Why waste trade should be on the Asean Summit agenda

Published on June 21st, 2019 by http://www.nationmultimedia.com/detail/opinion/30371534

Asean leaders meet this week in Bangkok as their countries reel from an unprecedented deluge of foreign waste dumping. Yet neither waste trade nor waste is on the agenda, especially considering the summit’s stated theme, “Advancing Partnership for Sustainability”.

Matters concerning sustainable development, in the face of the region’s rapid growth, are worryingly missing. Instead, discussions will focus on trade, economic and security issues.

In the past two years, countries in the region – both poor and prosperous – have been faced with record shipments of plastic waste from richer nations. Between 2016 and 2018, the region saw plastic waste imports grow by a staggering 171 per cent. Most of these shipments were labelled “recyclable”, but were found to be unrecyclable mixed and contaminated waste. With little or no infrastructure to deal with all this garbage, the shipments of foreign trash began piling up. This led to import restrictions and other measures by affected countries, culminating in May and June with the Philippines, Malaysia and Indonesia threatening to repatriate the waste.

The current waste-trade crisis faced by the region is largely due to China’s 2018 ban on trash imports. Earlier, many Southeast Asian countries had been importing waste, but at a much smaller scale; and they never had to return shipments until the situation reached crisis proportions. But with global plastic waste generation showing no signs of letting up, the question is, should Asean nations continue to receive the world’s waste?

It’s outrageous that some countries in the West still believe that Southeast Asia should keep welcoming their waste imports, and that some businesses and governments here still believe that waste trade is profitable. However, the current situation shows that plastic waste recycling is a myth. If it were technically feasible, why isn’t waste processed in the “advanced” recycling facilities in the country of origin? To say that Southeast Asia should use this opportunity to develop its own recycling facilities smacks of toxic colonialism, rationalising the injustice of how poorer countries are burdened with pollution generated by the First World.

At the same time, governments urgently need to rethink their own domestic waste policies. An effective waste policy would be to consider materials from the moment they are designed. In the case of plastic waste, it means tackling single-use plastic products and packaging at source. Limiting, and eventually eliminating, single-use plastics will dramatically reduce waste generation. This is important to consider as many Southeast Asian countries are heavy plastic bag users, and are markets for unrecyclable sachet packaging.

In all this, Asean has an important role to play in addressing both waste trade and plastic production. Currently, we are seeing only small pockets of national bans and plastic regulations as knee-jerk reactions to the two waste crises. But these measures, although laudable, need to be strengthened. Evidence suggests that as countries enact bans and launch contingency plans, they only move the problem to places where regulations and restrictions are weaker. An Asean-level response can ensure an extra layer of protection. For example, the Asean can use its influence as a trading bloc to ensure no trade in waste transpires within the region.

The Asean can further be a global leader in innovation. A holistic regional policy geared toward massively reducing the production of single-use plastic packaging and products, and facilitating innovation on reusable packaging and alternative delivery systems will create new and sustainable business models to replace the outdated and dirty waste-recycling industry with greener and healthier businesses.

Given Thailand’s stated focus on sustainability for this year’s summit, Asean people should demand no less than for their leaders to put waste and waste trade on the table. This is a timely opportunity and a test of Asean leadership and relevance. By stopping waste imports and implementing strong plastic reduction policies, the Asean region is in an ideal position to help spur a transformation of the global economy, forcing the West to rethink their waste generation and end all waste exports.

——————————————————–

Lea Guerrero is Philippines country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at lea.guerrero@greenpeace.org

Tara Buakamsri is Thailand country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

โศกนาฎกรรมของสินค้าโภคภัณฑ์ The Tragedy of the Commodity

สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ commodity product เป็นลักษณะของสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้า เช่น ข้าวที่เราส่งเป็นสินค้าออก ปิโตรเลียมและถ่านหินที่เรานำเข้า เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง อิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อระบบนิเวศทางทะเล/มหาสมุทรที่เราพึ่งพาอาศัย เราเข้าไปเปลี่ยนทรัพยากรทางทะเลจนกระทั่งถึงจุดวิกฤต มิใช่วิกฤตเพียงจุดใดจุดหนึ่งแต่ทั่วทั้งพิภพโลก 

ผู้เขียนหนังสือสามคนคือ Stefano B. Longo, Rebecca Clausen และ Brett Clark เป็นนักสังคมวิทยาได้ทำการสำรวจบทบาทของมนุษย์ต่อวิกฤตดังกล่าว และหยิบยกพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นใจกลางของความท้าทายทางนิเวศวิทยาและวิกฤตที่คืบคลานเข้ามานี้

ชื่อหนังสือเล่มนี้คล้ายๆกับทฤษฎีคลาสสิก “โศกนาฏกรรมของส่วนรวม-the tragedy of the commons” ที่เขียนโดย Garrett Hardin นักนิเวศวิทยา แต่ผู้เขียนทั้งสามไปไกลกว่า Hardin ที่เป็นการอธิบายแบบพื้นๆ เช่น ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ไม่มีขีดจำกัดหรือเรื่องการเติบโตของประชากร

The Tragedy of Commodity แย้งว่า มันเป็นเพราะกระบวนการทำให้กลายเป็นสินค้า (commodification) ของทรัพยากรทางทะเลนั่นแหละที่นำไปสู่การหร่อยหรอลงของการประมงและการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/บนฝั่งที่อ้างว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียนยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากๆ – ประวัติศาสตร์พันปีของการทำประมงปลาทูน่าครีบฟ้า(Bluefin Tuna) ในแถบทะเลเมติเตอร์เรเนียน และการประมงปลาแซลมอนแปซิฟิก

Longo, Clausen และ Clark อธิบายว่า เทคโนโลยีการประมงแบบใหม่ การปรับเปลี่ยนเรือประมง และขนาดของห้องเย็น และการขยายตัวของตลาดอาหารทะเล ได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลอย่างถอนรากถอนโคนและถาวรได้อย่างไร

การอธิบายของพวกเขาได้เน้นให้เห็นบทบาทของการจัดองค์กรที่มีความเฉพาะเจาะจงและของการผลิตทางสังคมที่มีส่วนสำคัญต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มแรงกดดันให้กับมหาสมุทร

ไผ่ ดาวดิน และคนหนุ่มสาวในรุ่นของเขา : คนสูงวัยนับพันได้เพียงแต่ฝัน แต่คนหนุ่มสาวสามารถเปลี่ยนแปลงโลก

ผมเขียนบันทึกนี้จากสามัญสำนึกของคน(เคย)หนุ่ม ถึงไผ่ ดาวดินและคนหนุ่มสาวในรุ่นของเขา ผมไม่รู้จักไผ่และเพื่อนๆ ของเขาในนาม “กลุ่มดาวดิน” นอกเหนือไปกว่าบนโลกออนไลน์ดังเช่นหลายๆ คน

ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้น ด้วยเชื่อเหลือเกินว่า “ความอยุติธรรมไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด ก็คือความอยุติธรรมในทุกที่” และแม้ว่าความคิดเรื่อง “ความเท่าเทียม” จะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบในสังคมไทยอันเปราะบางและอุดมดรามา ผมก็ยังเชื่อมั่นว่ามีสิ่งหนึ่งที่เรามีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีอำนาจหรือไร้อำนาจ นั่นคือ “ศักดิ์ศรี” แห่งความเป็นมนุษย์

การกักขังพันธนาการ “ไผ่ ดาวดิน”  ด้วยเหตุผลและตรรกะที่เบาหวิว  สะท้อนเรื่องนี้ชัดเจน

ครั้งหนึ่ง ซูการ์โน ผู้นำอินโดนีเซียที่นำการต่อสู้เพื่อเอกราชจากการตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกและการยึดครองของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง กล่าวว่า “คนสูงวัยนับพันได้เพียงแต่ฝัน แต่คนหนุ่มสาวสามารถเปลี่ยนแปลงโลก”

ผมเชื่อว่า คนหนุ่มสาวทุกยุคสมัย ทุกสังคม ทุกประวัติศาสตร์คือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐาน ถ้าจะให้ไล่เรียงก็คงยาวไม่รู้จบ

หากจะใช้แนวทางการแบ่งยุคตามวัยของคน ไผ่ ดาวดินและผองเพื่อนของเขา น่าจะจัดอยู่ในกลุ่ม Gen M หรือ มิลลิเนียน(Millinials) ซึ่งในทางการตลาดได้วิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดพิสดารว่าคนกลุ่มนี้มีบุคลิกภาพอย่างไร ชอบทำอะไร นิยมสินค้าแบบไหน ฯลฯ จะว่าไปแล้วคนทุกรุ่นถูกวิเคราะห์ทางการตลาดไว้หมดแล้ว

แต่สำหรับผม ไผ่ ดาวดินและผองเพื่อนของเขาคือ “คนหนุ่มสาวขบถ” ในยุคของเขา ภาษาเทคนิคอาจจะต้องใช้คำว่า Cutting Edge

งานเขียนเชิงวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งชื่อ คำสาปแห่งสหัสวรรษ : ทำไม Activism จึงล้มเหลว(The Millennium Curse:Why Activism is failing) ที่สะท้อนถึงขบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคสหัสวรรษที่มี “โลกดิจิตอล” เป็นหัวหอก คนเขียน Tony Saghbiny ใช้ประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองในเลบานอนมาเป็นตัวตั้งในการศึกษา เป็นความเห็นยั่วแย้งของเขา และไม่ได้คาดหวังว่าการวิเคราะห์นี้จะถูกต้องเสมอไป

Tony Saghbiny เสนอว่า คนรุ่นเขาที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองนับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา เป็นช่วงยุคสมัยของความว่างเปล่าทางการเมืองขนาดใหญ่ มันคล้ายกับว่า คนรุ่นเขาต้องมาแก้ไขปัญหาของโลกในห้วงเวลาที่อุดมการณ์ ความฝัน และสังคมอุดมคติกลายเป็นเงาแห่งอดีต

ท้ายที่สุด เพื่อไปให้พ้นจาก “คำสาปแห่งสหัสวรรษ” เขาเสนอว่า “ที่สำคัญที่สุด เราต้องการวัฒนธรรมที่กล้าหาญ ไม่หวั่นเกรงความผิดพลาดทางการเมืองในช่วงเวลาที่ “ความถูกต้องทางการเมือง” นั้นกลายเป็นเรื่อง “การเชื่อฟังหรือทำตาม” เราต้องการวัฒนธรรมที่กล้าแกร่งพอที่จะเอ่ยนามผู้คนทั้งหลายและต่อสู้จนถึงที่สุด เราต้องการวัฒนธรรมที่มุ่งปกป้องชีวิตและดำรงไว้ซึ่งอนาคตของผู้คน มิใช่การเอาชนะคะคานในระบบเลือกตั้งที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจ ใช้เวลาห้านาทีให้เป็นที่รู้จักผ่านจอโทรทัศน์ หรือให้คนกด Like นับร้อยนับพันผ่านเฟสบุ๊ก เราต้องการวัฒนธรรมแห่งความจริงใจที่กล้าเผชิญความจริงที่ว่าสิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ความจริงที่ว่าอารยธรรมยุคอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของความเสื่อมถอย เราต้องการวัฒนธรรมที่ลงมือกระทำต่อความจริงที่เกิดขึ้น มิใช่การนิ่งเฉย เราต้องการวัฒนธรรมที่ผนวกการครุ่นคิดเชิงยุทธศาสตร์อันแน่วแน่กับความกล้าหาญไร้เทียมทานอันเร่าร้อน วัฒนธรรมที่มีเป้าหมายเพื่อชนะการต่อสู้ มิใช่เพียงเพื่อ “รับไว้เพื่อพิจารณา” ถึงเวลาที่เราต้องหยุดพายเรือในอ่างและเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้เกิดขึ้นบนเนื้อนาดินของเรา”

ผมขอนำจดหมายลงวันที่ 14 สิงหาคม 2516 ของคุณสุภา ศิริมานนท์(จากหนังสือ ดั่งสายใยในผองชน สำนักพิมพ์เทียนวรรณ 2529) มาปิดท้ายบันทึกนี้

“…ผมเองก็ยังต้องการเรียนรู้อีกมากมาย และผมถือเสมอว่าคนรุ่นใหม่จะต้องดีกว่าคนรุ่นเก่าเสมอ สมควรที่คนรุ่นเก่าจะต้องคอยประคบประหงมกล่อมเกลาคนรุ่นใหม่ไว้เพื่อที่คนรุ่นเก่าให้ความนับถือได้ในฐานะที่คนรุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้นำในรุ่นต่อๆไปสืบสายโดยไม่สิ้นสุด ความยุ่งยากวุ่นวายที่เกิดขึ้นเนืองๆในยุคสมัยนี้มันก็เนื่องมาแต่เงื่อนไขนี้นี่เอง…….คือคนรุ่นเก่ามักจะถือดีอวดวิเศษด้วยประการต่างๆ ไม่รับฟังความคิดและสถานะของคนรุ่นใหม่ซึ่งเขาอยู่ในยุคสมัยที่สิ่งต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากแล้ว…”

หยุดกักขังพันธนาการ “ไผ่ ดาวดิน” ในยุคสมัยที่สิ่งต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากแล้ว!

จดหมายถึง ว่าที่ ปธน. ดูเตอร์เต้

แปลเรียบเรียงจาก http://www.spot.ph/newsfeatures/the-latest-news-features/66306/letter-president-duterte-clinton-palanca-a503-20160512 เขียนโดย Clinton Palanca(คอลัมนิสต์ชาวฟิลิปปินส์)

ถึง ประธานาธิบดีดูเตอร์เต้

แม้ว่าร้อยละ 40 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกท่านให้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของฟิลิปปินส์ ฉันไม่ใช่หนึ่งในนั้น ฉันสนับสนุนผู้ลงเลือกตั้งอีกคนหนึ่ง แต่เพราะวิถีแห่งประชาธิปไตย ท่านจะเป็นประธานาธิบดีของประเทศฉัน ในขณะที่ฉันจะเป็นพลเมืองคนหนึ่งของประชาชาติที่ท่านจะรับผิดชอบในช่วง 6 ปีข้างหน้า ดูเหมือนว่าเรายังติดขัดซึ่งกันและกัน

ต่างจากคนจำนวนมากที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพวกเขาไม่ชนะเลือกตั้งตอนช่วงการเลือกตั้งในปี 2010 และใช้เวลาอีก 6 ปี จมกับความผิดหวังอย่างมาก ฉันจะทำให้ดีที่สุดเพื่อสนับสนุนผู้ที่คนในประเทศของฉันได้เลือกเขา นี่ไม่ได้หมายถึงว่าฉันจะประจบเลียแข้งเลียขาท่าน ฉันมั่นว่าท่านมีคนอีกมากที่ไต่ขาท่านเหมือนงูเพื่อได้บารมีจากท่าน หรือคลานเข้าหาท่านเพื่อพวกเขาจะได้รับการให้อภัยในสิ่งที่ได้พูดไปตอนช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ท่านชอบนำเสนอตัวท่านเองว่าเป็นคนของประชาชน พูดจาตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ดังนั้น ให้ตรงไปตรงมาต่อกัน ฉันเชื่อและหวังว่า หลายสิ่งที่ท่านพูดในช่วงการหาเสียงนั้นเป็นเพียงการแสดง วลีสั้นๆ ที่เป็นดราม่า วิธีการให้คนหันมาสนใจ การสร้างภาพ ฉันเข้าใจถึงบางสิ่งบางอย่างที่ท่านพูดนั้นเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น ฉันไม่คิดว่าท่านจะนั่งเจ็ทสกีเพื่อไปปักธง (บนหมู่เกาะสแปรทลีย์เพื่อท้าทายจีน-หมายเหตุผู้แปล) ในเร็วๆนี้ ฉันไม่เชื่อว่าการรณรงค์หาเลียงเลือกตั้งของท่านนั้นได้เงินสนับสนุนจากเอมีลีโอ อากีนัลโด (นักปฏิวัติ นักการเมืองและผู้นำทางการทหารและประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์-หมายเหตุผู้แปล) เพราะทุกคนรู้ว่าเขาถังแตก หรืออาจกล่าวว่า ฉันอยากจะเชื่อว่าประธานาธิบดีดูเตอร์เต้จะแตกต่างจากดูเตอร์เต้ตอนช่วงเลือกตั้ง

ฉันไม่เคยเจอคนที่เลือกท่านมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เราต้องการสิ่งที่เหมือนกันสำหรับฟิลิปปินส์ เราต้องการประเทศที่ก้าวเดินไปข้างหน้า ที่ซึ่งรถไฟวิ่งตรงเวลา ที่ซึ่งภาษีของฉันถูกใช้ไปกับการสร้างถนนและโรงพยาบาล ที่ซึ่งลูกหลานของฉันเติบโตขึ้นและรู้สึกปลอดภัย ความแตกต่างระหว่างเราคือว่า ฉันยังคงเชื่อในประชาธิปไตยในขณะที่คนที่ลงคะแนนให้ท่านอาจไม่แน่ใจเรื่องนี้อีกต่อไป และฉันเห็นประเด็นของเขา เมื่อคุณเห็นผู้คนหิวโหย คุณกินประชาธิปไตยไม่ได้หรอก สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นไปได้ดีทีเดียวโดยปราศจากกระบวนการประชาธิปไตย ส่วนลีกวนยูนั้นก็บังคับให้ชาวสิงคโปร์สละเสรีภาพบางอย่างแต่ทำให้พวกเขามั่งคั่งและพอใจ

ทั้งหมดทั้งมวล มันเป็นเรื่องของประชาธิปไตยนั่นแหละที่ทำให้เรามีสนามบินที่ใช้การไม่ได้ กรมขนส่งทางบกที่ไม่สามารถออกทะเบียนรถได้ และกรมสรรพากรทำตัวคล้ายมาเฟีย เมื่อเราเห็นตำรวจเราไม่รู้สึกปลอดภัย เรารู้ว่าเรากำลังถูกล่วงละเมิด เราทำงานหนักแต่ไม่ว่ามันจะหนักแค่ไหนเราก็ได้เพียงเท่าที่ได้ ในขณะที่เราเห็นว่ามีผู้คนตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและคิดว่าจะใช้จ่ายอย่างไรกับเงินที่ตนมีอยู่ ประสบการณ์ของประชาธิปไตยของเราคือว่ารัฐบาลไม่ทำงานแต่มาเอาเงินของเราไป งานที่เราทำอย่างหนักแต่ไม่มีความมั่นคงกับอนาคต คิวที่ยาวเหยียดเพื่อรอขึ้นรถประจำทางที่ไม่เคยมาถึง สถาบันทางสังคมต่างๆ ของเรากลายเป็นตัวประกันในการต่อสู้ช่วงชิงให้ได้มาซึ่งเงินและอำนาจ และเรา ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่เหลืออะไร

ถ้าเราเห็นด้วยว่าระบบที่เป็นอยู่มันมีปัญหา แล้วทำไมทั้งท่านและฉันมีความเห็นต่างกันว่าควรจะทำอย่างไรกับมัน เพราะว่าฉันต้องการแก้ไขมันในขณะที่ท่านปรารถนาจะทำลายมัน บางที่นี่ก็ไม่ใช่ความจริง บางทีมันเป็นโวหารที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง : เผด็จการ รัฐบาลปฏิวัติ ตัดความสัมพันธ์กับแนวร่วมของเรา แต่ความคิดที่อยู่เบื้องหลังประชาธิปไตยนั้นยังคงควรค่าแก่การรักษา เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ให้สตรีมีสิทธิที่จะแต่งกายตามที่ต้องการ ให้ผู้ต้องหาได้แก้ไขความผิดของตน และให้อาชญากรได้รับโอกาสในการเยียวยา ปัญหาซับซ้อนบางประการนั้นมีทางออกที่ง่ายจริงๆ แต่ก็ชัดเจนว่าปัญหาง่ายๆ หลายประการนั้นต้องการคำตอบที่ซับซ้อน

ฉันเป็นกังวลเพราะว่ามันดูเหมือนว่าท่านตั้งใจจะแบ่งประเทศออกเป็นส่วนๆ โดยไม่คิดว่าจะทำให้แต่ละส่วนกลับรวมกันอย่างไร ท่านต้องการการเปลี่ยนแปลง ฉันก็เช่นเดียวกัน แต่หากท่านไม่มีแผนที่จะให้ทุกอย่างไปด้วยกันอย่างเหมาะสม เราอาจลงเอยด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าแต่ก่อน ท่านได้เปิดช่องทางที่อันตราย ช่องทางที่ให้คนที่จะจัดระเบียบสิ่งต่างๆ เพื่อให้พวกเราทั้งหลายจะแย่ลงกว่าแต่ก่อน และพวกเขาทั้งหลายยิ่งรำ่รวยมากขึ้น และพวกเขาจะทำเพื่อให้รากฐานที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตย – การเลือกตั้งที่ซื่อสัตย์และเป็นอิสระ – จะไม่ได้มีขึ้น ช่องทางที่ท่านเปิดออกอาจเป็นไม่ได้ที่จะปิดมันลง

สิ่งที่ฉันเขียนมานี้ ฉันหวังว่าฉันคิดผิด ฉันหวังว่าท่านจะสร้างตัวอย่างของความเข้มแข็งแทนที่จะเป็นอันธพาล มีบางคนไม่รู้ถึงความแตกต่างของสองคำนี้ ฉันหวังว่าท่านจะใช้พันธกิจของท่านไม่เพียงแต่เรื่องของระเบียบวินัย แต่รวมถึงการสร้าง การฟื้นฟูสถาบันทางสังคม เช่น ระบบการศึกษาและสาธารณสุขของเรา ซึ่งต้องการความเอาใจใส่อย่างยิ่งยวด อย่าปล่อยให้ตัวท่านวอกแวกไปกับอาการ แก้ที่ต้นตอและเอาชนะมัน เหนือสิ่งอื่นใด ฉันหวังว่าท่านจะไม่กลายเป็นจอมเผด็จการไปอีกคน หลงมันเมาในอำนาจ บริหารประเทศด้วยความกลัวแทนจะเป็นความหวัง คุณจะกลายเป็นทรราช หรือปูทางให้กับทรราชกลับมาหรือ?

การที่ท่านภูมิใจตนเองว่าพูดจากใจจริง ฉันหวังว่าท่านเองไม่ว่าอะไรหากฉันจะพูดแบบธรรมดา แม้กระทั่ง พวกที่ตรงไปตรงมาก็ต้องการคนอื่นๆ เพื่อทำให้เขาได้ซื่อตรง การเลือกตั้งนี้น่าตื่นตาตื่นใจและท่านได้ลงไปกับมันเต็มตัว แต่ที่ท่านเองพูดบ่อยๆ “หยุด” เวลาของการแสดงหมดลงแล้ว นี่เป็นเวลาของธรรมาภิบาล ขณะนี้เรากำลังมองดูท่านนำพาประเทศ ท่านมีฉันสนับสนุน มาลงมือทำงานกัน