ปกป้องสุขภาพคนไทย ถึงเวลาเปลี่ยนมาตรฐานฝุ่น PM2.5

ธารา บัวคำศรี

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่ประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหามลพิษ ในฐานะที่เราทุกคนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหลายส่วนของประเทศซึ่งกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency)อยู่ในขณะนี้ มีทุกเหตุผลที่จำเป็นต้องพิจารณา ทบทวน และยกระดับมาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศ เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนลงให้มากที่สุด

บทความนี้จะกล่าวถึงที่มาของมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศที่ประเทศไทยใช้อยู่ และข้อเสนอของกรีนพีซว่าด้วยมาตรฐาน PM2.5 ที่ควรจะเป็น

เรามีมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปมา 9 ปีแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยน

ประเทศไทยเริ่มดำเนินการตรวจวัด PM2.5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา [1] ในปี พ.ศ.2547 กรมควบคุมมลพิษมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาและยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ผู้ศึกษา(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)ได้เสนอแนะมาตรฐานสำหรับค่าเฉลี่ย PM2.5 รายปีไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เนื่องจากเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพได้มากที่สุด และค่าเฉลี่ย PM2.5 ใน 24 ชั่วโมงไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรโดยไม่มีวันที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 เกินมาตรฐาน [2]

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการนำเสนอ(ร่าง) มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ (ambiant air quality standard)ใช้หลักเกณฑ์ ในการกำหนดมาตรฐานโดยพิจารณาจาก

(ก) หลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยโดยโครงการจัดทำ(ร่าง)มาตรฐาน PM2.5 โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(ข) การวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพอากาศเชิงสถิตจากการตรวจวัด PM2.5 ในบรรยากาศอย่างต่อเนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพียงจำนวน 3 สถานีในประเทศไทย ขณะนั้น

(ค)การประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านคุณภาพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(ง) การประเมินทางด้านเศรษฐศาสตร์ในรูปของประโยชน์ที่ได้ร้บจากการลดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย(Health benefits) และค่าใช้จ่ายเบื้องต้นโดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยที่เกี่ยวข้อง

(จ) การประเมินค่าใช้จ่าย(Cost-analyses) เบื้องต้นในการลดปริมาณ PM2.5 โดยสรุป กรมควบคุมมลพิษเสนอแนะค่ามาตรฐาน PM2.5 ในเวลา 1 ปี ว่าต้องไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยให้เหตุผลว่าเป็นระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย

ท้ายที่สุด ในปี พ.ศ.2553 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศฉบับที่ 23 กำหนดมาตรฐานฝุ่น PM2.5 โดยค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมงจะต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปี จะต้องไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเป็นค่าที่เราใช้วัดมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน [4]

มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปดังกล่าวนี้ถูกนำมาใช้เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ในขณะที่ผลกระทบสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 กลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เรามีองค์ความรู้ใหม่ๆ มากขึ้นพอที่จะสรุปได้ว่า PM2.5 เป็นฝุ่นพิษที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ เป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบใดๆ เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) และการที่องค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ในปี พ.ศ.2556 แต่กรมควบคุมมลพิษก็ยังไม่วี่แววที่จะยกร่างมาตรฐานใหม่ให้สอดคล้องกับหลักการ “ความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง” และ “การลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” แต่อย่างใด

ตารางแสดงการเปรียบเทียบมาตรฐานและ Guideline สำหรับ PM2.5 ของประเทศต่างๆ

ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงค่าเฉลี่ย 1 ปี
ไทย5025
องค์การอนามัยโลก*
Interim Target (IT-1)
Interim Target (IT-2)
Interim Target (IT-3)
Air Quality Guideline(AQG)

75
50
37.5
25

35
25
15
10
องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา**
รัฐแคลิฟอร์เนีย
35

12(แหล่งกำเนิดขั้นต้น)
15(แหล่งกำเนิดทุติยภูมิ)
12
สหภาพยุโรป***
ภายใต้กฎระเบียบ Directive 2008/50/EC สหภาพยุโรปตั้งเป้าหมายการลดสัมผัส PM2.5 ในกลุ่มประชากรที่เรียกว่า average exposure indicator (AEI)ภายในปี พ.ศ. 2553 และ 2563
25
22(AEI ปีพ.ศ.2553)
18(AEI ปีพ.ศ.2563)
มาเลเซีย****
Interim Target(ปี พ.ศ.2558)
Interim Target(ปี พ.ศ.2561)
มาตรฐาน( ปี พ.ศ.2563)

75

50

35

35

25

15
สิงคโปร์*****
ปี พ.ศ.2559
ปี พ.ศ.2563
เป้าหมายระยะยาว

40
37.5
25

15
12
10
สหราชอาณาจักร
สก็อตแลนด์

25
12
แคนาดา
นิวฟาวด์แลนด์
เมืองแวนคูเวอร์
30
25
25


12
ออสเตรเลีย258
นิวซีแลนด์25
ญี่ปุ่น3515
เกาหลีใต้******3515
ฟิลิปปินส์5025

*http://www.euro.who.int/__data/assets/pdf_file/0019/331660/Evolution-air-quality.pdf

**https://www.epa.gov/criteria-air-pollutants/naaqs-table

***http://www.euro.who.int/__data/assets/pdf_file/0019/331660/Evolution-air-quality.pdf

****http://www.doe.gov.my/portalv1/wp-content/uploads/2013/01/Air-Quality-Standard-BI.pdf

*****https://www.nea.gov.sg/our-services/pollution-control/air-pollution/air-quality

****** http://eng.me.go.kr/eng/web/index.do?menuId=252

ข้อสังเกตของกรีนพีซต่อการกำหนดมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปของประเทศไทย

  • ข้อมูลการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษ PM2.5 ในประเทศไทย [5] ซึ่งพิจารณาทั้งค่าเฉลี่ยรายปี ค่าเฉลี่ยสูงสุดรายเดือนและจำนวนวันที่เกินค่ามาตรฐานรวมกัน พบว่ามี 9 พื้นที่จากทั้งหมด 14 พื้นที่ มีค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานรายปีของประเทศไทย (25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์คุณภาพอากาศในร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ที่กรมควบคุมมลพิษระบุไว้ในบทที่ 2 ว่า “จากการติดตามตรวจสอบพบว่าปริมาณ PM2.5 ในหลายพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและ มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน”
  • ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของประเทศไทย ความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5)ในพื้นที่เมือง เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่อยู่ในระดับแย่และยังไม่มีเป้าหมายรับมือ
  • ความล้มเหลวในการจัดการ PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปให้อยู่ในมาตรฐาน จึงเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย เมื่อประเมินในกรุงเทพมหานคร ประชาชนต้องเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการลดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย(Health benefits) ได้แก่ การลดกระทบต่อสุขภาพ 1.4 ล้านรายต่อปี จำนวนวันที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจลดลง 173 ล้านวัน และคิดเป็นมูลค่าประโยชน์ทางการเงินที่ ได้รับประมาณ 24.9-41.5 หมื่นล้านบาทต่อปี [6]
  • ในรายงาน State of Global Air [7] ระบุว่า PM2.5 ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรใน ประเทศไทยราว 37,500 คน เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวดซึ่งเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพของประชาชนได้มากที่สุด

กรีนพีซเสนอให้กรมควบคุมมลพิษยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศสำหรับประเทศไทย โดยมีเป้าหมายที่เจาะจง(specific) วัดได้(measurable) ทำได้(Attainable) สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่(Relevant) โดยเฉพาะเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน(Time-bound) ดังนี้

กรอบเวลาค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงค่าเฉลี่ย 1 ปีหมายเหตุ
ปี พ.ศ 25535025ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 23
ปี พ.ศ. 25623512ค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพได้มากที่สุดจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ทำขึ้นในปี 2547
ปี พ.ศ. 25732510ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกและ กรอบเวลาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals)

ร่วมบอกกรมควบคุมมลพิษให้ยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทยได้ที่นี่ http://act.gp/2qba6PN

ที่มาข้อมูล :

[1] เอกสารประกอบการประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่อง การกําหนด(ร่าง)ค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในบรรยากาศทั่วไป (กรมควบคุมมลพิษ)

http://infofile.pcd.go.th/law/Draft_std__PM2.5.pdf

[2] เรื่องเพื่อพิจารณากำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศทั่วไป (กรมควบคุมมลพิษ) http://infofile.pcd.go.th/air/PM2.5_040309.pdf

[3] เอกสารประกอบการประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่อง การกําหนด(ร่าง)ค่ามาตรฐานฝุ่นละออง ขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในบรรยากาศทั่วไป (กรมควบคุมมลพิษ)

http://infofile.pcd.go.th/law/Draft_std__PM2.5.pdf

[4] ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 36 (พ.ศ.2553) เรื่อง การกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศทั่วไป http://infofile.pcd.go.th/law/2_99_air.pdf?CFID=2437604&CFTOKEN=22218289

[5] สถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ใน 14 เมืองของประเทศไทย ปี พ.ศ.2560 http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/Urban-Revolution/Air-Pollution/Right-To-Clean-Air/City-ranking/2017/

[6] เรื่องเพื่อพิจารณากำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศทั่วไป (กรมควบคุมมลพิษ) http://infofile.pcd.go.th/air/PM2.5_040309.pdf

[7] https://www.stateofglobalair.org/data

– ธารา บัวคำศรี : เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ –

ปาบึก (Pabuk) พายุหมุนเขตร้อนข้ามปี

ในขณะที่ตอนบนของประเทศมีความกดอากาศสูงแผ่ปกคลุมทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงทุบสถิติ ภาคใต้ของไทยกำลังรับมือกับพายุหมุนเขตร้อนลูกแรกแห่งปี พ.ศ.2562ที่มีนามว่า “ปาบึก (Pabuk)”

ปาบึก เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวจากหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ ปลายเดือนธันวาคม 2561 ต่อมากลายเป็นพายุดีเปรสชั่น และวันที่ 1 มกราคม 2562 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นปรับความรุนแรงของพายุดีเปรสชันเขตร้อนเป็นพายุโซนร้อนและใช้ชื่อว่า ปาบึก (Pabuk) การปรับดังกล่าวทำให้ปาบึก กลายเป็นพายุลูกแรกของฤดูกาล 2562 ถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวเป็นพายุโซนร้อนได้เร็วที่สุดในแอ่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ

วันที่ 3 มกราคม เวลา 17:00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยออกประกาศเกี่ยวกับพายุโซนร้อน ปาบึก ฉบับที่ 13 โดยคาดว่าพายุโซนร้อนปาบึกจะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยในวันที่ 3 มกราคม และจะส่งผลกระทบกับภาคใต้ในวันที่ 3–5 มกราคม และคาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในช่วงค่ำของวันที่ 4 มกราคมนี้

นอกเหนือจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังได้ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่พายุปาบึกจะมีความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 90-95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่าพายุโซนร้อนแฮเรียตที่เข้าแหลมตะลุมพุกในปี 2505 ที่มีความเร็วลม 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งความเร็วลมดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคได้

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 68 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2494-2561)ในประเทศไทย ไม่เคยมีพายุหมุนเขตร้อน (cyclone) เคลื่อนผ่านประเทศไทยในเดือนมกราคม พายุโซนร้อนปาบึก (Pabuk) ได้สร้างประวัติการณ์

พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่านไทยมีความถี่ลดลง แต่พายุหมุนในระดับที่รุนแรงกว่าเพิ่มจำนวนขึ้น

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2494-2557) พบว่าความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของกิจกรรมของพายุหมุนเขตร้อนในภาพรวมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ ฝนและภาวะแห้งแล้งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 2559 มีข้อสังเกตว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบทุกๆ 10 ปี กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศทั้งจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสลับกับการเกิดภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

กราฟแสดงความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ.1951-2014 (พ.ศ.2494 – 2557) กรอบภาพเล็กแสดงจํานวนพายุหมุนเขตร้อนที่มีขนาดสูงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนทั้งหมด ในคาบเวลาทุกๆ 10 ปี (ค.ศ.1951-1960 1961-1970 1971-1980 1981-1990 1991-2000 และ 2001-2010 (ที่มา:https://www.trf.or.th/div3download/files/TARC2.pdf, หน้า 35)

ตารางแสดงพายุหมุนเขตร้อนท่ีมีระดับความเร็วลมสูงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อน ท่ีเคลื่อนตัวผ่านและขึ้นฝั่งในประเทศไทยระหวางปี ค.ศ.1951 – 2010 (พ.ศ.2494 – 2553)  (ท่ีมา :https://www.trf.or.th/div3download/files/TARC2.pdf, หน้า  36)

การรับมือกับภัยพิบัติท่ามกลางสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศ

ปัจจุบัน เรามีเครื่องมือทันสมัยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อรับมือจากภัยพิบัติตลอดจนปฏิบัติการกู้ภัยและความช่วยเหลือ ทางการแพทย์ในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหลายทั้งปวง

ในกรณีของการรับมือเพื่อลดผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก อย่างน้อยเกือบทุก จังหวัดทางภาคใต้มีการตั้งจุดอพยพหลายร้อยจุดเพื่อรองรับผู้คนจากพื้นที่เสี่ยงจากคลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอน หน่วยงานด้านพลังงานเตรียมแผนสำรองเพื่อมิให้การบริการด้านพลังงานและไฟฟ้าต้องหยุดชะงัก การปรับเปลี่ยนบริการของเรือโดยสารและสายการบิน การประกาศปิดพื้นที่ท่องเที่ยว และการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตขึ้น ฯลฯ

แต่กระบวนการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันและความไม่เสมอภาคกันในมิติต่างๆ ส่งผลให้ความล่อแหลมและการเปิดรับกับสิ่งที่เป็นอันตราย (Hazard) ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศมีลักษณะที่แตกต่างกันในหลายบริบท โดยกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในด้านต่างๆ เป็นกลุ่มที่มีความล่อแหลมสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ภัยพิบัติจากสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศยังเพิ่มความรุนแรงให้กับแรงกดดันอื่นๆ ซึ่งส่งผลทางลบต่อการดำรงชีวิตด้านต่างๆ ของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่ยากจน

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจที่เอื้อให้มีพื้นที่ปลอดภัยแก่ผู้คน การพัฒนาเศรษฐกิจแบบกระจายศูนย์ ยั่งยืน เป็นธรรม ยืดหยุ่นและฟื้นตัวจากแรงกดดันภายนอก และเอื้อให้มนุษย์ผูกพันกับธรรมชาติโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือ เครื่องมือเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจากสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศที่ยอดเยี่ยมที่สุด


ย้อนรอยสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยปี 2559

ที่มา http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/2559/blog/58415/

ปี 2559 เป็นอีกห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านดีและด้านร้ายของสิ่งแวดล้อมไทย ก่อนจะผ่านพ้นปี 2559 นี้ เรามาย้อนดูสักนิดว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นในช่วงปีนี้มีอะไรบ้าง

ปฏิรูปการประมงคืบหน้าแต่ท้าทาย

หลังจากมาตราการปลดใบเหลืองอียูของรัฐบาลนับตั้งแต่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเตือนอย่างเป็นทางการเรื่องการขาดมาตรการที่เพียงพอในการต่อสู้การประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงานและขาดการควบคุม (IUU Fishing) ในเดือนเมษายน 2558 มีการวิเคราะห์คาดการณ์มาโดยตลอดว่าผลการตัดสินใจจะเป็นไปในทิศทางใด ในเดือนเมษายน 2559 หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่คณะทำงานของรัฐบาลไทยจะทำการบรรยายสรุปความคืบหน้าของการแก้ปัญหา IUU Fishing ต่อคณะผู้แทนของสหภาพยุโรป คสช.ใช้มาตรา 44 เด้งอธิบดีกรมประมงพ้นจากตำแหน่ง ความคืบหน้านี้รวมถึงการติดตั้ง VMS บนเรือประมงได้ร้อยละ 67.5 การขึ้นทะเบียนเรือประมงพาณิชย์อย่างถูกต้อง 11,217 ลำ การจัดตั้งศูนย์ PIPO 28 แห่ง ตลอดจนการเจรจาและ/หรือลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องแรงงานและการประมงกับ 13 ประเทศ และการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมง 35,000 คน เป็นต้น

ขณะที่การฟื้นฟูทะเลไทยจากการประมงเกินขนาดและภาวะคุกคามอื่นๆ ยังเป็นประเด็นท้าทายตลอดทั้งปี 2559 ในเดือนมกราคม เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านเรียกร้องต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้รัฐบาลยกเลิกการจำกัดพื้นที่ทำประมงห่างจากชายฝั่งไม่เกินสามไมล์ทะเลตามมาตรา 34 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 (มีความว่า ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน ทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง” พื้นที่ที่ห่างจากชายฝั่งออกไปเกิน 3 ไมล์ทะเล) โดยระบุว่ามีประชาชน 50,000 ครัวเรือนหรือร้อยละ 80 ของผู้ทำอาชีพประมงเป็นชาวประมงพื้นบ้านที่ถูกขีดเส้นให้หาปลาในระยะ 3 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ซึ่งที่จริงควรจะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ การกันคนให้ทำประมงใกล้พื้นที่ชายฝั่งเท่ากับว่ารัฐบาลไม่ได้อนุรักษ์ชายฝั่งเลย ต่อมาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 พิจารณาว่าการยกเลิกมาตรา 34 เพียงมาตราเดียวอาจจะส่งผลกระทบในภาพรวมของ พรก.การประมง พ.ศ. 2558 และให้กรมประมงยกเลิกประกาศของกรมประมงที่กำหนดการอนุญาตเครื่องมือประมงที่ต้องใช้สำหรับประมงพื้นบ้าน ซึ่งโดยนัยแล้วมาตรา 34 ก็ไม่ได้ใช้ ชาวประมงพื้นบ้านสามารถออกไปหาปลานอกเขต 3 ไมล์ทะเลโดยปกติ และให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดูเรื่องการแก้ไขมาตรา 34

ในเดือนมิถุนายน 2559 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่รายงานประจำปี เรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report 2559) ระบุว่า ประเทศไทยได้รับการปรับสถานะขึ้นเป็นเทียร์ 2 วอท์ช ลิสท์ (Tier 2 Watch List) จากที่เคยถูกจัดอยู่ในระดับเทียร์ 3 ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งสะท้อนความจริงจังของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานบังคับ โดยคาดการณ์ว่าจะเป็นปัจจัยแวดล้อมสำคัญในการหลุดพ้นใบเหลือง IUU Fishing

แต่ท่ามกลางความพยายามปลดใบเหลือง IUU นี้เอง สมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทยซึ่งเป็นการรวมตัวของ 8 สมาคมประมง(สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย, สมาคมกุ้งไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป, สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย, สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย) ได้ออกมางัดข้อกัน ฝ่ายอุตสาหกรรมปลาทูน่า เสนอ ส.ส. อียู สั่งยกเลิกเรืออวนลาก -เรือปั่นไฟ ลดโรงงานปลาป่นลงครึ่งหนึ่ง อ้างเหตุผลป้องทะเลไทย หวั่นประมงพื้นบ้าน 2 ล้านครัวเรือนไม่มีปลาจับ ขณะประมงพาณิชย์ฉุน จี้รีดภาษีนำเข้าวัตถุดิบปลาทูน่าร้อยละ 10 นำไปตั้งกองทุน

แม้ว่าจะมีกระแสข่าวว่าสหภาพยุโรปต่อใบเหลืองประมงของไทยออกไป 6 เดือน ความพอใจของคณะกรรมาธิการยุโรปต่อการแก้ปัญหา และความพยายามขยายบทบาทของไทยในเรื่องนโยบายประมงร่วมในอาเซียน รวมถึงมีการวิเคราะห์ว่าใบเหลือง IUU fishing ของไทยจะถูกปลดออกในที่สุด แต่จนถึงวันสุดท้ายของปี 2559  คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปก็ยังไม่ประกาศถึงการตัดสินใจในเรื่องนี้แต่อย่างใด

มวลชนยังยืนเด่นต้านทานอำนาจถ่านหิน

ภายหลังที่รัฐบาลและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เดินหน้าผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากประชาชน และถึงขั้นมีการขู่เอาชีวิตกลุ่มผู้เห็นต่าง ในเดือนมกราคม 2559  เครือข่ายปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS : Persekutuan rakyat mempertahankan hak masyarakat dan sumber daya alam untuk kedamaian) ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ องค์กรทางศาสนา ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน นักศึกษาและชาวบ้านจากพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย อ.เทพา อ.จะนะ อ.นาทวี อ.สะเดา จ.สงขลา และอ.หนองจิก อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เครือข่าย PERMATAMAS เน้นทำงานวิชาการว่าด้วยผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีจุดยืนที่ชัดเจนในการยับยั้งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาอย่างถึงที่สุด

วันที่ 25 มกราคม 2559 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ยื่นหนังสือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ค้านผลประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 2 โรงไฟฟ้าถ่านหินในโครงการเหมืองโปแตซอาเซียน ระบุมีการบิดเบือนข้อมูล ก่อนเข้ายื่นหนังสือ บริษัทบางจากปิโตรเลียมฯ ในฐานะผู้ถือหุ้น

ช่วงต้นปี 2559 บริษัทดั๊บเบิ้ล เอ พยายามผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 600 เมกะวัตต์ ที่เขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา แต่ฝันต้องสลายเมื่อรายงาน EHIA ไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เป็นครั้งที่สาม เครือข่ายชุมชนประกาศลุยค้านจนกว่ายกเลิกโครงการ

ในขณะที่เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินเปิดฉากเคลื่อนไหวในต้นปี 2559 โดยรวมตัวกันประท้วงที่หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียกร้องต่อความพยายามแก้ไขถ้อยคำในประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมกระบี่ฉบับใหม่ซึ่งเอื้อให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ การดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม 2558 มาถึงจุดแตกหักในเดือนกันยายน 2559 เมื่อคณะกรรมการภาคประชาชนยื่นลาออกหลังพบพิรุธในกระบวนการทำงานที่ขาดความชอบธรรม การละเลยคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้เพื่อผลักดันให้กระบี่เดินหน้าพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยตามศักยภาพที่มีภายในเวลา 3 ปี ในที่สุด เดือนธันวาคม 2559 ภาคประชาชนในนามเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินได้ออกมานั่ง “ภาวนา” หน้าทำเนียบเพื่อเรียกร้องให้ “ยุติ” มิใช่ “ชะลอ” โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เวทีรับฟังความคิดเห็น (ค.1) ขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะป่วน เจอชาวบ้านรุมปิดล้อม-ต่อต้าน ต้องยุติกลางคัน ระบุกระบวนการ ค.1 ไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย ต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชี้แจงว่าโครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 ประกวดราคาได้โรงไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต 655 เมกะวัตต์ สูงกว่ากำลังผลิตเดิมในการจัดทำรายงาน EHIA ครั้งแรกซึ่งมีกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ โดยอ้างว่าสามารถควบคุมมลสารได้ดีขึ้นภายใต้งบประมาณเท่าเดิม อนึ่ง กฟผ.ได้ลงนามสัญญางานซื้อและจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะฯ กับกิจการค้าร่วมบริษัท อัลสตอม เพาเวอร์ ซิสเต็ม ประเทศฝรั่งเศส บริษัท อัลสตอม (ประเทศไทย) จำกัด และมารูเบนิ คอร์ปอเรชั่น ที่ชนะการประกวดราคาตั้งแต่ 9 มีนาคม 2558 แล้ว

สมัชชาแม่น้ำค้านทางเลียบบนเจ้าพระยา 14,000 ล้าน

ความเคลื่อนไหวที่ดำเนินสืบเนื่องมาตลอดปี 2559 คือการรวมตัวของประชาชนในนามสมัชชาแม่น้ำเพื่อคัดค้านโครงการทางเลียบบนเจ้าพระยา 14,000 ล้าน ที่ได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย เครือข่ายของสมัชชาแม่น้ำ (RA : The River Assembly) ประกอบด้วยมากกว่า 40 องค์กร (และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น)14 ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา บุคคลทั่วไปอีกร่วม 200 รายชื่อ  และอีกกว่า 20,000 พลังเสียงที่ร่วมลงชื่อรณรงค์ใน change.org ด้วยเจตนาบริสุทธิ์เพื่อประโยชน์สาธารณะของลุ่มน้ำ เรียกร้องให้ยุติโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมนี้ อ่านเพิ่มเติม ที่นี่

สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสภาพอากาศของโลกในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2559 ว่าสภาวะอากาศที่รุนแรงและสภาพภูมิอากาศของโลกได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญท่ีเกิดข้ึนรุนแรงในปี 2558-2559 ซึ่งส่งผลกระทบด้านลบอย่างหนักต่อภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ประชากรมากกว่า 60 ล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ ในประเทศไทย ประชาชนต้องเผชิญสภาพอากาศร้อนสุดๆ ภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาแสดงให้เห็นคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมประเทศไทยในเดือนเมษายน อุณหภูมิสูงสุดถึง 44.4 องศา ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 56 ปี

การประชุมภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 22 ที่เมืองมาร์ราเกซ ประเทศโมรอคโค ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ย้ำชัดเจนว่าการจัดการแก้ไขปัญหาวิกฤติโลกร้อนเป็นภารกิจร่วมกันของทุกคนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การให้สัตยาบันของประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ที่ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 จากระดับการปล่อยปกติ(ดำเนินการในช่วงปี 2563 – 2573) แม้จะไม่ใช่เรื่องยากตามแผนพลังงานทางเลือก แผนเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้า ความท้าทายคือ การทบทวนและเสนอเป้าหมายใหม่ของการลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปี 2563 และต้องทำทุกๆ 5 ปี ตามที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีสโดยจะต้องมีเป้าหมายที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าและความพยายามสูงที่สุดในการลดก๊าซ ดังนั้น หากมีโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สูงเพิ่มขึ้นในเวลานี้โดยขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ จะส่งผลและเป็นภาระสำหรับการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซในอนาคต

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนยังวิกฤต

สถานการณ์ฝุ่นละอองที่รายงานโดยกรมควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา เป็นการรายงานการวัดความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ความเข้มข้นพุ่งทะลุค่ามาตรฐาน(120 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.) เป็นช่วงๆ มาจนถึงเดือนเมษายนเชียงรายเจอหนักสุด ค่าความเข้มข้นสูงสุดของ PM10 ขึ้นเป็นสองเท่ากว่าค่ามาตรฐาน

วิสัยทัศน์ “ภูมิภาคอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563” ที่มีดัชนีชี้วัด 3 ประการ (ร้อยละของดัชนีคุณภาพอากาศ(คำนวณจาก PM10 และ/หรือ PM2.5)ดีขึ้น จำนวนวันที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีและเกณฑ์พอใช้เพิ่มขึ้น(คำนวณจาก PM10 และ/หรือ PM2.5) และผลกระทบต่อสุขภาพจากหมอกควันพิษลดลง) ยังต้องการความมุ่งมั่นในการปฏิบัติการให้เป็นจริง หมอกควันข้ามพรมแดนยังเป็นวิกฤตเรื้อรังต่อไปตราบเท่าที่ไม่มีการแก้ปัญหาที่รากเหง้า

รุมทึ้งแม่น้ำโขง

แม้จะมีข่าวดีที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธ์ุใหม่ 163 สายพันธุ์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่ทีมสำรวจของ WWF ซึ่งดำเนินการสำรวจเหล่าโลมาได้ยืนยันถึงจำนวนโลมาที่มีอยู่ในปัจจุบันในหาดโอจือเตียล (O Cheuteal) ทางตอนใต้ของลาวและทางตอนเหนือของกัมพูชาว่ามีจำนวนลดลงถึงร้อยละ 50 ในปี 2559 โลมากลุ่มนี้ลดลงจนเหลือเพียง 3 ตัวจากช่วงต้นปี 2559 ที่มี 6 ตัว จึงมีความหวังเหลือเพียงน้อยนิด ที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้กลับมาดังเดิม เพราะโลมาที่มีเพียงเท่านี้คงไม่สามารถอยู่รอดได้ (สืบสายพันธุ์ต่อไปได้)

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงมีบทบาทสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงของประชาชนเรียกร้องการพัฒนาที่ยั่งยืนบนรากฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องแม่น้ำโขง ทั้งในเรื่องการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศและชุมชนในลุ่มน้ำ เช่นเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2559 เครือข่ายออกแถลงการณ์คัดค้านมติ ครม.ไฟเขียว ‘จีน’ ระเบิดเกาะแก่ง เปิดทางเดินเรือพาณิชย์ 500 ตัน ระบุโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างกว้างขวางรวมถึงการทำลายแก่ง แหล่งพืชพรรณบนแก่ง ริมฝั่งน้ำ และหาดแม่น้ำโขง และเกิดการพังทลายของชายฝั่ง และทำลายการเดินเรือของประชาชนริมฝั่งโขงทั้งไทยและลาว

ปลดล็อกโรงไฟฟ้าขยะ เปิดกล่องหายนะ

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3, 4 และ 9/2559 เป็นผลให้ภาคประชาสังคมและประชาชนในหลายพื้นที่ออกมาคัดค้านแทบจะทันที ล่าสุดที่อำเภอท่าศาลา นครศรีธรรมราช ก่อนหน้าคำสั่ง คสช. เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา มติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส่งผลให้โครงการโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยทุกกำลังการผลิตไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) จากเดิมกรณีมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป ต้องจัดทำรายงาน EIA โดยให้ดำเนินการตามประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) แทน คำสั่งซึ่งมีผลปลดล็อคโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง หรือ ‘โรงไฟฟ้าขยะ’ ก็คือ คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ในการยกเว้นผังเมืองสำหรับกิจการพลังงานและขยะ พูดง่ายๆ ว่า จากนี้ไป สามารถตั้งโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ที่ผังเมืองไม่อนุญาตได้ทันที

พฤศจิกายน 2559 กองบรรณาธิการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ตรวจสอบเอกสารคำสั่งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ที่ สข 0033 (3) /2853ลงวันที่ 25 พ.ย. 59 พบว่า พนักงานเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างอากาศที่ระบายจากปล่องเตาเผาขยะมูลฝอยบริษัทจีเดค จำกัดเมื่อวันที่ 21 – 28 พฤษภาคม 2559 ก่อนจะนำไปตรวจวิเคราะห์และพบว่าค่า “ไดออกซิน” สูงเกินค่ามาตรฐานกว่า 50 เท่า ต่อมาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลาใช้อำนาจสั่งปิดเตาเผาโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะหาดใหญ่ชั่วคราว พร้อมสั่งดำเนินการปรับปรุงให้เรียบร้อยภายใน 13 ม.ค. 2560

มูลนิธิบูรณะนิเวศระบุ การผลักดันโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มขึ้นประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศ เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และรัฐบาลควรทบทวนนโยบายดังกล่าว รวมทั้งยกเลิกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยกเว้นให้โครงการโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยทุกขนาดกำลังการผลิตไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)

คดีสิ่งแวดล้อมในรอบปี 2559

คดีสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนชีพจรของ “ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม” และ “การปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ” ในรอบปี 2559 พอรวบรวมได้ดังนี้

– 24 มีนาคม 2559 คดีแพ่งกรณีชาวบ้านหนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่นำกากของเสียอุตสาหกรรมมาลักลอบทิ้งและก่อให้เกิดการปนเปื้อนมลพิษในน้ำใต้ดินและสิ่งแวดล้อม

– 20 มิถุนายน 2559 คดีปกครองกรณีเกษตรกรฟ้องเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์ฯ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

– 20 กันยายน 2559 คดีปกครองกรณีชุมชนฟ้องเพิกถอนใบอนุญาตโครงการท่าเรือและโกดังขนถ่ายสินค้าริมแม่น้ำบางปะกง อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

– 29 กันยายน 2559 คดีปกครองกรณีเครือข่ายอนุรักษ์วิถีเกษตรกรรมใช้สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องแจ้งการขุดดินถมดินโครงการโรงไฟฟ้าหนองแซง จ.สระบุรี

– สิงหาคม 2559 ศาลแพ่งพิพากษาให้ บริษัทพีทีที โกบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และนายบวร วงศ์สินอุดม ประธานกรรมการบริษัทพีทีทีฯ จำเลยที่ 2 ร่วมกันจ่ายชดใช้ให้โจทก์จำนวน 223 ราย ซึ่งมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันดิบรั่วในทะเลอ่าวไทย จ.ระยอง เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2556 จนไม่สามารถประกอบอาชีพได้จริง

– 4 พฤศจิกายน 2559 คดีปกครองกรณีฟ้องเพิกถอนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองฯ

– 16 พฤศจิกายน 2559 ศาลอาญา พิพากษายกฟ้องคดีเหมืองทองทุ่งคำ ฟ้องหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมฯ รายการนักข่าวพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ชี้คดีไม่มีมูล จำเลยนำเสนอผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามข้อเท็จจริง ติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่เกินขอบเขตวิสัยที่ประชาชนพึงกระทำได้

– 14 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดปทุมธานี สั่งจำคุกแกนนำคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะเชียงรากใหญ่ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน

– 28 ธันวาคม 2559 ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดีเหมืองทองคำวังสะพุง เนื่องจาก รัฐมนตรีอุตสาหกรรมไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่กฏหมายกำหนด

กระบวนการทางศาลรวมถึงการจัดตั้งศาลปกครองเปิดให้มีการนําคดีหรือข้อพิพาททางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้เกิดการแก้ไขเยียวความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้มาตรการป้องกันไม่ให้มีการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันในรอบปี 2559 นี้ กฎหมายก็ยังคงเป็นเครื่องมือของรัฐและฝ่ายอุตสาหกรรมเพื่อกดทับการต่อสู้และปากเสียงของชุมชน

โหวตออกจากอียูเป็น Red Alert สำหรับสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร

เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/environment/damian-carrington-blog/2016/jun/24/uks-out-vote-is-a-red-alert-for-the-environment

วาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับความสนใจมากนักในวิวาทะเรื่อง Brexit แต่นี่คือการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของเดอะการ์เดียน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปที่พอมองเห็นได้คือ ตลาดการเงินที่พังลงจะส่งผลต่อการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสะอาดขึ้น กระทบต่อภาคเศรษฐกิจสีเขียวที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำอยู่

แม้มีข้อวิพากษ์เรื่องความล้มเหลวของสถาบันต่างๆ ที่สหภาพยุโรปสร้างขึ้น (สภายุโรป-Parliament- คณะกรรมาธิการยุโรป-Commission และคณะมนตรียุโรป-Council) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหราชอาณาจักรได้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและครอบคลุมของสหภาพยุโรป

นักการเมืองฝ่ายขวาในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยังไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันเป็นวิกฤต และต้องการยกเลิกการจำกัดการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้า

มีคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ 400,000 คนต่อปี ในจำนวนนั้นมี 40,000 คนในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายใหม่ขึ้นในปี 2010 เมืองใหญ่น้อยหลายเมืองในสหราชอาณาจักรยังคงมีระดับมลพิษทางอากาศเกินค่าที่กำหนดไว้ นักกิจกรรมรณรงค์ใช้กฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่มีอยู่เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐมนตรีหลายคนของสหราชอาณาจักรเองก็ฝ่าฟันให้ได้กฎเกณฑ์ของอียูใหม่เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มลพิาทางอากาศนั้นไม่จำกัดอยู่ในเขตพรมแดนประเทศ และร้อยละ 88 ของนักวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อมในสหราชอาณาจักรคิดว่าจะเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมทั่วสหภาพยุโรปด้วย

ปฏิบัติการทางกฎหมายก่อนหน้านี้จากสหภาพยุโรปบังคับให้สหราชอาณาจักรทำความสะอาดน้ำเสีย พื้นที่ชายหาดที่เสื่อมโทรม ในขณะที่ การปกป้องธรรมชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืชทั่วทั้งสหราชอาณาจักรมาจากกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ผู้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสถานที่มหัศจรรย์เหล่านี้และฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมาต่างคิดว่าการออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นความผิดพลาด ร้อยละ 66 บอกว่า มันจะลดมาตรการทางกฎหมายในการปกป้องสัตว์ป่าและพรรณพืช และถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน ส่วนร้อยละ 30 คิดว่ามันจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

สหภาพยุโรปยังขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิวัติในเรื่องของการีไซเคิลและการจัดการของเสีย สำหรับผู้คนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ สองในสามคิดว่ามันจะแย่ลง ร้อยละ 30 บอกว่า เหมือนเดิม และร้อยละ 4 คิดว่ามันจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

นโยบายของสหภาพยุโรปที่สำคัญอันหนึ่งคือการอุดหนุนเกษตรกร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชจากการที่กระตุ้นให้เกิดการเกษตรแบบเข้มข้นที่มีลักษณะทำลาย มีนกน้อยลง 421 ล้านตัว ในยุโรป เมื่อเทียบกับ 30 ปีก่อน แต่นโยบายเกษตรกรรมร่วม (Common Agricultural Policy)ของสหภาพยุโรปถูกยกระดับให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรที่ผลิตอาหาร  ตอนนี้ เกษตรกรในสหราชอาณาจักรต่างเป็นกังวล ส่วนชาวประมงหวังที่ได้โควตาการจับปลาที่มากขึ้น(ภายใต้ Common Fisheries Policy) แต่สหราชราชอาณาจักรกำลังไปจากสหภาพยุโรป? ปราศจากการปกป้องที่เข้มข็งแล้ว ปลาในทะเลคงเหลือน้อยลงไปอีก

สหภาพเกษตรกรแห่งชาติ(The National Farmers Union) อาจมีความหวังจาก Brexit คือการยกเลิกการห้ามใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อผึ้งและสิ่งมีชีวิตที่มทำหน้าที่ผสมเกสรอื่นๆ สหภาพเกษตรกรแห่งชาติและรัฐมนตรีเกษตรต่อสู่เพื่อให้ยกเลิกการห้ามใช้สารเคมี แต่เจตจำนงร่วมของสหภาพยุโรปยังเดินหน้าเพื่อให้มีการยกเลิกการใช้

เจตจำนงร่วมของสหภาพยุโรปยังมีความสำคัญต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในเวทีสากลและในสหราชอาณาจักเอง การตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนของสหราชอาณาจักรนั้นตกงกันที่กรุงบัสเซลล์แต่ออกจากสหภาพยุโรปทำให้เรื่องนี้ตกไป

แม้ว่ารัฐบาลของสหราชอาณาจักรจะไม่ค่อยยินดีสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด แต่สหราชอาณาจักรนั้นมันกฎหมายที่เข้มแข็งในการลดการปล่อยคาร์บอน นาย Boris Johnson ผู้ที่อาจจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรนั้นเป็นผู้กังขาเรื่องโลกร้อน ต้องจับตาดูว่าเขาจะลงมือจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

James Thornton จาก Client Earth นักกฎหมายที่กดดันให้รัฐบาลปรับปรุงแผนการจัดการมลพิษทางอากาศบอกว่า Brexit ทำให้เขาตกใจ ผิดหวัง และกังวลมากถึงอนาคตการปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร Craig Bennett จาก Friends of the Earth บอกว่า การโหวตออกนี้ถือเป็น “red alert” สำหรับสิ่งแวดล้อม

ปฏิกิริยาต่อ Brexit ของนาย Farage นักการเมืองผู้สนับสนุนการโหวตออก นั้นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่า “ผมไม่อาจจะดีใจมากไปกว่านี้”

โรงไฟฟ้าขยะและไดออกซิน

ธารา บัวคำศรี

โรงไฟฟ้าขยะกลับมาฮอตฮิตใหม่ด้วยวาระแห่งชาติที่ต้องการกำจัดขยะล้นเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามผิดๆ ว่า “ถ้าเราไม่ฝังกลบหรือเผาขยะ แล้วเราจะทำอย่างไร?” การที่ผู้ตัดสินใจนโยบายตั้งคำถามผิด ทำให้เรามีทางตันสองอย่าง โรงงานเผาขยะและหลุมฝังกลบ

นักธุรกิจด้านรีไซเคิลคนหนึ่งเน้นให้เห็นประเด็นนี้ว่า “ เราต้องถามประเทศเราร่ำรวยหรือยากจน? เป็นหนี้เป็นสินเขาหรือเปล่า? เราเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปซื้อเครื่องมือราคาแพง ๆ มาเผาสิ่งของเหลือใช้ที่มีค่า แล้วปล่อยมลพิษให้คนไทยสูดดม ทรัพยากรเราไม่พออยู่แล้วกลับนำไปเผา นี่เรียกว่าเผาเงินกันเล่น ๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางการจัดการปัญหาที่ไปพ้นจากเทคโนโลยีเผาขยะ

โดยทั่วไป เราวัดมลพิษในอากาศ อาหารและน้ำ ดินหรือฝุ่นเพื่อชี้ให้เห็นระดับการปนเปื้อน แต่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพบนฐานข้อมูลเหล่านั้นมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าร่างกายแต่ละคนรับเอามลพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ร่ายแต่ละคนก็ดูดซึม กระจาย เผาผลาญและขับถ่ายของเสียแตกต่างกัน ผลกระทบด้านสุขภาพอาจเกิดจากการรับเอาสารพิษปริมาณน้อย ๆ เข้าไป กว่าจะเกิดโรคก็ใช้เวลานาน การวัดความเข้มข้นของมลพิษจากตัวชี้วัดทางชีวภาพในร่างกายคน (เลือด ปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อ) เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการบ่งชี้ถึงการรับเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค ปัจจุบัน

หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังอิงอยู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแบบเดิมซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ การที่โรงงานเผาขยะที่ดำเนินการที่ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ปล่อยไดออกซินหรือมลพิษชนิดอื่น ๆ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”

เราไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะไดออกซินอย่างเดียว ไดออกซิน เป็นหนึ่งในสารมลพิษจำนวนกว่าร้อยชนิดที่ปล่อยออกมาจากโรงงานเผาขยะ และมีหลายชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งในคน และค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญของผลกระทบด้านสุขภาพ รายงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานเผาขยะทั่วโลกได้ระบุสถานะขององค์ความรู้ที่สำคัญไว้ ตัวอย่างเช่น 1) โรงงานเผาขยะทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ทำให้เกิดไดออกซินและโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในดินและพืชผลทางการเกษตรได้ 2) ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานเผาขยะ มักจะได้รับสารพิษผ่านทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่นั้น ๆ 3) การลดไดออกซินใน ไอเสียที่ปล่อยมาจากปล่องควัน ทำให้ไดออกซินสะสมอยู่ในกากของเสียและเถ้าเพิ่มมากขึ้น 4) มีโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งในโลกที่มีการตรวจสอบการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง หรือมีการตรวจสอบในขณะที่ดำเนินการตามปกติ

ความพยายามในการแยกขยะก่อนนำเข้าสู่เตาเผา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นและผูกขาดการจัดการขยะโดยกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการจัดการขยะโดยชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโรงงานเผาขยะควรที่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและโปร่งใสโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่งได้นำมาจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการเผาขยะ ขยะคือเชื้อเพลิงและบริษัทจำเป็นต้องได้กำไรจากธุรกิจของตน ปัจจุบัน เราใช้เงินภาษีของเราในการเผาขยะ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 10-20 ปี เราจะต้องนำเข้าเตาเผาใหม่ซึ่งราคาแพงมาแทนตัวเดิม เราจำเป็นมีพื้นที่ฝังกลบที่ปลอดภัยสำหรับเถ้าที่เป็นพิษ และเราจำเป็นต้องรับภาระในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบ นี่คือส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายราคาแพงที่ซ่อนเร้นอยู่