Fight against garbage in the ocean starts at individual level: Greenpeace

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30307347

February 27, 2017 01:00
By PRATCH RUJIVANAROM
THE NATION

Earlier this month, pictures of large amounts of garbage floating in the sea spread on social networks and sparked public concern about a chronic but often forgotten problem affecting Thai marine resources. Government authorities and the environmental group Greenpeace agree that both public and private measures must be implemented to counter this problem.

Greenpeace Southeast Asia campaign director Tara Buakamsri said the garbage problem was very serious and urged sustainable solutions that start at the individual level.

“I myself did not really realise how serious this problem was until I saw the picture of floating piles of garbage,” Tara said. “I understand that this is only a fragment of the garbage that ends up in the sea, as a study has found that one out of every 100 pieces of garbage will be washed into the sea.”

He said the recent discovery of piles of garbage floating off Chumphon and Prachuap Khiri Khan were just the tip of the iceberg, as a large amount of garbage in the sea was hidden from the view – below the water surface.

“It is obvious that most garbage in the sea comes from garbage on land, washed into rivers and ending up in the sea. We are all generating trash every day, so if we want to solve this problem, we have to fix it through our behaviour,” he said.

“One thing that we can do is to reduce the usage of single-use plastic, and recycle and reuse our garbage. These are not easy things to do, so the authorities should also come up with policies and regulations to help reduce the amount of garbage.”

State policies that could promote a reduction in the amount of garbage, he said, were surcharges for plastic bags at supermarkets and free garbage collection for households that recycle their waste.

“Plastic garbage is the most common trash in the sea and Thailand still does not have a strong policy to control the usage of plastic compared to other countries,” Tara said.

55cf8623e8bf6b95f343bef31278a619

According to a study published in Science magazine, Thailand ranked sixth on a list of the largest producers of garbage that ends up in the sea in 2010, with a total of 1 million tonnes of plastic garbage per year.

The scale of rubbish from Thailand that ends up in the ocean is huge, considering findings two years ago by Ocean Conservancy that about 8 million tonnes of plastic trash end up in the seas around the world every year.

The study by Ocean Conservancy found that more than 150 million tonnes of plastic trash had ended up in the world’s oceans since 1950.

In terms of state policy, Natural Resources and Environment Ministry secretary-general Wijarn Simachaya said short-term solutions include a ministry ban on plastic bags and containers in some marine national parks.

The ministry plans longer-term measures to control the use of plastic in seaside provinces in the near future.

“We are looking at possible changes to laws, for instance the Enhancement and Conservation of National Environmental Quality Act – to control the use of plastic in seaside provinces via measures like collecting fees for plastic bags or extra taxes on goods that cause pollution,” Wijarn said.

“However, we still have not reached a conclusion and there will be more debate about this issue before we can impose a new policy.”

Tara said garbage in the sea was a problem the public should not ignore because plastic biodegrades very slowly, but will break into small pieces that include many toxins that fish will consume. And they will end up being eaten by human beings.

“Cleaning up the ocean is very hard and expensive work and we should focus on solving this problem by changing our behaviour,” he said.

แผนการละทิ้งถ่านหินของสหภาพยุโรป

สรุปความจาก A Stress Test for Coal in Europe under the Paris Agreement – Scientific Goal Posts for A Coordinated Phased-Out and Divestment, February 2017, Climate Analytics.

การปิดตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเกือบทั้งหมดในสหภาพยุโรปในช่วงอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าถือเป็นความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประเทศต่างๆ ตกลงที่การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่กรุงปารีส นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้ไปพ้นจากถ่านหินจะช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันมหาศาล

เมื่อเร็วๆ นี้ การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นทำให้ถูกลงจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอย่างมากของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะมีความท้าทายในตัวของมันเอง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาสภาพอากาศ ทางเลือกต่างๆ เช่น การจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบสายส่งและระบบการกระจายศูนย์นั้นมีอยู่เพื่อจัดการกับความท้าทาย ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนนั้นมีประโยชน์จากการเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและขยายขนาดได้ซึ่งเอื้อให้เกิดแบบจำลองธุรกิจใหม่และนำไปสู่การจ้างงาน รวมถึงในพื้นที่ที่จะมีการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

img_4907

 

แผนที่แสดงแผนการละทิ้งถ่านหินของสหภาพยุโรป (แสดงในรูปของจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เหลืออยู่และถ่านหินที่ใช้ในโรงไฟฟ้าต่อคนในปี 2573) ผ่านกลไกทางข้อบังคับและกลไกทางการตลาด)

บทบาทของถ่านหินลดลงในประเทศที่เป็นสหภาพยุโรปและแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป และเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากความพยายามของแผนการที่ละทิ้งถ่านหิน ด้วยการเจาะทะลุทะลวงตลาดที่เพิ่มมากขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและจากการที่มันมีราคาลดลง นักลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงเผชิญกับความยากลำบาก

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมถ่านหินยังต้องเผชิญกับมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดขึ้นและการคัดค้านการเปิดเหมืองถ่านหินใหม่ ผลสะเทือนที่เห็นชัดเจนคือการลดลงของลงทุนด้านนี้

การไปให้ถึงเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในเป้าหมายเรื่องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว การละทิ้งถ่านหินจำเป็นต้องเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่มีนโยบายต่างๆ อยู่แล้ว เช่น ระบบการค้าคาร์บอน(EU ETS) หรือนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เป็นต้นซึ่งมีบทบาทสำคัญในการละทิ้งถ่านหินของสหภาพยุโรปหากมีการเสริมความเข้มแข็งและยกระดับ การละทิ้งถ่านหินจำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้องอย่างมีประสิทธิภาพตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่จะนำไปสู่การคาดการณ์และการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของการเปลี่ยนผ่านนี้

ตัวเลขใหม่ว่าด้วยวิกฤตโลกร้อน น่ากลัวกว่าที่คิด

 

https://newrepublic.com/article/136987/recalculating-climate-math

โดย บิล แมคกิบเบน

22 กันยายน 2559

ae166eb46c69373fd0ea8a4213e4aded6d3cf615

ภาพโดย Neil Webb

อนาคตของมนุษยชาติขึ้นอยู่กับคณิตศาสตร์ และจำนวนตัวเลขในงานวิจัยใหม่ที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ

ตัวเลขเหล่านี้อธิบายง่ายๆ กล่าวคือ มีเชื้อเพลิงฟอสซิล(ในเหมืองถ่านหินและในบ่อน้ำมัน)เหลืออยู่เท่าไรในโลกที่เราสามารถขุดขึ้นมาใช้ได้โดยที่เราต้องการหลีกเลี่ยงหายนะภัยจากโลกร้อน หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเราต้องมุ่งหมายที่จะป้องกันมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส(เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) ซึ่งเป็นข้อตกลงโดยประชาคมนานาชาติ จะมีถ่านหินที่เราขุดขึ้นมาเผา หรือน้ำมันที่เราขุดเจาะขึ้นมาใช้ได้เท่าไร

คำตอบคือ “ศูนย์”

เอาล่ะ ถ้าเราจริงจังกับการหลีกเลี่ยงหายนะภัยจากโลกร้อน การวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เราไม่อาจเปิดเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ ไม่สามารถเจาะบ่อน้ำมันใหม่ หรือสร้างท่อขนส่งได้อีกแล้ว ไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว เราได้ขยายพรมแดนเชื้อเพลิงฟอสซิลออกไปหมดแล้ว ความหวังเดียวของเราคือการลดลงที่มีการจัดการอย่างดีในการผลิตพลังงานที่มีคาร์บอนเข้มข้นจากแหล่งต่างๆ ที่มีการผลิตแล้ว

ตัวเลขใหม่มันดูน่าตกใจ เมื่อสี่ปีก่อน ผมเขียนบทความ “Global Warming’s Terrifying New Math.” โดยใช้งานวิจัยจากกลุ่ม Carbon Tracker Initiative ซึ่งเปิดเผยว่าแหล่งสำรองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซตามรายงานของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกนั้นมีคาร์บอนมากกว่าห้าเท่ากว่าที่เราสามารถจะนำมาเผาได้ หากเราต้องการรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกินไปกว่า 2 องศาเซลเซียส หากท้ายที่สุดแล้ว ถ้าอุตสาหกรรมพลังงานขุดเอาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองขึ้นมาใช้ทั้งหมดตามปริมาณที่อ้างเอาไว้ โลกของเราก็จะร้อนจากเดิมขึ้นเป็นอีก 5 เท่า ตัวเลขดังกล่าวนี้นำไปสู่การรณรงค์ “การตัดทอนการลงทุน(divestment)” จากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมหาวิทยาลัย กลุ่มองค์กรต่างๆ อย่างแพร่หลายไปทั่ว ตั้งแต่นั้น ได้กลายเป็นแนวคิดทั่วไป ธนาคารกลางต่างๆ และผู้นำโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน

แต่ตัวเลขใหม่นั้นยิ่งดูแย่กว่า มันมาจากรายงานของ Oil Change International โดยใช้ข้อมูลจาก Rystad ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานของนอร์เวย์ ข้อมูลนี้มีค่าใช้จ่าย 54,000 ดอลล่าร์ Rystad จะขายข้อมูลแหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ให้ใครก็ได้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Rystad นั้นเป็นบริษัทน้ำมัน ธนาคารเพื่อการลงทุน และหน่วยงานรัฐบาล แต่ Oil Change International ซื้อข้อมูลด้วยเหตุผลอื่น เพื่อหาว่าเรากำลังเข้าใกล้หายนะมากน้อยแค่ไหน

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เพื่อให้มีโอกาสสองในสามของการหลีกเลี่ยงมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2 องศาเซลเซียส เราสามารถปล่อยคาร์บอนออกสู่บรรยากาศได้อีก 800 กิกะตัน แต่ข้อมูลของ Rystad ชี้ให้เห็นว่า เหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 942 กิกะตัน ดังนั้นโจทย์เลขนี้ง่าย มันจะเป็นแบบนี้

942 > 800

Stephen Kretzmann ผู้อำนวยการบริหารของ Oil Change International บอกว่า “เราพบว่าถ้าเราใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดที่มีอยู่ในเหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและบ่อน้ำมันที่ดำเนินการอยู่ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็จะเพิ่มมากเกินไปกว่าสององศาแล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ว่าถ้าเรายังกินต่อไปแบบนี้อีกสิบยี่สิบปี แล้วเราจะเป็นโรคอ้วนเรื้อรัง แต่เป็นเรื่องที่ว่าถ้าเรากินของที่มีอยู่ในตู้เย็น เราจะเป็นโรคอ้วนเรื้อรัง”

ที่แย่กว่านั้น นิยามของ “ภาวะเรื้อรัง” ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สององศาเซลเซียสเคยเป็นขีดจำกัด แต่ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าขีดจำกัดมันน้อยกว่านั้น มาถึงตอนนี้ เราได้ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นราว 1 องศา ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดการละลายทะเลนำ้แข็งที่อาร์กติกเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ระบบนิเวศปะการังของโลกพังทลายลง และปลดปล่อยพลังหายนะของอุทกภัยและภัยแล้ง เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปี 2559 เท่าที่เคยบันทึกมา นักวิทยาศาสตร์คิดว่ามันแทบจะการร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ สถานที่อย่าง Basra ในอิรักซึ่งเป็นสถานที่ที่นักวิชาการระบุว่าอยู่ชายขอบของสวนอีเดนตามคัมภีร์ไบเบิลนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปถึง 149 องศาฟาเรนไฮต์ในปี 2559 เป็นระดับอุณหภูมิที่มนุษย์ไม่อาจทนอยู่ได้ในที่โล่งแจ้ง ในปี 2558 ผู้นำโลกมาประชุมสุดยอด ณ กรุงปารีส และตกลงตัวเลขใหม่ พวกเขากล่าวว่า ต้องพยายามอย่างถึงที่สุดในทุกวิถีทางที่จะรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเช่นนั้นแบบครึ่งต่อครึ่ง เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน ดังนั้น ลองเทียบตัวเลขดูอีกครั้ง

942 > 353

ยิ่งต่างกันออกไปอีก ในการมีโอกาสเสมอกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ที่ประชาคมโลกที่ได้ตกลงกันที่ปารีส เราจะต้องปิดเหมืองถ่านหินที่มีอยู่ทั้งหมดและหลุมก๊าซและน้ำมันเกือบทั้งหมดที่เราใช้อยู่ก่อนที่มันจะหมดลง

Kretzmann กล่าวว่า “มายาภาพของความสำเร็จในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวเลขนี้บอกเราว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นหมดลงแล้ว สิ่งที่ตกลงกันที่ปารีสนั้นหมายถึง เราต้องจัดการกับภาวะขาลงในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยทันทีและจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“การจัดการกับภาวะขาลง” นั้นหมายถึงจะต้องให้เทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลงในวันพรุ่งนี้ เรายังสามารถนำเชื้อเพลิงจากบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซธรรมชาติและเหมืองถ่านหินที่มีอยู่มาใช้ได้ แต่เราไม่อาจออกไปสำรวจแหล่งใหม่ของเชื้อเพลิงเหล่านี้ เราไม่อาจพัฒนาแหล่งน้ำมัน ก๊าซและถ่านหินที่เรารู้อยู่แล้ว แหล่งที่อยู่ใกล้กับโครงการปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่

ในสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและน้ำมันที่มีอยู่นั้นคิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 86,000 ล้านตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐอเมริกาเดินหน้าต่อและพัฒนาบ่อน้ำมันและพื้นที่ขุดเจาะโดยใช้กระบวนการ fracking ทั้งหมดตามแผนการที่วางเอาไว้ ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อีก 51,000 ล้านตัน และหากเราปล่อยให้เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งหมด(ปริมาณมากที่สุดที่จะยังคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส)

คณิตศาสตร์ใหม่นี้เป็นข่าวร้ายของผู้เล่นที่ทรงอำนาจจำนวนมาก อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นมีแบบจำลองทางธุรกิจอยู่บนความคิดที่ว่าสามารถขุดน้ำมันและก๊าซขึ้นมาใช้ในแต่ละปีอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ทีมนักธรณีวิทยาของพวกเขากำลังมุ่งค้นหาเพื่อขุดเจาะแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซแห่งใหม่ ในเดือนกันยายน 2559 อะปาเช่ คอปอเรชัน(Apache Corporation) ประกาศว่าได้ระบุการค้นพบบ่อน้ำมันแห่งใหม่ในทางตะวันตกของรัฐเท็กซัสที่มีปริมาณสำรองถึง 3,000 ล้านบาเรลล์ เก็บน้ำมันไว้ใต้ดิน – ซึ่งคณิตศาสตร์ใหม่แสดงให้เราลงมือทำหากต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ประชาคมโลกเห็นร่วมกัน ณ การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่กรุงปารีส – จะทำให้อุตสาหกรรมต้องสูญเสียเม็ดเงินนับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับเหตุผลที่พอเข้าใจได้ สหภาพแรงงานที่มีคนงานสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซและขุดเจาะนั้นต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโครงการท่อส่งน้ำมันดาโกต้า (the Dakota Access oil pipeline) ในเดือนกันยายน 2559 แม้ว่าหลังจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท่อส่งน้ำมันใช้สเปรย์พริกไทยและสุนัขเข้าโจมตีชาวพื้นเมืองอเมริกันอินเดียนที่ประท้วงอย่างสันติเพื่อปกป้องพื้นที่ฝังศพของบรรพบุรุษจากรถรถแทรกเตอร์เกลี่ยดิน นาย Richard Trumka ประธานสหพันธ์แรงงานและสภาองค์กรอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้รัฐบาลโอบามาเปิดทางให้กับการก่อสร้างโครงการ นาย Trumka กล่าวว่า การก่อสร้างและการซ่อมบำรุงท่อขนส่งน้ำมันสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนงานที่มีฝีมือหลายหมื่นคน หัวหน้าสหพันธ์แรงงานการก่อสร้างอาคารเห็นด้วยว่า “สมาชิกทั้งหลายต้องพึ่งพางานของชนชั้นกลางที่ช่วยสนับสนุนครอบครัวจากการประกันสุขภาพ เงินบำนาญและค่าตอบแทนที่ดี” เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานคนหนึ่งกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อย่าให้ต้องล้มเลิกโครงการและควบคุมจนเกินไปหรือเพียงแต่บอกว่า ไม่เอา เก็บมันไว้ใต้ดิน มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น.

เธอพูดถูก มันจะง่ายกว่าสำหรับทุกคนถ้าหากมันไม่ง่ายขนาดนั้น คนงานต้องพึ่งพางานเหล่านั้นจริงๆ เพื่อสร้างวิถีชีวิตชนชั้นกลาง และเราทั้งหมดต่างก็เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งวันและทุกวัน แต่ปัญหาคือมันง่ายเช่นนั้นหรือ เราต้องยุติมัน เราต้องเก็บมันไว้ใต้ดิน ตัวเลขก็คือตัวเลข เราไม่อาจทำอย่างที่เป็นอยู่ได้อีกต่อไปหากเราต้องการมีโลกอยู่

เก็บมันไว้ใต้ดินไม่ได้หมายความว่า เราต้องยุติการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลลงทั้งหมดในทันทีทันใด Kretzmann กล่าวว่า หากเราปล่อยให้แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปัจจุบันเริ่มลดลงไปตามธรรมชาติ เราจะใช้น้ำมันน้อยลงร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2576 นั่นคือเรามีเวลา 17 ปี เมื่อบ่อน้ำมันที่เราขุดเจาะค่อยๆ หมดไป เพื่อแทนมันด้วยพลังงานหมุนเวียน นั่นก็เป็นเวลาที่พอจะแทนรถยนต์ผลาญเชื้อเพลิงด้วยรถไฟฟ้า การเปลี่ยนให้คนงานสร้างท่อลำเลียงน้ำมันและคนงานเหมืองถ่านหินไปเป็นการทำงานสร้างแผงเซลล์สุริยะและกังหันลม ในการที่จะทำตามเมืองที่เดินหน้าไปก่อนอย่างเมือง Portland ที่ห้ามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และอย่างประเทศจีนที่ห้ามการทำเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ เหล่านี้เป็นจังหวะก้าวเล็กๆ แต่มีความสำคัญ

แม้แต่สหภาพแรงงานขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มรับรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานหมุนเวียนจะสร้างงานนับล้านตำแหน่งที่มีผลตอบแทนที่ดีภายในปี พ.ศ.2573 ทุกๆ คนตั้งแต่พยาบาลไปถึงคนงานในภาคการขนส่งต่างคัดค้านท่อขนส่งน้ำมันดาโกต้า สหภาพแรงงานอีกหลายแห่งออกมาคัดค้านการส่งออกถ่านหินและการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยวิธีแฟรกกิ้ง(fracking) Sean Sweeney ผู้ประสานงานประเด็นแรงงานและการปกป้องสภาพภูมิอากาศกล่าวว่า “นี่ถือเป็นประวัติการณ์ การลุกขึ้นมาของสหภาพแรงงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นำเสนอทิศทางใหม่ของการเคลื่อนไหวแรงงาน”

แต่การโน้มน้าวผู้นำโลกให้เชื่อคณิตศาสตร์ เพื่อยุติเหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหรือท่อขนส่งน้ำมัน เราจำเป็นต้องขับเคลื่อนในแบบเดียวกับการคัดค้านโครงการท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน (the Keystone pipeline) การทำแฟรกกิ้งในนิวยอร์กและการขุดเจาะปิโตรเลียมในอาร์กติก และเราจำเป็นต้องผ่านกฎหมาย “เก็บมันไว้ใต้ดิน” ที่จะการทำเหมืองถ่านหินและการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ในพื้นที่สาธารณะ ในสายตาของบริษัทเอ็กซอนโมบิลไปจนถึงรัฐมนตรีมหาดไทย นี่เป็นเรื่องไม่จริงหรือเป็นเรื่องที่ไร้เดียงสา แต่การที่คณิตศาสตร์ใหม่บอกชัดเจน การเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดินเป็นแนวทางเดียวที่เป็นจริง เรื่องที่ไม่จริงคือการจินตนาการว่า เราสามารถหลีกหนีไปจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นหายนะ ดังที่รายงานของ Oil Change International ระบุ ส่วนสำคัญของนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังมากที่สุดนั้นคือสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือ หยุดขุดเจาะ

นี่คือการทดสอบคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง และไม่ได้เป็นการจัดคะแนนตามเส้นโค้ง มันมีเพียงคำตอบเดียว และถ้าเราทำไม่ถูก แล้วเราทั้งหมด รวมถึงอารยธรรมมนุษย์กว่าหมื่นปีของเราก็จะล้มเหลว

WORLD ORGANIC NEWS

News & Advocacy

Bucket List Publications

Indulge- Travel, Adventure, & New Experiences

Pimthika 'S BLOG

The Right Way To Walk For Coffee Lover

A-FAB

ASEAN for a Fair, Ambitious and Binding Global Climate Deal

TARAGRAPHIES

A view from within in a hyperconnected world

Burma Concern

A Creative Platform for Understanding Burma

AOr NOpawan

Let's the flowers bloom in your heart!!

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.