การเมืองเรื่องโลกร้อน(4) : กลุ่มผู้มีความสงสัย

กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในโลกตะวันตกช่วงนั้นยังต้องเผชิญหน้าและต่อกรกับกลุ่มผู้มีความสงสัย (Skeptics) กลุ่มดังกล่าวนี้ใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อที่แยบยลในทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนเลิกวิตกกังวลเกินไปในเรื่องภาวะโลกร้อน กลุ่มเหล่านี้ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ผู้ช่างสงสัยบางคน และกลุ่มเจรจาต่อรองก็นำเอาความเห็นดังกล่าวไปขยายผลเพื่อแสวงประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง

กลุ่มเจรจาต่อรองที่ชัดเจนที่สุดในช่วงตลอดทศวรรษ 1990 อยู่ภายใต้ชื่อ ‘แนวร่วมด้านสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Coalition:GCC)’ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบริษัทน้ำมัน ผู้ผลิตรถยนต์ และอุตสาหกรรมถ่านหินรายใหญ่ของโลก เช่น เจเนอรัล มอเตอร์ (General Motor) ฟอร์ด (Ford) บริติชปิโตรเลียม (BP) เชลล์ (Shell) และเอ็กซอน (EXXON หรือ ESSO) กลุ่มนี้มีบทบาทสูงในเวทีเจรจาเรื่องโลกร้อนของสหประชาติ สื่อต่างๆ นำความคิดเห็นของพวกเขาลงเผยแพร่บ่อยครั้ง  ต่อมา บริติชปิโตรเลียม เชลล์ และฟอร์ด ได้แยกตัวออกจากกลุ่ม

ในปี 2001 บันทึกของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีไปถึงบริษัทเอ็กซอนได้รั่วไหลไปถึงกรีนพีซ ระบุว่า “จอร์จ บุชไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต ก็เพราะส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลของพวกคุณ (กลุ่มแนวร่วมด้านสภาพภูมิอากาศโลก)” ในปีเดียวกันนั้นเอง GCC ได้เลิกดำเนินการไป

นับจากนั้น กลุ่มบริษัทน้ำมันหลายแห่งได้เปลี่ยนทิศทางมุ่งสู่การรับรู้ของสาธารณชนในเรื่องภาวะโลกร้อน แต่เอ็กซอน (EXXON) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่สุดยังคงดำเนินการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยให้สาธารณชน ช่วงปี 2000-2003 เอ็กซอนใช้เงินราว 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับองค์กรต่างๆ ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มคนผู้มีความสงสัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลุ่มคนผู้มีความสงสัยกลุ่มหนึ่งที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบันชื่อว่า ‘สถาบันวิสาหกิจเพื่อการแข่งขัน (Competitive Enterprise Institute:CEI)’ นำโดยนายไมรอน อีเบลล์ (Myron Ebell) โดยมีฐานอยู่ในวอชิงตัน ในปี 2004 เขาได้รับคำตำหนิอย่างรุนแรงโดยสภาผู้แทนของอังกฤษ หลังจากที่เขาบอกวิทยุบีบีซี ช่อง 4 ว่า เซอร์ เดวิด คิง (Sir David King) หัวหน้าที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) นั้น “ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ”

ในวันที่มีการเปิดฉายภาพยนตร์สารคดี ‘An Inconvenient Truth’ ในสหรัฐอเมริกา สถาบันวิสาหกิจเพื่อการแข่งขัน (Competitive Enterprise Institute) ได้ออกโฆษณาสั้นทางโทรทัศน์บรรยายว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้ชีวิตสะดวกสบายอย่างไร และจบด้วยตัวอักษร “Carbon dioxide : They call it pollution. We call it life.” ใจความว่า “คาร์บอนไดออกไซด์ : พวกเขาเรียกมันว่ามลพิษ ส่วนเราเรียกว่าชีวิต”

ในกลุ่มผู้มีความสงสัย มีเพียง 2-3 คน ที่อยู่ในสายงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่คนทำงานด้านนี้ ผู้ที่โดดเด่นมากบางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีพื้นฐานด้านฟิสิกส์ของแข็งหรือคณิตศาสตร์ ขณะที่หลายคนมีประวัติการทำงานที่ดูน่าประทับใจ แต่แทบไม่มีประสบการณ์การทำงานโดยตรงด้านวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใดๆ เลย

»»อ่านเพิ่มเติม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(1) :จุดเริ่ม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(2) : จุดเปลี่ยน
การเมืองเรื่องโลกร้อน(3) :โศกนาฎกรรมของส่วนรวม

การเมืองเรื่องโลกร้อน(3) : โศกนาฏกรรมของส่วนรวม

สื่อมวลชนให้ความสนใจประเด็นภาวะโลกร้อนมากขึ้น และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความหนักแน่นมากขึ้น ผู้คนในประเทศต่างๆ ตระหนักถึงความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการสนับสนุนแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่มีลักษณะกว้างแต่ไม่ลึกซึ้ง กล่าวคือประชาชนมีความตระหนัก แต่ไม่มากพอที่จะทำให้เป็นวาระทางการเมือง หรือผลักดันให้ลงมือทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน

สาเหตุหนึ่งคือ ภาวะโลกร้อนมีขอบเขตกว้างขวาง ทุกๆ มุมของสังคมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทุกๆ ประเทศบนโลกใบนี้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจความสลับซับซ้อนของปัญหา ขณะเดียวกัน มีการพูดถึงแนวทางที่มากมายเกินไปทั้งในเชิงนโยบายและสิ่งที่แต่ละคนสามารถทำได้

นอกจากนี้ มันเป็นปัญหาที่มากไปกว่าปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษ ภาวะโลกร้อนเป็นตัวอย่างของ ‘โศกนาฏกรรมของส่วนรวม (Tragedy of the Commons)’ ผลประโยชน์ของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นตกอยู่กับแต่ละบุคคล บริษัทและประเทศ ขณะที่ผลเสียนั้นตกอยู่กับโลกทั้งใบ สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ ผู้คนไม่สามารถเห็น รับกลิ่น หรือสัมผัสคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ขณะที่มีการเรียกร้องให้ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ผลที่ได้จากการยุติภาวะโลกร้อนก็ยังเป็นเรื่องที่เห็นไม่ชัดเจน

แม้กระทั่งแนวทางที่มีผลกระทบน้อยที่สุดในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพทางพลังงาน เป็นต้น ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในบางประเทศ

ในสหรัฐอเมริกา มาตรการประหยัดพลังงานเกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงน้ำมันแพง ทางหลวงหลักระหว่างรัฐหลายสายได้จำกัดความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะเป็น 89 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เพียงทศวรรษหลังจากนั้น ราคาน้ำมันตกฮวบลง มาตรการประหยัดพลังงานก็หายไปด้วย เมื่อประเด็นภาวะโลกร้อนได้ผลักให้เรื่องประสิทธิภาพพลังงานมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง ก็เป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัส เนื่องจากกลุ่มองค์กรต่างๆ ทำงานรณรงค์เรื่องประสิทธิภาพพลังงานมาหลายปี และเป็นเรื่องง่ายมากที่จะโดนกล่าวหาว่าเป็นนักฉวยโอกาส ใช้เรื่องภาวะโลกร้อนเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง

»»อ่านเพิ่มเติม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(1) : จุดเริ่ม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(2) : จุดเปลี่ยน

การเมืองเรื่องโลกร้อน(2) : จุดเปลี่ยน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือ การค้นพบรูโหว่ในชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) ในปี1985 ซึ่งถึงแม้จะนำไปสู่ความเข้าใจที่สับสนระหว่างชั้นโอโซนที่บางลงและภาวะโลกร้อนมาจนถึงปัจจุบัน แต่นั่นเป็นสัญญานบอกว่า ชั้นบรรยากาศของโลกนั้นเปราะบางและอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ วิบัติภัยแล้งในช่วงฤดูร้อนของปี 1988 ในสหรัฐอเมริกา เกิดไฟป่ารุนแรงในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) หลายส่วนของแม่น้ำมิสซิสซิบปี (Mississippi) แห้งเหือด ขณะที่ในกรุงวอชิงตันดีซี (Washington D.C.) ร้อนเป็นประวัติการณ์ ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์อเมริกันชั้นนำเริ่มออกมาเตือนภัยจากโลกร้อน ความสนใจของสื่อมวลชนเพิ่มมากขึ้น นิตยสารไทม์ (Time) ยกให้ ‘โลกที่ถูกคุกคาม (Endangered Earth)’ เป็นโลกแห่งปี (Planet of the Year) แทนบุคคลแห่งปี แม้กระทั่งนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมในช่วงนั้นอย่างจอร์จ บุช ผู้พ่อ (Gorge Bush) ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาร์กาเรต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรก็ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เหตุการณ์ธรรมชาติวิบัติปี 1988 ยังทำให้นักวิชาการอย่างเจอเรมี เล็กเกต (Jeremy Leggett) ซึ่งสอนอยู่ที่สำนักบัณฑิตยสภาด้านเหมืองแร่แห่งสหราชอาณาจักรได้ลาออกมาทำงานเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ในงานรณรงค์ด้านภาวะโลกร้อนของกลุ่มกรีนพีซ (Greenpeace) เจอเรมีมีผลงานหนังสือหลายเล่มรวมถึง ‘สงครามคาร์บอน (Carbon War)’ และ ‘ครึ่งหนึ่งหายไปแล้ว (Half Gone)’ ซึ่งว่าด้วยการเจรจาเรื่องโลกร้อนของกลุ่มประเทศต่างๆ วิกฤตน้ำมัน ผลกระทบจากโลกร้อนและทางออก

การจัดตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ในปี 1989 เพื่อเป็นเวทีของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในการประเมินและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบ การปรับตัวและความอ่อนไหว และการลดผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ  รายงานฉบับแรกของ IPCC ในปี 1990 เป็นพื้นฐานของการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหานี้ให้กับสาธารณชน

»»อ่านเพิ่มเติม

การเมืองเรื่องโลกร้อน(1) : จุดเริ่ม

การเมืองเรื่องโลกร้อน(1) : จุดเริ่ม

‘ภาวะโลกร้อน’ ได้กลายเป็นประเด็นนโยบายสาธารณะของโลก เราลองมาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองแบบพิสดารของเรื่องนี้กัน

การค้นพบปรากฏการณ์เรือนกระจกในช่วงศตวรรษที่ 19 คือจุดกำเนิดของเรื่อง ช่วงทศวรรษ 1950 มีข่าวฮือฮาในนิตยสารแซตเทอร์เดย์ อีฟนิ่ง โพสต์ (Saturday Evening Post) ของสหรัฐอเมริกาที่ตั้งคำถามว่าโลกร้อนขึ้นจริงหรือ มาจนถึงช่วงทศวรรษ 1960 ก็มีข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะนั้นโลกมีเรื่องอื่นที่น่าหนักใจมากกว่า โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์ล้างโลก

นอกเหนือจากแวดวงนักวิทยาศาสตร์ มีน้อยคนที่รับรู้ถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วงทศวรรษ 1970 ความสนใจที่เป็น ‘ข่าว’ มากกว่ากลับไม่ใช่เรื่องภาวะโลกร้อน หากเป็นเรื่องอุณหภูมิของโลกเย็นลง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นคาดว่าน่าจะเกิดจากฝุ่นละอองและอนุภาคซัลเฟตที่เป็นตัวป้องกันแสงอาทิตย์ที่ตกลงมาบนผิวโลก

ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนเริ่มกังวลเกี่ยวกับการที่อุณหภูมิผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว การศึกษาของ US National Academy of Science ยืนยันว่าการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศนำไปสู่ภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วของแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งทั้งหมดระบุว่าแนวโน้มของภาวะโลกร้อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

จนกระทั่งปลายทศวรรษ 1980 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็เริ่มเชิดหัวขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ยกเว้นช่วงระยะเวลา 2 ปีหลังจากภูเขาไฟพินาตูโบ (Pinatubo) ระเบิดในปี 1991

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 มีการศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น แต่ยังจำกัดอยู่ในแวดวงรัฐบาลและห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานข่าวเรื่องภาวะโลกร้อนออกมาเป็นระยะ ประกอบกับช่วงดังกล่าวเป็นยุคสงครามเย็น นักสร้างแบบจำลองภูมิอากาศมีข้อถกเถียงกันว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์จะทำให้เกิดอนุภาคที่ป้องกันรังสีดวงอาทิตย์ส่องลงมาบนพื้นโลกและนำไปสู่ฤดูหนาวนิวเคลียร์ (nuclear winter) แต่ถึงกระนั้น ทฤษฎีเรื่องภาวะโลกร้อนก็ยังเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง

»»อ่านเพิ่มเติม
ระหว่าง “นิเวศวิทยา” กับ “ความเป็นธรรม”
อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

โลกร้อน – การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : คำไหน อย่างไร?

เคยได้ยินนักการเมืองไทยหลายคนพยายามอธิบายความแตกต่างของคำว่า “โลกร้อน” และ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เมื่อถูกชาวบ้านถาม คำอธิบายของท่านนักการเมืองทั้งหลายล้วนน่าผิดหวังเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเล่นประดิษฐ์กันขึ้นมาตามความเข้าใจของตนเอง เรามาดูกันว่าจริง ๆ แล้วคำสองคำนี้มันหมายความถึงอะไรกันแน่

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิจัยใช้คำว่า ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ (climatic change หรือ climate change) เมื่อเขียนถึงเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ยุคน้ำแข็ง เป็นต้น เป็นคำที่มีลักษณะปลายเปิดและยังมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยจะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในอดีต ปัจจุบันและอนาคตจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคและท้องถิ่น

เมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มรับรู้ถึงผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดขึ้นจากมนุษย์ พวกเขาจึงจำเป็นต้องหาคำอธิบายให้มัน ในปี 1975  นักวิทยาศาสตร์ที่หอสังเกตการณ์ในนิวยอร์คตีพิมพ์ผลงานในวารสาร ‘ไซเอนส์’ (Science)’ เรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : เราอยู่ในช่วงของภาวะโลกร้อนหรือไม่’ จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1980 คำว่า ‘ภาวะโลกร้อน (global warming)’ ที่ไม่มี a นำหน้า ก็มีการใช้มากขึ้นในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์

ขณะเดียวกัน คำว่า global change ก็อุบัติขึ้นมาโดยเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ที่มนุษย์กระทำต่อโลก จนในช่วงปี 1988 คำว่า ‘ภาวะโลกร้อน’ แพร่หลายไปตามสื่อต่างๆ และกลายเป็นคำมาตรฐานที่ใช้ในกลุ่มสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป

ถึงแม้ว่าโลกโดยรวมนั้นจะร้อนขึ้น แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็หลีกเลี่ยงใช้คำว่า ‘ภาวะโลกร้อน’ โดยนิยมใช้คำว่า global change หรือ global climate change มากกว่า เพราะเหตุว่า ภาวะโลกร้อนอาจถูกตีความไปในทางที่เห็นว่า ทุกๆ แห่งบนโลกร้อนขึ้นเหมือนกันหมด ในขณะที่ความจริงคือ มีบางพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเย็นลงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าโดยเฉลี่ยโลกจะร้อนขึ้น

นักการเมืองในสหรัฐอเมริกานำเอาคำว่า climate change มาใช้เพื่อกลบความจริงของสภาวะที่โลกร้อนขึ้น นายแฟรงค์ ลุนซ์ (Frank Luntz) ที่ปรึกษาและนักสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองในสหรัฐฯ ได้แนะนำลูกค้าของเขาว่า climate change ฟังแล้วไม่ค่อยน่าตกใจเหมือนกับ global warming แต่จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ผลออกมาเป็นไปในทางสนับสนุนว่า คำว่า global warming ทำให้คนเกิดความสนใจมากกว่าคำว่า climate change ซึ่งมีความหมายกว้างกว่า

»»อ่านเพิ่มเติม
อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

Voting season needs political will for climate action

Climate change has already hit the Thai psyche. Almost every public opinion polls and surveys in the past years have been pointing in the same direction saying climate change and global warming are high on the Thai mindset , whether or not it is associated with sense of urgency, awareness or simply riding on a trend driven by corporate advertisements. Apart from that Thai people are increasingly aware of the possible affects of climate-change related events such as floods, , sea-level rise leading to coastal erosion in Bangkhuntien area, high incidence of infectious diseases such as dengue fever and Letrospirosis.

In May 2007, over 36 organizations representing almost all sectors – government, media, private sector, entrepreneurs, NGOs and other civil society groups endorsed the Declaration on the Cooperation for Alleviating Global Warming’ in Bangkok. The declaration was supposed to kick start the implementation of the 5-year Action Plan for Global Warming Alleviation (2007-2012). The action plan set a bold target to reduce carbon emissions of Bangkok city by 15% by 2012 with different approaches ranging from improvement of transportation system, promotion of alternative energies, energy conservation , building retrofit, solid waste and wastewater management to expansion of green area.

Now it is time for Bangkokians to cast their votes again to elect a new Bangkok governor and all the candidates are busy showing off their green credentials. And as expected, when the Thai society of environmental journalists organized a conference on “New Bangkok Governor’s Environmental Management Vision”, climate change was high on the agenda of all the major candidates.

Bangkok metropolis like other megacities of Toronto, London and New York is one of the major source of carbon emissions, all of which have started implementing its climate action plan last year. If the current governor of Bangkok-Mr Apirak Kosayothin- is able to retain his post, Bangkok Climate Action Plan should not only be continued but also has to be realigned to gain momentum in order to achieve the targets and practical outcomes. What is going to happen with the climate action plan if we get new political leader is a question that everyone should be asking. It might be changed, re-prioritized, improved or scrapped. That is really depending on political will of the one who is elected, given the fact that environmental policies of other major candidates are not very different.

Since the Nobel Peace Prize-wining Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) put the final nail in the coffin of global warming skeptics last year (2007) as Ban Ki-moon Secretary-General of the United Nations has put it, new scientific findings pointed it out that the climate system seems to be more sensitive to the effects of increasing greenhouse gas concentrations that previously estimated. Climate scientists worldwide are calling for urgent action : global carbon emissions has to peak by 2015 and cut by far more than half by 2050 in order to prevent disastrous climate change from happening. Last but not least, climate change conference in Bali has set the road for a new agreement to be concluded in Copenhagen in December 2009. If we want to avoid disastrous climate change to happen, we will need a very strong and very ambitious agreement to be made by all countries.

In this context, Bangkok Climate Action Plan, if we do it right, will set a good practice in helping world community to combat climate change. The next Bangkok governor, regardless of who it is , will have to exercise the leadership by placing ecological imperatives at the heart of city’s social and economic policy and development. The aim should be to not increase inequity but instead reduce the gap between political elites, consuming class and urban poor, as well as, ensuring participation of impacted communities in decision making processes on mitigation and adaptation options and assist these communities in funding and implementing climate adaptation measures.

In the run up to the election of the new Bangkok governor, all citizens must remember that casting vote is to endorse not only the best political will but defining the future of our Bangkok in the warming world. Collective action is the only way out of the imminent crisis facing us.