อารยะขัดขืน ยืนหยัดต้านนิวเคลียร์

แม้ว่าผู้นำรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานของประเทศไทยกำลังชุบชีวิต พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์) ให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของการจัดหาพลังงาน (Security of Supply) แรงกดดันจากภาวะโลกร้อน(Climate Change) การสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลและต้นทุนการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แข่งขันได้ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้กำลังได้รับการท้าทายจากอารยะขัดขืนของพลเมืองทั่วโลกในอินเดีย รัฐบาลวางแผนที่จะสร้างสวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ชัยตาปัว ในอำเภอรัตนคีรีที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐมหาราช สวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ดังกล่าวนี้จะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 8 หน่วยที่ซื้อมาจากบริษัทอารีวา อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส นอกจากภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นของพลังงานนิวเคลียร์ โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและชาวประมงนับหมื่นคน ต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 ชุมชนท้องถิ่นนับพันได้ลุกขึ้นมาประท้วงโครงการ โดยอาสาตัวเองเพื่อเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและการฟ้องร้องทางกฎหมายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

สิ่งที่ชุมชนเกษตรกรรมและประมงแห่งชัยตาปัวนั้นชัดเจนคือ พวกเขาต้องปกป้องผืนดินและแหล่งประมงชายฝั่ง และยืนยันไม่รับเงินค่าชดเชยการอพยพจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ จากการลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้ ตำรวจได้จับกุมชาวบ้านทั้งหญิงและชายกว่า 600 คน ใส่รถบัสและส่งเข้าคุก ชาวบ้านอีกกว่า 700 คน ยังคงยืนหยัดประท้วงอย่างสันติและเสี่ยงต่อการจับกุม

การประท้วงอย่างสันติ ยังประกอบด้วยผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นหลายคน รวมถึงอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา พี บี สวัน และพลเรือเอกรามดาสซึ่งเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ มีายงานว่าพวกเขาถูกจับกุมบนทางหลวงห่างจากพื้นที่ประท้วง 20 กิโลเมตร

ลักษณะโครงการนิวเคลียร์ที่ชัยตาปัวเป็น “ความละเลยที่น่าตระหนก” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพื้นที่ในเขตที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว พื้นที่ที่มีคุณค่าทางนิเวศวิทยา การกำหนดเวลาที่ไม่เพียงพอในการทบทวนความเสี่ยงของการออกแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งยังไม่เคยมีการดำเนินการที่ใดในโลกนี้ ด้วยเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้และความบกพร่องอื่น ๆ เตาปฏิกรณ์สามารถก่อให้เกิดความไม่เลี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ ชุมชนท้องถิ่นได้คัดค้านหน่วยงานรัฐที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน พวกเขาคิดว่าผืนดินมีคุณค่ามากกว่างานที่อาจที่ได้ทำในสวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และเงินอีกเล็กๆ น้อยที่เป็นค่าที่ดิน พวกเขาปฏิเสธการชดเชยที่เสนอโดยรัฐ สัตยาจิต สวาน นักกิจกรรมที่เข้าร่วมการประท้วงที่ชัยตาปัวกล่าวว่า “มันดูเหมือนเป็นรัฐตำรวจมากกว่า ตอนที่มีการประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อคงไว้ซึ่งกฎหมายและระเบียบ รัฐบาลปฏิบัติการสวนทางกับความต้องการของพลเมืองของตนเอง” รายงานี่จัดทำโดยกรีนพีซและผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์แห่งยุโรปชี้ให้เห็นว่า พลังงานจากแสงอาทิตย์สามารถจัดจ่ายไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ภายในปี ค.ศ.2015 ซึ่งเป็นเวลา 3 ปีก่อนที่เตาปฏิกรณ์หน่วยแรกจะเริ่มดำเนินการในชัยตาปัว พลังงานลมและชีวมวลสมัยใหม่นั้นสามารถแข่งขันในตลาดพลังงานได้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่อันตรายและเป็นหายนะ

ในเยอรมนี การขับเคลื่อนพลังของประชาชนเพื่อคัดค้านกากกัมมันตรังสีและการยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ 17 แห่งในประเทศ ออกไปอีกเป็น 12 ปีโดยเฉลี่ย ถือเป็นการรวมพลังพลเมืองครั้งใหญ่เพื่อยืนหยัดกับความบ้าคลั่งนิวเคลียร์ของรัฐบาลและอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนพลังมวลชนเพื่อต่อต้านการขนส่งและกักเก็บกากกัมมันตรังสี หรือ Anti-CASTOR (Cask for Storage and Transport of Radioactive material) ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน 2553 นี้ ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาในเยอรมนี ผู้เข้าร่วมอารยะขัดขืนของพลเมืองครั้งนี้มีทุกเพศวัย เป็นทั้งเกษตรกรและนักการเมือง กลุ่มสิ่งแวดล้อมและกลุ่มเยาวชน เป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยพวดเขารวมตัวกันภายใต้เป้าหมายหนึ่งเดียว คือเปล่งเสียงว่า “ไม่!!! ขอบคุณ” ต่อพลังงานนิวเคลียร์

การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ยังเป็นการประท้วงข้ามรุ่น สมาชิกทั้งครอบครัวออกมาพร้อมเพรียงกันเพื่อแสดงสมานฉันท์กับชุมชนท้องถิ่นซึ่งทำการประท้วงการจัดการกากกัมมันตรังสีในช่วง 30 ปีท่ีผ่านมา การชุมนุมครั้งนี้ขยายวงกว้างอันเนื่องมาจากการตัดสินใจของนางเมอร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีและรัฐบาลของเธอที่ยกเลิกการกำหนดเส้นตายในการทะยอยปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ออกไป

นายคูมิ ไนดู ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซสากล ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมนี้ ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเมอร์เคลยุติความบ้าคลั่งนิวเคลียร์และให้เยอรมนีรำลึกถึงความเป็นผู้ นำในการปฏิวัติพลังงานที่แท้จริงแทนที่จะย้อนกลับไปสู่ยุคปรมาณูที่ล้าหลังหมดสมัย สำหรับเยอรมนีแล้ว พลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่จำเป็น เยอรมนีคือผุ้นำโลกในด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดซึ่งมีการจ้างงาน 380,000 คนในปัจจุบัน

การขนส่งกากนิวเคลียร์ CASTOR เป็นตัวอย่างหนึ่งของความบ้าคลั่งนิวเคลียร์ที่จำต้องยุติลง มันเป็นขบวนรถไฟขนส่งถังบรรจุกากนิวเคลียร์ 100 ตัน จำนวน 11 ถัง กากนิวเคลียร์เหล่านี้ถูกทำการแปรรูปในฝรั่งเศสและถูกส่งกลับคืนมายังเยอรมนีทุก ๆ ปี เพ่ือจัดเก็บ การวัดระดับรังสีของถังบรรจุกากนิวเคลียร์ดังกล่าวนี้ที่ทำโดย ANDRA (National Agency for Radioactive Waste Management) ระบุว่า รังสีในแต่ละถึงบรรจุมีค่าสูงกว่ารังสีที่มีการปล่อยออกมาที่เชอร์โนบิลในปี ค.ศ.1986 การขนส่งการนิวเคลียร์ CASTOR นี้จึงถือได้ว่าเป็น “เชอร์โนบิลเคลื่อนที่” โดยแท้

จุดหมายสุดท้ายของขบวนรถไฟบนส่งกากนิวเคลียร์อยู่ที่เมืองกอร์เลเบน (Gorleben) เยอรมนี ซึ่งมันจะถูกนำไปเก็บไว้ในแหล่งกักเก็บกากนิวเคลียร์ที่ไม่มีความเหมาะสมในทางธรณีวิทยา แน่นอน ไม่มีที่ใดที่เหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่มีคำตอบแน่ชัดต่อปัญหากากกัมมันตรังสี และด้วยเหตุนี้เองที่คนในกอร์เลเบนจึงได้ลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงทุกปี และครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกษตรกรในพื้นที่ได้เปิดบ้านของตนเองเพื่อรับผู้ชุมนุมจากพื้นที่อื่น ๆ ในเยอรมนีและประเทศข้างเคียงในยุโรป อารยะขัดขืนของประชาชนในกอร์เลเบนได้ส่งสารที่สำคัญและทั่วถ้วน นั่นคือ “เราจะไม่ก้มหัวให้กับรัฐบาลที่สมยอมให้กับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์แทนผลประโยชน์ของประชาชน

รัฐบาลอื่น ๆ ทั่วโลกที่กำลังผลักดันให้มีนิวเคลียร์ควรต้องใส่ใจฟัง

Wanted climate leaders

By Tara Buakamsri

 “Amid the pressures of the global financial crisis, some ask how we can afford to tackle climate change. The better question is: can we afford not to?” – Ban Ki-moon, Secretary-General of the United Nations

We are living in an extraordinary moment in the global economy, a time when the bursting bubble of unlimited economic growth for its own sake and unregulated financial flows have plunged nations across the globe into recession, and untold numbers of the most vulnerable into even greater poverty.  At the same time, the very real impacts of the accumulation of unlimited CO2 emissions are raising sea levels, melting ice-caps, wiping out species and increasing poverty, water and food scarcity. 

It is critical to remember that while the G20 leaders may represent 85% of the global economy, their actions will affect the 172 countries not represented at this meeting, many of whom are the poorest and most vulnerable to the economic crisis and climate change.

“The Stern Review”, the most comprehensive review ever carried out on the economics of climate change put the likely cost of climate change impacts at up to 20% of global output. That means that climate change could cost more than the Great Depression and both world wars combined – in addition to the human deaths and species extinctions caused by physical and environmental impacts. So it is clear that if the G20 leaders are thinking about addressing the global economic crisis, generating stable economic growth and creating stable jobs they have to tackle the climate crisis regardless of which major city they happen to be in.

By contrast, Stern estimates that tackling climate change and forcing investment in low carbon technologies would be a fraction of this cost: just 1 or 2% of global GDP. The quickest way to put people back to work, kick-start sustainable economic growth andensure the security and stability of people and economies across the planet is by tackling the twin crises of global economic recession and climate change head on.

G20 leaders have a once-in-a-lifetime opportunity to tackle the twin crises of economic recession and climate change simultaneously, it is an opportunity they cannot afford to miss. As a start, G20 leaders from the US, EU and other high income OECD countries need to commit at least 1% of their GDP to greening their economies and getting rid of subsidies and other economic incentives that contribute to climate change.  The rest of the G20 should do all they can to leapfrog dirty carbon-based development and shift to a sustainable energy future. This will reduce emissions, supporting efforts to reach a strong and effective global deal for the climate in Copenhagen later this year.

It is critical that any other stimulus measures adopted do not negate green action.

Especially the actions being sought at the first UNFCCC meeting, that also begins in Bonn, this week.

The talks mark the beginning of a series of negotiations culminating with the Copenhagen Climate Summit in December, where a global deal to save the climate must be agreed. One of the key agenda items for Bonn is agreement on an overall mid-term emissions reduction target for the group of developed countries.

The race to forge a climate saving deal by the end of the year begins here. We want to see governments come off the starting blocks with vigour and determination. We want to see some real climate leadership emerge, something that has so far been conspicuously absent

Developed countries especially need to end the ridiculous ‘after you’ charade that they have been engaged in for the last decade and agree to cut emissions by at least 40% by 2020.

At the same time as the Bonn climate negotiations, on the sidelines of the G20 Summit in London, US President Obama  and Chinese President Hu Jintao. will meet for the first time.

The Obama and Hu meeting is the perfect opportunity for the world’s two largest greenhouse gas emitters to demonstrate common cause and climate leadership. A joint US/China commitment to finding climate solutions, including securing the necessary funding and a call to other world leaders to join them could be the critical step that breaks the stalemate, leading to a legacy of climate protection.