นโยบายโลกร้อนของ Biden อาจนำมาซึ่งจุดพลิกผันที่ทำให้ความตกลงปารีส “บรรลุเป้าหมาย”

เรียบเรียงจาก https://climateactiontracker.org/press/bidens-election-could-bring-a-tipping-point-putting-paris-agreement-15-degree-limit-within-striking-distance/

ถ้าหาก(ว่าที่)ประธานาธิบดี Joe Biden ที่มาจากการเลือกตั้งเดินหน้าด้วยคำมั่นสัญญาสำหรับสหรัฐอเมริกาที่จะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ได้ จะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลงได้ 0.1˚C ภายในปี 2643 ทั้งนี้จะต้องควบคู่ไปกับการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ก่อนปี 2603 และพันธะสัญญาของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่จะบรรลุถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593

หากทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริง เป้าหมายเพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 1.5˚C ของความตกลงปารีสจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม [1]

แผนนโยบายของ Biden ที่จะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และนโยบายที่เกี่ยวข้องจะส่งผลให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมระหว่างปี 2563 ถึง 2593 ที่ประมาณ 75 Gt CO2eq การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้จะนำไปสู่การลดลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษนี้ราว 0.1 °C

การคาดการณ์ของ Climatge Action Tracker โดยพิจารณาจากการไม่ลงมือทำอะไรเลย (อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 4.1-4.8 °C เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) นโยบายของประชาคมโลกที่มีในปัจจุบัน (อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 2.7-3.1 °C เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) เป้าหมายตามข้อเสนอการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน ที่ประมาณ 2.4-2.7 °C เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) https://climateactiontracker.org/global/temperatures/

ก่อนหน้านี้ Climate Action Tracker ได้ประเมินผลของเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ของจีนซึ่งจะนำไปสู่การลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกราว 0.2-0.3 °C ในช่วงปลายศตวรรษ(ปี 2643)

Niklas Höhneจาก New Climate Institute ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรของ Climate Action Tracker กล่าวว่า “เมื่อรวมกันแล้วสหรัฐฯ และจีนจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ซึ่งจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษลงเหลือ 2.3-2.4 °C ทำให้เรามีโอกาส 25-40% ที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 1.5˚C ตามเป้าหมายของความตกลงปารีส”

Bill Hare จาก Climate Analytics องค์กรพันธมิตรของ Climate Action Tracker กล่าวว่า “นี่อาจเป็นจุดพลิกผันทางประวัติศาสตร์ : ด้วยการเลือกตั้งของ Biden จีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ซึ่งเป็นสองในสามของเศรษฐกิจโลกและกว่า 50% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก รวมกันจะเป็นคำมั่นสัญญาที่นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษ”

“ข้อผูกพันเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายของความตกลงปารีส และสอดคล้องกับแนวทางที่จะ ที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 1.5˚C สำหรับกลุ่มประเทศนี้ และเป็นครั้งแรกที่ทำให้เป้าหมาย 1.5˚C ของความตกลงปารีสอยู่ในระยะที่เห็นผล”

ทั่วโลก หลายประเทศที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในช่วงกลางศตวรรษนั้นเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มสหรัฐอเมริกาเข้าไปใน 126 ประเทศที่มีการประกาศที่คล้ายกันเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะครอบคลุม 63% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

Höhne กล่าวว่า “ตอนนี้ประเทศต่างๆ สามารถทำอะไรได้บ้างนอกจากทำตามแนวโน้มที่ท่วมท้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์”

Bill Hare กล่าวว่า “สหรัฐฯได้ออกจากความตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ แต่นี่จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ว่าที่ประธานาธิบดี Joe Biden มีสิ่งที่ต้องทำมากมาย : ก่อนอื่นให้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อต้านสภาพภูมิอากาศภายใต้รัฐบาล Trump หลังจากนั้น เริ่มขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ Biden จะท่องคลื่นลูกใหม่ของความมุ่งมั่นระดับโลก”

แน่นอนว่า ประธานาธิบดี Biden จะสามารถดำเนินการตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม มีวิธีแก้ปัญหาด้วยคำสั่งของประธานาธิบดี และแนวร่วม“We’re stil in” ของรัฐและเมืองที่นำโดยแคลิฟอร์เนียแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขากำลังดำเนินการอย่างเข้มแข็งในระดับรัฐ

หมายเหตุ :

(1) Climate Action Tracker พิจารณาความไม่แน่นอนของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโดยใช้ช่วงความน่าจะเป็น 66% จากการประมาณอุณหภูมิส่วนกลาง สำหรับขอบเขตเหล่านี้ การลดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกตามแผน Biden อาจสูงถึง 0.14 ° C สำหรับขอบเขตการประมาณการณ์ช่วงบน และลดลงถึง 0.08 ° C ขอบเขตการประมาณการณ์ช่วงล่าง

ความท้าทายและวิกฤตมลพิษพลาสติกของประเทศไทย

ธารา บัวคำศรี

ดังที่รับรู้กันว่า รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินมาตรการตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 โดยยกเลิกพลาสติกใช้แล้วทิ้งซึ่งรวมถึงถุงพลาสติกหูหิ้วนับตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา และมุ่งลดขยะพลาสติกลงร้อยละ 30 ภายในสิ้นปี 2563 นี้

แต่การแพร่ระบาดของ Covid-19 และผลจากมาตรการล็อกดาวน์ได้ผลิกผันสถานการณ์ขยะพลาสติกในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นจาก 2,120 ตันต่อวันในปี 2562 เป็น 3,440 ตันต่อวัน ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2563 เฉพาะเดือนเมษายนอย่างเดียว การเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกคิดเป็นเกือบร้อยละ 62

ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะกล่าวกันว่า พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เราต้องไม่ลืมว่า ขยะพลาสติกคือปัญหามลพิษ(plastic pollution) ไม่ใช่ปัญหาขยะ และเราต้องเน้นการแก้ปัญหาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงเมื่อพลาสติกหมดอายุการใช้งาน

บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า มีความท้าทายประการใดและสิ่งที่จะต้องทำคืออะไร หากสังคมไทยต้องการจะปลดแอกจากวิกฤตมลพิษพลาสติก (break free from plastic pollution)

ความท้าทาย : รัฐบาลขาดความมุ่งมั่นและเจตจำนงทางการเมือง

จริงอยู่ที่รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 ตลอดจนนโยบาย แผนแม่บท และมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินงานภายใต้กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ในขณะที่อีกหลายภาคเอกชนริเริ่มแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้งหลายเหล่านี้อยู่บนฐานความสมัครใจ(voluntary) อาศัยความร่วมมือร่วมใจและจิตสำนึก โดยไม่มีผลบังคับในทางกฏหมาย(legally-binding) ตลอดจนแรงจูงใจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของสาธารณะชนอย่างแท้จริง ดังที่กรีนพีซมีข้อเสนอต่อ Roadmap การจัดการพลาสติก ที่นี่

ดังนั้น เจตจำนงทางการเมืองอันแรงกล้าของรัฐบาลเพื่อออกแบบระบบกฏหมายสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ต่อยอดจากฐานทางกฏหมายที่เข้มแข็งอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติก

ความท้าทาย : นโยบายที่มีอยู่ตามไม่ทันกับวิกฤตมลพิษพลาสติก

สารจากรายงาน “Breaking the Plastic Wave” ของ The PEW Charitable Trust ซึ่งวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองระดับโลกเป็นครั้งแรก ระบุชัดเจนว่า ไม่มีทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติกหากไม่ให้ความสำคัญต่อการลงมือปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดใช้พลาสติกและการผลิตพลาสติก

ประเด็นสำคัญจากรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คำมั่นสัญญาของภาคอุตสาหกรรมและนโยบายรัฐบาลที่มีอยู่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเพื่อจัดการกับมลพิษพลาสติกนั้นไม่เพียงพอ รายงาน Breaking the Plastic Wave ย้ำว่า แผนการขยายอุตสาหกรรมพลาสติกจะยิ่งทำให้เกิดมลพิษพลาสติก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ต่อระบบนิเวศทะเลและมหาสมุทรมากขึ้น

หลายคนอาจเห็นข่าวล่าสุดที่ระบุว่า สหรัฐอเมริกาสร้างขยะพลาสติก 42 ล้านตัน ซึ่งมากที่สุดในโลก ในขณะที่ไทยขึ้นแท่นประเทศที่สร้างขยะพลาสติกต่อประชากร(กิโลกรัมต่อปี)สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และมีขยะพลาสติกในขยะทั่วไปในสัดส่วนมากเป็นอันดับ 3 ของโลกตัวเลขดังกล่าวข้างต้นมาจากงานวิจัยเรื่อง “The United States’ contribution of plastic waste to land and ocean” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยทำการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของธนาคารโลกที่เก็บรวบรวมจาก 217 ประเทศ พบว่าในปี พ.ศ. 2559 ปริมาณขยะพลาสติกในสหรัฐอเมริกาที่หลุดออกสู่สิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลในปี พ.ศ.2559 มีมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2553 ถือว่าเป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกออกสู่ทะเลมากที่สุดในโลก ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนลงมาเป็นอันดับ 2 จากที่เคยเป็นอันดับ 1 มาก่อน

ปริมาณขยะพลาสติก(ตัน/ปี)สัดส่วนขยะพลาสติกในขยะทั่วไป(%)การเกิดขยะพลาสติกต่อคน (กิโลกรัมต่อปี)
สหรัฐอเมริกา42,027,21512.9105.30
สหราชอาณาจักร6,471,650
20.2
 98.66
เกาหลีใต้4,514,18624.388.09
เยอรมนี6,683,41213.081.16
ไทย4,796,49417.669.54
มาเลเซีย2,058,50115.067.09
ตารางแสดงรายชื่อประเทศที่มีการผลิตขยะพลาสติกสูงที่สุด 5 อันดับของโลกในปี พ.ศ.2559 (คำนวณจากฐานข้อมูลใน What a Waste 2.0 – A Global Snapshot of Solid Waste Management to 2050 ของ World Bank Group) ที่มา : The United States’ contribution of plastic waste to land and ocean

กรีนพีซมีข้อสังเกตต่อข้อมูลที่นำมาอ้างอิงในงานวิจัยในวารสาร Science Advances โดยเฉพาะกรณีที่ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกของไทยอยู่ที่ 4,796,494 ตัน/ปี (หรือราว 69.54 กิโลกรัม/ปี/คน) เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่าการเกิดขยะพลาสติกอยู่ที่ 2 ล้านตันต่อปี (หรือราว 29 กิโลกรัม/ปี/คน) ดังนั้น ไทยจะไม่อยู่ในอันดับ 5 ของโลกที่สร้างขยะพลาสติกต่อหัวประชากรมากที่สุด

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นี่ควรเป็นเสียงปลุกให้ภาคการเมืองและรัฐสภาไทยตื่นขึ้น หากต้องการริเริ่มป้องกันมลพิษพลาสติกที่ปลดปล่อยสู่ระบบนิเวศทะเล/มหาสมุทรและสิ่งแวดล้อมของเรา แนวนโยบายที่จำเป็นคือการยุติการขยายการผลิตพลาสติก

สิ่งที่จะต้องทำ : ออกกฏหมายเพื่อจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติกบนหลักการ “การผลิตที่สะอาด(clean production) และ “การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต(Extended Producer Responsibility)”

บนฐานความคิดที่ว่า เราสามารถประสบความสำเร็จในการจัดการสิ่งแวดล้อมและป้องกันมลพิษควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน กรีนพีซจึงเสนอให้มีการจัดทำ “กฏหมายจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติก(Break Free From Plastic Pollution Act)” ขึ้น

กรอบกฏหมายนี้จะวางอยู่บนแนวคิด “การผลิตที่สะอาด” ซึ่งประกอบด้วย

(1) หลักการระวังไว้ก่อน (The Precautionary Principle) นิยามว่า “ในการทำกิจกรรมใดๆ (ในที่นี้คือกระบวนการผลิตพลาสติก) ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้น ควรนำมาตรการระวังไว้ก่อนมาใช้ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลกระทบอาจยังพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์”  ภายใต้หลักการนี้ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีประกอบการของตนปลอดภัยที่สุด แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าการประกอบกิจกรรมนั้นๆ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตน

(2) หลักการป้องกัน (The Preventive Principle) การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวิธีที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าความพยายามจัดการหรือ “ฟื้นฟู” ความเสียหายนั้น  การป้องกันทำได้โดยการตรวจสอบทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบไปจนถึงการกำจัดเมื่อเลิกใช้  หลักการป้องกันกระตุ้นให้เกิดการหาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดขึ้น

(3) หลักการประชาธิปไตย (The Democratic Principle) การผลิตที่สะอาดเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมซึ่งได้แก่ คนงาน ผู้บริโภค และชุมชน การเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การผลิตที่สะอาดจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนงานและผู้บริโภคมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตอย่างแท้จริง

(4) หลักการแบบองค์รวม (The Holistic Principle) รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ พลังงาน และผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าทุกชิ้นที่เราซื้อ การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จะเอื้อให้เกิดการสร้างแนวร่วมเพื่อการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนขึ้นได้ เราจะไม่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาจากการแก้ปัญหาเดิม หรือนำความเสี่ยงจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงพลาสติก เราต้องพิจารณาถึงต้นทุนผลกระทบภายนอกที่สังคมโลกต้องแบกรับซึ่งมีการประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน (350 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นทุนด้านสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรวมรวมและมลพิษพลาสติกในทะเล

หัวใจสำคัญของกรอบกฏหมายเพื่อจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติกคือ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ในปี 2552 กรีนพีซเสนอผลการวิจัยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตมาประยุกต์ใช้ในการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ซึ่งต่อยอดไปสู่การยกร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น พ.ศ.…. และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 โดยกรมควบคุมมลพิษ

การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” จะต้องเป็นหลักการสำคัญที่มีผลบังคับใช้ทางกฏหมายในการจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติกของประเทศไทย ซึ่งเราจะนำมาเสนอในรายละเอียดในโอกาสต่อไป

วิกฤต Buffer Zone รอบเขาใหญ่

ภาพถ่ายดาวเทียมที่วิเคราะห์โดย GISTDA “น้ำป่าเขาใหญ่ทะลัก ปากช่องอ่วม ผลจากลักษณะภูมิประเทศและฝนตกหนัก” นี้ ไม่รู้จะเป็น “เสียงปลุก” ให้พวกเราทั้งหลายโดยเฉพาะผู้กำหนดนโยบายตื่นขึ้นจากฝันกลางวันหรือไม่ว่าเรากำลังเจอกับวิกฤตที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนขึ้นหลังจากวิกฤตโรคระบาด Covid-19

นี่คือ disruption ของกระบวนการในธรรมชาติ ความปั่นป่วนของดินน้ำลมไฟ และผมโครตเชื่อว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่มีทางช่วยให้เรารอดพ้นจาก “วิกฤตทางนิเวศวิทยา” ที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ (มันถูกร่างโดยคนไม่กี่คนที่อายุรวมกันแล้วนี่เป็นหลานไดโนเสาร์ได้เลย) แล้วเรายังมี (ร่าง) กม โลกร้อนอีก ผมก็โครตเชื่อว่า มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี

จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีปริมาณน้ำฝน ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2563 สูงถึง 80.6 มิลลิเมตร จนทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ทับถนน โดยเฉพาะหมู่บ้านในตำบลหมูสี เข้าท่วมบ้านเรือนและสถานประกอบการต่างๆอย่างรวดเร็วจนได้รับความเสียหายแล้วกว่า 80 หลังคาเรือน ซึ่งครั้งนี้หนักกว่าหลายครั้งที่ผ่านมาและมีผลกระทบต่อประชาชนพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ

GISTDA ได้ทำการจำลองภาพสามมิติจากภาพดาวเทียม Landsat-8 ซ้อนทับกับข้อมูลแบบจำลองระดับความสูงภูมิประเทศ (DEM) ทำให้เห็นภาพลักษณะภูมิประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งด้านบนของภาพเป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเนื้อที่ปกคลุม 2,216 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีระดับความสูงแตกต่างกันตั้งแต่ระดับความสูง 400-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอยู่ใกล้บริเวณตีนเขาของอุทยานทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรง

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย หนึ่งในนี้คือ ห้วยลำตะคอง และห้วยลำพระเพลิง อยู่ในพื้นที่ทางทิศเหนือ ไหลไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของที่ราบสูงโคราช ไปบรรจบกับแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคอีสานตอนล่างไหลลงสู่แม่น้ำโขง ห้วยมวกเหล็ก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำไหลตลอดทั้งปีและให้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปศุสัตว์ของภูมิภาคนี้ ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอมวกเหล็ก ซึ่งในครั้งนี้ ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องติดต่อกันมาจึงทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้จึงเกิดน้ำป่าไหลหลากจากภูเขาลงสู่ลำตะคองล้นตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม GISTDA ได้วางแผนรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อติดตามพื้นที่น้ำท่วมขังมากกว่า 24 ชั่วโมง ด้วยภาพดาวเทียมระบบเรดาร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำส่งข้อมูลให้กับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่เพื่อได้ใช้วางแนวทางในการบริหารจัดการ ช่วยเหลือ และฟื้นฟูพื้นที่เสียหายหรือได้รับผลกระทบต่อไป สามารถติดตาม สถานการณ์พื้นที่น้ำท่วมขังจากดาวเทียม ได้ที่ flood.gistda.or.th

ขอบคุณข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. 2563.

แหล่งที่มา: http://www.dnp.go.th/mfcd3/kaoyai.htmศูนย์อุทกวิทยากรมชลประทานภาคตะวันอออกเฉียงเหนือ. 2563. http://hydro-4.com/raintoday/showrain_today.php#จิสด้า#gistda#จิสด้าก้าวสู่ปีที่20#น้ำท่วม#mhesi#อว#ปากช่อง#นครราชสีมา#น้ำป่าไหลหลาก