่งเดินหน้าไปเร็วกว่ากระบวนการเจรจาตามมาตรฐานของสหประชาชาติ ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ แต่ยังรับรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกขยะพลาสติกที่ต้องดำเนินตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซล สภาอุตสาหกรรมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกาและสถาบันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษวัสดุถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักในเวทีเจรจาของอนุสัญญาบาเซลโดยมีจุดยืนคัดค้านข้อตกลงเพื่อควบคุมการส่งออกและนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงควบคุมขยะพลาสติกนี้ยังนำไปสู่การที่หน่วยงานศุลกากรจะต้องทำการตรวจตราขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายให้ละเอียดรอบคอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจะมีระบบที่มีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบย้อนกลับของการนำเข้าและส่งออกขยะพลาสติก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นจังหวะที่ก้าวหน้าในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จัดการกับขยะที่เกิดขึ้นในประเทศ ตลอดจนปรับปรุงระบบการกำจัดของเสียที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แต่การจัดการขยะพลาสติกในสังคมไทยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติโรงงานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา เนื้อหาสำคัญของกฎหมายคือ การให้เอกชนไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปี เป็นผลให้ 60,000 โรงงานทั่วประเทศได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แย้งว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมกระจายออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม  ซึ่งจะนำไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

ที่สำคัญ โรงงานขนาดเล็กกว่า 50 แรงม้าส่วนใหญ่ประกอบกิจการเป็นประเภทโรงงานหล่อหลอมโลหะ รีไซเคิล คัดแยกขยะ ฝังกลบขยะ ถือเป็นกลุ่มโรงงานที่อันตรายต่อชุมชนหากไม่มีมาตรฐานการดำเนินกิจการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง ในขณะที่ การยกเลิกระบบต่ออายุใบอนุญาตยิ่งเปิดช่องให้การกำกับดูแลจากรัฐอ่อนแอลงหรือแทบไม่มีเลย

ในขณะที่เรามีสิทธิทางกฎหมาย(ระหว่างประเทศ)ที่จะปฏิเสธการนำเข้าขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่กลับเปิดประตูกว้างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นถังขยะพิษของโลกต่อไป!

อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ไม่มีกลุ่มประเทศไหนในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050

อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด

เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018#1531904804037-423d5c88-a7a7

พื้นที่เผาไหม้ (Fire Burn Scar)

 Woolsey Fire เป็นไฟป่าที่เกิดขึ้นทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทิ้งร่องรอยไว้บนภูมิทัศน์ที่กินพื้นที่กว้างขวางที่สามารถเห็นได้ง่ายจากอวกาศ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 Cal Fire รายงานว่าสามารถควบคุมไฟได้ร้อยละ 94 และมีพื้นที่เผาไหม้เกือบ 97,000 เอเคอร์ (393 ตารางกิโลเมตรหรือ 152 ตารางไมล์)

หนึ่งวันก่อนหน้านั้นเครื่องมือ Advanced Spaceborne Thermal Emission and Reflection Radiometer (ASTER) บนดาวเทียม Terra ของนาซาจับภาพพื้นที่เผาไหม้นี้ไว้ได้ สีภาพถ่ายดาวเทียมนี้เป็นอินฟาเรดสีเทียม(false-color) ช่วงแบนด์ 3, 2, 1 ได้นำมาขยายให้เกิดสักษณะสีที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น พืชพรรณที่ถูกเผาไหม้แสดงในสีน้ำตาล แสดงในสีน้ำตาล ส่วนพืชพรรณที่ไม่ถูกเผาไหม้แสดงในสีเขียว อาคารบ้านเรือน ถนนและอื่นๆ ในพื้นที่ที่พัฒนาแสดงในสีเทาและขาว

ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมอื่นๆ ของนาซานำไปใช้ในการทำแผนที่แสดงระดับความรุนแรงของพื้นที่เผาไหม้(Preliminary burn severity maps)ซึ่งจะช่วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและควบคุมไฟป่าวางแผนการฟื้นฟูพื้นที่

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using data from NASA/GSFC/METI/ERSDAC/JAROS, and U.S./Japan ASTER Science Team. Story by Kathryn Hansen.

ควันไฟป่าจะลอยไปทางไหน?

ธารา บัวคำศรี – แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144190/which-way-will-the-smoke-go

6 สิงหาคม 2561

ตอนที่กรมป่าไม้ของสหรัฐอเมริกา(the U.S. Forest Service) ประกาศว่าได้ควบคุมเหตุไฟป่าที่ Mendocino Complex Fire ได้ 100 เปอร์เซ็นแล้วในช่วงกลางเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ไฟป่าได้เกิดขึ้นเกือบสองเดือน บ้านเรือนเสียหาย 157 หลังและ เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 459,000 เอเคอร์ ถือเป็นเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 1 มกราคมจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยที่หมอกควันไฟกระจายไปทั้งภูมิภาคและส่วนต่างๆ ของประเทศ

ในอดีต พฤติกรรมของไฟป่าและแนวควันไฟนั้นยากแก่การคาดการณ์อย่างยิ่ง Andy Edman, จาก Western region wildfires for the National Weather Service กล่าวว่า “เป็นความท้าทายสำหรับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่จะรู้ว่ามีไฟป่าที่ไหน สถานะเป็นอย่างไร และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศมากน้อยแค่ไหน มันคล้ายๆ กับงานรวมญาติ เกือบทุกคนทำตัวตามปกติ แต่พฤติกรรมของไฟป่าอาจคล้ายๆ กับลุงบ้าๆ ของคุณ ยากที่จะทำนาย”

แต่แบบจำลองใหม่ที่ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของ NOAA และ NASA นั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถจำลองพฤติกรรมของควันไฟป่าได้ดีทีเดียว แบบจำลองชื่อ High-Resolution Rapid Refresh Smoke model, หรือ HRRR-Smoke ทำขึ้นจากแบบจำลองสภาพอากาศ  HRRR ที่มีอยู่แล้วของ NOAA ซึ่งทำการคาดาการณ์ฝน ลมและพายุ แบบจำลองนี้ยังนำข้อมูลเวลาจริงจากดาวเทียม the Joint Polar Satellite System’s Suomi-NPP และ NOAA-20 polar-orbiting satellites และ NASA’s Terra and Aqua satellites

ภาพบนซ้ายมาจาก Visible Infrared Imaging Radiometer Suite(VIIRS) บนดาวเทียม Suomi-NPPแสดงพื้นที่ภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในสีธรรมชาติช่วงบ่ายของวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า the Mendocino Complex Fire สูงสุด ส่วนภาพบนขวาแสดงการจำลองการเคลื่อนตัวของควันไฟป่า (HRRR-Smoke simulation) จากพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน

หัวใจสำคัญของแบบจำลอง HRRR-Smoke คือเมตริกที่เรียกว่า fire radiative power หรือ FRP โดยเป็นการวัดปริมาณความร้อนที่แผ่ออกมาจากเหตุการณ์ไฟที่มีการพิจารณาในหน่วยเมกะวัตต์ ตัวอย่างเช่น ไฟป่าขนาดใหญ่อาจมีความร้อนถึง 4,000 เมกะวัตต์ต่อพิกเซล (750×750 เมตร) การคำนวณหา radiative power และการกระจายตัวว่าไปทางไหนบ้าง สามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์ชี้จุดเกิดไฟและคาดการณ์ความเข้มข้นและเส้นทางที่ควันไฟป่าจะลอยไป

แบบจำลอง HRRR-smoke model นำรวมกับข้อมูล FRP data ที่รวบรวมความเร็วลมและอุณหภูมิในบรรยากาศ รวมถึงแผนที่พืชพรรณ ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ได้รู้ว่าอะไรถูกเผา การคาดการณ์โดยแบบจำลองก็จะดีขึ้น การวัดดังกล่าวนี้นำมาเป็นวางให้เป็นกริดสามมิติที่ขยายสูงราว 16 ไมล์ในบรรยากาศ ผลที่ได้คือการคาดการณ์ที่ละเอียดถึงปริมาณควันที่เกิดขึ้นจากไฟป่า ทิศทางที่ควันจะปล่อย และความสูงของควัน

August 6 – 7, 2018

Ravan Ahmadov ผู้พัฒนาแบบจำลอง HRRR-smoke model และนักวิจัยประจำ NOAA’s Earth Systems Research Laboratory และ the Cooperative Institute for Research in Environmental Sciences กล่าว “ควันไฟป่าใกล้พื้นผิวเป็นดัชนีของมลพิษทางอากาศ แต่ควันไฟป่าอาจลอยขึ้นไปในบรรยากาศที่สูงได้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะรู้ เพราะว่าควันไฟป่าสามารถกระทบกับการเดินอากาศได้” ควันไฟป่าในบรรยากาศระดับสูง สามารถกันแสงอาทิตย์ที่มาจากนอกโลกซึ่งช่วยอุณหภูมิอากาศเย็นลงและเข้ารบกวนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

แบบจำลอง HRRR-Smoke ถูกนำไปใช้โดยนักพยากรณ์อากาศและหน่วยงานรัฐ รวมถึงกลุ่มท้องถิ่น ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า Ferguson fire ในแคลิฟอร์เนีย กรมการขนส่งใช้แบบจำลอง HRRR-Smoke ในการช่วยตัดสินใจยกเลิกบริการรถไฟ Amtrak ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้กับกรมอุทยานแห่งชาติในช่วงปิดอุทยาน Yosemite

ในระดับท้องถิ่น โรงเรียนในรัฐยูทาอ้างถึงแบบจำลองเมื่อจะต้องเลือกให้เด็กนักเรียนอยู่ในอาคารในช่วงพักและเพื่อยกเลิกการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอันเนื่องมาจากเหตุไฟป่าทางตอนใต้ของ Provo ในรัฐโอเรกอน โค้ชผู้ฝึกสอนว่ายน้ำเยาวชนย้ายการฝึกไปในสระว่ายน้ำในร่มหลังจากรับทราบถึงการพยากรณ์เรื่องควันไฟป่า

Edman กล่าวว่า “เมื่อเราสามารถแจ้งผู้คนให้ทราบว่าควันไฟป่าจะพัดไปทางใดและจะลอยค้างอยู่กี่วัน พวกเขาสามารถที่ว่าจะอะไรเพื่อตอบรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าคุณมีบุตรหลานที่เป็นโรคหืดหอบ คุณจะรู้ว่าต้องระวังมากขึ้น”

แม่สายในดงฝุ่น PM2.5 : ข้อสังเกตว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ธารา บัวคำศรี

ดังที่เรารับรู้กัน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอยู่ภายใต้ดงฝุ่น PM2.5 มานานนับเดือนแล้ว เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 13 แห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เราจะเห็นสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ผู้คนในภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency) ที่ไม่จบลงเพียงแค่เมื่อฝุ่นจางหายไป

กราฟแสดงความเข้มข้นของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 11 เมษายน 2562 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 13 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

ในที่นี้จะตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงความรุนแรงและยาวนานของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางมลพิษ PM2.5 ในระดับที่ไม่ปลอดภัย (unhealthy)มาเป็นเวลานาน ดัชนีคุณภาพอากาศ(air quality index)ตามเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นสีแดงทุกวัน อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมจนถึงวันที่ 11 เมษายน ดังภาพ (ซึ่งเรายังไม่ต้องไปนึกถึงดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA ที่ยึดโยงกับข้อแนะนำของ WHO เลยแม้แต่น้อย)

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อเราพิจารณาเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ตามฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่าไม่มีพื้นที่(ที่เป็นที่ตั้งของตรวจวัดคุณภาพอากาศ)แห่งใดเลยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงต่อเนื่องกันทุกวันดังเช่นคุณภาพอากาศที่อำเภอแม่สาย

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนปกคลุมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (Santi Chang อนุเคราะห์ภาพ)

เพราะเหตุใดแม่สายต้องงวยงงในดงฝุ่น PM2.5 เป็นแรมเดือน เราจะพลิกวิกฤตนี้และหลีกเลี่ยง-ป้องกัน-บรรเทามิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตร่วมกันอย่างไร? และนี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น

1) แม่สายตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนสะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว

ที่มา : https://www.globalforestwatch.org

แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่อำเภอแม่สาย(ในตำแหน่งที่แสดงเป็นเครื่องหมาย + ในแผนที่) ตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนที่สะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว โดยการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดจุดความร้อนสะสมด้วยเครื่องตรวจวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดต้ังบนดาวเทียม Suomi NPP ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ.2562

ในประเทศไทย มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ชั้นข้อมูล GIS และข้อมูล GPS เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนจำแนกแหล่งที่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ตามลักษณะการใช้ที่ดินไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ริมทางหลวง (250 เมตร) และชุมชน-อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2558 ได้มีการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแต่ละประเภทการใช้ที่ดินด้วย

นอกจากจุดความร้อน ประเทศไทยโดย GISTDA ยังวิเคราะห์และคำนวณพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ด้วยการใช้ค่าความแตกต่างของดัชนีการเผาไหม้ (Difference Normalized Burn Ratio; DifNBR) ที่คำนวณจากภาพดาวเทียม LANDSAT-8 ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือโดยใช้ภาพต่างช่วงเวลาคือภาพก่อนเกิดไฟป่าและภาพเมื่อเกิดไฟป่าจากความสัมพันธ์ของค่าการสะท้อนแสงของพื้นที่เกิดไฟป่า เมื่อได้ตำแหน่งและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็จะนำข้อมูลพื้นท่ีขอบเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอบเขตพื้นที่ สปก. รวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์โดยการซ้อนทับ(overlay)กันก็จะทราบได้ว่ามีบริเวณใดบ้างที่เกิดไฟป่า ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงภาระรับผิดชอบ(accountability)ของคน กลุ่มคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นได้

คำถามคือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรามีข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่? เราจะขับเคลื่อนผู้นำอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญาได้อย่างไร?

2) แม่สาย ใจกลางดงฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

โดยพิจารณาจากข้อมูลแผนที่ Regional Haze Situation จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2562 แม่สายคือตัวแทนพื้นที่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่อยู่ ณ ใจกลางดงฝุ่น

แม่สายในดงฝุ่นนี้สะท้อนเรื่องราวทุกมิติว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น (1) การถอด ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ออกมาเป็นแผนงาน (2) การบรรลุเป้าหมายให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 (3) มาตรการปกป้องและติดตามตรวจสอบผลกระทบสุขภาพระยะยาวของประชาชน (4)การทบทวนเป้าหมายและเพื่อความหลากหลายของตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนอกเหนือจากการที่ใช้จุดความร้อนสะสม ฯลฯ

ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC

แผนที่ “แม่สายในดงฝุ่น” ด้านบนแสดงการกระจายตัวและความเข้มข้นของหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (regional haze situation) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม-12 เมษายน 2562 พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลอ่อนแสดงขอบเขตของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีความเข้มข้นปานกลาง พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลเข้มคือขอบเขตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่เข้มข้นมาก จุดสีแดงบนแผนที่คือจุดความร้อน(hotspot)ที่บันทึกโดยเครื่องวัดบนดาวเทียม NOAA ส่วนจุดวงกลมสีดำคือตำแหน่งของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย การที่อำเภอแม่สายทำลายสถิติพื้นที่ที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงตามเกณฑ์ของประเทศไทยทุกวันนานนับเดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเสียงปลุก(wake up call)ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับให้ตื่นขึ้นมาจากสภาวะความไม่สนใจใยดี(state of denial) เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่ตื่นตัว/เข้มแข็ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์และพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 โดยตั้งเป้าหมายไปสู่ทางออกที่ก้าวหน้า ยั่งยืน เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรามีพร้อมทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เหลือแต่เจตจำนงที่ถูกต้องและกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น